สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน มูลสตรภาคปฏิบัติสู่ความพ้นโลกและอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน มูลสตรภาคปฏิบัติสู่ความพ้นโลกและอัตตา ตอนนี้เข้ามาสู่เรื่องของธรรมะที่เราจะได้พูดกันไป ก่อนจะได้พูดธรรมะ อาตมาก็จะเข้าสู่เรื่องของสังคมการเมืองเศรษฐกิจก่อน ท่านเดินดินเกริ่นถึงอะไรที่ฝุ่นตลบกันหลายเรื่อง คนก็อย่างนี้แหละมีปัญหาเพราะไม่มีปัญญา คนที่มีปัญญาเพราะหมดปัญหา ผู้มีปัญหาก็ยังไม่หมดปัญหา ผู้ใดไม่มีปัญหาในชีวิตเลย ก็มีอยู่สามอย่าง 1. ผู้ที่ idiot Moron เขาก็ไม่มีปัญหาอะไรก็เพราะไม่รู้เรื่องคนไม่เต็ม 2. ผู้ที่บรรลุสูงสุด 3. ผู้ที่ไม่มีปัญหาอย่างโง่ๆ นึกว่าตัวเองมีปัญญา แต่ปัญญาเหล่านั้นอวิชชาทั้งนั้น ดีไม่ดี หลงว่าเป็นปัญญาแต่ที่จริงเฉโก (คือความฉลาดของปุถุชนทั้งหมด) ส่วนปัญญา คือความฉลาดของอาริยบุคคลเป็นของพุทธศาสนา แต่เอาปัญญาไปใช้แทนเฉโกไปหมด แล้วไม่เรียกเฉโกกัน หาว่าด่าเสียอีก หากบอกว่าคุณเฉโกจังเลย ที่จริงเขาชมนะ อาจฉลาดอย่างสุจริต รวยในลาภยศสรรเสริญฉลาดทางโลกีย์ด้วยนะ เขาก็ชมกัน แต่ความไม่รู้ความไม่เข้าใจความจริงของภาษาที่สื่อสภาวะ มันเพี้ยนไปหมดแล้วก็เลยเอาปัญญาไปเรียกความฉลาด เละไปหมด ทำให้คำว่าปัญญาเละไปด้วย เหมือนกับคำว่าบุญ ก็เอาไปเป็นคำว่ากุศล เป็นสมบัติ คำว่าบุญจึงเละไปด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องยากเพราะธรรมะพระพุทธเจ้านั้น 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นบัณฑิตผู้ที่มีปัญญาจนหมดปัญหามีแต่ปัญญาเต็ม ผู
อ่านต่อ
้หมดปัญญาไม่มีปัญญาก็คือไม่ต้องใช้ปัญญาแล้ว มันมีปัญญาสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องใช้ปัญญาอีกแล้ว อะไรมาก็รู้หมดตอบได้หมด เป็นคนมีปัญญา พระพุทธเจ้านั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีปัญญาอย่างที่ไม่ต้องมีปัญญา รู้หมด รู้อะไร ท่านรู้โลก รู้อัตตา รู้โลก รู้อัตตา ก็เลยไม่มีปัญหา โลก คือองค์รวมของข้างนอกด้วย ความเป็นโลกด้วยวัตถุมันก็เป็นของมัน มันไม่มีปัญหาไม่มีปัญญาอะไร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน แต่ความเป็นโลกที่จะต้องพูดถึงความเป็นมนุษย์ มนุษย์นี้จะต้องรู้โลก โลกวิทู เพราะว่าโลกมันต้องเกี่ยวกับตัวเรา เราเป็นคนมีธาตุรู้แล้วสัมพันธ์กับโลก สัมพันธ์กันมาไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ ยุคต่างๆ ดินน้ำไฟลมเป็นพืชทั้งหลาย ปรุงแต่งกันมาอาศัยกันมา อีกเยอะแยะในเรื่องโลก คือทั้งหมด ทั้งหมดที่ปรุงแต่งกันเรียกว่าโลก 2.อัตตา คือจิตของเรา โดยที่เราไม่รู้มัน แล้วเราก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เป็นไปตามเรื่อง พอคนที่จบมีปัญญารู้จักอัตตา ไม่เอาความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา เลือกเป็นว่าอันไหนดี มันเกิดมันทรงอยู่ มันเป็นธรรมะ มันอาศัย มันยังไม่สูญสิ้น แม้เป็นผู้ที่บรรลุแล้วเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้ารู้หมดแล้ว แจ้งโลกแจ้งอัตตาหมดแล้ว ท่านก็อยู่กับโลกกับอัตตาโดยที่ไม่มีปัญหา โดยที่มีปัญญาอย่างเดียว จัดการให้พอเหมาะพอสมไป จึงอยู่อย่างช่วยโลก โลกานุกัมปายะ อนุเคราะห์โลกเป็นประโยชน์ต่อโลก พาโลกให้เป็นสุข พหุชนสุขายะ ซึ่งอาตมาเองอาตมาว่า เราเกิดมาเป็นคน อย่างอาตมาเกิดมาเป็นคน ตั้งแต่รู้ตัวเกิดมาเป็นคนว่าจะต้องเป็นทำไมชีวิตจะเป็นอยู่ทำไม อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งพูดไปหมดแล้ว ผ่านอรหันต์มาจนทุกวันนี้ที่ยังเกิดอยู่เป็นคน ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป เป็นที่สุด เลิกจบไปเลย ยังไม่ทำให้แก่ตัวเองเพราะยังตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์ ตั้งจิตที่จะปฏิบัติตนให้ถึงที่สุดของความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนที่สูงสุดได้เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เกิดแล้วบำเพ็ญไปจะให้เป็นคนที่มีปัญญา มีสัมมาสัมโพธิญาณสูงสุดของศาสนาพุทธเราเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้ไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน เวียนตายเวียนเกิด เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตว์ภูมิต่อไปเรื่อยๆ อาตมาก็พูดความจริงว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนที่ไม่รู้ก็หาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม หาว่าบ้าบอเพราะเขาไม่รู้เรื่องด้วย มันก็น่าเห็นใจเขาก็ว่าไป อาตมาก็มีหน้าที่พูดความจริงอธิบายความจริงอันเป็นความรู้และความจริงให้ใครๆก็แล้วแต่ มีหน้าที่ 1. ตนเองต้องบำเพ็ญไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปัญญารู้สูงสุดเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ 2. ต้องเกิดมาทำงานในหน้าที่ของคน อาตมาพูดค้างไว้ว่า เกิดมาเป็นคนทำไม เกิดมาเป็นคนเป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษ เกิดมาเป็นคนเป็นสัตว์โลกที่มีประโยชน์ไม่มีโทษเลย จริงๆ มีแต่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่ทำความเป็นโทษภัยกับใคร นั่นคือการเกิดเป็นคน แต่ถ้าเป็นคนที่อวิชชา คนที่ยังไม่มีปัญญา ก็ยังเป็นโทษภัยแก่มวลมนุษย์ แก่ตนเองด้วยอยู่ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เกิดมาเป็นคนนี้ จะมาหาลาภให้แก่ตนเองก็เป็นโทษเป็นภัยแก่ตนเองและผู้อื่น หายศ สรรเสริญสุข ก็ยังมีโทษมีภัยให้แก่ตัวเองและผู้อื่น ผู้ยังแสวงหาโลกธรรมก็ยังมีโทษภัยแก่ผู้อื่น ผู้ไม่แสวงหาแล้วในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขก็ไม่เป็นโทษภัยแก่ตนและผู้อื่น อันนี้อาตมารู้ตัวตนเองเป็นปัจจัตตัง ว่าอาตมาเป็นคนที่ไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็มีชีวิตไป มีไปทำไม 1. บอกแล้ว อาตมาจะต้องศึกษาเป็นพระโพธิสัตว์ไปถึงสัมมาสัมโพธิญาณ 2. เพื่อทำประโยชน์ สืบทอดศาสนา สืบทอดความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ไป งานนี้งานหลัก งานนี้งานประเสริฐสุด เพราะฉะนั้น จะให้อาตมาไปทำงานหาลาภ ยศ สรรเสริญอาตมาไม่เอาแล้ว ให้ตายดีกว่า ไปแย่งลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุขของคน ให้ไปทำอย่างนั้นกับให้ตาย ตายดีกว่า ไม่เอา มันไม่เห็นจะต้องทำไปทำไม ทุกวันนี้อยู่ได้อย่างไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขอะไรหรอก สบายๆไม่สุข คนที่ยังสุขอยู่ก็คือทุกข์อยู่ เพราะว่าสุขกับทุกข์เป็นของคู่ สุขเป็นของเท็จ สุขขัลลิกะ ถ้าทุกข์ไม่รู้จักทุกข์ก็ยังเป็นความลำบากแก่ตัวเองอยู่ อัตตกิลมถะ ผู้ใดยังไม่ทำลายความยึดอัตตา ก็ยังลำบากอยู่ทั้งนั้นก็ยังไม่รู้จักโลกรู้จักอัตตา คนก็ยากจะเข้าใจ ความรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้เสื่อมไปมากมายเขาไม่รู้เรื่องแล้ว ก็เลยพูดกับหมู่คนที่พอรับรู้กันได้เข้าใจกันได้ อาตมาไม่เป็นหมันไม่สูญเปล่า แสดงธรรมะก็ยังมีผู้ได้รับประโยชน์ได้รับฟังบ้าง ไม่ใช่พูดไปคนก็ไม่รู้เรื่องไม่มีใครรับได้เลย ก็ไม่ใช่ ยังมีอยู่ ยังมีผู้คอยรับฟังธรรมะอาตมาอยู่ โดยแอบฟังอยู่ข้างเขาสิเนรุก็มี อาตมาทำงานก็เหมือนพระพุทธเจ้า แต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า เหมือนที่ไปเทศน์โปรดมารดาที่ดาวดึงส์แล้วพระสารีบุตรก็แอบอยู่ตีนเขาสิเนรุ เก็บเอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้แก่พระมารดา นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมากเป็นธรรมะ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่ทีนี้ คนไปรู้แบบเป็นเรื่องราวรูปร่างพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปดาวดึงส์เป็นภพชาติวิมาน แล้วไปสอนพระมารดาที่เป็นตัวเป็นตนอยู่บนโน้น แล้วพระสารีบุตรก็แอบฟัง ที่จริงก็คือผู้ที่อยากได้สาระของพระพุทธเจ้า อยากได้แก่นแท้แก่นเนื้อธรรมะพระพุทธเจ้า ก็จะต้องตั้งใจเข้าใกล้ เงี่ยโสตสดับเสมอ นั่นแหละคือแอบฟัง เสมอ ตั้งใจแล้วก็พยายามที่จะรู้ความจริงรู้ธรรมะรู้ความรู้ ให้หมด คำว่าพระพุทธเจ้าสอนพระมารดา มารดาคือผู้ที่ทำให้เกิด ความหมายทางโลกก็คือตัวตนบุคคลเราเขา นั้นไม่ใช่ปรมัตถ์ ปรมัตถ์นั้นมารดาคือจอมมายา เป็นนักเล่นกล ผู้ที่จะเป็นนักเล่นกลชั้นสูง จะมีเดี๋ยวไม่มีจะเกิดเดี๋ยวไม่เกิด ปุ๊บปั๊บๆเลย เป็นนักมายากล ทำตายทำเกิดได้อย่างคนอื่นไม่รู้เท่าไม่รู้ทัน ท่านทำตายทำเกิดเองได้อย่างสมบูรณ์ เดี๋ยวก็เกิดเดี๋ยวก็ตายเดี๋ยวก็ตายเดี๋ยวก็เกิด ผู้ที่เป็นอมตะไม่เกิดไม่ตายแล้ว ก็เกิดก็ตายได้เลย แต่ในเมื่อตนเองยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู้นั้นก็จะต้องมาแจกแจง ความตายความเกิด เอามูลสูตรมาขยายความดู 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) อาตมานี้ทำเกิดทำตายก็ได้ อาตมาเป็นจอมมายา สิริมหามายา คือฉายาของแม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเป็นพ่อ สารีบุตร โมคคัลลานะเป็นแม่ คือ ผู้ที่ต้องร่วมกันเอาธรรมะให้แก่ลูก ช่วยกันพ่อแม่ทำให้เกิดลูกเป็นธรรมะ พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยงพระโมคคัลลานะเป็นแม่นม หรือผู้ที่จะสืบทอดให้เกิดธรรมะเป็นแม่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นภิกษุสาวกทั้งหลายแหล่ แม้จะเป็นฆราวาสก็ตาม ฆราวาส ผู้ที่เป็นพระโสดาบันเรียกว่า สมณะ จะเรียกภิกษุก็ยังไม่ใช่ ต้องมาบวช แต่ฆราวาสไม่ได้ทำพิธีบวชจะเอาบาตรไปบิณฑบาตไม่ได้ก็ไม่เรียกภิกขุ แต่เป็นสมณะที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 สมณะที่ 1 พระโสดาบัน สมณะที่ 2 พระสกิทาคามี สมณะที่ 3 พระอนาคามี สมณะที่ 4 พระอรหันต์ ผู้เป็นภิกขุแต่ไม่เป็นสมณะเลยก็เยอะ เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก เป็นฆราวาสเป็นสมณะได้ ชาวอโศกเราเป็นต้น ฆราวาสก็เป็นสมณะได้ ด้วยความจริงด้วยสัจจะ บรรลุจริงของตนๆ ผู้ที่มาเป็นชาวอโศกนั้นมาด้วยตนเองทั้งนั้นด้วยความยินดี มาด้วยมูลคือเค้าเป็นความยินดีมาด้วยความอิสระเอง ไม่มีใครมาบังคับ ไม่มีใครหว่านล้อมปอกลอก มาเอง มีความยินดีเป็นเค้าเป็นมูล มาในที่นี้ก็ต้องมามีการทำใจในใจ มนสิการ คุณจะมีการเกิดได้เป็นสัมภวะ คุณมาที่นี่เพื่อจะเกิด อาตมาเป็นพ่อ สมณะสิกขมาตุเป็นแม่ เพื่อจะทำให้เกิดพระธรรม มีพระพุทธมีพระธรรมมีความรู้ พุทธธรรม แล้วก็จะเกิดสงฆ์ สมณะที่ 1 2 3 4 จะเกิดผู้บรรลุเป็นพระอาริยะระดับ 1 2 3 4 พวกคุณมาที่นี่เพื่อมนสิการ แล้วก็ทำการเกิดให้แก่ตน คุณมาที่นี่คุณมาเพื่อจะเกิด ไม่ใช่มาเพื่อเอาลาภ ยศ สรรเสริญ มาเล่นมาหัว เอาชีวิตอยู่แบบโลกๆเท่านั้น แต่ความเป็นโลกที่จะต้องมีการงานอาชีพ มีอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ คุณก็ต้องมีเป็นธรรมดา ก็ทำให้เป็นสัมมา เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัญญาข้อที่ 5 ของพระโสดาบัน ก็มาอยู่กับสหธัมมิก ศึกษาเพ่งเพียรในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา การงานของสหธัมมิก เราก็ช่วยกันไปก็มีปัญญามีความรู้ อยู่ร่วมกันอย่างนี้แหละ ทำงานไปเลี้ยงตนเองไปรอด อาตมาเห็นว่าพวกเรามาที่นี่มาเรียนรู้การมนสิการทำใจในใจ แล้วก็พาให้ทำได้ จึงมีสมณะที่ 1 2 3 4 ได้ ถ้าทำใจในใจไม่เป็นไม่มีการเกิด สมณะ 1 2 3 4 ที่แดนเกิดของจิต คุณต้องรู้หทยรูปที่จิต เป็นสัมภวะ โดยรู้รูป 28 อุปาทายรูป 24 อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความจนกระทั่งละเอียดมากมาย จนผู้ที่เรียนเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์มา เขาก็หาว่าโพธิรักษ์เอาอะไรมาพูดนักหนา เขาไม่ได้เรียนอย่างอาตมา เขาเรียนท่องพยัญชนะเป็นหมวดหมู่แล้วเอาไปสอบ ก็ต้องตอบให้ตรงอย่างที่เขามีคำตอบ ได้เป็นบัณฑิต แต่อาตมาไม่ได้ให้มาเรียนแบบนั้น เขาสอบก็ได้เป็นยศ เป็นสมเด็จไป หรือไม่ก็เรียนปฏิบัติออกนอกรีตหลับตาเก่งเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระธุดงค์ไป ศาสนาพุทธไม่มีการธุดงค์ เคร่งธุดงควัตรเป็นความเคร่งอย่างพระมหากัสสปะ ซึ่งทำมาไม่รู้กี่ชาติเป็นเรื่องนอกรีตเป็นเรื่องที่เกิน เป็นอัตตกิลมถะ แต่ก็ไม่เข้าใจกัน อาตมาก็มาพูดความจริงว่าไม่ต้องไปหลงอะไรมากมายอย่างนั้นหรอก ทำเกินไม่ได้เรื่องอะไร แต่คนไม่เข้าใจก็นึกว่าสุดยอดทุกวันนี้ พูดไปแล้วมันไปทำลายที่เขาเชื่อถือที่เขาเข้าใจกัน คุณฆ่ากิเลสตายก็เป็นพระอาริยบุคคล ฆ่ากิเลสตายหมดก็เป็นพระอรหันต์ จากการทำใจในใจแล้วปฏิบัติจะต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะไม่เป็นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการเป็นนั่งหลับตานั้นมันไม่มีผัสสะทั้ง 5 มีแต่อยู่ในใจๆ มันออกนอกรีต ออกนอกคำสอนของพระพุทธเจ้าเยอะแยะ มีพระสูตรบอกไว้ตั้งมากมายตั้งแต่พรหมชาลสูตร ไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาไม่มีทางปฏิบัติเป็นกรรมฐาน แต่น่าสงสารทุกวันนี้เป็นนั่งหลับตากันเต็มบ้านเต็มเมืองถือว่าเป็นพระปฏิบัติกัน นั่งหลับตาแล้วได้อันนั้นอันนี้เป็นวิมานเก่งรู้หมด เป็นพระอรหันต์กันหมดนั่นไม่มีหรอก นั่งหลับตาว่าบรรลุอรหันต์นั้นไม่มี มีแต่ลืมตาแล้วรู้ปฏิบัติทุกอย่าง เป็นโลกเป็นอัตตา ที่สำเร็จทุกอย่างจึงจะเป็นอรหันต์ อรหันต์ยังลืมตาไม่เป็นผู้ลึกลับ ยิ่งไปหลับตายิ่งเป็นผู้ลึกลับ รโห หรือ รหัส อรหันต์คือผู้ที่หมดความลึกลับแล้ว อรหะ +อันตะ คือ ไม่ลึกลับจนถึงที่สุดแล้ว ไม่ลึกลับในอัตตาสูงสุด เป็นอรหัตตา ผัสสะ เป็นสมุทัย ในภาคปฏิบัติของมูลสูตร ไม่ใช่ สมุทัยในทุกข์อริยสัจ เพราะฉะนั้นหากไม่มีผัสสะไม่เป็นเหตุให้เกิดการปฏิบัติได้ผล ไม่ว่าจะสำนักไหนในโลกชาวพุทธทั้งโลก ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย จึงเกิดเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วจึงจะมีสมาธิเป็นประมุข ประชุมลงเป็นสมาธิ เพราะเรียนรู้เวทนา 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 เรียนรู้ อันนี้เป็นโลกโลกียะเป็นเคหสิตตะ อันนี้เป็นโลกุตระ เป็นเนกขัมมะ ก็ทำให้เป็นอรหันต์ไปเป็นลำดับทำให้จิตเป็นเนกขัมมะ จิตลดอัตตาลดกิเลสไป จนกระทั่งบริบูรณ์ ก็หยั่งลงที่เวทนาสั่งสมเป็นสมาธิเป็นประมุขเป็นหัวหน้า จิตจบ บริบูรณ์เป็นสมาธิสมบูรณ์ สมาธิของพระพุทธเจ้า จึงต้องมีเวทนาเป็นผัสสะ สมาธิหลับตาไม่มีผัสสะเป็นเหตุนั้นเป็นสมาธินอกรีตของศาสนาพุทธ ฟังบ้าง ฟังแล้วเอาไปสำเหนียกศึกษา แล้วเอาไปแก้ไข อย่าไปเสียเวลาอีกหลายไม่รู้กี่ชาติแล้ว อาตมาพูดไป อย่างไรก็ไม่เข้าหูเขา มันเป็นวิบากนะ ฟังไม่เข้า ไม่รู้เรื่องไม่เอา มันไม่ใช่สิ่งที่เขายึดมั่นถือมั่นเขาว่าจะต้องนั่งหลับตา เลยปิดประตูรู้เลย มันน่าสงสาร ผู้ใดที่รู้จักตื่น ชาคริยานุโยคะ ว่า อย่างที่โพธิรักษ์พูดให้ใหม่แปลกนะ พูดโยงใยบาลีอย่างกับผู้ที่ไปเรียนจบเปรียญ 18 (จบเปรียญ 9 สองครั้ง ) อาตมาก็ว่ากันไป มีสติ เป็นอำนาจ อธิปไตย มีตื่นรู้ ผู้มีสติเต็มสัมผัสอะไรก็รู้อยู่ เพราะมีปัญญาเป็นคู่ช่วยมีสติปัญญา มีสติกับปัญญาเป็นธรรมะคู่ยิ่งใหญ่ มีทั้งอธิปไตย มีทั้งอุตระ มีทั้งความอยู่เหนือที่เป็นเรื่องได้สาระ ได้วิมุติหลุดพ้นโลก ไม่เป็นทาสโลก อัตตาที่ตนก็ไม่เป็นทาสอัตตาตนเอง ไม่ใช่ไม่รู้ในอัตตา จมในอัตตา เป็นผู้ที่รู้แจ้งความเป็นโลกและอัตตา โลกที่หยาบสุดเราเรียกว่า กามโลก และต่อมาก็ รูปโลก หมดกามข้างนอกหมดแล้ว อยู่เหนือแล้ว เป็นผู้ที่มีอำนาจมีสติอยู่เหนือมันแล้ว อยู่เหนือกามก็อยู่กับกามอยู่กับโลก กามโลก โดยมันไม่ทำให้เราตกเป็นทาสหรือลำบากไปทุกข์กับมันอีก อยู่อย่างสบาย จึงเป็นผู้ที่ได้ความหลุดพ้นจากโลก จากอัตตา เป็นวิมุติแก่นสารสาระ ทุกอย่างเราอยู่เหนือแล้วก็เป็นอมตะบุคคล ผู้ที่เกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้ ตายไปแล้วไม่เกิดก็ได้ ตายแล้วจะเกิดก็ได้เป็นนักมายากลเรียกว่าสิริมหามายา เป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา เป็นผู้ที่ถือว่าเป็น มาตา คือแม่ เราถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นพ่อเป็นผู้ที่เป็นต้นเชื้อ คู่กับแม่ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์เป็นแม่ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ ก็จะต้องมาให้เกิดลูกสืบทอดลูก อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่สืบสาระของพระพุทธเจ้าต่อ ความไม่เกิดไม่ตาย ความเกิดความตาย ทั้งเกิดก็ได้ตายก็ได้เหมือนคนตลบตะแลงเหมือนคนเล่นกลมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เดี๋ยวก็มีเหตุมาก็หายไปแล้ว อย่างนี้ เขาก็หาว่าอาตมากลับไปกลับมา พวกนี้ก็เป็นนักข่าวเรื่อง เป็นกองบรรณาธิการนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนนี่ ถ้าไม่มีอะไรเอามาให้เขียนเป็นเรื่องก็เป็นนักประพันธ์นักเขียนเรื่องไม่ได้ พวกนี้จึงเป็นพวกนักหาเรื่อง อาตมาก็เป็นนักหาเรื่องให้คุณไปคิดพิจารณาได้ความรู้ จนได้รู้ได้สัมผัสจริง หากเอาแต่นั่งหลับตาก็ไม่ได้สัมผัสจริง ศาสนาพุทธจะต้องมีเรื่องให้คุณได้เรื่องไปแล้วเอาให้คุณไปปฏิบัติจนจบเรื่อง จนบรรลุในเรื่องนั้นจนชัดเจน เต็มเรื่อง มีแต่เรื่องที่สมบูรณ์แบบมีแต่เรื่องที่เป็นอรหันต์แล้ว อาตมาใช้ภาษาไทยอธิบาย สภาวธรรมไป พูดตามความรู้ความเข้าใจของอาตมาเอง เอาสภาวะมาฉีกหน้า ให้เห็น มาอธิบายช้างว่า ตรงนี้งวง งา หาง ขา เล็บ ตัว สารพัด อันนี้คือขี้มัน
610504_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ