560828_รายการสงครามสังคมฯ โดยพ่อครูที่สวนลุมฯ เรื่องตอบปัญหานักกฎหมายฯ ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560828 รายการสงครามสังคมฯ โดย อาตมา ที่สวนลุมฯ เรื่องตอบปัญหานักกฎหมายด้วยใจเป็นกลางถึงการชุมนุม ตอน 2

พ่อครู จัดรายการที่สวนลุมฯ ชุมชนดูไป กทม.... วันนี้วันพุธที่ 28 สิงหาคม 2556 เริ่มด้วย พุทธพจน์จากหนังสืออมฤติ พจนา ที่ได้จากท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ว่า … 1 . ปัจเจกจิตตา ปุถุ สรรพสัตตา แปลว่า ประดาสัตว์ ต่างคนก็แต่ละจิตแต่ละใจ ซึ่ง อาตมา ว่า … จริงๆ เลย ซึ่งคนที่ไม่มีธรรมะและจิตเป็นสัตว์แท้ๆ เป็นอธรรม เป็นเดรัจฉาน สัตว์นรก เปรต วินิปาต ต่างๆ ซึ ่ งความเป็นสัตว์ทางจิต ท่านเรียกว่า “โอปปาติกสัตว์” การศึกษาธรรมพระพุทธเจ้าต้องเข้าใจว่าความเป็นคนนั้นมีสัตว์อยู่ในจิตวิญญาณ ซึ่งเขาเข้าใจกันว่าเป็นสัตว์มีรูปร่าง มีหัวมีหางมีสรีระ แต่ที่จริง อสรีระ แต่มันมีอาการเป็นสัตว์นรก สัตว์เทวดา สัตว์พวกนี้พาสุข พาทุกข์ หลงสุขหลงทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านรู้ครบและพาดับเหตุ ถ้าเป็นสัตว์นรกก็เป็นทุกข์ สัตว์เทวดาก็เป็นสุข แต่สุขมันก็คือสัตว์ เป็นสุขหลอก เกิดจากการบำบัดเหตุ ที่บอกว่าอาริยสัจ 4 คือ เหตุอันนี้ที่ต้องดับให้ได้ ศาสนาพุทธ 95 % ยังเข้าใจความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณนี้ไม่ได้ ซึ่งเป็นอยู่ตอนมีชีวิตเป็นๆ อยู่ในใจเราเดี๋ยวนี้แหละ สัตว์ในอก นรกในใจเรานี่แหละ เราต้องหัดอ่านอาการนี้แหละ สัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน เทวดาเป็นสมมุติเทพ เป็นอาการอย่างนี้ หรือเป็นอุบัติเทพ เป็นเทพที่เรียนรู้เหตุแห่งโลกีย์ ส่วนสมมุติเทพเป็นเทพเท็จๆ เรามาละเหตุละกิเลสก็เป็นเทวดาอุบัติเทพ จนสะอาดสุดหมดจดก็เป็นวิสุทธิเทพ เป็นความจริงของปรมัตถ์ จิตเจตสิก แล้วมันจะอ่านรู้อาการ จะเกิดญาณหยั่งรู้อาการเหล่านี้ได้

รู้สัตว์เหล่านี้ได้ด้ว ย “อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส” อ าการคือ ลักษณะ ส่วน ลิงคะคือ มีความต่างกัน เช่นอิตถีหรือบุรุษ

อ่านต่อ

มีความหยาบกลางละเอียดต่างกัน ท่านเรียกว่า “ภาวรูป” เกิดปรากฎอ่านรู้ได้ อันนี้เป็นเนื้อแท้ปรมัตถ์ ต้องเรียนรู้เหตุคือ สัตว์ทางจิตวิญญาณแล้วดับมันได้ จึงมีภาวะเกิดเป็นอาริยะชนตามลำดับ ถ้าไม่เรียนรู้ก็มาเรียนธรรมะเพื่อเพ ิ่ มกิเลส ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ เท่านั้น แต่ถ้าเราละล้างกิเลสได้ โลกธรรมเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหากับเรา 2 . มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิดความเห็นกัน ท่านจะกำหนดให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันหมด เป็นไปไม่ได้ แผ่นดินนี้ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันหมดได้ ฉันใด มนุษย์ทั้งหมดจะทำให้เหมือนกันหมดไม่ได้ฉันนั้น อาตมา ว่า...ก็มนุษย์แต่ละคนก็ไม่มีจิตใจเสมอเหมือนกันได้ แต่เราสมานกันได้ อาตมา ว่า.. .ต่อไปเป็น คำถามของนักกฎหมาย ส่งมาเพ ิ่ มเติม 28 ส.ค. 56 1 . นักบวชเป็นผู้สร้างผลผลิตทางจิตวิญญาณ 2 . เพื่อนำทางให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้พ้นทุกข์ 3 . ซึ่งเพื่อนมนุษย์ส่วนใหญ่ยังก้าวข้ามไม่พ้นจากวังวนของกิเลสตัณหา 4 . นักบวชจึงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการบิณฑบาต (โปรดสัตว์)จากเพื่อนมนุษย์ที่ยังมีกิเลส มีทุกข์ จากความโลภ โกรธ หลง ที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการสร้างผลผลิตทางวัตถุ สังคมมนุษย์ได้แบ่งหน้าที่เหล่านี้ไว้โดยธรรมชาติ จึงเกิดความงดงามถ้าเราเข้าใจและรู้จักหน้าที่ ประเด็น ของ โยมนักกฏหมาย ที่เห็นต่างพร้อมมีคำถาม คือ 1 . ถ้านักบวชไปทำหน้าที่เป็นผู้นำการชุมนุมเสียแล้วมันก็เป็นการผิดหน้าที่หรือเปล่า (ที่ผมกล่าวว่าพวกท่านเป็นผู้นำการชุมนุมก็เพราะว่าได้ยินนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดบนเวทีสวนลุมว่าเราจะชุมนุมต่อสู้ตามแนวทางของพ่อท่าน) ก็เลยเข้าใจเช่นนั้น 2 . การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง มิใช่การชุมน ุม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่มีทางที่มันจะเป็นไปโดยสงบ สันติ อหิงสา 3 . ท่านเองก็น่าจะรู้นะว่าการจัดวางระบบการชุมนุมที่สวนลุมเขาทำกันอย่างไรบ้าง มันเป็นไปโดยสงบ สันติ อหิงสา หรือไม่ 4 . แต่อย่างไรก็ตามผมเข้าใจดีเกี่ยวกับเรื่องการจัดการการชุมนุมว่ามันเป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายก็พอจะเข้าใจได้อยู่ แต่ที่ผมพยายามแลกเปลี่ยนกับท่านอยู่นี่ก็เพราะว่า … 5 . ผมไม่อยากเห็นการบิดเบือนหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อนำมาใช้ให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยนักบวช 6 . แต่ส่วนลึกผมก็มีความเชื่อว่าธรรมะนั้นเป็นเป็นสิ่งที่บิดเบือนไม่ได้ ธรรมะยังคงดำรงอยู่คู่กับโลกมนุษย์ต่อไปเป็นนิรันดร์ ใครเข้าถึงได้ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ในระดับปัจเจก ในระดับสังคมธรรมะก็ยังเป็นเครื่องมือโดยธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันโดยธรรมชาติ ธรรมะจึงมีสถานะที่เหนือกฎหมายและเหนือกฏเกณฑ์ใด ๆ ของสังคม เพราะธรรมะคือธรรมชาตินั่นเอง อาตมา ว่า...เ ท่าที่ชุนนุมมาก็สงบดี มีเล็กน้อยๆ ก็มีคนมาก่อนกวนก็ไม่มีเรื่องราวอะไรมาก แต่ว่า อาตมา เข้าใจว่าคุณนักกฎหมายเข้าใจว่า อาตมา บิดเบือนไปแล้ว และก็ขอตอบนักกฎหมายว่า อาตมา เห็นว่าธรรมะเป็นธรรมชาตินั้นจริงส่วนหนึ่ง ถ้ามันไปอย่างสมดุลก็ไปได้ แต่มันไม่เที่ยง มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ส่วน อาตมา เป็นลูกพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติธรรมพ้นธรรมชาติ ของ อาตมา ธรรมะคือ ส ิ่ งที่อยู่เหนือธรรมชาติ คืออยู่กับธรรมชาติอย่างไม่เป็นทุกข์ และธรรมะที่จะอยู่ดีหน่อยคือธรรมะคือธรรมชาติ แต่ให้สมดุลอย่างไรมันก็ไม่เที่ยงแปรเปลี่ยนไปได้ ผู้บรรลุผลมีนิโรธของ พุทธจะอยู่เหนือธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติได้แต่ไม่ทุกข์ มีความเที่ยงแท้คือนิพพานในใจ ไม่เป็นไตรลักษณ์ แต่เป็นปัจจัตตลักษ์ สามัญลักษณ์ จิตวิญญาณไม่แปรปรวนไปตามเหตุของธรรมชาติ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจธรรมชาติ ส่วนประเด็นที่เห็นรวมกันคือ 1 . นักบวชเป็นผู้สร้างผลผลิตทางจิตวิญญาณ 2 . เพื่อนำทางให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้พ้นทุกข์ 3 . ซึ่งเพื่อนมนุษย์ส่วนใหญ่ยังก้าวข้ามไม่พ้นจากวังวนของกิเลสตัณหา 4 . นักบวชจึงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการบิณฑบาต (โปรดสัตว์) จากเพื่อนมนุษย์ที่ยังมีกิเลส มีทุกข์ จากความโลภ โกรธ หลง ที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการสร้างผลผลิตทางวัตถุ สังคมมนุษย์ได้แบ่งหน้าที่เหล่านี้ไว้โดยธรรมชาติ จึงเกิดความงดงามถ้าเราเข้าใจและรู้จักหน้าที่ ประชาชนที่ยังมีกิเลสก็ต้องทำมาหากิน แต่นักบวชไม่มีกิเลสแล้วก็ไม่ต้องทำงาน ให้บิณฑบาตให้เขาเลี้ยงไว้ก็จริง เป็นวิธีการของพระพุทธเจ้า คือชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น (ปรปฏิ พั ทธา เม ชีวิกา) แล้วเ ราก็ไม่กินมากใช้มาก เรากินน้อยใช้น้อย ให้ร่างกา ยแข็งแรง แล้วทำหน้าที่สร้างผลผลิตทางจิตวิญญาณ ทำงานเพื่อนำพาเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งถูกต้องและใช่เลย อาตมา ก็ทำอยู่ ทำอยู่อย่างที่นักกฎหมายพูดเลย คือให้เขาเลี้ยงเรา เราก็ตอบแทนเขา คือมาทำหน้าที่สร้างผลผลิตทางจิตวิญญาณ อาตมา ก็พาพวกเรามาชุมนุมกันที่นี่ ใช้ภาษาอาศัยว่าชุมนุม ใช้เหตุการณ์ของประเทศมาชุมนุม อาตมา ก็มาสร้างผลผลิตทางจิตวิญญาณ มาสาธยายคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้พวกเราเข้าใจ แล้วพวกเราก็ได้บ้างไหม...ได้ คือได้รับพุทธธรรม เท่าที่สื่อได้ และมั่นใจว่าสื่อส ิ่ งที่ถูกต้อง อาตมา ก็ทำหน้าที่ แต่ประเด็นที่คุณนักกฎหมายว่าการชุมนุมนี้เป็นเรื่องการเมือง อันนี้เป็นความเห็นต่างจาก อาตมา…

_ ประเด็นที่คุณนักกฎหมายว่า 1 . ถ้านักบวชไปทำหน้าที่เป็นผู้นำการชุมนุมเสียแล้วมันก็เป็นการผิดหน้าที่หรือเปล่า (ที่ผมกล่าวว่าพวกท่านเป็นผู้นำการชุมนุมก็เพราะว่าได้ยินนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดบนเวทีสวนลุมว่าเราจะชุมนุมต่อสู้ตามแนวทางของพ่อท่าน) ก็เลยเข้าใจเช่นนั้น ? . ...เหมาว่า อาตมา มาเป็นผู้นำ แต่ อาตมา ว่ามาเป็นผู้นำการรับใช้ มาอุดหนุนผู้ที่มาชุมนุมการเมืองเต็มๆ อย่าง พล.เรือเอกชัย หรือพล.อ.ปรีชาก็พูดเป้าหมายที่มาชุมนุมไปแล้วในเรื่องการเมือง อาตมา ก็เห็นด้วย อาตมา ไม่ปฏิเสธว่ามาชุมนุมเพื่อช่วยทางการเมือง แต่ไม่ได้เป็นผู้นำหน้าเรื่องการเมืองโดยตรง และแม้จะพูดเรื่องการเมือง ก็ไม่ได้ลงน้ำหนักเรื่องการเมือง อย่างแรงๆ ก็ไม่ได้พูดถึงขนาดนั้น อาตมา มาพูดตามฐานะซึ่งก็ไม่ได้ขัดแย้งก็เลยมาร่วม อาตมา ก็มารอง ไม่ได้มาเป็นผู้นำ ทำหน้าที่เสริมช่วยสนับสนุน เป็นพระรองไม่ใช่พระเอกก็มาเสริม แต่หนักไปในเนื้อหาธรรมะและคุณธรรม จะทำงานก็ให้หนักไปทางนี้ อาตมา อยู่ในหน้าที่นักบวช แต่ในนัยละเอียด นี้คุณนักกฎหมายว่า อาตมา ตอบเลี่ยงหรือตอบความจริงตรงๆ แล้วดูปรากฏการณ์จริง ว่าตรงหรือไม่?

_ ประเด็นสำคัญที่ถามมาก็คือว่า 2 . การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง มิใช่การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่มีทางที่มันจะเป็นไปโดยสงบ สันติ อหิงสา..... อาตมา ว่า … ทั้งสองอย่างเลย มาเปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองก็ใช่ ให้เปลี่ยนแปลงจากการเมืองที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่เหลือเกิน มันไม่เป็นประชาธิปไตย มันเป็นอำนาจเผด็จการ เราต้องการเปลี่ยนแปลงใช่ไหม? พวกเราไม่หลงประเด็น ไม่หลงเป้าหมายหรอก และก็ต้องการให้แก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีด้วย ให้เปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองก็ด้วย

แต่ที่เขาว่าไม่มีทางให้เป็นไปได้โดย สงบ สันติ อหิงสา นั้น ซึ่งอันนี้เป็นความมุ่งหมายของ อาตมา อย่างยิ่งเลย และ อาตมา ก็มั่นใจว่าเป็นความตั้งใจของคณะเสนาธิการร่วมฯ ด้วย มั่นใจว่าท่านทั้งหลายต้องการสงบ สันติ อหิงสา แน่นอนสอดคล้องกันจริงๆ แต่คุณนักกฎหมายไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้โดย สงบ สันติ อหิงสา คุณไม่เชื่อก็มีสิทธิ์ไม่เชื่อ แต่เราก็พยายามทำให้เป็นไปได้ เราผิดหรือ? เราผิดหรือที่พยายามจะทำให้สงบ สันติ อหิงสา เราไม่ผิดใช่ไหม? ที่ทำมาก็ไม่เกิดรุนแรงอะไรใช่ไหม? แล้วก็จะทำต่อไป แต่คุณนักกฎหมายไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เราตั้งชุมชนดูไปแล้ว ก็ดูไปก็แล้วกัน เราจะพยายาม และมั่นใจว่านอกจากพยายามแล้ว เราจะไม่เป็นตัวปัญหาที่จะไปก่อความรุนแรง ใครจะมาก่อความรุนแรงเราก็ช่วยกันระมัดระวัง ซึ่งทำอย่างนั้นมันผิดกฎหมายและไม่ถูกต้องที่จะทำด้วย โดยมารยาทโดยอะไรก็ไม่ควรทั้ังนั้นที่จะมาก่อความรุนแรง เพราะว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะมาให้เกิดความรุนแรง แต่เราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พูดกันด้วยเหตุผลหลักฐานทุกอย่างเลย ว่าอำนาจอย่างนั้นมันอำนาจเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย และการที่เขามาบริหารประเทศอยู่ ที่มีปัญหาที่รัฐบาลทำอยู่นี่ จะให้แก้ไขอย่างไรเราก็บอกอยู่ เอามาพูดให้เห็นเหตุปัจจัย ให้เห็นความเป็นจริงว่า มันไม่ชอบมาพากล มันไม่ถูกอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ก็ว่ากันไปอยู่

_ และคุณนักกฎหมายถามว่า 3 . ท่านเองก็น่าจะรู้นะว่าการจัดวางระบบการชุมนุมที่สวนลุมเขาทำกันอย่างไรบ้าง มันเป็นไปโดยสงบ สันติ อหิงสา หรือไม่ ?..... อาตมา ก็เห็นว่า … การจัดการในที่ชุมนุมนี้ก็จัดทำให้สงบ สันติ หรือไม่? ก็ผ่านมา 20 กว่าวันก็สงบนี่ ระดับประเทศนะไม่ใช่งานเล็กนะ งานนี้งานใหญ่นะ แต่เป็นไปได้ตั้ง 20 กว่าวัน ถือว่าสงบแล้ว มันมีอะไรขาดตกบกพร่องก็เล็กน้อย อย่างนี้ต้องถือว่าให้คะแนน ระดับ A เลย ยังไม่ให้ A+ แค่นั้น

_และประเด็นที่คุณนักกฎหมายว่า 5 . ผมไม่อยากเห็นการบิดเบือนหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อนำมาใช้ให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยนักบวช อาตมา ว่า .. .อย่าว่าแต่คุณเลย อาตมาก็ไม่อยากเห็น ตรงกันเลย แล้วอาตมาจะไปทำทำไมให้บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช่ไหม? แล้วใครอยากเห็นบ้าง? แต่ใน คำตรัสของพระพุทธเจ้ามีว่า ... ประดา สัตว์ ต่างคนก็แต่ละจิตแต่ละใจ มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิดความเห็นกัน ท่านจะกำหนดให้คิดเห็นเหมือนกันหมด เป็นไปไม่ได้.... คุณก็เห็นของคุณ คุณเห็นว่า อาตมา ผิด ก็ “ตกลง” แล้ว อาตมา เห็นว่า อาตมา ถูก คุณจบไหม? ตกลงไหม? เพราะความเห็นมันต่างกันได้ใช่ไหม? ตกลงจบไหม? พ่อครูว่า อาตมาจบนะ! แต่คุณนักกฎหมาย ซิ ยังไม่จบ เพราะความเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้ากับนักกฎหมายก็ต่างกัน คุณคิดว่านักบวชมาทำงานแบบที่ อาตมา ทำเช่นนี้ผิด แต่ อาตมา เข้าใจว่า อาตมา เป็นนักบวชจริง และ อาตมา มาทำงานอันนี้ไม่ผิด มันเข้าใจต่างกันตรงนี้ เพราะ อาตมา เข้าใจว่า คำว่ามาชุมนุมประท้วง พระพุทธเจ้าก็พาสาวกไปชุมนุมประท้วง มีที่ ท่านพาหมู่สงฆ์ไปห้าม ทัพ ที่เขาจะฆ่ากันทะเลาะกัน ท่านก็นำหมู่สงฆ์ไปห้ามทัพ ท่านก็ทำแล้ว อาตมา ก็ไม่ได้ผิด แต่เหตุการณ์สมัยพระพุทธเจ้าไม่ถึงขนาดนี้ แต่ยุคนี้มันมาเหลือเกิน อาตมา เลยต้องออกบ่อย สมัยพระพุทธเจ้าท่านเหนือชั้นกว่ามาก ท่านมีอะไรครบพร้อมเรียบร้อย และท่านไม่ได้ไปทำงานอยู่ในแคว้นของท่าน ท่านทำงานทั่วไปกลางๆ ถ้าแคว้นไหนจะรบราฆ่าฟันกันก็เป็นเรื่องของการเมืองจริงๆ ท่านไม่ไปยุ่งกับรัฐนั้นรัฐนี้จะรบกัน เพราะท่านไม่ไปเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น แต่ว่าสมัยพระพุทธเจ้าไม่เหมือนปัจจุบัน แต่ปัจจุบัน มันรัฐเดียวกัน เป็นพี่น้องคนไทยเหมือนกัน แต่ในสมัยพระพุทธเจ้าก็อีกบริบท ของสมัยเราก็บริบทหนึ่ง จะให้เป็นบริบทเดียวกันไม่ได้ อาตมา ทำนี่ใช้มหาปเทส 4 และสัปปุริสธรรม 7 ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามและไม่ได้อนุญาต แต่ควรไหม อาตมา ว่าเป็นสิ่งที่ควร อาตมา ก็มาทำหน้าที่ 1 . ให้ธรรมะ 2 . มารับใช้ 3 . ในช่วยเหลือคณะที่ทำงานการเมืองในฐานะฆราวาส 100 % เต็มเลย แล้ว อาตมา มีแนวคิดทางการเมืองไหม? ก็มี คือแนวคิดประชาธิปไตยและการเมืองก็มี และเยี่ยมเลยด้วย อย่างที่คุณนักกฎหมายว่านี่แหละ คือให้สงบ สันติ อหิงสา การมาทำของ อาตมา ก็ต่างกันกับคณะที่ทำก็คือ ทางนี้มีเป้าหมายที่ต้องการความชนะมากกว่า อาตมา แต่ อาตมา ไม่ได้มุ่งหมายเอาชนะ แต่ว่าชนะก็ดี อาตมา ต้องการให้เกิดคุณธรรมของความเป็นประชาธิปไตยให้ได้มากที่สุด อันนี้คือเป้าหมาย ส่วนจะชนะหรือแพ้ อาตมา ก็ทิ้งไว้ ไม่ได้ขัดข้องแต่ชนะได้ก็ดี ชนะอย่างสวยๆ งามๆ ด้วยนะ อาตมา ไม่ขัดข้อง แต่ อาตมา ทำหน้าที่คือ ต้องการให้เกิดธรรมะกับประชาธิปไตยตามอุดมคติ คือประชาธิปไตยนั้น ชนะด้วยความสงบ ชนะด้วยคุณธรรมชนะด้วยความถูก ไม่ใช่ชนะด้วยความผิด ความขี้โกง ความฉ้อฉลเล่ห์เหลี่ยม ไม่ใช่ ชนะด้วยสัจจะที่ตรงที่สุด อาตมา ก็จะนำไปสู่ประตูนี้ถ้ามันเป็นไปได้ สุดท้ายมาลงจบด้วยการ ชนะด้วยทางโน้นยอมแพ้เลย บอกว่า ต้องยอมทางนี้ เอาความถูกต้องความสงบ ความไม่รุกราน เอาสิ่งที่เขาต้องจำนน ว่าเขาพาเป็นอย่างนี้ไม่ได้หรอก และว่าเราพาเป็นอย่างนี้เยี่ยมเลย ให้ที่ 1 เลย ก็มีคนมองว่า อาตมา อยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน มันไม่มีหรอกในโลกแห่งความเป็นจริง ก็ในโลกมันยังไม่เคยเกิด โดยเฉพาะในไทยไม่เคยเกิดมา 81 ปีมาแล้วของประชาธิปไตยมันยังไม่เกิด ซึ่งเขาว่าเป็นเรื่องฝันลมๆ แล้งๆ ก็ไม่เป็นไร อาตมา เป็นพวกเดียวกับไอสไตน์ คือ “จินตนาการก่อนแล้วมาสร้างความจริงตามจินตนาการ ให้สำเร็จตามจินตนาการ” เพราะฉะนั้นถ้าจินตนาการนี้มันเป็นประโยชน์อย่างเยี่ยมยอด จะช่วย อาตมา ไหม..ก็ช่วย...เห็นไหม อาตมา มีคนช่วยแล้ว อาตมา พาพวกเราทำนี่มันมีผลอัตราการก้าวหน้าไหม? อย่างน้อยให้พวกคุณได้เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าเพ ิ่ มขึ้น เท่านี้ก็ได้กำไรเป็นอัตราการก้าวหน้าแล้ว เดินหน้าก้าวไปๆ ตลอดเวลา อาตมา ไม่ได้เป็นคนขี้โลภ ตะกละตะกราม แต่ทำงานให้มันเกิดผลแล้วมันก็เกิดผลทุกวาระเวลา จะอยู่ไป 100 ปี ก็ไม่ว่าถ้าอยู่ได้ ส่วนมันจะไปจบตรงไหนมันมีความลงตัวของมันที่มันจะจบ จบเมื่อใดก็เมื่อนั้น เสร็จแล้วเราก็ต้องมาทำอีกต่อไป เพราะว่าโลกนี้มันยังไม่หยุด โลกไม่หยุดหมุน คนยังไม่หมดกิเลส งาน อาตมา ทำได้ตลอดนิรันดร ไม่ต้องห่วงหรอก อาตมา ไม่ได้สงสัยที่จะมาทำงานอย่างนี้ อาตมา ไม่มีแพ้ไม่มีชนะอะไรหรอก ก็ดูว่ามันได้ผลหรือมันไม่ได้ผล ถ้ามันไม่ก้าวหน้าเลยมันคงที่หรือว่ามันเสื่อม อาตมา ก็จะหาเหตุผลว่าทำไมมันคงที่ไม่มันไม่ก้าวหน้า หรือทำไมมันเสื่อม ก็พยายามหาเหตุที่มันพาให้เสื่อมหรือไม่ก้าวหน้านั้นแล้วก็แก้ ถ้าสมมุติว่าแก้ไม่ได้ ยังไงก็แก้ไม่ได้ ก็ยอมแพ้เลิก ไม่ดันทุรังทำไปก็ไม่ไหว เป็นไปไม่ได้แล้ว เราก็ต้องรู้ว่าไม่ได้ ก็ไม่ทำ แต่ถ้าตราบใดสามารถทำได้ยังมีอัตราการก้าวหน้าอยู่ อาตมา ก็จะทำอย่าห้ามเสียให้ยาก และที่ อาตมา ตั้งใจทำนี่ก็ต้องขอพูดอันนี้ มาทำไมได้เอาค่าจ้าง ไม่ได้เอาเงินทองของใคร มาทำฟรี ทำให้ด้วย ไม่ได้เอาอะไร คนมีปัญญาก็จะไม่มีปัญหากับ อาตมา นอกจากคนปัญญาน้อยหน่อยก็จะมีปัญหากับ อาตมา ส่วนอีกข้อหนึ่งที่ว่าธรรมะไม่สามารถบิดเบือนได้ ใครเข้าถึงก็จะพ้นทุกข์ในระดับปัจเจกก็ถูก ให้ อาตมา พูดว่าได้รับผลหลุดพ้นจากทุกข์ในระดับปัจเจก เชื่อไหม...คนตอบว่าเชื่อ และหลายอย่างเราต้องแก้ธรรมชาติ เราแก้น ้ำ เน่า ฝนตกก็แก้ไขกัน ธรรมะจึงมีสถานะที่เหนือกฏหมายสังคม ส่วนที่ว่าธรรมะคือธรรมชาตินั้นไม่ถูก

อาตมา ว่าธรรมชาติคือ สามัญโลกีย์ ดีที่สุดของธรรมชาติคือสมดุล แต่มันก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ จะเจริญ เสื่อม คงที่ อยู่สามสภาพ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเที่ยงเลย ไม่ต้องหมุนไปกับโลกีย์ ไม่ไปอยากได้อยากมีอยากเป็นไปกับเขา อาตมา เอามาบอกได้เพราะมีจุดนั้นจึงเข้าใจได้อย่างแท้จริง อย่างคุณนักกฎหมายก็เห็นความจริงใจในการส่งข้อความมา ทำให้ได้รู้ความเห็นเพิ่มเติม

ต่อไปเป็นการตอบปัญหา มีประเด็นที่เขาส่งมาจากทางบ้าน

_ ผมเคยติดตามรายการชุมนุมตั้งแต่ราชดำเนินจนข้างทำเนียบ ติดตาม ตอนดึกได้นอนน้อยต่อเนื่อง ความดันขึ้น พอมาถึงการชุมนุมครั้งนี้ผมก็คิดว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม ผมจึงจัดสรรใหม่ นอนไม่เกิน 3 ทุ่ม ผมจึงขอให้ท่านให้คำแนะนำว่าชุมนุมอย่างใดไม่เครียดไม่ความดันขึ้น ยาวให้เป็นฯ ได้ ตอบ … อาตมา ก็ว่าเอาให้พอดี ฟังมากจนความดันขึ้นก็ไม่มี ที่ อาตมา บรรยายไปนี่พวกคุณไม่เครียดนะ แต่ว่าก็มีผู้ที่บรรยายก็มีที่ทำให้คนเครียดคือ ปลุกเร้าเกินไป รู้ว่าสื่อไปนี่ปลุกใจ คนฟังก็อินๆๆ ก็ประสาทเครียด ผู้ฟังก็ฝึกตน อย่าอินให้มากนัก ผู้ปลุกเร้าก็เจตนาให้พวกเรามีพลังร่วมที่สูงก็ธรรมดา อาตมา ก็ว่าการปลุกเร้าก็ไม่ว่าเป็นธรรมดาของการชุมนุม แต่ว่าขอสองอย่างคือ อย่าผิด และอย่าหยาบ ซึ่งไม่ผิดแต่ละคนก็รับผิดชอบของตนนะ ผู้พูดรู้นะว่าหยาบไหม แต่จะดังคอแตกอย่างไรก็ไม่ว่า อย่าหยาบอย่าลามก มันไม่ค่อยดี ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็คือคุณอย่าอินมากไป ไม่ไประงับผู้ปลุกเร้าหรอกแต่อย่าหยาบอย่าผิด อาตมา ก็มีการปลุกเร้ามีสุนทรีย์แบบ อาตมา ของ อาตมา นี่ soft rock ใครจะ hard rock ก็ว่าไป

_ การที่พี่น้องทางใต้ปิดถนนเพื่อเรียกร้องรัฐบาล น่าสงสารนะครับ แม้จะ ทำความเดือดร้อนแก่คนทั่วไป ตอบ .. .ก็เห็นอย่างคุณ ก็เขาเดือดร้อนแล้วรัฐบาลก็ช่วยไม่ได้ จะด้วยไม่มี ฝีมือหรือทุจริต เขาก็มีสิทธิประท้วง อยากรับหน้าที่บริหารก็ต้องเจอ จะหนีไปไหน เขาไม่ประท้วง อาตมา หรอก เพราะไม่ได้ไปรับเงินเดือนมากมายอย่างนั้นนี่

_ การมาชุมนุมสวนลุมเพื่อโคนล้มระบอบทักษิณ แล้วรัฐบาลจะฟังหรือ แล้วเมื่อไหร่เขาจะออก ดิฉันไม่หวังเลยว่าเขาจะเข้าใจหรือลาออก ท่านคิดอย่างไรที่จะชุมนุมต่อหรือจะยิงยาวต่อไปอีก ตอบ … ที่ยิงยาวก็เพราะว่าเข้าใจว่า ความบกพร่องในความรู้เรื่องการเมือง ของปชช.ไทยยังบกพร่องอีกมาก ก็เลยจะมาพูดให้คนรู้คนเข้าใจฟัง ตามประสาที่มั่นใจว่าประชาธิปไตยและการเมืองคืออย่างไร แล้วจะพูดถึงเศรษฐศาสตร์ว่าทำไมต้องเอาแบบคนจนตามในหลวง ไม่ใช่ดันทุรังแต่เป็นเรื่องประเสริฐ แล้วความจนจะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร และบอกให้ว่าการบริหารประเทศที่จะให้คนไปรวยนี่ยากมากไม่สำเร็จหรอก คนเรามีเงินล้านแล้วลดลงนี่ง่าย แต่จะไปหาเงินล้านนี่ยากนะ ฉันใดก็ฉันนั้น ให้คนมาจนง่ายกว่าไปรวย แล้วไปรวยนี่ไม่จบ แต่ไปรวยนี่ไม่จบ ให้คนมาจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วจบ คือจบที่หมดอัตตาตัวตนคือสุขที่สุด สุดประเสริฐอันนี้คือความรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมา ว่าในหลวงนี่เป็นพระโพธิสัตว์ พูดด้วยความจริงใจไม่โหนกระแส เราพึ่งตนได้ไม่ต้องโหนในหลวง อาตมา ไม่ต้องการโลกธรรมเพ ิ่ ม ทำไมต้องยิงยาวก็เพราะว่าต้องมาชุมนุมกับผู้ที่มีเป้าหมาย แต่ อาตมา ไม่ได้มีเป้าตรงหลักเดียวกับเขา แต่ว่าการพูดในที่คนมากอย่างนี้มันดีกว่าพูดกับคนไม่กี่คนนะเป็นโอกาสที่ดี เหมาะสมแล้วก็ได้มาร่วมกับกองทัพประชาชนก็มาสมทบด้วย ก็รู้จักโอากาสอันดีนะ ตั้งใจว่าจะยิงยาวได้ จะจบเมื่อไหรก็ได้ ตั้งใจพร้อมเสมอว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ

_ ทำไมเขาไม่ออกมาร่วมชุมนุมครับ? แล้วทำอย่างไรเขาจะออกมาร่วม ชุมนุมเยอะๆ ตอบ .. อาตมา ก็ว่า... 1 . เขาไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคือต้องออกมาร่วม ชุมนุม ประชาธิปไตยคืออำนาจของปชช. แต่ละคนมีอำนาจในตัวหนึ่งคน 1 อำนาจหนึ่งเสียง ออกมาแสดงอำนาจ ร้อยคนร้อยเสียง ล้านคนล้านเสียง คนเขายังไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคือต้องออกมาร่วมชุมนุม ต้องการอะไรตามกฎหมายนิติรัฐนิติธรรม คุณทำได้ตามสิทธิ ประชาธิปไตยคือต้องออกมาประท้วง อย่างคนสวนยางที่ออกมาประท้วงตอนนี้ แต่เราทำย ิ่ งกว่าเรื่องยางเรื่องเดียว มันร้ายแรงกว่า มันเกี่ยวกับคุณที่นอนอยู่ที่บ้านนะ ร้อนตัวบ้างไหม รู้ตัวบ้างไหม ซึ่งมันไหม้ตัวบ้างไหม มันจะไหม้เป็นตอตะโกจึงจะรู้ตัวหรือ ที่เขาไม่ออกมาเพราะไม่รู้ว่าต้องออกมาชุมนุม ไม่ต้องออกมาตลอดหรอก จัดสรรเวลามา เราก็ไม่ได้ทำตลอดเราทำมีจังหวะ ถ้าเข้าใจจริงๆ แล้วก็ออกมา ชัดเจนแล้วก็ออกมา วันแล้ววันเล่าถ้าเพ ิ่ มขึ้นชัยชนะของประชาธิปไตยจะมีแม้เราไม่เอาแพ้เอาชนะก็ตาม เอาเวลาตอนเย็นที่พีคที่สุด เวลาทุ่มสองทุ่ม ยาวไปมากๆ นักข่าวก็จะแยแสเลย ล้นสวนลุมเป็นแสนเป็นล้านเลย นักข่าวจะตาเหลือกเลย แล้วมันเป็นความจริงของประชาธิปไตยไม่ต้องเอาอาวุธมา อาหารก็มี ไม่พอก็ช่วยกันทำเสริม ซิ แค่ประเด็นเดียวคือเขาไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคือออกมาชุมนุม แต่อีกประเด็นคือเขารู้ แต่เขาเห็นแก่ตัว ใครจะเป็นจะตายอย่างไรก็ช่าง อันนี้ร้ายกาจเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่บ้านช่องเรือนชานบ้าง แล้วทำอย่างไรคือไขความรู้ความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ ก็ช่วยกันอยู่ สุดฝีมือไม่ได้ออมมือเลยนะ แต่มันเก่งเท่านี้ เมื่อคืนได้ยินท่านจันทร์บอกว่าถ้าจะติชมอย่างไรก็ให้บอกมาจึงเขียนมาดังนี้

_1 .สาเหตุที่ทำให้คนไม่ออกมาคือผู้ให้ความรู้บนเวทียังมีการให้ร้าย ด่าทอแนวร่วมจึงทำให้เกิดความสับสนว่านี่เวทีใคร แล้วไหนว่าเป็นที่รวมแม่น้ำ ตอบ … อาตมา ก็เสนอว่า เรามีเป้าหมายหลักตรงกันหนึ่งเดียว ก็เชิญออก มา ใครไม่รู้ก็ไม่ต้องมา หรือไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องมา ส่วนใครมีส ิ่ งขัดแย้งก็เก็บไว้ก่อนลั่นกุญแจไว้เจ็ดดอก มาร่วมเป้าหมายนี้ก่อน ไอ้ที่ว่ากันกระแนะกระแหนกันเก็บไว้ก่อน เสร็จแล้วค่อยคุยกัน เสร็จแล้วใครจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ก็ค่อยว่ากัน

_2 .ขอให้กลั่นกรองคนขึ้นเวทีพูด มันทำให้เกิดข้อกังขาต่อผู้ฟัง ตอบ. . .อันนี้น่าคิดนะ บางคนแฝงมา ทำให้เกิดความแตกแยกได้ ให้ ระมัดระวัง

_ การขจัดอารมณ์ในตนเองต้องรู้เจตสิกใช่ไหม เราต้องเรียนรู้เจตสิก ทั้งหมดเลยใช่ไหม ตอบ . . .การรู้อารมณ์ต้องรู้ เรียกว่า เวทนา เรียกว่าเป็นเจตสิก (อาการของ จิต) โดยเฉพาะอารมณ์หรือเวทนานี่แหละพระพุทธเจ้าท่านแจกเวทนา 108 รู้โดย อาการ ลิงค ะ นิมิต อุเทส เราก็เรียนรู้ทั้งหมดแต่ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด เราเรียนรู้อันนี้ ก็จะรู้อันอื่นได้มันคล้ายกัน

_ หากคุณไม่อยากให้นักบวชออกมาปกป้องกฎหมาย คุณนั่นและนัก กฎหมายคุณออกมาทำหน้าที่สิ คุณตำรวจและคุณทหารด้วย ก็พวกคุณไม่ทำหน้าที่พวกเราปชช.จึงต้องออกมาทำหน้าที่ไงล่ะ ตอบ ... ถูกต้องเห็นด้วย

_ จะเข้าใจง่ายขึ้นไหม ถ้า อาตมา จะเทศไปตามอนุปุพพิกถา 5 ตอบ ... ใช่ ซักวันหนึ่งจะเทศน์ อนุปุพพิกถา ซึ่ง อาตมา ไม่ได้เทศน์ไปตาม หัวข้อ คือ ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ

_ มีคนพูดถึงพุทวจนะกันมากแม้แต่เรื่องติดในรส... ตอบ . ..ก็ดีมี คนพูดและจะ ดีก็ต้อง ทำด้วย

_ วารุละกัง สังวาตังวา แปลว่าดำรงสติมั่นทุกเมื่อหรือเปล่า ตอบ ...มีคนที่เวทีตอบว่า ปราสาทตั้งอยู่บนพื้นทราย อาตมา ก็ว่ามาถามผิด คน ถ้าจะถามบาลีไปถามนักบาลี

_ เท่าที่ฟัง พ่อครู บอกให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ขออย่าให้ประเทศ ล่มจมกว่านี้เลย ตอบ … ก็พยายามกันอยู่ ที่เราออกมาก็พยายามกันอยู่ เหมือนที่คุณกลัว เป็นหน้าที่พลเมือง

_ เรื่องศาสนาดิฉันรับได้ถ้าสอนให้เสียสละอย่าง พ่อครู ดิฉันยอมกราบ ขอทานหรือคนจนได้ถ้าเขาทำประโยชน์ต่อสังคม แต่ไม่อยากราบคนรวยที่เห็นแก่ตัว ตอบ .. .ใครเอ่ยรวยมาก 6 หมื่นล้าน หรือสามพันกว่าล้าน

_ ท่านทำดีแล้วผมชอบพระแบบนี้พระที่อยู่ในศีลในธรรม พระที่อยู่ในยศ ศักดิ์เป็นพระปล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน