พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรมที่พาหยุดเกิดในปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรมที่พาหยุดเกิดในปฏิจจสมุปบาท พ่อครูว่า... ทีนี้ก็มาพูดถึงเนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้า ก็พูดวนซ้ำซากแต่ขยายความให้เห็นในเหลี่ยมมุมในมิติต่างๆไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้านี้ตรัสรู้ ธาตุ 2 ธาตุ เป็นหลักใหญ่ เป็นจุดเกิด เหมือนกับวิทยาศาสตร์ ไอสไตน์ค้นพบธาตุ 2 ธาตุ หรือสภาวะ 2 สภาวะ ไอสไตน์ก็รู้อันหนึ่งก็คือ รู้ว่าในโลกนี้มันเป็นการเกี่ยวข้องการปรุงแต่งกันของ Space and Time สเปซคือทุกอย่างของอวกาศหรือเรียกกันว่าโลหะแท่งทึบทั้งหมดรวมทั้งหมดในอวกาศ กับกาละคือ time ของวัตถุของสสาร ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 2 อย่างคือ Karma and Time of Continuum กรรมคือ จิตวิญญาณพาเกิดภาพเป็นจิตวิญญาณเป็นอัตตาเป็นของตน และก็ดำเนินไปกับเวลา เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาขั้นจิตวิญญาณขั้นเป็นธาตุรู้ขั้นโลกุตตระ ก็จะยิ่งกว่าที่ไอน์สไตน์รู้ เพราะไอน์สไตน์ก็รู้ในระดับของวัตถุ ของธาตุพลังงานทางสสาร ซึ่งชีวะก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปจะก้าวเข้าไปนิดๆหน่อยๆเรื่องของชีวะก็พอรู้เรื่องของ จะเป็นสัตว์เป็นพืชอะไรก็รู้เล็กๆน้อยๆ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นรู้หมดเลยในระดับอุตุที่เป็นธาตุดินน้ำไฟลม จนกระทั่งถึงพืช พีชะ จนกระทั่งถึงจิตนิยามจนรู้ว่าในจิตวิญญาณมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นทายาทเป็นมรดกของตน สืบทอดไปเลย จะเรียกว่าเป็นสรีรพันธุ์ไม่ได้ เป็น กรรมพันธุ์จริงๆ แต่เขาไปเข้าใจกันว่า กรรมพันธุ์เป็นเรื่องของสรีระเป็นเรื่องต่อทอดทาง DNA ทางยีนซึ่งมันไม่ใช่ กรรมพันธุ์ไม่ใช่ทางยีนทาง DNA ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นต่อทอดเป็น กรรมทายาท เป็นทายาททางจิตวิญญาณซึ่งเป็นของตน ไม่ใช่ของพ่อแม่ DNA พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดไม่ตกทอดกันไม่ตกเป็นเผ่าเป็นพันธุ์สืบทอดกัน สืบทอดกันของใครของมันด้วยกรรมของตนๆ จึงเรียกว่า กัมมัสโกมหิ
อ่านต่อ
กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ซึ่งอาตมาก็คงจะไม่ได้ขยายความทั้ง 5 อย่างนี้ก็ขอผ่านไปก่อน พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่าธาตุ 2 ธาตุนี้ จับกันเป็นจุดเกิดเป็นจิตวิญญาณหรือเป็นจิตนิยามขึ้นมาคือนามกับรูปเป็น 2 ภาวะ 2 ภาวะภาษาบาลีว่า เทวฺ นามกับรูปมันมีความสัมพันธ์กัน มันเกี่ยวข้องกัน มัน relative เกี่ยวข้องกันขึ้นมาเป็นความเกิด ความเกิด เรียกว่า ชาติ หรือชาติ เป็นตัวกลางๆคำว่า ชาติ เป็นความเกิดกลางๆแล้วพระพุทธเจ้าก็ขยายความเกิดนี้ไปอีก 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ความเกิด 5 อย่างนี้ผู้ที่มีจิตนิยามแล้วจะเกิด 5 อย่างนี้แหละปรุงแต่งกัน ขยาย5อย่างคร่าวๆก่อน คือ เกิดสัญชาตญาณ เกิดชาติ สัญชาติก็คือต่อกันมา มีความจำในการต่อเป็นสัญชาติญาณเรียกสั้นๆว่าสัญชาติ สัญชาติก็คือมันมีความจำ มันมีความสืบเนื่อง มันเป็นอัตโนมัติ พอเกิดมาใหม่ทุกอย่างก็เป็นกรรมกิริยาอัตโนมัติเองเลย เป็นสัญชาตญาณ โอกกันติ ก็จะมีการเกิดของกรรมกิริยาปัจจุบันที่จะมีการปรุงแต่งกันใหม่ที่จะสัมผัสที่จะเกิดใหม่สะสมลงเรียกว่า โอกกันติสั่งสมลงไปในจิต ก็เป็นตัวเกิดตัวใหม่ ตัวนี้แหละเป็นตัวแปรของคนทุกคนจิตวิญญาณทุกจิตวิญญาณ เมื่ออวิชชาก็ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้เรื่องว่ามันมีอะไรเข้ามาปนจะปรุงใหม่เข้ามาเพิ่มเติม เมื่ออวิชชาก็มีแต่กิเลสเพิ่มเติมหนาเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าจึงรู้ทันตัวนี้ แยกได้เป็น 2 อย่าง ที่มันเกิดเป็นโลกียะ เกิดไปเป็นตัวโง่อวิชชา มีวิชชารู้ทัน ก็ไม่เอาแล้วไปเป็นโลกียะที่มันเติมแต่กิเลสแล้วก็โง่เพิ่มเติมกันอย่างไม่หยุดยั้งเลย หยุดได้ ไม่ให้กิเลสมันเติมเข้าไปอีก ก็ทำความเกิดใหม่ลดลงจนกระทั่งไม่มีกิเลสเพิ่มเลย ลดลงเรื่อยๆเรียกว่าจึงเป็นการเกิดตัวใหม่ นิพพัตติ เป็นการเกิดที่ลด ความดับของกิเลสแล้วเป็น นิพพัตติ หรือนิพพาน มันยังไม่มีนิพพานเต็มก็เรียกว่า นิพพัตติ อภินิพพัตติ คือการเกิดชนิดที่ไม่มีกิเลสอีกแล้ว เป็นผู้ที่มีนิพพานสมบูรณ์แบบ อภินิพพัตติ นี่เป็นการเกิด 5 ประการที่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจแล้วทำจิตวิญญาณให้เป็นอย่างนี้ได้เรียบร้อยอย่างนี้เป็นต้น แล้วท่านก็มารู้ถึงมันเกี่ยวข้องกับโลก เกิดเป็นปฏิจจสมุปบาท ความเกิดธาตุรู้ 2 ตัวนี้ ที่วิญญาณหรือจิตนิยามนี้มันอวิชชา มันก็พาเกิด เกิดมาอย่างไม่รู้ความจริง มันเกิดอยู่อย่างไม่รู้ความจริงที่บริบูรณ์หรือสัมบูรณ์จริงๆเลย มันก็มีแต่กิเลสเพิ่มขึ้นมาปรุงแต่งขึ้นไปเป็นสังขารปรุงแต่ง แล้วก็เป็นวิญญาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นามรูป 2 ตัวก็ไม่รู้ต่ออีกนั่นแหละ มันก็ปรุงแต่งกันไปเป็นอายตนะ เพราะฉะนั้นอวิชชา จึงเกิดสังขาร สังขารจึงเกิดวิญญาณนามรูปจึงเกิดอายตนะ 5 ตัวนี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ 5 ตัวนี้ อายตนะก็คือตัวตนที่มันปรุงแต่งกันตั้งแต่ภายนอกจนกระทั่งถึงภายในเป็นตัวตนนามรูปเป็นอะไรต่ออะไร จับตัวกันเป็นตัวตน ตนคือตัวตนนี่แหละ เกิดอายตนะ เกิดทวารสองทวาร ภายนอกภายในเป็นรูปนามแล้วก็คู่กันอีก เป็น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน จนกระทั่งถึงภายในเป็นคู่ที่ 6 พวกนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้รายละเอียดของจิต เจตสิก รูป จนกระทั่งรู้แจ้งถึงนิพพานด้วย แล้วก็นำมาเปิดเผยนำมาอธิบายขยายความให้รู้ ทีนี้การจะปฏิบัติ การจะเรียนรู้ต่อจากสังขาร วิญญาณ นาม รูปอายตนะ พระพุทธเจ้าก็สอนต่อว่า จะต้องรู้ด้วยผัสสะ เมื่อมีผัสสะก็เกิดเวทนา เกิดเวทนาในเวทนา แล้วก็มีตัณหา แล้วก็มีอุปาทานซึ่งเป็นเหตุสำคัญเลย คือ ตัณหากับอุปาทาน มันทำให้เกิดภพ เกิดชาติ คือ ถ้าเป็นตัณหาก็คือกิเลสกำลังเคลื่อนไหว ถ้าเป็นอุปาทานก็คือกิเลสจับตัวกัน สะสมนิ่งเป็นอุปาทานที่ยึดติดต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็เกิดธาตุอวิชชาอยู่ มันก็สะสมภพสะสมชาติไม่มีจบไม่มีหยุดไม่มีหย่อน แต่ทาง ศาสนาเทวนิยมนี้ เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้ ศาสนาพระเจ้าเขาไม่มีความรู้เรื่องนี้ เขาไม่มีความรู้เรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน เมื่อเขาไม่มีความรู้ เขาก็จำนนต่อความจริง จำนนคือยังอวิชชาอยู่ แล้วอวิชชาของเขาคือเขาไม่รู้จักตัวสำคัญ เขารู้ได้ทางโลกีย์ คู่เดียวคือดีกับชั่วแล้วก็ไปดีชั่วตามสมมติ สมมุติของแต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ไม่ตรงกันไม่เหมือนกันเลย เอาล่ะก็ดี ก็ทำจุดที่ดีที่ยึดถือกันนั่นแหละแล้วก็อยู่กันสงบอยู่กันอย่างถือว่าจะเจริญก็แล้วแต่เจริญอย่างโลกีย์เขาก็อยู่กันไป ของศาสนาพุทธก็รู้เรื่องนี้รู้ดีรู้ชัดเจนและทำได้อย่างที่อาตมาก็อธิบายไปไม่รู้กี่ทีแล้วว่า สามารถทำให้จิตนี้ทำดีไม่ทำชั่วเลยจะเกิดอีกกี่ชาติกี่ชาติก็มีหลักประกันเลย นี่สูงสุดก็เป็นโลกียนี่สูงสุดก็เป็นโลกียะ โลกียะก็ทำไม่ได้แม้แต่ทำให้ดีตามโลกียะที่สมมุติกัน จนมีธาตุรู้ที่รู้ทันโลกียธาตุ. เกิดชาติไหนก็รู้ว่าดีอะไรชั่วคืออะไรแล้วไม่ทำชั่วอีกไม่ว่าจะชาติไหนชาติไหนเป็นหลักประกันที่ยั่งยืนถาวร 660127 ในยุคนี้ต้องมาเรียนกับพ่อครูจึงจะบรรลุอรหันต์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก