560830_สงครามสังคมฯที่สวนลุมฯโดยพ่อครู เรื่อง ประท้วงแบบเอาธรรมนำหน้าแล้วชนะได้อย่างไร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560830 สงครามสังคมฯที่สวนลุมฯโดย พ่อครู เรื่อง ประท้วงแบบเอาธรรมนำหน้าแล้วชนะได้อย่างไร

พ่อครู จัดรายการที่สวนลุมฯ …วันนี้วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2556 โดย สัตตาหะม าเป็นรอบที่สอง …

_มีคน sms มาว่า ขอถามพ่อท่านว่า ชาติที่ทักษิณทำบาปไปแล้วชาตินี้จะชดใช้ไป 500 ชาติจะหมดสิ้นไหม? _แล้วอีกคนบอกว่าจากการที่มีคนมาเยาะเย้ยเสียดสี พ่อครู ที่เป็นนักบวชแต่ออกมาเล่นการเมือง การเมืองนั้น พ่อครู ตอบอย่างสวนทางกับคนทั่วไปปุถุชน ฉะนั้นคนที่จะมาเล่นการเมืองต่อไปต้องปฏิบัติธรรมมีมรรคผลใช่ไหม.. พ่อครู ก็บอกว่าใช่แล้ว _มี sms มาบอกว่า อยากให้สมณะเทศน์เลิกตอน 19 . 00 น. หรือให้เทศน์น้อยลง ให้มีวิทยากรเรื่องการเมืองมาพูดมากกว่า นี่เป็นการกู้ชาตินะ _มี sms มาบอกอีกว่า เห็นด้วยว่าเทศน์ตอนนี้แหละดี ดิฉันอยากฟังธรรมมากกว่าการเมือง _ที่คนไม่ออกมาก็เพราะว่าชอบชัยชนะสำเร็จรูปฉีกซองใส่นำ้ร้อน 3 นาทีเสร็จ _คุณ 9335 พวกปัญญาอ่อน ประท้วงอยู่ได้ ไม่ทำมาหาแดก ไปตายซะไป _คุณ 6468 กองทัพธรรม ทำกันอยู่อย่างนี้อีกกี่ปีกี่ชาติก็โค่นทักษิณไม่ได้เปลืองน้ำลายเปล่าๆ นกกระยางขี้ใส่ทะเลฉันใดก็ฉันนั้น พ่อครู ว่า … ก็ขอตอบที่ว่า พวกปัญญาอ่อน ประท้วงอยู่ได้ ไม่ทำมาหาแดก ก็คือ เขาไม่พอใจก็พูดออกมาแรงๆ อย่างนั้น เป็นธรรมดา ขนาดเราพูดอยู่ในหมู่ของเราคนไม่พอใจก็กระทบกันบ้าง ยิ่งต่างทิฏฐิก็ต้องชนกันบ้าง คนไม่ชอบใจก็อาจมีไม่น้อยแต่ไม่แสดงอะไรออกมา คนชอบใจแล้วไม่แสดงออกก็มีอยู่ จิตวิทยาคือคนไม่ชอบใจมักแสดงออกเร็วแรง แต่ถ้าคนที่ชอบใจจะไม่ค่อยแสดงออกเท่าไหร่ นอกจากชอบใจมากๆ ก็อาจแสดงออกบ้าง แต่ย ิ่ งไม่ชอบใจย ิ่ งแสดงออกมามาก ที่ว่าเราปัญญาอ่อนก็เพราะเราเป็นพวกปัญญาอ่อนโยน เราไม่แรงอย่างเขา พวกที่มาประท้วงคือ ม

อ่านต่อ

าเสียสละมาประท้วงเพราะเห็นแก่ชาติ เราก็ทำมาหากิน แต่กรรมวิธีการทำมาหากินมันมีหลายวิธีมาก วิธีของอโศกคือทำงานสร้างสรร ผลิต แล้วมีงานที่ไม่ใช่ว่าสร้างผลิตเท่านั้น แต่ว่างานทำกับสังคมก็มีอีก ไม่ใช่ว่าทำงานผลิตผลอย่างเดียว หรือว่าทำงานแล้วต้องได้รายได้ให้แก่ตนเอง เขาถือว่าอย่างนั้นคือทำมาหากิน แต่ที่เราทำมาหากิน แต่เราไม่ได้รายได้กลับมา แต่ทำเพื่อประโยชน์สังคม มนุษยชาติ ผู้มีปัญญาก็รู้ว่าเป็นสิ่งดี ส่วนผู้ไม่มีปัญญาก็จะไม่รู้ มองแต่โลกของตนทำมาหากินท่าเดียว คนๆ นี้อยู่แต่ในภพตนเองก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง ส่วนของคุณ ที่บอกว่า กองทัพธรรมทำอย่างนี้กี่ปีก็โค่นทักษิณไม่ได้ ก็ขออธิบายตรงนี้เลยว่า จะโค่นทักษิณได้หรือไม่ เราก็ทำไป เรามีคนเห็นตรงกันมากในสังคมว่าเห็นว่าต้องโค่นทักษิณลง แต่ว่าไม่สำเร็จเพราะมีอัตตา รวมตัวกันไม่ติด ไม่ใช่เรื่องโลกธรรม หรืออามิสสินจ้าง ที่อื่นเขารวมตัวได้เพราะเอาเงินจ้างหรือบังคับ เขาจัดตั้งได้ แต่ของเราเป็นเรื่องของประชาชนแท้ๆ ที่ต่างคนต่างเห็นว่าควรร่วมกันโค่นทักษิณ แต่อย่างว่า มันมีอัตตากัน แต่ก็พยายามกันอยู่ สักวันหนึ่งคงถึงจุดรวมกันได้ อาตมา ขอตอบว่า น้ำลายของ อาตมา ไม่มีราคาหรอกเปลืองไม่เป็นไร อาตมา ไม่เคยคิดราคาน้ำลาย จะเปลืองเท่าไหร่ก็ยินดีเปลือง อาตมา เห็นว่าสิ่งที่เรากระทำมันเป็นการกระทำที่ดีมากเลย ดีมากอย่างไร ตรงที่ว่าเป็นโอกาสที่มีเหตุปัจจัยตรงกันหลายอย่างทั้งการเมือง สังคม และธรรมะ สำคัญที่ธรรมะ

สังคมคือ มนุษย์เป็นสัตว์โขลง เอื้อเฟื้อเจือจานกันดีมาก สังคมทุกสังคมต้องการ เราอโศกเป็นโอกาสที่จะได้แสดงสังคมอย่างนี้ ตั้งชื่อว่าชุมชนดูไป และทำอย่างเจตนา ใช้ปัญญาทำ การเป็นอยู่ที่นี่ เราเป็นลูกพระพุทธเจ้าเราอยู่ที่ไหนก็ทำให้ดี พระพุทธเจ้าท่านว่าอยู่ที่ไหนที่นั่นก็เป็นทิพย์ จะลำบากอย่างไรก็ไม่ทุกข์ คือเราเป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เรียบง่ายติดดิน เป็นลูกพระพุทธเจ้าแท้ๆ เราคิดว่าอโศกเป็นคนเช่นนั้น เรามาเป็นมวล และมีพลเมืองเพิ่มเรื่อยๆ ในชุมชนดูไป และจะมาอยู่อย่างไร คือ อยู่แล้วสงบ สะอาด สบาย อยู่แล้วพัฒนาไหม คือพัฒนาทางโลกและทางธรรม คือทางโลกก็รู้ทำกุศลคือความดี ส ิ่ งไม่ดีเราก็เลิกละ หลายคนรู้สึกว่ามาอยู่ที่นี่เราก็ได้ปฏิบัติตน ไม่ตามใจเหมือนอยู่ที่บ้าน อยู่นี่มันต้องระวังหลายอย่าง คือมันได้สังวรปธาน ได้พากเพียร ในสัมมัปปธาน 4 และได้ปหานปธานคือ กำจัดส ิ่ งที่ไม่ควร กำจัดกาย กรรม วจี กรรม มโนกรรมที่ไม่ดีออกไป ได้ทำมากหรือน้อยก็ตามแต่ ถ้ามีสัมมาทิฏฐิก็จะได้เยอะเลยทั้งผู้ใหม่ผู้เก่า ในการละล้างกิเลสก็เชื่อมมาหาธรรม ทางโลกก็ได้ทำอย่างน้อยก็ได้เสียสละ อย่างมากแค่ชุมนุมก็คือหนึ่งเสียงหนึ่งคนแล้ว ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยๆ ไป ส่วนทางธรรมก็ได้ฟังธรรม ส่วนที่คนอยากฟังความรู้ อาตมา ก็ว่าความรู้มันมากแล้ว แต่ธรรมะยังน้อยใช่ไหม อันนี้ต่างหาก ก็ตั้งใจคิดให้ดี ลองฟังเพลงเมื่อไหร่จะรู้สักที เอ้าเปิดเพลง …..จนอะไรห รือรวย อะไรฯ...ฯ อาตมา ว่า...จนอะไรหรือรวยอะไร ทุกวันนี้คนเราจนธรรมะแต่รวยความรู้ ความรู้เฟ้อมากแล้ว คนเราเผลอสติ คิดให้ดีเถอะ ทุกคนเลย แม้คุณจะมีความรู้มากเท่าไร แต่ธรรมะคุณมีมากเท่าไหม อาตมา ที่ตามศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าบอกได้เลยว่าคนย ิ่ งมีความรู้มากย ิ่ งธรรมะถดถอย คือมหาวิทยาลัยใดๆ ในโลกสอนธรรมน้อย หรือบางทีก็ไม่ได้สอน ให้รู้โดยปริยาย ไม่ได้เน้นเป็นหลัก เรียนจบป.เอก ก็ไม่ได้มีธรรมะมาก แม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมะก็เน้นความรู้ไม่เน้นที่จะทำธรรมะ อาตมา ก็ว่ายุคนี้ธรรมะขาดแคลนมาก ทำด้วยเจตนาเมตตา มีเหตุผลและหลักฐานยืนยันด้วย ผู้ที่หลงความรู้ไม่เข้าใจธรรมะก็จะตีธรรมะทิ้ง เราถ่ายทอดตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม มีเวลา 6 ชั่วโมง เวลาธรรมะมี 2 ชั่วโมง ส่วนทางอื่นมีถึง 4 ชั่วโมง ธรรมะแค่ 2 ชั่วโมง ขอแค่นี้ก็ฟังยากสำหรับผู้ที่มองเมินธรรมะ ก็ไม่ได้ว่ากล่าวหรอก แต่ว่าพูดให้เข้าใจ ก็สังเกตว่า เวลาที่เราบรรยายธรรมก็สังเกตว่าคนเยอะ พอ อาตมา บรรยายเสร็จ มีเสวนาการเมืองก็คนลดลง อาตมา ว่าเป็นเช่นนั้นนะ ความต้องการของคนชอบ อาตมา ก็รู้เข้าใจ แต่ว่าก็ควรทำส ิ่ งที่ถูกต้องมากกว่าคนที่ถูกใจนะ ก็ขอเถอะยังไงๆ อาตมา ก็ว่าทำในสิ่งที่เหมาะสมกับกาละอยู่ ขออ่าน พุทธพจน์ที่ว่า คนพาลเหมือนทัพพี เข้าใกล้บัณฑิตก็ไม่รู้รสธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแ ก ง แต่บัณฑิต หากเข้าใกล้บัณฑิตแม้เพียงครู่เดียวก็รู้ธรรมเสมือนลิ้นที่รู้รสแกง ต่อไปก็ของอ่านข้อคิดของไอสไตน์ที่ว่า... ตามความคิดของผมแล้ว ความสับสนวุ่นวายของเศรษฐกิจสังคมทุนนิยมที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นที่มาของความชั่วร้าย...ความมั่งคั่งส่วนบุคคลตกอยู่ในกำมือของคนเพียงไม่กี่คน...จนนำไปสู่ เผด็จการทางการเงิน นับได้ว่าเป็นการสร้างอำนาจอย่างมหาศาล จนสังคมประชาธิปไตย ไม่อาจตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็เป็นความจริงตราบเท่าที่สภาผู้แทนราษฎรคัดเลือกมาจากพรรคการเมืองที่ได้เงินสนับสนุนจากพวกทุนนิยมที่ทรงอิทธิพล...ผลก็คือราษฎร ไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ที่ไม่มีสิทธิพิเศษ ย ิ่ งไปกว่านั้น พวกทุนนิยมยังเข้าควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่น ที่มาของข่าวสารต่างๆ (นสพ. วิทยุ การศึกษา ) ดังนั้น สามัญชนจึงประสบความยากลำบากย ิ่ งที่จะใช้สิทธิ์ทางการเมืองของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความพิการของปัจเจกบุคคลถือว่าเป็นความชั่วร้ายที่สุดของลัทธิทุนนิยม ระบบการศึกษาทั้งหมดของเราได้รับความบอบช ้ำ จากความชั่วร้ายนี้ ...นักศึกษาถูกฝังหัวด้วยทัศนคติที่เร่งเร้าการแข่งขันและถูกฝึกให้บูชาความสำเร็จที่สร้างขึ้นมา เพื่อปูพื้นฐานอาชีพในอนาคต” “โลกเป็นสถานที่อันตราย ที่เป็นเช่นนั้น มิใช่เพราะมีพวกคนเลวแต่เป็นเพราะพวกที่เอาแต่พูดเอาแต่ดูและปล่อยให้มันเกิดขึ้น”.... ไอสไตน์ อาตมา ว่า … ซึ่ งไทยเรามีในหลวงที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก คือให้มาเอาแบบคนจน แต่ผู้มีทุนทางสังคมก็ไปตีความย้อนแย้งกับของพระองค์ หลักตรวจสอบธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อความไม่สะสม มามักน้อย อย่างที่พวกเราได้ทำ พวกเราได้ทำถูกต้อง ในคำพูดของไอสไตน์ก็ดี พระราชดำรัสของในหลวงก็ดี ของไอสไตน์ชัดเจนว่าต่อต้านพวกนายทุน ที่มักมากกอบโกย ฉ้อฉล เรามีในหลวงที่มีพระปัญญาธิคุณมากขนาดนี้ แล้วไม่ปฏิบัติให้เกิดผลจริงประเทศไทยเราจึงเดือดร้อนอยู่อย่างนี้ ขออภัยที่ต้องกล่าวถึงตัวเองและอโศก ได้ปฏิบัติสอดคล้องตาม ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า 1 . เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด (วิราคะ) 2 . เป็นไปเพื่อความไม่ผูกมัดรัดรึงสัตว์ไว้ (วิสังโยคะ) 3 . เป็นไปเพื่อความไม่สะสม (อปจยะ) 4 . เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ) 5 . เป็นไปเพื่อความสันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิ) 6 . เป็นไปเพื่อความสงัด สงบจากกิเลส (ปวิเวกะ) 7 . เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร (วิริยารัมภะ) 8 . เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ) นี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา (โคตมีสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 143 ) สังคมตอนนี้เดือดร้อนเพราะสัตว์ร้าย เพราะมีแต่ความผูกสัตว์ไว้ และคนมามักน้อยคือ “กล้าจน” แต่เรามามักน้อยคือ “กล้าจน” มักน้อยลง ไม่สะสมจนไม่มีเลย อาตมา ว่าให้รู้สัตว์ในตนที่ตนขังไว้ ในตนเองนี่แหละ อย่างลืมตาไม่ใช่หลับตา ถ้าสังคมไทยเราได้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้แค่ 20-30 % ก็เจริญเลย อย่างปาฏิหาริย์ เป็นโสดาบันก็ละได้ขั้นหนึ่ง พ้นอบายมุข จะเป็นโสดาบันต้องอ่านจิตใจตนเป็น ที่เป็นโลกีย์ที่ยั่วย ่ อมมอมเมา เราก็อยู่กับอบายมุข แต่จิตเราเหนือมัน จิตสงบรำงับ สูงขึ้นไปก็ลดกามคุณลดโลกธรรมลดอัตตาได้อีก มาเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบนั้นโลกไม่ว่างจากอรหันต์ เป็นอกาลิโก โอปนยิโก ยุคนี้ อาตมา ไม่มีทุนทางสังคมเลย รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย แต่ว่ามีธรรมะอย่างเดียว นี่และในชีวิต ก็นำมาเปิดเผย และมีผู้รู้ตามได้ แรกๆ ที่เผยแพร่ ก็มีพ่อแม่ตามมาพกปืนจะมายิง อาตมา เลย บอกเอาลูกชายเขามา อาตมา ก็บอกว่า เปล่านะ เขามาเอง ลูกคุณคุณก็เอาไปสิ ใหม่ๆ บอกว่า ลูกใครหายผัวใครหายก็ไปตามที่โพธิรักษ์ แต่ อาตมา ว่าไม่ได้ไปแย่งมานะ เขามาด้วยปัญญา ก็ทำมาเรื่อยๆ จนเกิดหมู่กลุ่ม ไม่ได้เอาอามิสล่อ ไม่ได้ให้มาใหญ่โต มีแต่จะให้มาชำระกิเลส คือทำบุญ อาตมา มาเปิดเผยความจริง ส่วนคนเห็นต่างแน่นอนก็มีมาก แต่คนจะมาเอาอย่าง อาตมา ก็ไม่มากหรอก แต่ไม่ท้อถอย ไม่มากก็ได้เท่าที่ได้ ไม่หวังมากหรอก แล้วมีคนถามว่าเมื่อไหร่จะหยุดก็บอกว่าเมื่อสุดทางไปไม่ได้นั่นแหละ อาตมา ทำงานมาก็ได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปในตัว เราไม่ได้ไปทำลายท่านทำลายใคร ไม่ทำลายตนด้วย เราไม่ได้มาขูดรีดเอาเปรียบใครเลย เรามาทำประโยชน์ ก็ทำไปเถอะจนกว่ามันจะมีเหตุปัจจัยที่ทำไม่ได้ ก็วิเคราะห์ว่า เมื่อทำไม่ได้คือ เสียประโยชน์ทั้งของตนและของคนอื่น ตราบใดยังมีอยู่เราก็ทำไปเรื่อยๆ ส่วนผลพลอยได้มันจะไปชนะทางการเมือง เศรษฐกิจสังคมมันก็เป็นผลดีต่อมนุษยชาติ อาตมา ทำงานสร้างคน ไม่ได้มาสร้างโลกธรรม มาพัฒนาคนให้เจริญ จะดูผลได้คืออันนี้ตราบในมีคนเกิดประโย ช น์ตน ประโยชน์ ท่าน อยู่ก็ จะทำ นอกจากจะมีเหตุให้ระงับ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น

_ ทำไมเวลาท่านเทศน์คนถึงมา เวลาท่านจันทร์เทศน์คนถึงน้อย ตอบ . .. อาตมา ก็ว่าพอกันนะ เอาละมันจ ะมา กหรือน้อยกว่ากันก็บางเวลา

_ ทำไมพวกเสื้อแดงเขาไม่เห็นด้วยกับการลดราคาแก๊ส ตอบ . ..อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มันถือพวกนะ เพราะการขึ้นราคาแก๊สเป็นพวก รัฐบาลแล้วพวกแดงเขาเป็นคู่หูของรัฐบาลก็เลยไม่เห็นด้วยกับการลดราคาแก๊ส

_ วันนี้มาเตรียมงานตลาดอาริยะก็มีผัสสะสดๆ แต่มีอาจารย์สอนว่าอย่า ไปเต้นตามคลื่นตื่นตามลม แล้วปัญญาเราจะเกิด จิตเราจะน ิ่ งนะ มีพี่น้องถามว่า ไม่จัดตลาดอาริยะจะตายไหม? หนูก็นิ่งแล้วหายใจลึกๆ แล้วเดินจากไป เขาว่าเราไม่เอาแนวร่วม แต่หนูก็เก็บอัตตาใส่เซฟไว้ก่อนค่ะ หนูบอกว่าให้ ดูไป วันต่อวัน บางคนก็เข้าใจ บางคนก็มาเป็นชุด บางคนบอกว่า อาตมา เป็นแกนนำ ตอบ ... อาตมา ก็ว่าอะไรจะรุนแรงขนาดนั้น ขอจัดเถอะ วันอาทิตย์นี้จะจัด ตลาดอาริยะที่นี่แล้วจะจัดทุกปักษ์ 15 วันที่เราขายสินค้าจำเป็นต่อชีวิตไม่มอมเมา และขายขาดทุน ไม่ใช่แกล้งทำด้วย เราทำมา 30 กว่าปีแล้ว เราทำจริงเพื่อให้เกิดจริงในสังคม เราก็ทำเป็นชีวิตประจำแต่ว่าที่จะทำแบบรวมกันก็เป็นครั้งๆ ไป เราขอทำเพื่อประชาชนเถอะเห็นใจคนที่จนบ้าง

_ ที่ อาตมา มาให้ความรู้ทุกวันๆ รัฐบาลนี้เขาหนามากนะ เขาจะรู้เรื่องไหม ที่สำคัญเขาไม่ลาออกหรอก ตอบ ...ก็เป็นความพยายามพวกเราก็พยายามให้เขาเลิกหรือลาออกไป ทำมา 81 ปีแล้วแต่ครั้งนี้เลวร้ายซับซ้อนมากที่สุด ต้องยอมรับจริงๆ เลยว่า วิธีการทำอำนาจทางการเมืองของทักษิโณมิกส์นี้คือระบบทักษิณ เขาทำได้เก่งฉิบหาย ต้องชมเขาว่าเก่งแต่เก่งฉิบหายเก่งไม่เจริญ เก่งไม่ดี มันร้ายกาจซับซ้อนมาก คือฉิบหายต้องชม ทำความฉิบหายได้จนต้องชม มันสุดยอดเลย ก็ต้องพากเพียรทำไป ความเห็นประชาชนก็ตรงกันนะ มาลดอัตตารวมกันทำ

_ หนูก็อยากฟัง พ่อครู มากกว่านักวิชาการ เพราะบางคนชอบพูดใส่ อารมณ์ฟังมากๆปวดหัว _ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ กับนกขี้ใส่ทะเลอย่างไหนเจ๋งกว่ากัน ตอบ ... พอๆ กันนะ

_ อจินไตย คืออะไร ใช้ในกรณีไหน ใช้กับการตอบปัญหาไม่ได้หรือไม่ ตอบ ...อจินไตยแปลว่าเกินจะคิดจะคาด คือไม่คิดดีกว่า แปลว่า ไม่คิด อย่า คิด ทำไมล่ะเพราะคิดอย่างไรมันก็ไม่ใช่ฐานะแห่งความคิดที่จะคิดออก คิดให้หัวแตกก็ไม่ออก และใช้ในกรณีผู้รู้ที่ได้ความจริง แล้วรู้โดยไม่ต้องคิด เป็นความจริงลึกซึ้งเป็นโลกุตรธรรม เกินสาธารณปุถุชน คนปุถุชนคิดไม่ออก คนอาริยะเท่านั้นจะคิดออก เช่นรู้จักกิเลส ลดกิเลสได้ โสดาบันลดอบายภูมิเขาจะรู้จิตที่ติดเป็นอย่างไรแล้วเขาจะลดละได้ นี่คือรู้อจินไตย ส่วนที่ว่าใช้กับการตอบปัญหาไม่ได้ ก็ใช้อจินไตยซึ่งไม่ใช่นะ บางทีไม่ตอบเพราะว่าประเมินว่าพูดไปเขาคงไม่รู้ และก็มีบางอย่างที่ไม่รู้เพราะปฏิบัติยังไม่ถึงก็มี

_ คำว่าพ่อท่านกับท่านพ่อ มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร หาฟังธรรมยาก แม้ช่องแดงก็เอาธรรมะออกไป เดี๋ยวนี้เอาอะไรมาออกก็ไม่รู้ ตอบ ...ท่านพ่อนี่เป็นคำที่เขาจะใช้กับระดับเจ้านะ ตั้งแต่ระดับหม่อมเจ้าเขา จะเรียกว่า “ท่านพ่อ” ส่วนคำว่า “พ่อท่าน”นี้เป็นคำเรียกพระที่เขาเคารพนับถือว่า “พ่อท่าน” ซึ่งคนมานับถือพ่อท่านแรกเขาเป็นคนใต้จึงเรียกพ่อท่านแล้วจึงเรียกตามกันมา

_ ชวนคนข้างบ้านแล้วเขาไม่มา กลับต่อว่าต่อขานจึงเครียด ตอบ . ..ที่เครียดเพราะว่าอยากให้เขาได้ดีแต่เขาไม่เอา หรือว่ามันถือดีว่า ของดีทำไมไม่เอาไปลบหลู่ดูถูกได้อย่างไร อาตมา ว่า...คนเราต่างจิตต่างใจ มันไม่เท่ากัน ประดาสัตว์ต่างคนก็ต่างจิตต่างใจ มนุษย์ทั้งหลายต่างความคิดต่างความเห็นกัน ท่านจะกำหนดให้คิดเห็นเหมือนกันหมดไม่ได้

_ แม่เหล็กแห่งความดีจะมีพลังอย่างไร ตอบ ...อย่างคนที่อยู่ข้างนอกกินมื้อเดียวไม่ได้แต่มาอยู่กับอโศกก็กินได้เลย จะปรับตามแม่เหล็กแห่งความดี ชาวอโศกก็เป็นสนามแม่เหล็กแห่งความดี อยู่ท่ามกลางสนามแม่เหล็กโลกีย์ที่สูงมากเลย แต่พลังโลกุตระมันอยู่เหนือได้ พลังโลกีย์ที่จะดึงไปสู่อบายก็ดูดไปไม่ได้ เพราะคนโลกุตระจะมีพลังนิว ต รอน

_ ที่ชุมนุมมีผู้หญิงมาก ทำไมผู้ชายไม่ออกมาช่วยกัน ตอบ ... อาตมา ว่าไปที่กองอำนวยการเขาบอกว่า ที่ชุมนุมนี้มีผู้ชายมากกว่าผู้ หญิง อันนี้เป็นนิมิตดี ถ้ามีกำลังผู้ชายจะอบอุ่นแข็งแรง โดยสัจจะอิตถีภาวะจะอ่อนกว่าปุริสภาวะ ผู้ชายรวมตัวมากจะมีพลังแข็งแรง

_ ดิฉันเป็นคนใจร้อนหงุดหงิดง่าย พูดสวน ตอบ . ..ให้มีสติ อย่าออกไป ระงับไว้ก่อน จะพูดให้คิดให้ดีก่อน แล้วระงับใจ ไว้ก่อน อย่ารีบตอบ แล้วฟังคำถามเขาให้ดี จะตอบอย่างไรดี จะมีพัฒนาการ

_ ฝากบอกโครตเหง้าทักษิณกับเหวงด้วย คุณมาจากแผ่นดินจีนแล้วลืม บุญคุณแผ่นดินไทย ฝากบอกว่าลูกจีนในไทยอย่าลืมบุญคุณแผ่นดินไทย _ พระสงฆ์ที่สักยันต์ให้โยมผิดวินัยหรือไม่ ตอบ . ..ไม่ใช่เรื่องสงฆ์ แม้มาบวชยังต้องให้ลบรอยสักด้วย

_ เรื่องสวนยาง ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ช่วยชี้แนะด้วย ตอบ ...ก็ดูข้อมูลก็เห็นว่าเขาเดือดร้อนก็มีสิทธิ์ประท้วง จะทำอย่างไรก็ทำ ตามนิติรัฐนิติธรรมเต็มที่ ต้องต่อสู้ แต่ก็พยายามอย่ารุนแรง อย่าไปทำร้ายทำลายกัน ไม่ต้องมีอาวุธ เอาหลักฐานความรู้มาประกาศ ให้รัฐบาลฟัง ให้เป็นไปได้ ก็ให้กำลังใจช่วยกันทำ เห็นควรอย่างนั้น แต่กรุณาอย่าทำรุนแรง อย่าใจร้อน

_ แม่ชีปฏิบัติธรรมโดยไม่มีใครเป็นครูบาอาจารย์ จนมาวันหนึ่งได้ฟัง หลวงตามหาบัวท่านบอกว่า “ถึงบ้านแล้ว ยังจะแบกบันไดให้หนักอยู่ทำไม ให้ปล่อยวาง” แม่ชีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ปลงวางทุกอย่างทั้งกลางวันและกลางคืน ก็ได้บรรลุธรรมสูงสุดคือความว่าง ขอเรียนถามท่านว่าสภาวะขณะที่ว่างน้ัน ตอนนี้มันหายไป จะให้มันกลับคืนมาต้องทำอย่างไร ? ตอบ ...คำว่าความว่างนั้นเป็นคำที่ลึกซึ้งมาก แล้วต้องรู้ว่าอะไรว่าง ว่าง อย่างไร ให้สัมมาทิฏฐิ คำว่า “ความว่าง” คือ “จิตของเรามันว่างจากกิเลส” คุณจะต้องมีญาณปัญญารู้จักกิเลสตนเอง ผู้ที่เริ่มต้นรู้จักกิเลสนั้น ท่านเรียก “สักกายะ” คือกิเลสตัวแรกที่คุณมีญาณปัญญารู้ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ที่อาริยบุคคลต้องรู้ แล้วก็จับตัวกิเลสนี้ได้ แล้วก็กำจัดกิเลสให้มันลดลง เริ่มต้นรู้จักกิเลสเรียกว่า “พ้นสักกายะทิฏฐิ” มี ความเห็นความรู้มาแล้วก็รู้ตัวกิเลส ถ้าแค่ความรู้ความเห็นยังไม่ใช่นะ มีความรู้ความเห็นแล้วต้องรู้ “กาย” คือองค์ประชุมของตัวตนคือสักกายะ มันประชุมอย่างไร? คือตากระทบรูปเกิดวิญญาณ ในวิญญาณเป็นสังขาร ก็อ่านสังขารว่ามันมีกิเลสปนอยู่ในนั้น จับกิเลสตัวนั้นให้ได้ นั่นแหละคือตัวสักกายะ แล้วคุณก็รู้มันให้จริง อย่าไปเข้าใจผิดตัว เรียกว่าพ้น “วิจิกิจฉาสังโยชน์” รู้อย่าง พ้นสงสัย รู้สักกายะอย่างพ้นสงสัย แล้วก็เรียนวิธีที่จะปฏิบัติ เรียกว่า “ศีลพรต” แล้วปฏิบัติตามศีลพรต ให้กิเลสออกให้ได้ อย่าสักแต่ว่ารู้ ให้พ้ น “ศีลพตปรา มาส” ปรามาสคือแค่แตะๆ ต้องๆ ลูบๆ คลำๆ รู้จักกิเลสแล้ว ไม่สงสัยชัดเจนแล้ว คุณก็ลูบหัวกิเลสอยู่ ลูบคลำมันแตะต้องมันเล่นหัวอยู่กับมัน คือไม่เอาจริง ต้องกำจัดมันไม่ได้ คุณกำจัดกิเลสให้จางคลายได้แค่นั้นก็พ้นศีลพตปรามาส ถือว่าเข้าขั้น “โสดาปัตติมรรค” ถ้ากำจัดกิเลสได้เลยครึ่งก็ได้เป็นผล ยิ่งถ้าทำได้กิเลสตายไป 70 - 80 % เลย ถ้าได้เพิ่มอีกจนหมดเลย 100 % ก็คือโสดาปัตติผลเลย ตั้งแต่หยาบที่สุดง่ายที่สุดที่คุณจับตัวมันได้เรียกว่า “สักกายะ” ละตัวตนหยาบๆ ใหญ่ๆ ก่อน พ้นสังโยชน์ 3 นี้ก็ได้โสดาบัน ดังนั้นนี่เป็นการ “ว่างจากกิเลส” กิเลสของคุณว่างไปแล้วจากใจ ใจคุณว่างจากกิเลสคือ “จิตว่าง” ไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับตาแล้วจิตไม่มีอะไรเลย จิตว่างโล่งใส ว่างโล่ง นั่นก็เป็นวิธีหนึ่งของสมาธิแบบฤาษี แต่ที่ อาตมา พูดนี้คือ สัมมาสมาธิของพระอาริยะ แบบพระพุทธเจ้า ปฏิบัติโดยมรรค 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ในมหาจัตตารีสกสูตร อันนี้เป็นสัมมาสมาธิของ พระอาริยะโดยตรง พระไตรฯ ล. 14 ข. 252 - 281 ไปอ่านดู ทุกวันนี้ปฏิบัติผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ขออภัยที่ต้องเน้นว่าผิด เพราะมั่นใจ ที่ว่าไปนั่งสมาธิแล้วไปเจอความว่างใสสบายอย่างนั้นคือไม่ใช่สัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นสมาธินอกรีต เป็นอุปการะ ถ้าเข้าใจเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ใช้ทำเตวิชโช เป็นประโยชน์เอาไปนั่งตรวจสอบ อ่านจิตตรวจสอบที่ผ่านมาแล้วเราได้ความว่างอย่างไรแค่ไหน เรียกว่า “เตวิชโช”(บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ) อันไหนดับอาสวะได้แล้วเราก็ทบทวนรู้ว่าหมดแล้ว ต้องเรียนให้สัมมทิฏฐิแล้วจะไม่งมงาย ศาสนาพุทธไม่งมงาย แต่ตรวจสอบรู้จริงๆ รู้ใจตนเอง รู้กิเลสตนเอง แล้วก็ดับกิเลสตนเอง อาตมา ก็ว่าตนเองอ่านรู้ใจตนเองจริงๆ แล้วก็รู้ว่ากิเลสมันไม่มีในจิตตนแล้วจริงๆ ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ไม่เป็นไร เรารู้ใจตนเองแล้วบอกไปอย่างซื่อสัตย์ ถ้าโกหกไปอวดอุตริมนุสธรรม ก็ปาราชิกนะ อาตมา เป็นคนกลัวบาปนะ นี่ก็บวชมา 45 ปีแล้วก็ต้องรู้ว่าทำจริงไม่ได้ทำเล่นนะ ต้องรู้ชัดเจนไม่คลุมเคลือแบบฤาษีที่มีมาแต่โลกแตก ไปนั่งสมาธิแบบนั้นมันศาสนาฮินดู ศาสนาเก่าแก่ เป็นศาสนาทั่วไป แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสมาธิเฉพาะ ท่านตั้งชื่อของท่านว่า “สัมมาสมาธิของพระอาริยะ” เป็นภาษาบาลีว่า “อริโยสัมมาสมาธิ” มรรคมี 8 องค์ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วองค์ที่ 8 คือสัมมาสมาธิ แล้วปฏิบัติ 7 องค์เป็นอุปนิโส เป็นปริขาโร เป็นเหตุเป็นปัจจัยอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แต่จะใช้อานาปานสตินั่งหลับตาก็ช่วย ช่วยตรวจสอบที่เราปฏิบัติ แต่วิธีปฏิบัติประจำทุกวัน ทุกเวลาคือปฏิบัติมรรค 7 องค์ ในขณะพูดเรียกว่า “สัมมาวาจา” ขณะที่ทำทุกอย่างเรียก “กัมมันตะ” ในขณะประกอบอาชีพเรียกว่า “อาชีวะ” ต้องให้ได้ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ โดยมีสัมมาวายามะ สัมมาสติห้อมล้อม ช่วยสัมมาทิฏฐิ แล้วจะเกิดผล เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ให้ถึงอนาสวะเลย ศาสนาพุทธจิตมันว่างจากกิเลสแล้วว่างไปตลอดเลย กิเลสมันตายจริง แล้วมัน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันว่างแล้วว่างเลย สมบูรณ์ จบกิจ เป็นเองโดยอัตโนมัติ เรียกว่า "ตถตา" เป็นเช่นนั้นเองเลย อัตโนมัติ ไม่ต้องไประวังสังวรสำรวมเลย นี่คือสัจจะพระพุทธเจ้า มาพิสูจน์กัน เพลงประกอบหนังเรื่องโทน อาตมา แต่งเกือบหมดยกเว้นเพลงโทนเอ๋ย โทนฯ เท่านั้นที่ไม่ได้แต่ง

_ ดิฉันไม่พอใจรัฐบาลชุดนี้ แต่มาร่วมชุมนุมไม่ได้ ทำอย่างไรจะช่วย ตอบ … ก็มาบ้างเวลาที่มาได้

_ ปรมาณูเป็นอนัตตาไหมครับ ตอบ … ปรมาณูแปลว่า ส ิ่ งที่เล็กย ิ่ ง ..และคำว่าอนัตตาเป็นความหมายของ ธรรมะ แต่ปรมาณูเป็นคำเรียกทั่วไปและทางฟิสิกส์ไม่ใช่มาเรียกทางธรรม และคำว่าอนัตตาคือความไม่มีตัวตน ตั้งแต่สักกายะคือตัวตนหยาบที่คุณต้องเรียนรู้ได้ก่อน จะเป็นโสดาบันก่อน คือต้องรู้อัตตาตัวแรกก่อน คือสักกายะแล้วค่อยรู้ขั้นกลางและปลายต่อไป ให้จิตว่างจากกิเลสนั้นคืออนัตตา ส่วนปรมาณูคือส ิ่ งที่เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้

_ ช่วยเทศน์ให้รัฐบาลหาทางออกแก้ปัญหาประเทศ ตอบ … อาตมา ว่าไม่เก่ง เรื่องนั้น แต่ว่ามาสร้างคนให้มีความรู้ความดี ถ้า คนมี ปัญหาทางการเมืองประเทศจะหมดไปๆ จริงๆ โดยเฉพาะศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม เพื่อประชาชน ย ิ่ งใหญ่สุด ไม่ใช่โมเมเล่นลิ้น

_ ชาวนาทำนาด้วยต้นทุนสูงไม่คุ้มทุนด้วยนโยบายของรัฐบาลนี้ ตอบ … เลวกว่ากันทั้งคู่ คือโง่แต่ขยัน หรือฉลาดแต่หน้าด้าน ซึ่งฉลาดแต่ หน้าด้านก็เลวกว่าโง่แต่ขยัน

_ ดูจากทีวี มีคนมาชุมนุมประมาณ 3000 คน แล้ว อาตมา มองจากเวทีมี คนเท่าไหร่ ตอบ … ถือว่าแน่นเต็มนะ ถ้าจัดคอนเสิร์ตถือว่าคนดูเท่านี้คุ้มนะ

_ สมมุติว่าคุณสนธิ ลิ้มฯ กำลังดูหลวงปู่จะฝากอะไรครับ ตอบ … ขอให้คุณสนธิมีสติปัญญาดี รู้จักความถูกต้องแล้วทำความถูกต้อง นั้นอย่างฉับพลัน เพราะคนเขารอคุณสนธิอยู่เหมือนกัน ขอให้เกิดภูมิปัญญาดี แล้วกระทำด้วยปัญญาอันดีฉับพลัน

_ เอาพระมาเทศน์ให้ม็อบฟัง ม็อบหายหมด คิดได้ไง งง ตอบ ...คุณก็พูดผิด อาตมา ไม่มีม็อบ คนที่ฟังอยู่ที่นี่ไม่มีม็อบ พวกที่มา ชุมนุมที่มีแฝงเลวร้ายเขาเรียกว่าม็อบ คุณมาถามว่าเอาพระมาเทศน์ให้ม็อบ อาตมา ไม่ทำ ดีแล้วที่ม็อบหายหมด แล้วหายงงหรือยัง สว่างหรือยัง อาตมา เทศน์ให้โพรเทสฟัง ไม่ใช่ม็อบ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน