หลักประกันสูงสุดยอดในศาสนาพุทธ 2 ประการที่คนควรได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
หลักประกันสูงสุดยอดในศาสนาพุทธ 2 ประการที่คนควรได้ _Took Aswin (ตุ๊ก อัศวิน) · Wow.!! ฟัง..ประวัติ บรรพชนอโศก..ยุคบุกเบิกนี่..ลำบากมาก..นะเจ้าคะ!! กราบขอบพระคุณ..ในความ..บุกเบิก..บากบั่น..ของ พ่อครู (Superhero) และ บรรพชน ทุกๆท่าน ด้วยความซาบซึ้งและประทับใจ..อย่างยิ่งยวด เจ้าค่ะ กาละนี้..อโศก สมบูรณ์ ในที่ทุกสถาน..ในกาละทุกเมื่อ..แว้ว!! น่าปลื้มมมมม..มั่กๆเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... จะเรียกว่าสมบูรณ์อาตมาว่าได้ขนาดนี้ก็เรียกว่าสมบูรณ์พอ ชีวิตทุกวันนี้ที่อาตมาพาปฏิบัติธรรมกันมา 50 ปี ทุกวันนี้นี่แต่ละชุมชนสังคมชาวอโศกแต่ละชุมชน ชุมชนเล็ก ชุมชนน้อย ชุมชนใหญ่ที่สุดเหมือนราชธานี อยู่กันอย่าง “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ” เป็นพยัญชนะที่เจตนาเอาความหมายมาตั้งเพื่อที่จะให้ฟังเข้าใจ อ๋อ มันเป็นการจะเรียกว่า ชี้นำก็ได้ ชี้นำแล้วก็พยายาม อธิบายขยายความว่าถ้าเราทำได้เป็นลำดับๆอย่างนี้ เป็นพัฒนาการของชีวิตสังคมก็เจริญ ทำได้แล้วมันมีประโยชน์คุณค่าเลยต่อมนุษย์ นี่ 1. นะ 1. ศาสนาพุทธนี้สุดยอดอิสระ 2. สบาย สบายดีภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้าคือ สัปปายะ สัปปายะก็ตรงกันข้ามกับคำว่า อปายะ แปลว่านรก อบาย คือ ความเสื่อม สัปปายะคือความไม่เสื่อมความเจริญความสบายจะเรียกว่าสวรรค์ก็สวรรค์ ถ้าผู้ที่ยังติดยึดภพชาติอยู่ก็เป็นสวรรค์คือมันเจริญขึ้นมันพัฒนาการขึ้นไป จากโลกียะไปเป็นโลกุตระ 3. สงบ คำนี้สูงสุดคือ สันตา มันหมายถึง กิเลสออกไปจากจิต กิเลสมันไม่มากวนจิตเลย จิตมันก็อิสระเสรี จิตมันก็มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าสงบคือทำให้จิตมันนิ่ง ให้หยุดการเคลื่อนไหว จนมาบังคับให้กายไม่เคลื่อนไหวกลายเป็นคนเฉื่อย กลายเป็นคนช้าๆ มันไม่แคล่วคล่องว่องไว ไม่ปราดเปรีย
อ่านต่อ
วว่องไว ซึ่งเป็นความเข้าใจของความสงบแบบเดียรถีย์ มันค้านแย้งกันในตัว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วเกิดปัญญา ปัญญาข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ปัญญาข้อที่ 3 จะรู้จักความสงบ 2 อย่าง สุดยอดลึกซึ้งเลยสงบที่กล่าวนี่แหละ เป็นความสงบอย่างโลกุตระ อันหนึ่งเป็นความสงบอย่างโลกียะ 2 อย่างนี้ เพราะฉะนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นคำสอนที่สูงสุดแล้ว จบแล้วในความเป็นมนุษย์ ในความเป็นมนุษยชาติโดยเฉพาะในศาสนาพุทธเราพูดเต็มที่ว่า ความเกิดมาเป็นคน เป็นจิตนิยาม เป็นความหมุนเวียนของธาตุจิตนิยาม ถ้าไม่รู้ มันจะไม่จบ กลายเป็นจิตนิรันดรเหมือนอย่างชาวเทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้า มันก็จะติดยึดอยู่อย่างนั้นตลอดไป นิรันดรเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เขาไม่สามารถที่จะรู้ว่าจิตนิยามหรือจิตวิญญาณนี้ มันเป็นแค่ธาตุปรุงแต่ง มันเป็นแค่ธาตุ 2 ธาตุที่มาจับกัน เป็นธาตุ 2 ธาตุมาจับกัน เรียกแยกง่ายๆขั้นต้นว่าเป็นรูปกับนาม มาจับตัวกันแล้วปรุงแต่งกันเกี่ยวข้องกันสังเคราะห์สังขารกันขึ้น แล้วก็เกิดสารพัดเป็นกรรม เป็นนิยายเป็นพฤติกรรมพฤติการณ์ของมนุษย์แต่ละชาติแต่ละชาติแต่ละชาติ แล้วไม่มีจบ ไม่มีจบง่าย ถ้าไม่เจอศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิจนกระทั่งสามารถบรรลุ บรรลุมรรคผลบรรลุอรหันต์เป็นต้น ก็ไม่สามารถที่จะทำให้จิตนิยามนี้ สูญสลายหายไปจากกาละ สูญสลายหายไปจากโลกหายไป จากกาละ จากมหาจักรวาล จากเอกภพเลย จิตวิญญาณที่เป็นอัตตาของแต่ละคนนี้ เลิก เรียกว่า ทำการตายแบบสลายกาย กายสเภทา หลังกายแตกตาย หลังจากนั้น ปรัมมรณา จิตวิญญาณของผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วสามารถสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ตัวตนของผู้นั้นหมด สูญสิ้น จิตนิยามสูญสิ้น อัตตาสูญสิ้น ความเป็นธาตุรู้หมดไม่มีแล้ว หรือ จะอยู่นิรันดร จะไม่สลายหายไปเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย จะเกิดแล้วเกิดอีกก็มีหลักประกัน หลักประกันที่ 1 คือ จะไม่ทำชั่วเลยไม่ว่าจะเป็นชั่วในสมมติ สมมุติโลกยุคไหนก็ตามที่เขาสมมุติกันว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว ก็จะทำดีไม่ทำชั่ว ตามที่เขาหลงใหลกันได้ ทุกกาละเทศะ จะอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน นี่เป็นหลักประกันเลย จะเกิดอีกกี่ชาติก็ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีอย่างเดียว 2. รู้จักจิตนิยามอย่างแท้จริง แล้วทำให้จิตนิยามนี้สลาย หมดตัวตนอย่างที่กล่าวไปแล้วอธิบายไปแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิตของตัวเองให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้สูงสุด หรือจะอยู่ก็อยู่อย่างได้เป็นอมตะ ไม่ทำชั่วทำแต่ดี และไม่ทุกข์ไม่สุข อยู่ไปแล้วก็ช่วยมนุษยชาติให้เป็นอย่างนี้ สูงสุด คือ หมดทุกข์หมดสุข ดีชั่วก็มีแต่ดีถ่ายเดียว เป็นคนประเสริฐค้างฟ้าเลย เป็นดาวค้างฟ้าและจะอยู่ก็อยู่อย่างเจริญจนสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งประกาศศาสนาแล้วก็ ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนจะเป็นพระพุทธเจ้าสมัย 2 เป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียวแล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปทุกพระองค์ ทุกคนสูงสุดที่จุดนี้ จิตนิยามของมนุษยชาติ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและทำได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความรู้ที่ตรงกันข้ามกัน มันเข้าใจกันผิด ก็เลยกลายเป็นคนละเรื่อง คนละทางกับเทวนิยมหรือศาสนาของศาสดาต่างๆ ศาสนาพุทธเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันหมดทุกองค์ ไม่ขัดไม่แย้งกันเลย และเกิดในยุคใดยุคหนึ่ง ไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน หรือในเวลาใกล้ๆกันพระพุทธเจ้าก็ไม่เกิด 2 องค์พร้อมกัน ไม่เหมือนเทวนิยมที่จะมีศาสดามากมาย โอ้โห..เยอะแยะเป็นร้อยเป็นพัน แข่งกันดีไม่ดีฆ่ากันด้วยซึ่งศาสนาพุทธไม่มี นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ เทวนิยมจะไม่ค่อยมีบารมี ชาวเทวนิยมเป็นคนส่วนมากของโลก พลเมืองโลกมี 7,000 กว่าล้านประมาณนั้น ในขณะนี้ ผู้ที่เป็นศาสนาเทวนิยมนี้ มีมากกว่า พุทธจะมีถึง 10% หรือเปล่าไม่รู้ นอกนั้นเป็นศาสนาอื่นๆ ตอนนี้อิสลามมากที่สุด นอกนั้นก็เป็นคริสต์เป็นอะไรต่ออะไรเป็นฮินดูก็เยอะ ฮินดูนี้คือศาสนาที่วนเวียนมาเป็นพุทธแล้วมันเสื่อม ฮินดูหรือพราหมณ์ มันเสื่อมไปจากพุทธ มันก็ตกไปเป็นอย่างนั้นกลายเป็นเทวนิยมไป เดี๋ยวนี้เมืองไทยก็ตามซึ่งเป็นศาสนาพุทธมาตั้งแต่ประเทศเปิดหรือเกิดประเทศ สร้างประเทศมา ก็ถือศาสนาพุทธในประเทศมาแล้วตลอด แต่มันเสื่อมทุกวันนี้พุทธศาสนาเสื่อม เสื่อมจริงๆไม่ใช่ว่าใส่โทษลงโทษ หมู่ใหญ่เลย เป็นคณะที่บริหารประเทศ คณะที่บริหารศาสนาอยู่ในประเทศทุกวันนี้ ก็เป็นหมู่ที่ผิด เสื่อม นี่อาตมาขอพูดตรงๆขออภัยที่ต้องพูดความจริงมันเสื่อม ไม่ได้ประโยชน์ นอกจากไม่ได้ประโยชน์และเป็นโทษต่อตนเอง และไม่ได้ลงโทษนะ เป็นผู้ทำบาป ทำภัยให้แก่ศาสนาพุทธ ทำบาปทำภัยให้แก่ศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาพุทธโลกุตระให้กลายเป็นโลกียะที่ หยำฉ่า ที่แปดเปื้อน กลายเป็นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน กลายเป็นประเพณีหรือเป็นโลกียโลกธรรมที่จัดจ้าน โอ้.. ไปติดหลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อะไรต่ออะไรกัน สารพัดสาระเพ แล้วก็ไปสร้างจารีตประเพณีที่ในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่มี มันเกิดปรุงแต่งสร้างจารีตประเพณีบานปลายออกไป เลอะเทอะไปหมดเลย อาตมาเห็นแล้ว เนื้อยเหนื่อย เพราะฉะนั้นบวชมาก็จะไปทำประโยชน์เพื่อที่จะลดสิ่งที่มันผิดเพี้ยนไปจากสังคมสงฆ์ ทำไม่ได้ ก็เลยต้องขอประกาศทำส่วนตัวเถอะ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็มีธรรมวินัยอยู่แล้วคือประกาศ นานาสังวาส อาตมาก็ประกาศนานาสังวาสกับสงฆ์ บวชเมื่อพ.ศ 2513 ประกาศนาสังวาส 2518 อยู่กับหมู่เขาก็ยากสารพัด อยู่ 5 ปี พ.ศ.2518 ก็ขอประกาศนานาสังวาสออกมาตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าซึ่งเขาไม่มีความรู้อยู่ 5 ปี 2518 ก็ขอประกาศนานาสังวาสออกมาตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าซึ่งเขาไม่มีความรู้ อาตมาออกมาเขาก็เล่นงานอาตมาซึ่งเขาทำผิดพระธรรมวินัยเป็นบาปเป็นภัย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ก็ได้แต่สงสาร ก็ยอมให้เขาทำมันจะได้ไม่ยาวนาน ขนาดนั้นยังยืดยาดยาวนานไม่ใช่น้อย หลายปีทีเดียวกว่าเขาจะหยุด จนเอาอาตมาติดคุก อาตมาต้องออกไปไม่เป็นศาสนาพุทธ อาตมาก็ไม่ยอมจะไม่เป็นศาสนาพุทธได้อย่างไรเพราะว่าศาสนาพุทธคือสิ่งที่อาตมาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จะให้อาตมาออกไปมันจะได้ยังไง ซึ่งมันไม่ได้ อาตมาก็ยืนหยัดยืนยันไม่ใช่ดื้อด้านดันทุรังอะไร จนกระทั่งสุดท้ายก็จบไปตามธรรมกลายเป็นนานาสังวาส แต่เขาก็เข้าใจอาตมา เข้าใจอโศกว่าเป็นพวกนิกายเป็นพวกนอกรีต คนส่วนใหญ่ก็ครอบงำกันอย่างนี้ เขาก็ครอบงำกันได้ เพราะจริงๆแล้วมันเป็นคนโง่มากกว่าคนฉลาด คนฉลาดจึงจะมาเข้าใจอาตมา คนโง่เขาก็ต้องเชื่อสิ่งที่มันผิดๆนั้นก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่ได้ประหลาดอะไร เป็นความจริงเป็นธรรมดาธรรมชาติของมัน อาตมาได้ขนาดนี้ สามารถที่จะช่วยประชาชนพลเมืองในยุคนี้ได้ประมาณนี้ อาตมาก็พอใจ พอใจๆ พอใจแล้วได้ขนาดนี้ประมาณนี้ 660127 ในยุคนี้ต้องมาเรียนกับพ่อครูจึงจะบรรลุอรหันต์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก