สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เรียนรู้โลกกับอัตตาตามสมมุติและปรมัตถ์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข4 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เรียนรู้โลกกับอัตตาตามสมมุติและปรมัตถ์ มาเข้าสู่บทเรียน...เราเน้นทางจิตวิญญาณ ก็เอาทฤษฎีการศึกษาของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ทฤษฎีหลักที่อาตมาสรุป ทฤษฎีไตรสิกขา ทฤษฎีสามเส้า ถ้าสองมิติไม่ใช่สามมิติ มันจะไม่เหมือนกับความกลม ความรีก็สู้กลมดิ๊กไม่ได้ กลมดิ๊กสูงสุด เหลี่ยมน้อยลงเท่าไหร่ก็คล่องมากเท่านั้น ถ้าเหลี่ยมมากที่สุดคือสี่เหลี่ยม พอสามเหลี่ยมองศาก็ลดลง อันสี่เหลี่ยมนี้ 90 องศา พอสามเหลี่ยมก็มาเป็น 45 องศาหรือ 60 องศา สามเหลี่ยมด้านเท่า 60 องศา มันก็จะแคบกว่า สี่เหลี่ยม ที่มี 90 องศา ถ้าคนยังมีเหลี่ยม มีเพลงคนหน้าด้านคือคนหน้าเหลี่ยม เป็นเรื่องจริงเลย แต่กลมกลิ้งก็ยากอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด เราทำความบริสุทธิ์กัน ความบริสุทธิ์ที่สุดของจิตวิญญาณคือ กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด นี่เป็นความบริสุทธิ์ที่สุด มาเข้าสู่บทเรียน ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ข้อ 20 ท้ายๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับเฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีตจะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโด

อ่านต่อ

ยชอบ.

พ่อครูว่า...ขณะพระพุทธเจ้าตรัส ท่านตายหรือเป็น ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวจบ อุปาทายติ (โยมว่า..ไม่ยึดมั่นแต่ก็ต้องตั้งอยู่ใช่ไหมครับ) พ่อครูว่า...ใช้คำว่าอาศัย ...ก็นึกถึงหนังสือที่เขียนอยู่คือ หนังสือ คนจนที่มีแบบ ตอนนี้เขียนหมดแล้ว ก็ตรวจสอบอยู่ การพิมพ์เดี๋ยวนี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะมาทางเทคโนโลยีดิจิตอลเยอะ คำสอนของพระพุทธเจ้า เอาตัวลึกๆมาพูด จะเห็นอย่างนี้ทั้งนั้น สรุปแล้วเรามาพูดถึงอุปาทาน ความยึดถือ กับความยึดมั่นถือมั่น ความยึดถือก็ต้องยึดถืออยู่บ้าง จะไม่ถืออะไรเลย คุณก็กระร่องกระแร่งไปตามยถากรรมเป็นอุกกาบาต แล้วแต่พลังงานอะไรจะให้เป็นไป สะเปะสะปะ เป็นลูกอุกกาบาต ที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย แม้แต่ดาวดวงน้อยดวงหนึ่ง แล้วเมื่อไหร่มันจะได้สูญสลาย ไม่ได้สูญสลายง่ายเลย พลังงานเหล่านั้นมันก็เป็นเศษสวะเป็นเศษฝุ่น ที่เป็นอย่างนั้น มันจะมีแกนของอุกกาบาตตัวเองแค่ไหน ถ้าพลังงานนั้นถูกเตะไปมาก็ฟ่ามไปมาหลวมไปมา แต่ถ้าแน่นก็เพิ่มพลังงานอุกกาบาต เกิดจากเหตุปัจจัยที่ตัวเองไม่มีจิตเป็นประธาน อุตุนิยามไม่มีจิตเป็นประธาน มีแต่แรงข้างนอกมากระทำ ฟิสิกส์มีแรงภายนอกกระทำเป็นหลัก แรงดึงดูดก็เป็นแกนตนเองแต่สู้แรงภายนอกไม่ได้ เมื่อมาเป็นตัวเอง มีแกน มีพีชนิยามก็เริ่มมีแกนตัวเองอยู่ระหว่าง อุตุนิยามกับจิตนิยาม พีชะนี้จะเอียงไปทางไหนก็ไม่ได้ มีแต่จะสะสมพลังงาน ถ้ามี 4 5 6 ก็ต้องถึงขั้น 7 จึงเป็นนิยตะ เป็นชีวะที่จะขึ้นมาเป็นจิต ถ้ายังไม่เป็น 7 เป็น 4 3 ก็ได้ออกมาได้ 5 แล้วมา 6 ก็ไม่แน่ไม่เที่ยงสามารถถูกทำลายได้ง่าย แต่ก็แข็งแรงขึ้นมา แต่ถ้าเป็น 7 สามารถรักษาขึ้นไปเป็นจิตนิยามได้

คนโลกุตระจึงสามารถจัดการกรรมนิยาม การกระทำของตนที่จะเป็นประโยชน์เจริญได้ เจริญกับเสื่อมนี้กลับกัน ถ้าเราจะทำให้เจริญมันต้องทำให้เสื่อม ถ้าเราจะทำให้เสื่อมก็ต้องทำให้เจริญ เสื่อมตัวนั้นก็คือตัวเรา เจริญนั้นก็คือตัวเรา อย่าไปทำของคนอื่นจะซวย ทำให้เสื่อมคือสูญไป คืือไม่มี เจริญก็คือทำให้ก้าวหน้าที่จะมีประโยชน์ ที่ไม่มีประโยชน์ก็อย่าให้มันเจริญ (ญาติธรรมว่า..อย่างไรๆ ถ้าเสื่อมหรือเจริญก็ต้องตั้งอยู่ ) พ่อครูว่า...ใช่จะว่าเสื่อมหรือเจริญก็ต้องตั้งอยู่ แต่จะให้สูญถาวรก็ต้องเป็นกลางถาวร จึงเรียกว่าสูงสุด กลาง ภาษาบาลีว่า มัชฌิมา กลาง โดยไม่มีปลายข้างไหน ภาษาบาลีว่า ไม่มีอันตา คุณก็ต้องอ่านอาการกลางๆนี้ให้ได้ ในขณะมีชีวิต ก็ต้องอ่านความไม่มี ตรงกลาง ตรงว่าง นอกนั้นคุณก็ต้องวัดและประเมินเอาเองรู้เอง หยาบ กลาง ละเอียด ก็ตาม ก็ต้องรู้ให้ได้ว่า 2 ข้างนี้จะต้องเท่ากัน ถ้าเอียงโต่งไปมากเท่าไหร่ก็จะต้องถูกเหวี่ยงในวัฏสงสารยาวนานเท่านั้น ถ้าทำให้สั้นลงมา จนให้มันถ่วงดุลเท่ากันสองข้างไปเรื่อยๆ โดยใช้คำว่า กาม กับ อัตตา ใช้ภาษาสองคำ กาม ก็จะโตไปเป็นโลก อัตตาก็จะโตไปเป็นตัวตน เป็นจิต เป็นธาตุรู้ เป็นความรู้สึก ลงไปเรื่อยๆๆ เมื่อเกิดมาเป็นชีวะเราก็เรียนรู้โลกกับเรียนรู้อัตตา โลกกับอัตตา โลกคือความไม่รู้สึก อัตตาคือความรู้สึก ทีนี้ ชีพ หรือชีวะ คือ ความรู้สึก กับความรู้ ชีพหรือชีวะของพืชก็มีแล้ว มันมีความรู้สึกหรือความรู้ คุณว่าความรู้สึกกับความรู้ ธาตุไหนใหญ่กว่ากัน ถ้าเป็นเจโตแล้วความรู้สึกใหญ่กว่า พืชมีความรู้ แต่ไม่มีความรู้สึก มันรู้ว่าธาตุนั้นธาตุนี้เป็นตัวมัน แต่มันไม่รู้สึกชอบไม่รู้สึกชัง ไม่รู้สึกผลักดูด รัก ชัง แต่มันรู้ธาตุ จนกว่ามันจะพัฒนามาเป็นเซลล์สัตว์ มันถึงจะมีความรู้สึกมีเวทนา เมื่อมีเวทนาแล้วก็จะมีวิญญาณครบธาตุรู้ทั้ง 4 ถ้าธาตุรู้ที่เป็นพืชจะมีแค่สังขารกับสัญญากำหนดรู้ พอโตมาเป็นจิตก็จะมีความรู้สึกมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราก็จะต้องค่อยๆรู้เข้าใจ แม้บัญญัติที่เป็นภาษาเรียกจิตที่เป็นตัวรู้ อาตมาได้ลงลึกถึงความต่างโลกียะกับโลกุตระ จะมีธาตุรู้เป็นตัวแบ่ง ธาตุรู้ที่ใช้คำว่าฉลาด พืชยังไม่มีทวาร 6 ไม่มีปัญจสาขา หากมันมีความรู้สึกเป็นจิตก็จะสุขทุกข์วนเวียนไปตลอด จิตนิยามคือคนคือมนุษย์สามารถศึกษากรรมนิยามได้ เป็นอเวไนยสัตว์ก็ศึกษาเรียนรู้โลกุตระไม่ได้ แต่เวไนยสัตว์สอนได้ กรรมกับธรรมะ อันไหนเป็นเจโตอันไหนเป็นปัญญา อันไหนเป็นรูปอันไหนเป็นนาม ธรรมะเป็นรูป กรรมเป็นนาม กรรมเป็น Dynamic ธรรมะเป็น Static กรรมเป็นตัวเคลื่อนไหว ธรรมะเป็นตัวทรงอยู่ ที่อาตมาอ่านที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ท่านตรัสเป็นคุณหรือโทษ กับความรู้สึก และวิธีล้างความรู้สึก คืออุบายเครื่องออกจากเวทนา เพราะฉะนั้นในเรื่องคุณหรือโทษก็เป็นโลกียะ เป็นสมมุติสัจจะ ส่วนเวทนานั้นเป็นปรมัตถสัจจะ เป็นความรู้สึก พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ประธานคือความรู้สึก ไม่ใช่คุณและโทษ คุณและโทษ เป็นสมมติที่ไม่ตายตัว คุณและโทษหรือดีกับชั่ว คุณเป็นชั่ว โทษเป็นดีใช่ไหม?...ไม่ใช่ เออ พอเข้าท่าอยู่ สมมุติภาษาชัดเจน คุณก็ถือว่าชั่ว คุณโทษ ดีชั่ว สลับกันไปมาได้เป็นสมมุติ แต่เวทนานั้นต้องศึกษาตัวนี้เป็นตัวหลัก อุบายเครื่องออกกับความรู้สึก อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม อุบายเครื่องออกเป็นรูป ความรู้สึกเป็นนาม สรุปลงสุดท้ายก็คือรูปกับนาม รูปคือตัวเป็น นามคือตัวรู้สึก รูปคือตัววัตถุ นามคือจิตวิญญาณเป็นตัวรู้

เมื่อย่นย่อไปถึงสามเส้า ของ รูป นาม และประธาน ประธานนี่คือของใครของมันทั้งนั้นต้องจัดการ เป็นตัวกลางๆก็ได้ เป็นตัวเข้าข้างไหนก็ได้ ส่วน อีกสองตัว รูปกับนามหรือแยกเป็นอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ สลับกัน บางทีรูปก็เป็นอิตถีภาวะ บางทีก็เป็นปุริสภาวะ สลับกันไปมา แต่ถ้าเผื่อว่าจะยึดมั่นถือมั่นไปเลย คุณก็ต้องเอาอันใดอันหนึ่ง ของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ ท่านก็ยึดเอาอิตถีภาวะเป็นตัวดิ้น การเคลื่อน เอาตัวปุริสภาวะเป็นตัวตั้งตัวหลัก เพราะฉะนั้นปุริสภาวะคือหนึ่ง ถ้ายังมีก็ต้องเป็นหนึ่ง ถ้าไม่มีเลยก็คือ 0 ใช้ภาษาเรียกถ้ามีอยู่หนึ่ง ก็คือปุงลิงค์ ถ้าไม่มีเลยก็นปุงสกลิงค์ ถ้ามีสาม ก็คือมีอิตถีลิงค์ ร่วมกับ ปุงลิงค์ กับ นปุงสกลิงค์ ต้องศึกษาหนึ่งที่ดึงออกมาเป็นตัวเราเป็นประธานเป็นคนจัดการ กับอิตถีภาวะ เราต้องเป็นนปุงสกลิงค์ให้ได้ ไม่เข้าข้างใคร จะเข้าข้างใครก็ต้องเข้าข้างสิ่งที่เป็นคุณ เป็นสิ่งที่มีดี ถ้ามีไม่ดีไม่เอา เพราะฉะนั้นคนเป็นกลางที่มีปัญญาจึงเข้าข้างคนดี คนเป็นกลางที่ไม่มีปัญญา ก็เข้าข้างใครไม่ได้ ยิ่งไปมีเฉโก เอานิยายไม่ได้เลย มันได้เห็นแก่ตัว ตัวได้ประโยชน์ก็เข้าข้างอันนั้น ลำเอียงใช้ไม่ได้

ความเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี อาตมาอธิบายมามากแล้วจนทุกวันนี้ก็ยังยากเลย เขาก็เข้าใจว่ามันจะต้องเอียงหากไปเข้าข้างข้างใดข้างหนึ่ง เพราะกลางคือความมี กับความไม่มี กลางคือ ความมีกับความไม่มี ผู้จะตัดสินความมีกับความไม่มีก็คือประธาน ก็ต้องมีประธานอันหนึ่ง ถ้าจะบอกว่าเราเป็นกลาง เราก็ต้องมีประธานไปจัดการ จะให้สิ่งที่มีก็คือสิ่งที่มีดี สิ่งที่จะให้ไม่มี ก็คือสิ่งไม่ดีหรือชั่วหรือเลวก็ตาม ก็คือภาษาอีกอันคือควรกับไม่ควร สิ่งที่ไม่ควรก็ต้องไม่ให้มี เราก็อยู่กับความควร ทำไมใช้คำว่าควร มีคำว่า ค คือ ดำเนินไป เป็นพยัญชนะในวรรค ก ข ค ฆ ง วรรคต้นเลย เป็น dynamic ส่วน ก คือ static ส่วน ข นี้ว่าง ก นี่ตัวตั้ง ค คือตัวเดิน ตัว ฆ คือตัวจับตัว ส่วน ง นั้นงกเงิ่น งง ถ้าตัว ง เร็วที่สุดคือ โง วงโค้ง โค้งสั้นที่สุดก็ไวที่สุด เป็น return หรือ loop กลับหันมาใหม่ คือ งอ นี่แหละ งองก หรือโง้ง จะยาวกว่า งก ก็คือไม่ตรง มันจึงต้องกลับมามีวัฏฏะใหม่ ถ้าไม่งอก็ไม่กลับมาเลย ตรงกับงอนั้นคนละอย่าง ควร ตัว ว ร เป็นเศษวรรค เอาไปรวมเป็น 3 ตัว บางที่สุดแล้วที่จะ dynamic เป็นตัวเดิน ถ้าเรารู้จักสภาวะกับบัญญัติ จะสามารถเข้าใจรายละเอียดที่ไม่เป็นสภาวะหรือบัญญัติแต่เป็นเนื้อแท้ของความจริง ได้ชัดเจนที่สุด ได้ดีที่สุด คมแม่นถูกต้องที่สุดยิ่งขึ้น แต่โลกมนุษยชาติต้องอาศัยภาษา จะมีกี่หมื่นภาษา อาตมาว่าเอาภาษาบาลีนี้สุดยอดแล้ว ทางตะวันตกใช้ภาษาลาติน จะใช้พยัญชนะภาษาสื่อ ก็ใช้เขียนเป็นเส้นออกมา หรือถ้าเป็นภาษาพูดก็อ่านอย่างนี้อย่างนั้น จีนก็เอาเส้นมาต่อ เกาหลีญี่ปุ่นก็เป็นกลมๆ ว่ากันไปแล้วแต่ใครจะสมมุติ ก็รู้กัน ทุกวันนี้ก็ใช้กัน ในสภาวะที่ลึกที่สุด ในพยัญชนะ กับนามธรรมแท้ๆ นี่ ถ้าเราสามารถเข้าใจที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมะ 2 มีอธิวจนะกับธาตุรู้แท้เรียก ปฏิฆสัมผัสโส คือตัวสภาพตัวหนึ่งขึ้นมา คือ ฆ เป็นจุด ก้อนอะไรที่ตัวตั้งขึ้นมาแล้ว มีสามเส้า ไป มา กับ 1 คือ ปฏิฆะ เป็นนามธรรมที่มี แต่ถ้าไม่ตั้งชื่อก็ไม่มีอธิวจนะ ผู้สามารถรู้ปฏิฆะ สภาวะที่ตัวเป็นๆตัวตนนี่ คนนั้นก็สามารถที่จะอ่านรู้ ตั้งแต่มันเป็นวัตถุตั้งแต่เป็นอากาศ จนกระทั่งมาจับตัวเป็นน้ำ น้ำอย่างบางเบา อาโปธาตุ จนกลายมา เปสิ ฆนะ ตั้งแต่ ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา)"

610430_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้โลกกับอัตตาตามสมมุติและปรมัตถ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน