สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ เข้าเรื่อง การเมืองสังคมเศรษฐกิจ ชุมชนชาวอโศกทุกที่เป็นชุมชนที่บรรลุเศรษฐกิจสมบูรณ์เศรษฐศาสตร์สมบูรณ์ เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ถึงขั้นสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่อาตมาพูด ไม่รู้ว่านักเศรษฐศาสตร์เรียนดอกเตอร์มาไม่รู้กี่ใบเขาฟังแล้วจะgetบ้างไหม พระพุทธเจ้านั้นเศรษฐศาสตร์ของท่านเป็นความสูงสุดเป็นเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี สูงกว่าคอมมิวนิสต์สูงกว่าประชาธิปไตย และแน่นอนสูงกว่าเผด็จการ เสฏฐะ แปลว่าความเจริญ ทำให้มันพัฒนาการขึ้นไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ควรเป็น มีเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ มีสิ่งที่ยังชีพ มีสิ่งที่ประพฤติอยู่ ไม่เป็นโทษเป็นภัย เป็นแต่ประโยชน์ให้มีความสุขไม่มีความทุกข์ นี่คือ เศรษฐศาสตร์ อาตมาเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์นะ เลขที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้ว ตำราพระพุทธเจ้านั้นเศรษฐศาสตร์สูงสุดคือได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา แล้วเอามาเป็นสาธารณโภคีเป็นของส่วนกลาง ในเศรษฐกิจแต่ละประเทศ เขาก็จะต้องคำนึงถึงส่วนกลาง เผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็รีดมาจากประชาชน ถึงขั้นริบหมดเลยก็เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านมีสิทธิ์จะริบเอาสมบัติของใครมาเป็นของตนก็ได้ ถือว่าท่านเป็นเจ้าของสมบัติ ต่อมาเป็นประชาธิปไตย พยายามให้ประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของ ระบบทาสก็ลดลงๆ จนกระทั่งประชาธิปไตยอิสระเสรีภาพมาก ผู้มีอำนาจทางทุนที่จะกอบโกย เอาลาภมาให้เป็นของตัวเยอะในระบบนายทุน ก็เลยเกิดระบบคอมมิวนิสต์ที่ทำลายนายทุนให้เอามาแชร์ให้แก่ประชาชนคนอื่นได้บ้าง ก็เกิดลัทธินี้ขึ้นมา วิธีทำก็คือเป็นเศรษฐศาสตร์ทั้งนั้น แบ่งให้กับส่วนกลางแบ่งออกไปให้มีกินมีใช้ทั่วถึง โดย 1. มีของส่วนกลาง 2. ประชาชนมีส่วนในสิ่งเหล่านั้น แบ่งมาเป็นของตัวเองอยู่ที่บ้านมีท

อ่านต่อ

ี่ของตัวเองจดทะเบียนไว้ หรือไม่จดก็ตามแต่โดยปริยายก็ตามใจ ก็มีของตนกับของส่วนกลาง พระพุทธเจ้าท่านสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ สอนจนกระทั่ง ของๆตนกับของส่วนกลางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย ชาวอโศก เราทำได้สมบูรณ์แบบสูงกว่าประชาธิปไตยสูงกว่าคอมมิวนิสต์สูงกว่าเผด็จการ สุดยอด นี่คือ เศรษฐศาสตร์สุดยอด ใครจะรู้บ้างไหมนักเศรษฐศาสตร์ที่จบด็อกเตอร์มา post-Doctor มากี่ใบก็ตาม จะรู้จักเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าไหม ของส่วนกลาง เป็นสาธารณโภคีและทุกคนมีสิทธิ์กินใช้ร่วมกัน ด้วยจิตใจของแต่ละคนเป็นจิตใจที่ไม่มีตัวตน ไม่ถือเป็นของตัวของตน แล้วเราก็ร่วมกินร่วมใช้ ร่วมสร้างมาใส่ส่วนกลาง ที่นี่ร่วมสร้างทำผลิต เสร็จแล้วก็เข้าส่วนกลาง ไม่เอาเป็นของตัวเองเลย เป็นความสำเร็จสูงสุด คอมมิวนิสต์ก็สู้ไม่ได้ ประชาธิปไตยก็สู้ไม่ได้ เป็นของส่วนกลางที่สุดยอดของพระพุทธเจ้า ของส่วนตนก็อยู่ในนี้อาศัยกินใช้อย่างเป็นสุข ช่วยกันสร้างช่วยกันทำ อุดมสมบูรณ์ ไม่เอาพลังงานไปใช้ในเรื่องไม่เข้าท่าเสียเปล่า 1. เอาไปใช้ในทางอบายปรุงแต่งเสียเวลาทุนรอนแรงงานไปกับอบาย เลิก ไปทางโลภก็ตาม รสก็ตาม ไปปรุงแต่ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศให้แก่ตัวเองก็ไม่ทำ เรามีตัวอย่างของชาวอโศก ไม่ได้ใช้เวลาแรงงานทุนรอนไปสร้างให้ได้ลาภกับตัวเอง ได้เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสแก่ตัวเอง ไม่เอา ชาวอโศกจึงหมด โลกกามก็หมด โลกของสิ่งที่เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขแบบโลกีย์ไม่มี อยู่อย่างสุขสบาย จึงเป็นโลกแห่งอาริยะ เป็นโลกของแดนศิวิไลซ์สูงสุด อาตมาพูดไป คนก็จะหมั่นไส้ได้ อาตมาไม่มีเครดิต หากผู้ที่มีตำแหน่งทางศาสนาเป็นใหญ่เป็นสมเด็จมาพูดอย่างอาตมาคนจะขึ้นเยอะเลย พูดเหมือนอาตมารับรอง คนจะรู้จักธรรมะพระพุทธเจ้ามากขึ้น แต่ท่านเหล่านั้นไม่ได้พูดอย่างอาตมา ท่านก็พูดไป ตามเรื่องตามราวถือว่าท่านถูกต้องของท่าน ในการมีเศรษฐกิจ หรือเป็นผู้ที่บรรลุเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านั้น อาตมาก็พยายามย้ำ พูดแล้วพูดอีกว่า เศรษฐกิจที่สุดยอดจบแล้ว ชาวอโศกนั้นทุกวันนี้อาตมาสบายมากเลยไม่ต้องรบกวนใจอะไร เข้าใจกันหมดแล้ว อธิบายและปฏิบัติให้ประพฤติจริง ก็เลยเป็นเรื่องของความประพฤติจึงเป็นสังคมบวร เป็นสังคมบ้านวัดโรงเรียน ที่มีครบ มีสังคมหมู่บ้าน แล้วก็มีธรรมะขั้นโลกุตระ เป็นธรรมะที่บรรลุสูงสุดอยู่ในนี้จริง ทุกคนรู้ธรรมะและประพฤติธรรมะ แล้วก็ยังมีการสอนการเรียนกันเป็นโรงเรียน สืบทอดการศึกษา ทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธตลอดเวลา ครบหมด นี่คือชาวอโศกที่สมบูรณ์ทุกอย่าง ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของชาวอโศกจึงสบายมาก ก็อยากให้ท่านดร.สมคิดมาเรียนรู้มาทำความเข้าใจแล้วเอาไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคมประเทศ การแก้เศรษฐกิจให้แก่สังคมประเทศแก้แบบไหน แก้อย่างที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทำ แก้แบบคนจน แก้แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ต้องแก้แบบนั้นแล้ว จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบ เหมือนกับชาวอโศกแก้ปัญหาให้เป็นแบบคนจน แก้ปัญหาให้ขาดทุนของเราแล้วก็คือกำไร จบ จึงจบเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจจึงเป็นสุขจึงสบายจึงอุดมสมบูรณ์ จึงสุขสำราญเบิกบานใจ ก็สงสารพวกที่อาจจะมีอาการหมั่นไส้ คนที่แอบฟัง เหมือนพระสารีบุตรแอบฟังธรรมะอยู่ตีนเขาสิเนรุ ก็ยังดี ก็ยังได้ฟังธรรมะ ที่เป็นธรรมะ แม้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็เป็นลูกพระพุทธเจ้ากำลังสอน สอนผู้ที่คือพวกคุณนั่นแหละ คือสิริมหามายา พวกคุณนี่แหละ คือผู้ที่จะให้ความกำเนิดธรรมะพระพุทธเจ้าต่อๆไปอีก อาตมาก็พยายามที่จะเอาธรรมะใส่เข้าไป ให้พวกเราเอาไว้เพื่อจะขยายต่อไป อาตมายังไม่ตายก็ต้องทำอยู่ขยายอยู่ไม่หยุด ถ้าอาตมาตายไปแล้วพวกคุณก็สืบทอดต่อไป ก็เป็นอย่างนี้ แล้วอาตมามั่นใจว่าอาตมาได้ปลูกฝัง หรือว่าถ่ายทอดธรรมะของพระพุทธเจ้าไว้ ก็มีผู้รับเอาไว้พอสมควรอย่างพวกเรานี้รับไว้จนกระทั่งเป็นของบุคคล จนรวมตัวเป็นกลุ่มคน เรียกว่าสงฆ์ ทั้งฆราวาสและสงฆ์ก็คือสงฆ์ คือสมณะ 4 มีทั้งภิกษุและฆราวาสมีสมณะ 1 2 3 4 อยู่รวมกัน โดยเป็นกลุ่มมนุษย์อาริยะ หรือมนุษย์แผ่นดินพุทธ มีพุทธธรรม มีพุทธศาสนา ขออภัยเถรสมาคมท่าน อย่าหมั่นไส้อาตมามากเลย ที่อาตมาพูดเน้นพูดยกตน ข่มท่านเลย มันเป็นสัจจะ อาตมาหลีกเลี่ยงความจริงนี้ไม่ได้ก็พูดความจริง

ธรรมะต่างๆพวกนี้สรุปลงตรงนี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีอยู่ด้วยกัน สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลอย่างมีอานิสงส์ใหญ่ อย่างปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลมีอานิสงส์ใหญ่ จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมพ้นอาสวะโดยชอบ คือกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ จากพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 77-78 การศึกษาพระพุทธเจ้ามี 3 คือศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเข้าใจและปฏิบัติถึงขั้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ สิ้นก็จบการศึกษาของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีเศรษฐกิจดี ก็คือผู้ที่มีศีลแล้วก็มีอธิจิต ที่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ จิตอธิจิต กับจิตเป็นสมาธิต่างกันอย่างไร อธิจิต คือทำให้จิตเกิดดีขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วน สมาธิคืออธิจิตที่ทำได้สำเร็จ หยั่งลง สโมสรณา หรือโอคธา เป็นอมตะ โอคธาคือหยั่งลง หยั่งลงจากที่ได้สมาธิ ได้สติ ได้ปัญญา ได้วิมุติ ในมูลสูตร จากมีฉันทะเป็นมูล มนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย ปัญญาเป็นอุตตระ วิมุติเป็นแก่น จึงเป็นบุคคลที่เป็นอมตะ ชีวิตที่ไม่เกิดไม่ตายแล้วจึงเป็นชีวิตของนักมายากลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะเกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้จะตายก็ได้ไม่ตายก็ได้ ภาษาพูดก็พูดไปแต่ความจริงมีหรือไม่ อาตมาเคยพูดเคยบอกแล้ว ว่าอาตมานี่ อายุขัยของอาตมา 72 ปี แต่ตอนนี้ลากมาจนถึง 84 แล้วก็จะลากต่อไปอีก อาตมาตายก็ได้ไม่ตายก็ได้ แล้วจะตายอีกเมื่อไหร่ก็ได้ถ้ามันหมดอายุขัยแล้วจริงๆ แต่พวกคุณไม่อยากให้ตาย ยังไม่ยอมให้ตาย อาตมาก็ว่า จริง ยังทำงานไม่เท่าไหร่เลย สอนไปให้บวบยาวได้สองวา ตอนนี้มันแค่นี้ ได้วาเดียว ทุกวันนี้พวกเราอุดมสมบูรณ์มาก บรรลุเศรษฐกิจสูงสุด พูดแล้วเหมือนพูดเล่นพูดแล้วเหมือนพูดดี แต่มันมีของจริงเป็นจริง มันเป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจที่วิเศษ จริงๆนะ อาตมาว่า พวกคุณรู้สึกไหมมีชีวิตอุดมสมบูรณ์ อยู่อย่างไม่เดือดร้อนในลาภยศสรรเสริญโลกีย์ ลาภของเราก็คือ สิ่งที่เป็นปัจจัย สิ่งที่ไม่เป็นปัจจัยแล้วไปหลงเป็นลาภ ได้ไปอย่างโลกๆเขา ได้เงินมามากๆ ได้ลาภ ไม่ใช่หรอกอย่างนั้นมันอสรพิษ เงินไม่ใช่ปัจจัยไม่ใช่ลาภ มันเป็นอสรพิษมันเป็นงูเห่า ตอนนี้งูเห่ากำลังอาละวาดอยู่ในเถรสมาคม ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ทำงาน อาตมาก็เชียร์อยู่ เอาให้จริงเอาให้ชัดๆเลย ให้สำเร็จ ดูสิว่า คือยุคไหนก็แล้วแต่ คนตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสูงไม่เคยเป็นคนผิด ทำผิดให้ตายยังไงก็ไม่ผิดหรือไม่เข้าคุก คราวนี้เอาคนใหญ่ๆ นี้ผิด เข้าคุกหน่อยเถอะน่า จะได้เป็นยุคที่สุดวิเศษเลย จะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดศิวะเลย ผู้ปราบ ยอดอิศวรเลย ปราบ จริงๆตอนนี้มันเน่าเฟะก็ควรจะปราบ ควรจะชำระให้ อย่าให้ธรรมกายธัมมชโยโม้ว่าเป็นผู้ปราบมาร ทั้งที่ตัวเองเป็นมารเน่า มารใหญ่ สุดมาร แล้วก็ทำเป็นผู้มาปราบมาร คุณพงศ์พรไปเจอกับผู้ปราบมารหน่อย ใครจะเป็นคนปราบกันแน่ เอาให้จริงเถอะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา เมืองไหนก็แล้วแต่เขาก็มีศาสนา ศาสนาเป็นเรื่องจิตวิญญาณ ตั้งแต่คนชนเผ่า เกิดมาเขาก็เป็นศาสนาผี มีหมอผี ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ผู้กุมอำนาจของสังคม ตั้งแต่สมัยโน้น ถือเป็นตัวแทนของพระเจ้า ที่ควบคุมผีได้ จนกระทั่งทุกวันนี้กลายมาเป็นศาสนาเป็นลัทธิแบ่งแยกกันไปตามภูมิ สายเจโตก็เป็นเทวนิยม สายปัญญาก็มาเป็นพุทธ ผู้ที่มีศาสนาที่สูง สูงในเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ จึงมีการเมืองที่มีเศรษฐกิจมีสังคม เพราะจิตวิญญาณมีปัญญามีฐานจิตที่จริง เป็นฐานจิตที่มีความจริงความรู้ของความเป็นมนุษย์และความเป็นสังคม จึงทำให้มนุษย์ทำให้สังคมนั้นเกิดอยู่ร่วมกัน มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ชาวอโศกมีชีวิตอย่างมีชีวิตอนุเคราะห์โลกเขา เพราะปัญหาในสังคมของตนเองไม่มี ไม่มีปัญหาเพราะเรามีแต่ปัญญา เป็นองค์รวม พหุชนหิตายะ มวลชนอโศกอยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ มันเป็นความจริงที่ได้และมีจริงยืนยัน แต่คนที่เขามีอัตตามานะ ไม่เชื่อสัจจะอันนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่สงสาร คำว่าสงสาร คำว่าเวทนาก็ดี เป็นภาษาบาลีเป็นภาษาธรรมะ สงสาร คือ สิ่งที่วนเวียนอยู่ เวทนาคือ ความรู้สึก อาตมาได้แต่เห็นเวทนาของเขา เห็นความรู้สึกของเขา เขารู้สึกสุขรู้สึกทุกข์แล้วก็หลงความสุขที่เป็นโลกีย์ ว่าเป็นสิ่งที่น่าได้ ที่จริงเขายิ่งหนาไปด้วยกิเลส เขายิ่งติดยึดในทุกข์หนักขึ้นๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าลาภเป็นทุกข์ ยศเป็นทุกข์ สรรเสริญเป็นทุกข์ สุขโลกีย์นั้นเป็นทุกข์โดยแท้แต่เขาไม่รู้ เขาไปหลงเหตุนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะหมดทุกข์หมดสุข เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ที่เป็นฐานนิพพาน ทำจิตให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ต้องเรียนรู้เวทนา มโนปวิจาร 18 ที่เป็นฐานนิพพาน คืออุเบกขาที่เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ไม่ใช่เคหสิตอุเบกขาเวทนา ต้องรู้ความต่างของอุเบกขา 2 อย่างนี้ ธรรมดาอุเบกขาของพวกโลกีย์ก็มีเป็นความวางเฉยพักยก เรียกว่าดุสิตาโดยธรรม เมืองดุสิต แปลว่าเมืองพัก จิตพักสงบ แดนดุสิต ก็เป็นการพักยกโดยที่เขาไม่รู้ แต่มันก็ต้องพัก เพราะคนเราจะเอาแต่สุขแต่ทุกข์ จะไปแย่งชิงอะไรมันก็เมื่อย ก็เลยอยู่เฉยๆ โดยไม่รู้ ไม่เข้าใจความเฉยนี้ แต่เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาเป็นความวางเฉยอย่างไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างมีเนกขัมมะอย่างเอากิเลสออกได้หมด เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาจึงเป็นฐานนิพพาน ผู้ที่รู้สัจจะความจริงของ เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาก็สั่งสมให้เป็น อเนญชา สั่งสมให้เกิดเป็นสมาธิที่มีอุเบกขา สมาธิคือเกิดอุเบกขาเวทนาที่เป็น เนกขัมมะ ตกผลึกเรียกว่าเป็นสมาธิ ตกผลึก ตั้งมั่นแข็งแรง เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ให้ยิ่งขึ้นๆ จิตนี้ก็ยิ่งเจริญด้วย ปริสุทธิ ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสรา ผู้ที่ศึกษาบาลีมาหรือไม่ก็ตาม ฟังแล้วเข้าใจไหมฟังทันไหม ธรรมะที่อาตมาพูดไปไม่ใช่โมเมจับแพะมาชนแกะวุ่นวาย แต่เป็นเหตุปัจจัยกันทั้งนั้น ถ้าเข้าใจแล้วก็เอามาช่วยกันสอนต่อไปได้ ต่อเป็นจิ๊กซอว์ จิ๊กซอว์นี้ต่อมาเป็นดอกบัว ต่อมาเป็นประเทศไทย ต่อมาเป็นอะไรก็ได้ มาเป็นมะม่วงก็ได้ มาเป็นลูกบักลอย(บวบเหลี่ยม)

เปรียบเทียบกับรูปต่างๆ มาเรียนรู้รูป 28 กันต่อไป ตั้งแต่มหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลมที่เป็นอุตุนิยามภายนอก ก็เกี่ยวกันสังเคราะห์สังขารกันอยู่ อย่างไรๆ เริ่มตั้งแต่ตัวเราก็มีปสาทรูป โคจรรูป ก็มีผัสสะ กับดินน้ำไฟลมรวมตัวเราที่มีกาย คือมีทั้งจิตและภายนอก กายคือจิตที่รู้ร่วมกับภายนอกภายในคือกาย แต่ทุกวันนี้กายเขาเข้าใจแต่เพียงภายนอกขาดไปจากจิต นี่คือความเสื่อมของความรู้ที่ศาสนาพุทธเสื่อมไปแล้วขณะนี้ เข้าใจคำว่ากายไม่ถูก เพราะฉะนั้นมูลกรรมฐาน 5 เขาจึงไม่รู้เรื่องเลย เป็นมูลกรรมฐานแรกที่ภิกษุต้องเรียนรู้ อุปัชฌาย์ต้องให้ศึกษาแยกกายแยกจิต จาก ผมขนเล็บฟันหนังนี้ให้ได้ อย่างไหนเป็นกายภายนอก อย่างไงมันเป็นจิต อย่างไงมันไม่ใช่กาย พวกเราจะพอชี้ความชัดเจนนี้ได้ไหม ….ได้เลยหรือ อยากฟัง ตอนไหน เอาเล็บนี่ก็ได้ เล็บที่อยู่ยื่นออกมาจากประสาทนี้ มันไม่มีความรู้สึกหรอก หากเราตัดทิ้งออกไปมันไม่ใช่กายแน่นอน เมื่อคุณเองคุณตัดได้ มันไม่เจ็บ ตัดออกไป หลุดไปจากร่างเราก็ถือว่าไม่ใช่กาย แต่ถ้าเป็นตัวเรามีดินน้ำไฟลมผสมกับตัวรู้ มีชีวะ จริงๆอย่างนี้แหละคือกายแท้ที่ถูกต้อง แต่ไปเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลมไม่มี ปสาทรูปโคจรรูปร่วมนั้นผิด แต่ที่มันตัดออกไปได้ไม่เจ็บคือพีชะ มีชีวะร่วม แต่ไม่มีวิญญาณมีสังขารกับสัญญา ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ จึงเป็นพีชะ แต่มันเป็นกายที่เป็นพีชะ ตัดออกไปทิ้งเป็นอุตุนิยาม ไม่ใช่กายแล้วก็เข้าใจได้ง่ายไม่ได้ยาก แต่กายที่มันติดอยู่กับตัวเรา เป็นพีชะ มันก็เป็นกายของเราอยู่นะ มีชีวะ แต่ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ก็จะแยก อุตุ พีชะ ออก และอันที่มันมีประสาทตัดเข้าไปเจอเส้นประสาท มีเวทนามีวิญญาณ อันนี้ลึกเข้ามา เป็นจิตมโนภายใน นี่คือมูลกรรมฐาน 5 ให้พิจารณาแยกกายแยกจิต อะไรเป็นความแท้จริงหรือไม่อย่างไร แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่รู้เรื่องกันแล้วเขาให้พิจารณาผมขนเล็บฟันหนังว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์เป็นอนัตตาไปโน่น มันไม่เที่ยงมันเสื่อมได้ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันเป็นอนัตตา มันไม่มีตัวตน ซึ่งผิดเป้าหมายที่พระพุทธเจ้าท่านให้ศึกษา กรรมฐาน 5 นี้ไป ไกลเลย นี่ ศาสนาพุทธหมดแล้ว กายต่างๆที่จะต้องมีจิตร่วมอยู่เสมอ คำว่ากายนั้นไม่มีจิตร่วมก็ไม่ได้ในการศึกษาพุทธศาสนา ถ้าไม่มีจิตร่วมเราก็ตัดทิ้งได้ไม่ต้องไปอะไรกับมัน หากมันไม่มีจิตวิญญาณร่วมมันก็ไม่ใช่เราเป็นของเราแน่นอน แต่เมื่อมันมีการร่วมอยู่กับจิต มันก็ต้องเป็นตัวเราเป็นของเราอยู่ คนไปยึดว่า กายนี้เป็นเรา พีชะเป็นของเรา ดีไม่ดี อย่างผมนี่ ผู้หญิงตัดทิ้งออกไปแล้วก็ยังบอกว่าเป็นของฉันเอาไปขายก็ไม่ได้ พวกที่รักผม ตัดก็ไม่ได้ ตัดแล้วก็ไม่ให้ใคร หวงไว้ ขายก็ไม่ได้ เลอะเทอะ ยืดยาดยาวไปหมด เลยกลายเป็นสังคมที่อะไรก็เป็นเราเป็นของเราหวงแหนอะไรกันยุ่งเหยิง พูดถึงเรื่องหวงแหน จะเห็นได้ว่าชาวอโศกหมดความหวงแหนไปอย่างสบายๆ ใครก็ตามเกิดความหวงแหนในชาวอโศกก็เกิดความทุกข์ อันนี้ก็ไม่ได้ อันโน้นก็ไม่ได้ หวง พูดตรงนี้แล้วก็ระลึกถึง เรือ เอาจากนี่ไปลงน้ำให้พวกเขาพายเล่น พวกเราก็ไปเก็บขึ้นมาเสีย มันก็จะเก่าก็จะเสื่อมไปไปเก็บมาทำไมเอาให้พวกเขาไปเล่น ทำน้ำตกลำธาร ให้เขาเอาไปพายกันเล่นเป็นความสุขสำราญเบิกบานใจ นี่คือความหวงแหน อาตมาก็ว่าหลายๆอย่างที่อาตมาทำ ทำเพื่อให้มาใช้สอยอาศัยร่วมกันเป็นประโยชน์ร่วมกัน เราก็ไม่ได้ถึงขนาดไปเป็นหนี้เป็นสิน เราพอทำได้ก็ทำไปไม่ได้เดือดร้อนใคร เพราะเราสามารถทำเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจของเราได้เยอะ เราทำสิ่งเหล่านี้ได้คนก็มองว่าอโศกทำได้อย่างไรมันสร้างขึ้นมาเอาเงินมาจากไหน ไม่เรี่ยไร ทำพิธีจัดงานหาเงินก็ไม่หา ดีไม่ดี คนเอาเงินมาถวายก็ไม่รับอีก ต้องมาถึง 7 ครั้งถึงจะมีสิทธิ์ แล้วมันเอาเงินมาจากไหนวะ เขางงหัวแตก นี่คือเศรษฐศาสตร์ของเรารุ่งเรืองเจริญมาก ไม่เป็นหนี้ แล้วมีพอใช้พอกิน คนทำงานอยู่ในนี้ วันหนึ่งเดือนหนึ่ง ประมาณเกือบ 3 ล้าน ที่คนมาทำงานแล้วรับค่าจ้างไปในแต่ละเดือน นี้คือเราทำงานช่วยประเทศชาติ ในหมู่บ้านราชธานีอโศกนี้มีคนทำงานจากภายนอกประมาณ 165 คน ทำมาหากินเลี้ยงชีพไปหลายปีแล้ว ได้รับเงินรายได้ไปวันหนึ่งเดือนหนึ่งแล้วแต่ค่าจ้าง เอาไปเลี้ยงชีวิตก็ต้องจ่ายประมาณเดือนนึง 3 ล้าน ก็ช่วยเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์โลกให้มีที่ประชาชนทำมาหากินอย่างสงบสบาย เขามาทำงานที่นี่สงบสบาย ไม่ได้จู้จี้จุกจิกอะไรเกิน จะอู้งานเลี่ยงงานก็ทำได้ เราก็ไม่อยากให้เขาเป็นหรอกมันเสื่อม เขามาอู้งานเอาแต่เงินรายได้ ค่าจ้างรายวันไป งานก็ไม่สำเร็จเราก็ไม่อยากให้เขาเป็น ก็ช่วยกันหน่อย พวกเราก็รู้กันแต่ต้องมีศิลปะในการพูดหน่อยนะ ประเดี๋ยวก็ไปทำให้เกิดความบาดใจมากเกินไป ถ้าใครไม่สามารถมีศิลปะก็อย่าเพิ่งไปพูด ผู้ที่สามารถพูดได้ก็ให้มาทำงานอย่างเป็นคนประเสริฐ มาอู้งานกินเป็นรายได้เลี้ยงไข้เลี้ยงงาน งานไม่เสร็จก็เอารายได้ไปเต็ม ค่าจ้างรายวันรายเดือนก็แล้วแต่ มันก็ไม่ดี เราก็เป็นอยู่อย่างนี้ จะว่าไปแล้วหมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านชุมชนที่ทางการเขาก็เคยบอกว่า หมู่บ้านราชธานีอโศกเป็นหมู่บ้านคนจนระดับ 5 ของจังหวัด อาตมาว่าไปตรวจสถิติกันอย่างไร ที่นี่เป็นหมู่บ้านคนจนอันดับ 1 ไม่ใช่อันดับ 5 เพราะแต่ละคนไม่มีรายได้ เขาวัดกันอย่างไร วัดกันแบบไหนว่าหมู่บ้านราชธานีอโศกอันนี้เป็นคนจนระดับ 5 ที่จริงแล้วเป็นหมู่บ้านที่มีคนจนระดับ 1 อันดับหนึ่งไม่มีใครมีรายได้เลยแต่ละเดือนแต่ละปี แต่ก็อยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นสุข นี่คือเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีของพระพุทธเจ้าที่คอมมิวนิสต์ก็สู้ไม่ได้ ยูโทเปียเป็นเรื่องฝันเฟื่อง นี่แหละคือพ่อยูโทเปีย ปู่ทวดของ utopia ด้วย สาธารณโภคี เพราะเข้ากองกลางหมดเลย utopia ของโทมัส มอร์ ไม่ได้คิดถึงขั้นเข้าส่วนกลางหมดนะ นี่คือสิ่งที่ยืนยันความจริงปรากฏการณ์จริงมีสิ่งที่เป็นจริงอยู่ในโลกมนุษย์ ว่าคนแบบนี้ก็มีด้วยหรือ มีวัฒนธรรมพฤติกรรมสังคมประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ช่วยกันทำมาหากินสร้างสรรความเป็นอยู่ ร่วมกันกินร่วมกันใช้อย่างสุขสบายไม่แย่งชิง ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งกันกินแบ่งกันใช้อุดมสมบูรณ์เหลือเฟือ เอาไปขายจะไปขายถูกๆ ขายไม่ได้ก็แจกกัน สร้างโรงเรือนมาก็ไม่ค่อยมีใครเอาไปขาย มีแต่โยมแสงเก็บพืชผักผลไม้ไปขาย พวกเราเก็บไปขายสิให้คนเขามาซื้อ ที่ไม่ค่อยมีคนเขาไป ถ้ามีวัสดุที่น่าซื้อ อันนี้บาทนึง เขาก็จะมาซื้อ อันนี้ลูกละบาท 1 ถูกมาก แต่เพราะเรามีเศรษฐกิจที่เหลือเฟือเลยไม่อยากจะเอาไปขาย ไปขายให้ถูกขายไม่ออกเดี๋ยวมันจะเสียจะเน่าก็แจก พวกเราขยันสร้างและปลูกแต่ไม่ขยันเก็บ โดยเฉพาะไม่ขยันเอาไปขาย มันมีกินมีใช้ไม่ต้องขาย ดูเดินไปที่สวนแตงไทยเน่าทิ้งเต็มไปหมด เราทำตามสูตรของของเรา ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ ทุกวันนี้อาตมาทำตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าสมบูรณ์สำเร็จแล้ว พิสูจน์ยืนยันแล้ว ใครว่าอาตมาโมเมไหม เราโน่เขาว่าไง พอรู้เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ใหม่ (หายโง่ว่า...ชอบชื่นชมมากจะนำญาติจากฟินแลนด์สวีเดนมาด้วยมาดูงาน)สามีเขาเป็นชาวฟินแลนด์เอาชีวิตมาอยู่ที่นี่ อาตมานำเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้ามาให้พวกเราสร้าง จนชาวอโศกชื่อว่ามีเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์สมบูรณ์แบบ ตามหลักของพระพุทธเจ้าที่อาตมาได้นำเอามาให้พวกประพฤติปฏิบัติ สมบูรณ์แล้วสบาย เศรษฐกิจคือสมบัติที่มีข้อจำกัดก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ให้อยู่เย็นเป็นสุขไม่ต้องเดือดร้อนกันเรียกว่าเศรษฐกิจดี เศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าจะต้องรวย ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจคือจะให้คนรวย จ้างอีกร้อยชาติก็แก้ไม่เสร็จ ต้องมาแก้แบบคนจน ให้คนรู้จักความจนว่าคืออะไร อย่าไปเป็นคนรวย ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ตรัสไว้ให้ชัดๆแต่คนเข้าไม่ถึงศาสตร์ของพระราชานี้ เข้าไม่ถึงไม่รู้และไม่เข้าใจพอ ท่านก็ตรัสแบบคนจนขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็คือของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาไม่ได้พูดเล่นท่านเป็นจริงๆ ท่านตรัสจากพระทัยของท่านอย่างที่ท่านมีภูมิรู้จริงพระทัยของท่าน แต่คนเข้าไม่ถึง น่าเสียดายประเทศไทยข้าราชการผู้บริหารเข้าไม่ถึง ถ้าเข้าถึงแล้วมาทำแบบคนจนจะเป็นอย่างไร มาสอนคนให้รู้จักความจน ความจนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ความจนไม่ใช่เรื่องน่าต่ำต้อย ความจนเป็นเรื่องประเสริฐ ความจนเป็นภูมิธรรมของจิต จิตของผู้ที่มีภูมิธรรม 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

นี่คือคุณสมบัติของคนชั้นสูง วรรณะ 9 คนในโลกไม่รู้แต่ผู้มีภูมิปัญญาจะรู้ เป็นผู้บรรลุธรรม บรรลุธรรมเป็นชุมชนด้วยไม่ใช่เพียงเป็นบุคคล แต่ละคนบรรลุธรรมก็รวมกันเป็นสังคม มีพฤติกรรมสังคมวัฒนธรรมสังคมสบาย อยู่กันอย่างสบาย พูดแล้วมันเห็นใจคนข้างนอกเขาฟังแล้ว พระโพธิรักษ์ มันโม้ ฉิบหายเลย คุยตัวโม้อวดดี นึกว่าตนเองถูกต้องนึกว่าตนเองบรรลุธรรมนึกว่าตนเองทำได้สุดยอด สุดยอดจริงๆ อาตมาทำมา 47 กว่าปีก็ได้ผล คนเขาไม่ได้เข้ามาปฏิบัติด้วยก็ไม่ได้ผลก็ไม่รู้ด้วยก็เป็นอิสระเสรีภาพไม่ได้กีดกันใครจะมาก็มา แต่ก็ต้องมาตามหลักเกณฑ์ที่นี่ หลักเกณฑ์พื้นฐานก็แค่มีศีล 5 ไม่มีอบายมุข และที่สำคัญอาจจะยากนิดนึงคือไม่กินเนื้อสัตว์ ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ศีลข้อที่หนึ่งไม่ใช่แค่ไม่ฆ่าสัตว์แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย สูงหน่อย สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปเขายึดถือกัน ที่เขาบอกว่าไม่ฆ่าสัตว์ทั้งนั้นไม่ใช่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ของเราสูงกว่านั้น ถ้าคุณไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์คุณก็จะไม่กินหรอก มันบาป ไม่ต้องใช้ชีวิตที่เกี่ยวกับเนื้อสัตว์เกี่ยวกับสัตว์ คุณไม่ฆ่าเองก็ต้องให้เขาฆ่า ชีวิตนี้ ตะกละ เห็นปลาตัวนี้ น่ากิน จะไปบอกให้เขาฆ่าก็ไม่ได้ ปลาเป็นไม่น่าซื้อ หากตายไปก็บอกว่าซื้อได้ แต่ถ้าเราถือศีลเราไม่ฆ่าสัตว์ เราก็ไม่ต้องให้คนอื่นเขาฆ่าและเรากิน หากให้เขาฆ่าแล้วบอกว่าฉันได้แต่กินฉันไม่บาป คุณก็ได้บาปไปอย่างนั้นแหละ

610504_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน