ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยมที่ลดความเวียนเกิดเวียนตายในโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยมที่ลดความเวียนเกิดเวียนตายในโลก พ่อครูว่า... นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาของมนุษยชาติที่เป็นอีกอันหนึ่ง โลกุตตระก็คือสุขกับทุกข์ สุขกับทุกข์นี้เทวนิยมไม่ประสีประสาไม่รู้เรื่องเลย นอกจากไม่ประสีประสาแล้วยังมีอวิชชางมงายด้วยติดความสุขมีความชังความทุกข์และไม่เคยมีความรู้ที่จะศึกษาเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีธาตุจิตหรือจิตนิยาม ธาตุ อัตตา ของชาวศาสนาเทวนิยมทุกศาสดา ที่เป็นศาสนาพระเจ้าเป็นสุขนิยม แล้วก็ไปจบที่ความไม่รู้ บอกว่าตายไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้า หลงว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสุขเป็นผู้บันดาลสุขเป็นผู้จัดทำให้แต่ละคนไม่ทุกข์ ไปฝากเอาความสุขความทุกข์อยู่ที่พระเจ้า จะปรารถนาหรือประสงค์ เป็นความประสงค์ของพระเจ้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะให้ใครสุขคือพระเจ้า หรือแม้แต่จะให้ทุกข์ก็คือพระเจ้า ถ้าได้รับความทุกข์เมื่อไหร่ก็บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้าได้รับความสุขก็บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงได้แต่อ้อนวอนประจบประแจงพระเจ้าไป พยายามที่จะให้พระเจ้ารัก คารวะระลึกถึงพระเจ้าวันละ 5 หน อะไรก็แล้วแต่ หรือว่าอ้อนวอนพระเจ้าเสมอๆ ท่องสวดมนต์ ระลึกถึงพระเจ้าเสมอๆ ศาสนาเทวนิยมก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ของพระพุทธเจ้ารู้เลยว่าพระเจ้าไม่มี ถึงมีก็คือธาตุจิตนิยามของตนเอง พระเจ้าก็คือเป็นพระเจ้าของตนเอง เป็นธาตุรู้ที่ถือว่าธาตุรู้นี้คือความรู้ ความรู้ความฉลาดหรือแถมเรียกว่าความจริงนี้ก็ได้ เป็นธาตุรู้ที่เหมาเข่งเลยว่าเป็นความรู้ความฉลาดเหมาเข่ง ผู้ใดที่รู้และฉลาดและสุดจบความรู้นั้นเป็นความจริงของตน แล้วตั้งตนเป็นศาสดา ก็มีบริวารมาเรียน กลายเป็นศาสนาเป็นลัทธิย่อยจนกระทั่งถึงลัทธิใหญ่ ลัทธิใดที่มีความรู้มากทางโลกียะ มีความฉลาดมากแล้วเขาก็จบว่านั่นเป็นความจริง
อ่านต่อ
ได้เท่าไหร่ก็ของแต่ละศาสดาแต่ละศาสนา ซึ่งความรู้ความฉลาดความจริงนั้นก็คือของศาสดาเองแต่ละองค์นั่นแหละ ผ่านกรรมวิบากของตนเองได้ความรู้และความฉลาด สรุปเป็นความจริงของตนสูงสุด ยิ่งสูงสุด axiom ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เขายึดถืออย่างนั้นจริงๆเลยเป็นความรู้ที่ยอดจบแล้ว ไม่มีใครจะรู้เกินกว่าพระเจ้าหรือพระบุตรที่เอาคำสอนมา พระบุตรก็ไม่กล้ารับรู้ ไม่กล้ารับรองว่านี่เป็นความรู้ของตน ที่ศาสดาของศาสนาเทวนิยมแต่ละองค์เอามาสอน มันเป็นของตนแต่ท่านไม่รู้ไม่เชื่อไม่กล้าที่จะรับเอามาเป็นของตน ก็เลยมอบให้ของใครอื่นก็แล้วแต่เพื่อพรางคนทั้งหลายว่าความรู้สุดยอดอย่างนี้ คนเป็นไม่ได้หรอก ต้องมีอะไรพิเศษอย่างหนึ่งเป็นสุดยอดความรู้เลย คือพระบิดาพระเจ้าประทานให้พระบุตรเอามาประกาศแก่โลกแก่มนุษยชาติให้รู้จักความจริง และเป็นความรู้ความฉลาดแบบนี้ให้ปฏิบัติตามเถอะจะสูงสุดด้วยความจริงเท่าพระเจ้า จะรู้จะฉลาดสูงสุดเท่าพระเจ้า แต่เขาก็บอกว่าไม่มีใครจะสูงสุดเท่าพระเจ้าแม้แต่พระบุตรก็ไม่ได้ เพราะพระเจ้าก็ดีพระบุตรก็ดีไม่ใช่คน คนเป็นไม่ได้ นี่คือความต่างของศาสนาเทวนิยมกับศาสนาพุทธ แต่พุทธนั้นพิสูจน์เลยว่า ความรู้ก็ดีความฉลาดก็ดี ความจริงก็ดี ไม่ใช่พระเจ้าเป็นเจ้าของ แล้วไม่อยู่นิรันดร เป็นความรู้ของแต่ละคนเอง พิสูจน์ได้ จะสุขจะทุกข์ก็ทำเอง จะดีจะชั่วก็ทำเอง พิสูจน์ได้ไง พิสูจน์จนสุดท้ายจะทำให้จิตนิยามของตนเองสลายเป็นดินน้ำไฟลงไปเลย จบเลิกเกิดเลย ทำได้ พระเจ้าจะทำอะไร ตายแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้า จ้างก็ไม่ไป ทำลายของตัวเองสลายเป็นดินน้ำไฟลม อย่างนี้เป็นต้นเป็นการพิสูจน์ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้แค่ทางรูปธรรมทางสสารพลังงาน แม้แต่ชีวะก็รู้บ้างเล็กๆน้อยๆในระดับพืช ในระดับจิตวิญญาณนั้นไม่รู้จบ ไม่รู้จิตวิญญาณสมบูรณ์แบบเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า นี่คือความรู้ของมนุษยชาติในโลก ที่ทรงค้นพบเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน ชาติทั้งหลายแหล่เทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้าก็มนุษย์เหมือนกัน ศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่สามารถที่จะทำให้ แม้จะพูดถึงความดีความชั่วก็ทำได้อย่างมีหลักประกันว่าเกิดอีกกี่ชาติรู้เลยว่าการเกิดวนเวียน การเกิดการตาย การตายการเกิด แต่ทางโน้นเทวนิยมที่แย่ที่สุดก็คือ ตายชาติเดียวและไปอยู่กับพระเจ้า ไม่รู้จักการเวียนเกิดเวียนตายเลย เทวนิยมที่รู้จักการเวียนเกิด เวียนตายบ้าง ก็ค่อยๆรู้เพิ่มขึ้นๆ เพราะฉะนั้นเทวนิยมที่พัฒนาขึ้นมาก็จะรู้จักการเวียนเกิด ว่ามันไม่ได้ไปตายแล้วอยู่กับพระเจ้านิรันดรนะ มันจะต้องมาเกิดอีก มีชาติ 2 ชาติ 3 ชาติ 4 ชาติ แต่เขาไม่รู้รายละเอียดว่า อวิชชาพพาเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้ามีอวิชชาจะพาเกิดวนเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนับชาติไม่ได้เลย วนแล้วก็ สะสมกับวิบากที่มันอวิชชาด้วย มันก็สะสมกันแต่ความเลวร้าย เพราะฉะนั้นในโลกที่หมุนเวียนอยู่ มันจึงเป็นยุคที่พระพุทธเจ้าท่านเกิด สอนความจริง ก็ลดคนที่จะไปจุดที่จะต้องหมุนเวียนอยู่ในโลกลดลงไปได้บ้าง คนที่ยังไม่รู้ ก็เป็นไปเพราะฉะนั้นเมื่อกาลเวลาเวียนไป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา สอนให้คนรู้จักการหยุดหมุนเวียน ดับความเป็นมนุษย์ได้จำนวนหนึ่ง จนกระทั่งศาสนาพุทธเสื่อมลง ก็ดับได้น้อยลงๆ น้อยลงๆ ศาสนาพุทธเสื่อมไปเสื่อมไป โลกียะก็จัดจ้านยิ่งขึ้น กลายเป็นยุคที่มันยิ่งเลวร้าย เรียกว่ากลียุค นี่มันก็ใกล้ขึ้นมาเพราะศาสนาพระพุทธเจ้ากึ่งหนึ่งแล้ว 2,500 ปี ศาสนาพระพุทธเจ้ามี 5,000 ปี พอถึงกึ่งหนึ่งนี่มันเสื่อมจนอาตมาเกิดมา มายืนยันประกาศตัวเองว่าเป็นผู้ที่เข้ามาสืบทอดเข้ามากอบกู้ด้วย กอบกู้ความเสื่อม ซึ่งมันเสื่อมจริงๆ อาตมาทุกวันนี้ก็เปิดเผยทุกอย่างพูดตรงๆ คำอธิบายเนื้อหาสาระสัจจะของธรรมะที่อาตมาอธิบายต่างๆนานา นี่ก็เขียนถึงความรู้นี่แหละ ไม่มีอะไร 660127 ในยุคนี้ต้องมาเรียนกับพ่อครูจึงจะบรรลุอรหันต์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก