561103_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่อง สันติอหิงสาคือธรรมาวุธสุดประเสริฐ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561103 รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่อง สันติอหิงสาคือธรรมาวุธสุดประเสริฐ
พ่อครูขึ้นเทศนา วันนี้วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556 ที่สวนลุมฯ… หลังจากที่มวลชนที่สวนลุมฯ เดินเท้าไปร่วมชุมนุมที่อุรุพงษ์ ตอนนี้อาตมาก็จะพูดไปแบบ Unplug ใครจะไปสมทบที่อุรุพงษ์ก็เชิญ ส่วนใครจะอยู่ที่สวนลุมฯ ก็เชิญ ใครจะอยู่ก็อยู่เพื่อรักษาฐาน ใครออกไปทำงานทำหน้าที่ก็เต็มที่เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายคนงง หลายคนไม่รู้ อย่าถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี บางคนก็ว่าเราน่าจะรู้ก่อนก็เป็นอัตตา แม้เราไม่รู้ก่อน ไม่ให้เรารู้ก่อน ก็ถือตัว เขาไม่ให้ความสำคัญเรา สองอัตตานี้ตัวสำคัญคือ เราเองแหละอยากรู้ก่อน ที่ว่าไม่ให้เรารู้ก่อน เป็นอัตตาตัว อวดตัวอวดตน เป็นตัวออกนอกหน้า ส่วนตัวข้างในลึกๆ คือ อยากรู้ เป็นความซ้อน มันไม่ได้รู้ก็เกิดมานะอัตตา ออกมาว่า ทำไมไม่ให้ข้ารู้ก่อนนะ ถ้าคนยึดถือมากก็ออกมาแรง ส่วนคนไม่ยึดมากก็ว่าเราน่าจะรู้นะ ส่วนคนที่ไม่มีอัตตาตัวแรงก็แค่มีตัวอยากรู้ข้างใน อำนาจตัวอยากรู้ข้างในไม่แรงมาก เป็นอัตตาชนิดหนึ่งที่มีข้างใน เมื่อเราทำงานนี้เป็นเหตุปัจจัยที่สมควรเข้าท่า สมควร แม้แต่ที่คนทำงานด้วยกันยังไม่รู้เรื่อง เป็นยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมมากเลย เป็นยุทธวิธีที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดได้เลย หลายคนทำยุทธการด้วยกันก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างนี้ เราก็ไม่รู้นี่ สิ่งเหล่านี้มันเกิดด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายเมื่อเป็นมติที่ทำกัน โดยไม่แยก มีเงื่อนไขนี้ว่าไม่แยก จะจำนน หรือไม่เต็มใจก็ตาม เป็นมติแล้วก็ต้องทำด้วยกัน ยิ่งไม่เป็นไร แม้เราไม่เห็นด้วยก็ทำตามไปก็แล้วกันเป็นที่สุดแล้วว่าเราต้องทำได้ด้วย ก็ปล่อยวาง ก็ยิ่งดี คนที่ฝืนใจทำไปก็ต้องขอบคุณ แม้จิตฝืน แต่พฤติกรรมไม่ได้เป็นไปคนละทาง ร่วมมือกันอย
อ่านต่อ
่างปกติ งานก็สำเร็จได้ด้วยรูปธรรมจะเป็นตัวจริง นามธรรมก็เป็นของแต่ละคน ๆ ดูแลกันของแต่ละคน ผู้ที่รู้ดีไม่ติดยึด นามธรรมเป็นอย่างไรก็ได้ การทำงานนี้ มันชนะก็ได้ แพ้ก็ได้ ถูกก็ได้ ผิดก็ได้ มาถึงวันนี้จะอธิบายผิด ถูก ชั่ว ดี บาป บุญ ให้ฟัง ชั่วดีนี้จะแถมกุศล อกุศลเข้าไปก็ได้ เรื่อง กรรม การกระทำนี่ มันมีอยู่ 3 เส้าใหญ่ๆ เส้าที่ 1 คือ ผิดหรือถูก เส้าที่ 2 ชั่วหรือดี หรือกุศลอกุศล เส้าที่ 3 คือ บาปกับบุญ กรรมคือ การกระทำทางกาย วาจา ใจ เป็นกิริยา คำว่า กายนี้ อธิบายมากแล้วว่า หมายถึงองค์รวมทั้งรูปธรรมและนามธรรม และหมายหนักไปทางนามธรรมมากกว่ารูปธรรมด้วย จะขาดจิตวิญญาณไม่ได้ รูปกาย นามกายนั้น เขาก็แปลกันว่า รูปกายคือ ภายนอก ไม่มีจิตใจ ส่วนนามกายนั้นเอาแต่นามธรรม ไม่เอารูป อันนี้เป็นการเข้าใจผิด หาทางบรรลุธรรมยาก ไม่มีทางเป็นอรหันต์แน่ จะบรรลุก็ได้บางส่วน เริ่มตั้งแต่กายนอกเข้ามาเป็นกายใน จากมหาภูตรูป 4 ในรูปทั้งหมดมี 28 รูป มหาภูตรูป 4 ตัดออกไปก็เหลือรูป 24 และทั้ง 24 รูปนี้ก็ยังเกี่ยวเนื่องกับมหาภูตรูปอยู่ แต่เราละไว้ในฐานที่เข้าใจ ต่อเนื่องจากมหาภูตรูป ก็จะเกิดที่นามธรรม ใน เวทนา สัญญา สังขาร ส่วนวิญญาณเป็นตัวรวมทั้งหมด ของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจะสะอาดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ เวทนา สัญญา สังขาร นี่แหละ เมื่อผู้ใดสามารถแยกนาม แยกรูปได้ก็จะศึกษาองค์ประชุม คือกาย ได้ เป็นลำดับๆ ไป เช่นรู้จัก กายในกาย คำว่า กายคือองค์ประชุม เมื่อเราเห็นแล้ว เราก็ต่อ เนื่องมาสู่จิต สิ่งที่ถูกรู้คือ รูป เราหลับตามันก็ยังมีสัญญาจำได้อยู่ในใจ เราก็อ่านรู้อาการของจิตที่เกิดต่อเนื่องจากการสัมผัสนอก ตัวรู้ก็คือ นาม ส่วนตัวถูกรู้ก็คือรูป คนก็รู้กันอย่างสมมุติคือ รู้ร่วมกัน สัจจะที่สมมุติคือ ตั้งแต่สองคนไปจนถึงกลุ่มชุมชน เรียกว่า สมมุติสัจจะ ก็ต่างกันไปกับสมมุติของกลุ่มอื่น
กรรม คือการกระทำ ทำเสร็จก็สำเร็จแล้วทันที ณ บัดนั้น ใครทำก็เป็นของคนนั้น ทั้งกาย วาจา ใจ ในใจใครไม่รู้ด้วยก็เป็นอันทำ ทำแล้วก็ฝังลงที่สัญญา หรือความจำ นอกจากคุณจะทำลืมๆ ก็ลืมได้เหมือนกัน แต่บางทีความลืมนั้นที่จริงบันทึกไว้ในอนุสัยจิต แต่สามัญสำนึกนั้นไม่ได้บันทึก จิตมี ทั้งจิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก ถ้าคุณไม่ได้เรียนก็ห้ามไม่เป็นด้วย เมื่อทำแล้วก็บันทึกเป็นอัตภาพ ทุกศาสนามีสัจจะเดียวกัน สัตว์มันไม่ช่างจำ ไม่ช่างพยาบาท ไม่ชั่งรักแรงเหมือนกับคน คนนั้นยึดถือมากกว่าสัตว์มากจึงทุกข์จึงลำบากมาก กรรมเป็นอันทำ ไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาไหน มีผลวิบากเดียว ถ้าสมมุติกันว่ากรรมอย่างนี้ถือว่าผิด ถือว่าถูก ถือว่ากุศล อกุศล ถือว่าดีถือว่าชั่ว ถือว่าแรงถือว่าเบา ก็ค่อยทำความเข้าใจกัน สุก ต ทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ทำไปแล้วก็สั่งสมวิบากนั้น พระพุทธเจ้า ตรัสชัดเจน ตามภาษาบาลีคือ ผลวิบากที่ทำแล้วไม่ว่าจะดีหรือชั่วถูกหรือผิด เรียกว่าอัตถิ สุก ต ทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ทำกรรมแล้วก็สั่งสมอยู่ในอัตภาพเป็นอัตโนมัติ ถ้าผู้มีอวิชชา อัตภาพนี้ก็ยังมีสัตว์อยู่ อุตุนิยาม ยังไม่เป็นชีวะนั้นจะมีพลังงานมากมาย มีฤทธิ์อย่างไร ก็มากมายที่เราเอามาใช้นี้ใช้ไม่หมดหรอก ดวงอาทิตย์เราเอามาใช้ยังไม่ได้อีกเยอะ เราใช้ได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น ที่เกินกว่าที่เราจะเอามาใช้ได้ มีแต่สัญญา กับสังขาร มันมีแต่ พีชะ มีแต่ สัญญากับสังขาร ยังไม่มีเวทนา กับวิญญาณ กับ พีชะนั้นเคลื่อนที่ไม่ได้ ถ้าเริ่มเคลื่อนที่ได้ ก็เรียกว่าสัตว์ เป็นจิตนิยาม เริ่มมีวิญญาณ สัตว์นั้นมีทั้งเวไนยสัตว์ และอเวไนยสัตว์ เวไนยสัตว์ก็แบ่งเป็นโลกุตระกับโลกียะอีก โลกียะเวไนยสัตว์นั้น อ่านจิตเจตสิกไม่ได้ชัด ไม่รู้จักการชำระกิเล ส รู้แต่ทำกุศล ส่วนโลกุตระเวไนยสัตว์นั้น รู้จักบาปบุญ
โลกียะกับโลกุตระต่างกันตรงที่โลกุตระน้ันมีปัญญารู้จักบาปและบุญชัด บุญคือ รู้จักตัวกิเลส แล้วคุณมีวิธีกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสได้เรียกว่าบุญ ถ้ากำจัดไม่ได้ไม่เรียกว่าบุญ คำว่าบาป บุญ คือต่างจากคำว่า ดีชั่ว ถูกผิด ผิด ถูกนั้นตื้นกว่าเพื่อน ผิด ถูกคือการกระทำไม่ตรงตามที่สังคมนั้นๆ ยึดถือกัน ตั้งแต่หลักเกณฑ์ รัฐธรรมนูญ ไปถึงวัฒนธรรม ที่ยึดถือในสังคมนั้น ที่ยอมรับร่วมกัน ตามที่กำหนดหมายไว้ เรียกว่าสมมุติ แม้แต่อัตรา เลข จำนวน ขนาด แบบ อย่าง ตัว ทาง เป้า ระเบียบ ผัง แผน ฯลฯ ทั้งนั้น ที่จะกำหนดไว้รับรู้ร่วมกัน รับรู้ว่าอย่างนี้ถูก ถ้าทำไม่ตรงนั้นก็จับผิดจับถูกกัน แม้เรื่องผิดศีลผิดธรรมก็ตาม คำว่า ศีลธรรมเป็นคำร่วมกันระหว่างจิตวิญญาณแล้ว ศีลธรรม ลึกถึงจิตวิญญาณ เข้าสู่โลกุตระที่ผู้ที่จะรู้จักการชำระกิเลส การยึด ผิด ถูกก็ยึดถือกันตามสมมุติสัจจะ จึงถือไม่ตรงกัน ถ้ายึดมากๆก็ร่วมอะไรไม่ได้ คนไม่ยึดมากก็ร่วมได้มาก การทำผิด แต่ไม่ชั่วก็ได้ หรือไม่บาป คือไม่ตกนรกได้แน่ ทำชั่วแต่ไม่ตกนรก ทำชั่วทำผิด แต่ไม่บาปได้ ทำผิด ก็ขัดแย้งกับหมู่กลุ่ม ก็ไม่เรียบร้อย ไม่ราบลื่น ไม่มีพลังร่วม ถ้าทำถูก คนทำถูก ชั่วก็ได้ บาปก็ได้ อย่างทำถูกกฏหมาย ก็ล้างผิดให้คอรัปชั่น ที่บาปอยู่แล้วทำผิดศีลข้อ 2 แต่ทำนิรโทษกรรม ไม่ให้ผิดกฎหมาย ที่ทำกันอยู่ในสังคมไทย ความถูก เป็นความชั่ว เป็นบาปก็ได้ คือตกนรก เสื่อม ตอนเป็นๆ นั้นอาจบังคับได้เหมือนไม่เสื่อม มีอำนาจฝืนได้ แต่ตายไปนั้นไปตามวิบาก คุณมีวิบาก คือตัวกิเลสจะบงการเลย ตกนรกไม่มีอะไรห้าม ไม่มีอำนาจอะไรห้ามได้ อำนาจตำรวจ ศาลก็ห้ามไม่ได้ ยมบาลจริงๆ ไม่มี มีแต่สัจธรรม อย่างโลกๆ ว่า ยมบาลอนุโลมได้ นั้นมันสมมุติเอา ศานาอื่นก็มีอย่างที่สมมุติเขาไป ถ้าจิตคุณมีกิเลสก็ได้นรก ส่วนถ้าไม่มีกิเลสก็ได้สวรรค์
สวรรค์มีสองแบบ โลกุตระกับโลกียะ สวรรค์มี 6 ชั้น มีโลกุตระอยู่จุดเดียวคือ ชั้นดุสิต พระโพธิสัตว์ตายแล้วไปจุติที่ดุสิตแห่งเดียว ส่วนนอกนั้นก็กระจายไป สงบมีสองอย่าง คืออย่างอวิชชา กับวิชชา การไม่รู้พักยกกับไม่พักยก ก็เปลี่ยนแปลงได้ ส่วนสงบอย่างโลกุตระนั้นไม่มีเปลี่ยนแปลง สงบนิรันดร์กาล นิจจัง ทุวัง สัสตัง ฯ คนตายไปแล้วตกนรก ไปแต่ทางเสื่อม เป็นผู้ถึงทางเสื่อมไม่ถึงทางเจริญ หมายความว่าหลังจากกายแตกตายแล้วต้องไปตามวิบาก คุณต้องไปตามวิบาก ตอนคุณเป็นคุณมีอาการ 32 ไว้ห้ามกันไว้ไม้ให้ตกนรก ให้ขึ้นสวรรค์ได้แต่ตอนตายไปแล้วไม่มีอาการ 32 ตกนรกขึ้นสวรรค์ตามวิบาก ผู้หมดเหตุจะบังคับจิตได้ ไม่มีกิเลสมาบังคับแล้ว แต่คนที่ไม่หมดเหตุ ไม่หมดกิเลสก็จะบังคับจิตไม่ได้ หลังตาย บาปบุญใครก็ตกอยู่ใต้อนุสัย 7 นั้น ภูมิแห่งความรู้ที่สำคัญยิ่งคือ มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสเป็นหลัก ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว ตายไปจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ เรียกว่าไม่เป็นไปตามอำนาจโลกีย์ แม้เกิดมาก็จะมีภูมิธรรมติดตัวไปตลอด มีตัวอย่างเช่น ในมิคสาลาสูตร หรืออย่างพระองคุลีมาล ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร แต่ว่ามาฟังธรรมพระพุทธเจ้าก็บรรลุได้ อย่างพระพาหิยทารุจริยะฟังธรรม 4 ประโยคก็บรรลุอรหันต์ อย่างพระยสะก็ฟังธรรมสองกัณฑ์ ก็เป็นอรหันต์ แต่ของพวกคุณก็ฟังมาจนหูแฉะก็ยังไม่บรรลุ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อมิคสาลา ทีนี้ เพื่อนของพ่อกับพ่อของมิคสาลา ในชีวิต มิคสาลาก็เห็นว่าเพื่อนของพ่อนี่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ก็เสพกามกับตนเองอยู่ ส่วนพ่อนั้นปฏิบัติด้วยรูปธรรม ด้วยอาการ ไม่เสพเมถุน ไม่เสพอบายมุข ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ดูได้ก็คาดคะเนว่ามีมรรคผล เสร็จแล้วมีอยู่วันหนึ่งพระพุทธเจ้าก็พยากรณ์ว่า ทั้งสองคนตายไปก็เป็นสกทาคามีทั้งสองคน มิคสาลาก็เลยไม่เข้าใจ เพราะการปฏิบัติของทั้งสองคนต่างกันทำไมได้สกทาคามีเหมือนกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้สาธยายให้ทราบและว่า เป็นเรื่องของภูมิรู้ของพระพุทธเจ้า มิคสาลานั้นไม่สามารถรู้ได้ หรอก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของภูมิธรรมเก่า ของเพื่อนของบิดาที่มีของเก่าอยู่แล้ว เป็นสกทาคามีอยู่แล้วนั่นเอง แม้เพื่อนของพ่อดูจะประพฤติชั่วในสายตาของนางก็ตาม ชั่วหมายถึง ความไม่เจริญทั้งทางสังคมและจิตใจ กล่าวคือ จิตใจเกิดกิเลสก็ได้ไม่เกิดกิเลสก็ได้ เป็นเรื่องสมมุติของสังคม บางคนผิดกฎหมาย ชั่ว แต่จิตเขาไม่มีกิเลสได้ อย่างอาตมานี่เขาว่าผิดว่าชั่ว ก็ไม่เถียง แต่ว่าบาปไหม อาตมาไม่บาปหรอก สมมุติว่าจิตอาตมามีกิเลส แต่ว่าบอกคุณไปว่าจิตไม่มีกิเลส การผิดโดยที่จิตไม่รู้จริงๆ อันนี้เรียกว่าโมหะ พระพุทธเจ้าไม่เอาผิด แต่มีเวรภัย เป็นมานะ ตัวมีกิเลส แต่นึกว่าตนเองไม่มี พอผิดสัจจะก็จะทำตนผยอง เพราะมีกิเลสก็จะทำตนไม่สมบูรณ์ทั้งนอกและใน เกิดวิบากแน่นอน แม้ว่าไม่เจตนา แต่โดยวิบากมันมี แต่ถือว่าผิดโดยสมมุติไหม พระพุทธเจ้าไม่ให้เอาผิด จะอวดอุตริมนุสธรรมอย่างไรก็แล้วแต่ บุญคือ การชำระกิเลส หรือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ แปลว่าชำระจิตสันดานให้หมดจด ถ้าเผื่อว่าผู้ไม่เข้าใจชัดเจนลึกซึ้ง คมชัดเต็ม ก็เพี้ยนเพราะนัยธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธาฯ คนนี้จิตสะอาดอย่างถาวร ตลอดกาลเลย เมื่อไหร่ก็ไม่มีอะไรหักล้างเลย อะไรทำให้เปื้อนไม่ได้เลย เป็นแล้วเป็นเลย จิตสัมบูรณ์แล้ว คนที่มีจิตอย่างในโอวาทปาติโมกข์ มีว่าไม่ทำบาปแล้ว แต่ท่านทำกุศล กุศลทำผิดได้ในสายตาของโลก พระพุทธเจ้าจึงให้มีสติวินัย อย่าไปเอาผิดกับอรหันต์ ท่านไม่มีมโนสัญเจตนาที่เป็นอกุศลแล้ว แต่ทำผิดในสมมุติได้ ท่านจะมีสภาพที่ย้อนแย้งกับโลกได้คือสภาพ สัจจะย้อนสภาพคือ ปฏินิสสัคคะ จะย้อนทวนสวรรค์ เหมือนมีนรกแต่ใจท่านไม่ได้มีนรก อย่างพระมาลัยโปรดสัตว์ในนรก อย่างอรหันต์จี้กง ท่านดื่มเหล้าเป็นต้น ท่านไม่ได้ติดเหล้ายา เหมือนพ่อแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกทั้งที่ใจไม่ได้สนุกไปกับลูกหรอก อาจเรียกว่า ปฏิปัสสัทธิ คือสงบ แต่พอทวนแล้วเหมือนคนไม่สงบ ปฏิสรณะเหมือนคนไม่มีที่พึ่ง แต่ที่จริงมีที่พึ่งแล้ว ส มณะ เพาะพุทธว่า เป็นอรหันต์ทำผิดได้ แต่ขอบเขตที่ผิดจะผิดเล็กๆ น้อยๆ อย่างพระนี่มีอาบัติระดับต่างๆ แต่คิดของผมเองว่า อรหันต์จะไม่ผิดหนักแน่ พ่อครูว่า … ท่านรู้แล้วว่าสมมุติเป็นอย่างไรในโลกนี้ ท่านจะไม่ผิดคุรุกาบัติ (อาบัติหนัก) ไม่สังฆาทิเสส หรือปาราชิก เพราะผู้สามารถรู้รูป 28 ได้ ซึ่งรูป 4 นั้นเป็นมหาภูตรูป เหลืออีก 24 เป็นอุปาทายรูป
[40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์) 1. จักขุ (ตา - the eye) 2. โสต (หู - the ear) 3. ฆาน (จมูก - the nose) 4. ชิวหา (ลิ้น - the tongue) 5. กาย (กาย - the body) ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ ) 6. รูปะ (รูป - form) 7. สัททะ (เสียง - sound) 8. คันธะ (กลิ่น - smell) 9. รสะ (รส - taste) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ) หยิน หยาง 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง - femininity) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย - masculinity) ง. หทัยรูป 1 (รูปคือหทัย - physical basis of mind) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ – heart-base) ซึ่งแปลแบบนี้จะผิดสัจจะ ที่จริงคือ ไม่มีที่ตั้งเป็นหลักแหล่งหรอก แต่ว่ารู้ได้ด้วยอาการลิงคนิมิตอุเทส เป็นนามธรรม จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต) ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน) พ่อครูว่าที่จริงหมายถึงอาหาร 4 ทั้งหมด ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ) 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง ) ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา) ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา - lightness; agility) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย : elasticity; malleability) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ : adaptability; wieldiness) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ. ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด : material quality of salient features) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น : growth; integration) คือเจริญ 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ : continuity) 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม : decay) ความเสื่อม 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย : impermanence) ผู้อรหันต์จะรู้จักทำความเที่ยงได้ โดยจัดการกับจิตของตนจะให้อุปจยหรือให้ชรตาได้ พระอรหันต์จะไม่ทำให้เสื่อม แต่จะทำให้เจริญ จิตคุณเที่ยงแล้ว ก็สามารถให้มันเกิดในทางเจริญ ไม่ให้เกิดในทางเสื่อมได้ ส มณะ เพาะพุทธว่า คนที่เข้าถึงโลกุตระธรรม ก็สามารถควบคุมภาวะหลังตายได้ พ่อครูว่า … ไม่ต้องควบคุม เพราะไม่มีกิเลสแล้ว คำว่า กายนี้ต้องไม่เข้าใจว่า เป็นแค่ร่าง เท่านั้น คนที่เรียนผิดเข้าใจว่า กายมีแต่โครงร่าง พอไปนั่งสมาธิก็ไปเข้าใจ ไปเห็น เทวดา ผี เป็นรูปเป็นร่าง ความเป็นจริงนั้น มีแต่อาการลิงค นิมิต อุเทส ที่เป็นตัวแท้ ให้พิจารณาตัวนี้ ส่วนโครงร่างนั้นอย่าไปยึดติดมัน ก็เลยยึดอยู่แค่นั้น ศึกษาแต่เทวดาเป็นรูปร่าง ที่ปั้นเอาเอง จำได้ก็ปั้นเอา หรือจำไม่ได้ก็ปั้นเองเองก็ได้ ส มณะ เพาะพุทธว่า เมื่อเราได้ผัสสะ จะมีความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ แต่วันนี้เราได้รู้เรื่องอกุศล กุศล เรื่องผิดเรื่องถูกด้วย ซึ่งเรื่องที่ต่ำสุดคือเรื่องสมมุติสัจจะคือผิดถูก ส่วนบุญบาปนั้นอยู่ที่การเพิ่มหรือลดกิเลส พระอรหันต์หมดบาป บุญ แล้ว แต่คงไว้ซึ่งกุศล ส มณะ เพาะพุทธว่า ตอนนี้ผู้ชุมนุมของสวนลุมฯ เดินไปรวมกับที่อุรุพงษ์แล้ว คนแน่นมากเลย พ่อครูว่า...วันนี้ธรรมะลึกซึ้งวันนี้ ใครเข้าใจได้ก็อนุโมทนา ใครเข้าใจไม่ได้ก็เอาไว้ก่อน แต่เหตุการณ์วันนี้เป็นเรื่องไม่เจตนา คนทำอะไรไม่เจตนา แต่ลึกๆ มีเจตนาดีเป็นเค้าเป็นตัว สสังขาริกัง เป็นตัวนำพา อยู่ลึก ส่วนเจตนาวางโครงการเราไม่วางไว้เลย แต่มีเจตนาดีอยู่แล้ว เมื่อหลายหัวมารวมกันคิด ยิ่งปัจจุบันธรรม ทำอย่างไรดี คนมาเยอะๆ จะทำอย่างไร ไขความลับให้ฟัง เราตั้งใจว่าจะให้คุณจำลองเป็นหัวหน้าในการชุมนุม ก็ตกลงกัน แล้วคุณจำลองก็ได้ไตร่ตรองแล้วว่าอย่าแสดงตัวเป็นผู้นำเลย เป็นความละเอียดละออของคุณจำลอง ทำอย่างแหลมลึก และซื่อด้วย และบอกคนไม่เป็น เป็นสายเจโต ไม่ใช่สายปัญญา ก็ทำด้วยความจริงใจ แต่มีปัญญา เขาทำด้วยใจของคุณจำลองด้วย คบกับคุณจำลองมาแต่ ปี 2522 เป็นยังเติร์กอยู่ ก็รู้จักกันมานานพอ สมควร ก็ยืนยันว่า คุณจำลองเป็นคุณจำลองตามชื่อเขา จำลองแปลว่าโมเดล ไม่ได้อยู่ตายตัวนะ พัฒนาโมเดลที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไปเรื่อยๆ ก็เจริญมา แต่ก่อนสะสมบ้านช่องเรือนชาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว คุณจำลองเป็น A Best Model เป็นหนึ่งในโมเดลที่ดีที่สุดในยุคนี้ คุณจำลองประพฤติตอนนี้ เชื่อเถอะว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องดีขอยืนยัน แต่ว่าคนเข้าใจไม่ได้ อาตมาเข้าใจได้ แต่ขยายความยังไม่ครบหรอก ก่อนเหตุการณ์นี้ก็ให้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้ แต่ว่ามีเหตุการณ์เปลี่ยนก่อน เห็นว่าเป็น accident good luck อย่างหนึ่ง ที่เกิดเหตุการณ์นี้ วันนี้ ที่เกิดมันมีการคุยกัน มีการตกลงกันปรึกษาหารือกันพอสมควร ไม่ใช่เราทำงานโดดเดี่ยว เอาแต่ใจ เราทำอย่าง จริงใจกัน เสนาธิการฯ ก็มีใจมาทำ คุณจำลองก็มีใจมาทำ จุดหมายเดียวกัน แต่ความเห็นก็ต่างกันบ้าง เป็นของดีเป็นความหลากหลาย แล้วเรามาพิจารณาว่าจะเอาอะไรดี คุณจำลองได้รับปากแล้วก็เปลี่ยนแปลงอีก ไม่ใช่ว่าคุณจำลองไม่อยู่ในร่องในรอย แต่ที่เปลี่ยนเพราะมีน้ำหนักของความเห็นของตนที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องกลับกลอก แต่มีข้อมูลใหม่ที่สดใส ที่ดีกว่า อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เรื่องเจตนากลับกลอกซ่อนแฝง เป็นเรื่องลึกซึ้ง ก็พูดได้ประมาณนี้อาตมาไม่เป็นคนชอบยกย่องคน ที่พูดนี้ไม่ใช่มายกย่อง แต่ปัจจุบันนี้ก็เป็น A Best ใครจะเข้าใจได้อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อคุณจำลองรับปากว่าจะมาร่วมวันนี้ก็มาแล้วแต่เดิมรับปากว่าจะประกาศ แต่ว่าในที่สุดก็ไม่ประกาศเป็นผู้นำ แต่ว่าขอเป็นผู้ตาม ไปกับเขา เอาง่ายๆ เพราะมันมีหลายกลุ่ม พอไปรวมกับทางโน้นก็จะไปใหญ่ไปเบ่งก็ไม่ดี แต่ตอนนี้ไปรวมกันก็ไม่มีคนไปเบ่งใหญ่ เรื่องนี้ที่กำลังทำงานกัน ทุกอย่างดำเนินไปอย่าง เคี่ยวข้นและคลี่คลาย และมีอะไรกำลังสะสาง ที่สื่อนี้ก็ยังสื่อสภาวะไม่หมด แต่ก็พอสื่อได้บ้าง มีลักษณะดีขึ้น แต่ก็ทำให้ใจระทึกขึ้นพอสมควร แต่มีอะไรดีขึ้นหลายอย่าง แต่ไม่พูด ในนี้มี คนที่ห้า มาด้วยนะมาบันทึกเทปทั้งภาพและเสียงอยู่นะ แต่ว่าเราไม่ได้มีความลับอะไร มั่นใจว่าไม่ได้ทำสิ่งเลว ถ้าผิดพลาดก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ที่บอกว่าคลี่คลาย แม้การเคลื่อนไหวจากที่มั่น เป็นวิธีการให้เกิดการกดดันในการประท้วง ถ้าอยู่กับที่คนเขาไม่กลัว แม้มากเท่าใด แต่ถ้ามากเขาก็กลัวคือเขากลัวว่าจะเคลื่อน ถ้าเต็มสวนลุมฯ แต่ไม่เคลื่อนเขาก็ไม่หวั่นไหว ถ้าคุณมัวแต่อยู่บ้านในที่สุดคุณก็จะไม่มีแม้แต่บ้านอยู่ ที่เกิดการเคลื่อนทำให้เกิดปฏิกิริยา ศัตรูข้าศึกจะต้องคิดว่า เราเคลื่อนไปไหน เร็วไว ทุ่มโถมอย่างไร แล้วมามีอาวุธมาหรือเปล่า พวกเราอาจไม่มีอาวุธไปเลย แต่เขาเชื่อไหม? เรากำชับไว้แล้วว่าให้เอาอาวุธไป แต่จะออกอาวุธผิดไหม อาวุธเราคืออหิงสา สงบ ถ้าใช้บุญญาวุธอันนี้สำเร็จนะ ชนะเลย ถ้าสมทบกับที่อุรุพงษ์ จะมีเท่าไหร่ก็ตาม อาจไปยืนหลับกันบ้าง แ ต่ก็น่าจะคลี่คลายเพราะสิ่งเหล่านี้กระทบจิตทั้งรูปธรรมและนามธรรม จะมีใครหวั่นไหวนะ เหตุการณ์ที่เกิดตอนนี้ใช้คำว่า “งาม” ได้ เพราะยังไม่เคยเกิด แต่ก็เกิดได้ ยังเหลือแต่ว่าด้านที่เขาจะจัดการเขาจะทำอย่างไร ก็ดูไป Go on and see out สิ่งเหล่านี้เป็นการชี้บ่งว่า ดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด ขอให้ใจเราเจตนาดีปรารถนาดี เราไม่ได้ปรารถนาเพื่อตนได้ลาภยศสรรเสริญสุข มาลำบากแน่นอน พยายามวางใจในกายิกทุกข์ ใจเราวางแล้ว ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ตั้งใจอย่าติดยึด ความจริงใจของฝ่ายโน้นมีส่วนหนึ่ง แต่มีความไม่จริงใจมากมีคนแฝงโลกธรรมมาก แต่พวกเรามีผู้แฝงโลกธรรมน้อย แต่มีคนจริงใจเพื่อส่วนรวมเพื่อชาติมากกว่า มั่นใจเลย เพราะฉะนั้นทำไปเถอะ สัจธรรมยืนยัน ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่บาป ใครจะมีแฝงก็ของใครของมัน ถ้าไม่มีแฝง งานนี้ไม่ได้ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญอยู่แล้ว คนที่จริงใจอุตสาหะและมีความมุ่งมั่นมามากพอก็ชนะประตูเดียว ในรายการสงครามสังคมฯ มี sms ว่า เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ในขณะที่เราไม่ได้หวังว่าจะได้โลกธรรม เราก็ไม่ต้องทุกข์กับการเสื่อมโลกธรรม ไม่ต้องรู้สึกสูญเสียเพราะเราไม่หวังว่าจะได้แล้ว อีกประเด็นที่คนสงสัยถามมาว่า งานทอดกฐินกับงานชุมนุม อันไหนจะได้บุญมากกว่ากัน ส มณะ เพาะพุทธว่า...การทอดกฐินปัจจุบันไม่ได้บุญทางพุทธศาสนาแน่ แต่การออกมาชุมนุมเพื่อบ้านเพื่อเมืองเป็นบุญกว่าแน่นอน พ่อครูว่า...การทอดกฐินทุกวันนี้คือ การทอดกระทะทองแดงให้แก่นรก เป็นกระทะทองแดงที่ทั้งร้อนและใหญ่ บางสำนักว่าให้ทำไม่ต่ำกว่าร้อยล้าน ถ้าต่ำกว่านี้ไม่เป็นมาตรฐานนะ บางสำนักตั้งไว้ 10 ล้าน สำนักเหล่านี้ล้วนสร้างกระทะทองแดง ให้ตน ตกนรกหมกไหม้แล้ว ส มณะ เพาะพุทธว่า ที่จริงเรื่องกฐินคือ การร่วมกันทำผ้าของพระ เอาผ้ามาต่อกัน ไม่มีเรื่องของโยมมาเกี่ยวเลย พ่อครูว่า ..แม้แต่ผ้าป่าก็ไม่ใช่เรื่องของโยมเลย เป็นเรื่องของพระล้วนๆ …. ตอนแรกว่าจะใช้คำว่า A Best Idol Model แต่มีคนท้วงว่า คำว่า Idol เป็นตัวอย่างของดาราใช้กัน แต่ว่าบางคนก็ว่าคำว่า Idol นี้เป็นสิ่งที่คนนิยมตัวอย่างสูงสุดแล้ว ตกลงก็เลยใช้คำว่า A Best Idol Model หรือ A Best Model ก็ได้ ส มณะ เพาะพุทธว่า...จริงๆ วันนี้มีคุณจำลองตามไปด้วยก็ทำให้รู้สึกดีมิใช่น้อย....จบ