สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กัมมโยนิ โอปปาติกะ กับการปฏิบัตินาม 5_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน กัมมโยนิ โอปปาติกะ กับการปฏิบัตินาม 5 ในกรรมต่างๆ มาขยายกรรม กัมมโยนิ กับ โอปปาติกโยนิ แตกต่างกัน โอปปาติกะคือตัวตนของสัตว์ ส่วนกัมมโยนิ คือพลังงานการกระทำ ของสัตว์ คนที่ทำกรรม ก็มีวิบาก สัตว์ก็มีวิบากแต่มันไม่รู้เรื่องขึ้นนรกลงสวรรค์ไปตามสภาพ แต่มาเป็นมนุษย์ที่ยังอวิชชาก็มีสวรรค์นรกอยู่นั่นแหละ นรกเล็กสวรรค์เล็กนรกหนักสวรรค์หนักอยู่นั่นแหละไม่จบ เราก็มาเรียนรู้จริงแล้วก็จะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไปมีมันก็มี มันพูดง่ายนะ ถ้าเราไม่มี มันก็ไม่มี ก็จบแล้ว กัมโยนิ คำว่า โยนิ คือการเกิดมีตัวเองเป็นประธานเป็นแม่เอง หรือเป็นพ่อเองก็ตาม พ่อคือปัญญา แม่คือเจโตคือศรัทธา ร่วมกันทำให้ คุณเกิด มันเกิดมา ถ้าเกิดมาในขั้นกรรมก็แค่ Dynamic แต่ถ้าเป็นโอปปาติกะก็เป็น static เป็นตัวตน ตัวสัตว์ แต่เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณที่ไม่ใช่แบบดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป มีแต่นามธรรม หรือนามรูป แต่มันเป็นสิ่งที่รู้ทางนามด้วยนามรูป การเรียนรู้ของนามจึงยาก พระพุทธเจ้า ย่นย่อการศึกษา นามรูป จัดการกับนามรูปให้จบ ตัวให้ศึกษา นาม 5 แต่มีรูป 28 นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการเป็นตัวชัดเจนระบุเลยว่าคุณต้องทำใจในใจ และการทำใจในใจของคุณจะต้องมีผัสสะเป็นตัวสำคัญ ทั้งที่ผัสสะนี้ยังไม่ออกเป็นนามทันทีนะ ถ้าอุตุนิยามผัสสะกันก็ไม่มีนามเกิด แม้พีชะผัสสะกัน มันมีเชื้อชีวะ สัมผัสกันเป็นตัวผู้ตัวเมีย เป็นธาตุนั้นธาตุนี้ มันก็รู้ พีชะมันรู้ แต่ถ้าเป็นจิตนิยามมันรู้มากกว่านั้น มันมี รู้สึกความสุขรู้สึกทุกข์ รู้สึกดูดรู้สึกผลัก หรือทำลายหรือแน่น ไม่มีพรากจากกัน เราจะไม่พรากจากกันนิรันดร ถ้าคนไหนเขามั่นหมายความรู้สึกอย่างนี้ไว้แล้วยิ่งกว่ากามนิตกับวาสิฏฐี จะไปอีกกี่ชาติๆๆๆ หน
อ่านต่อ
อ ก็มีคู่ มีทุกข์มีสุขจองเวรจองกรรมกัน แยกกันไปแล้วก็มาพบกัน ใครมาพรากไม่ได้ ใครมาพรากก็ฆ่ากัน ฆ่ากันไปฆ่ากันมาฆ่ากันไปฆ่ากันมาเมื่อยแล้ว พูดต่อก็ได้ ก็เพราะว่ามันโง่มันไม่รู้ กรรม กับโอปปาติกะ ทำให้กำเนิดเป็นสองสภาพ ต่างกันนะ โอปปาติกะ คือมันเกิดเป็น static เป็นตัวสภาพเป็นสัตว์ ส่วนกรรม คือ กิริยา อาการของการเคลื่อนไหว สัตว์มีการกระทำ ถึงต้องเรียนรู้ การทำใจในใจแล้วก็ต้องมีผัสสะ ผัสสะตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอกจึงจะเกิดสภาพที่เป็นรูปของเวทนา พอเกิดเป็นรูปของเวทนาแล้วเวทนาก็จะมี พระพุทธเจ้าแจกแจงเป็น 108 เริ่มต้นมันก็โง่ด้วย สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นพักยกพวกโง่ มันไม่รู้หรอก แต่มันอยู่เฉยๆพักแล้ว แต่ถ้าจะทำให้มันไม่ทุกข์ไม่สุขแบบเนกขัมมะ หรือของโลกุตระ ต้องมีความรู้ มีความรู้สึกเวทนา ที่เป็นความรู้สึกปฏิบัติได้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะว่ามันมีพลังงานไปดับเหตุที่มันจะต้องโง่ โง่ว่าต้องมีสุขมีทุกข์ โง่ว่าต้องผลักต้องดูด จนมันไม่โง่มันไม่ผลักไม่ดูด มันมีมันก็มีไปสิ จะสมมุติว่าดี จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ สมมุติว่าไม่ดีจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ ฉลาดอีกเราก็เอาแต่ดี ไม่ดีไม่เอา เป็นคนฉลาดแท้จะเอาสิ่งไม่ดีเอามาทำไม เอาแต่สิ่งที่ดี ไม่ดีมันทุกข์มันโง่ไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นเรียนรู้ความทุกข์ความสุข ความเป็นโทษความเป็นคุณ พระพุทธเจ้าถึงตรัสจบว่าเราสามารถรู้ความไม่ยึด รู้คุณรู้โทษ รู้ดีหรือรู้ไม่ดี สูงสุดจริงๆแล้วเมื่อเราจะวางก็วางทิ้งหมด 0 วางเป็น ญาณ มุลจิตตุกัมมตาญาณ คือมันเปลื้องปล่อยก็จบแล้ว มันมีปัญญาปล่อยเปลื้อง วางทิ้งไม่เอา แม้นามธรรมละเอียดขนาดไหนมันก็วางได้ เจตนาวาง เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์เพราะมีเจตนาวาง แม้มีตัวสัญญากำหนดรู้ นี่เรียกว่าสัญญา ตัวนี้เจตนา เจตนามีภพหยาบเรียกว่ากามภพ ก็ล้างกามภพ เหลือรูปภพ ก็ล้างอีก แม้ตา หู จมูกลิ้น กายก็สัมผัสอยู่ทุกอย่าง แต่เราอยู่เหนือมัน มันทำอะไรเราไม่ได้ ไม่เกิดทุกข์ไม่เกิดสุขไม่เกิดความผลักความดูด กระทบอย่างไรก็ไม่ผลักไม่ดูด อเนญชา ก็เป็นสภาพสะอาดบริสุทธิ์อยู่ คุณไม่รับอะไรก็ไม่รับได้ หรือคุณจะรับโดยอนุโลม คุณก็รับได้ รับโดยอนุโลม อนุโลมมาทำไม ไม่ใช่เพื่อตัวตน แต่เพื่อให้คนอื่น เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อนุโลม ตัว ล ม คือ ลม คือพลังงาน ล กับ ม เป็นจิต อ๋อ ลม ก็คือ อากาศ ว่างๆ อนุโลม ตัว โอ นี้ให้มันยาวรุ่มร่าม แล้วก็ตาม คืออนุ ตามสิ่งที่คุณว่าง แต่คุณก็ให้มี มีอะไร มี ม คือจิต ถ้ารู้ด้วยกัน รู้ได้มากกว่า พีชะ อนุ แปลว่า ตาม จะแปลว่า เล็กน้อยก็ได้ จะแปลว่า ไม่มีก็ได้ อนะ คือไม่ อนุ ก็ไม่ อ ก็คือไม่ น ก็คือไม่ ไม่จนเกลี้ยงเลย ไหม้อย่าง ห้าล้านองศาเลย นี่ขยายความจากพยัญชนะต่างๆ เราขยายความจากพยัญชนะของวลี ประโยค ได้ ก็กลายเป็นคนดี เราเป็นเจ้าของกรรม กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท เราก็ทำแต่ดีสะสมเป็นกุศลไว้ อะไรไม่ดี ก็ทำบุญ อะไรดีทำกุศลได้ อะไรไม่ดี ทำบุญ คือฆ่าเลย อะไรไม่ดีฆ่าเกลี้ยงเลย จนเราสร้างพลังงานจิต ให้เกิดเป็นพลังงานอุณหธาตุ มีฤทธิ์แรงถึงขั้นฌาน เรียกเป็นภาษาไทยว่าไฟ เรียกเป็นภาษาบาลีว่าเตโช มันมีฤทธิ์มีอำนาจที่จะสลายสิ่งที่เราจะสลายมัน สร้างพลังอันนี้แหละพลังงานอันนี้ขึ้นมาให้เหนือกว่าพลังงานสิ่งที่เราจะสลาย จะละลายพลังงานราคะ คือไฟราคะ เราก็ต้องรู้ว่าตัวราคะคืออย่างนี้ อาการราคะที่เกิดกับเราคืออย่างนี้ หยาบด้วยใหญ่ด้วยเรารู้แล้ว เราทำลายให้มันบางเบาลงก็รู้ว่ามันจางคลายลงคือวิราคานุปัตสี จนดับมันได้ ดับได้เป็นครั้งคราวเรียกว่าเป็น ขณิกกะ หรือเป็นสภาพแต่ละสภาพ ขุททกะ มันยังไม่ มีอีกมาอีกเราก็ทำอีก จนมันไม่มีขณะ(กาละ)ไม่มีตัวขุททกะ แม้กาละหรือตัวตนใดๆก็ไม่มี ก็หมดแล้ว เหมือนอย่างอธิบดีรักษาการกรมการศาสนาคือคุณเสนาะบอกว่า ท่านสึกแล้วหรือไม่ เราก็บอกว่าไม่ขอตอบใดๆ ท่านบอกว่าท่านเป็นคฤหัสถ์แล้วหรือไม่ เราก็บอกว่าไม่ขอตอบใดๆ ตอนนี้เขาก็เสียไปแล้วเป็นมะเร็งที่ลิ้นที่ปาก พูดไม่ดีนัก
นาม 5 เป็นการปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ศึกษาในปฏิจจสมุปบาท วิภังคสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสทิ้งไว้ ว่า เราจะต้องมีนาม 5 รูป 28 จึงจะศึกษาได้ หากไม่สามารถรู้รูป 28 ได้ครบ นามก็ต้องใช้นาม 5 นี้แหละ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักสภาวะของนาม เวทนาคืออาการอย่างไร สัญญา คืออาการอย่างไร เจตนาคืออาการอย่างไร เจตนานี้คือตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เรารู้เจตนาว่ามันมีกิเลสอะไร เราก็ล้างกิเลส ตัณหา ออกไป ล้างได้หมดไป ต้องล้างด้วยการมีผัสสะเป็นเหตุเป็นสมุทัย แล้วทำใจในใจของเราอย่างมีสัมมาทิฏฐิ โยนิโสมนสิการ ทำอย่างถ่องแท้ถูกต้องแยบคาย ทำให้เกิดทำให้ดับได้อย่างแท้จริงจนเป็นสิริมหามายา
610506_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พ่อครูกับสิริมหามายาอย่างกลปรานี