581225_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๓.docx
เนื้อหาในไฟล์
581225_รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องสามัญผลสูตร ตอน 3 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558 ขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม เป็นวันคริสต์มาส เป็นวันเกิดของเยซู คริสต์ และก็เป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร ว.บบบ.ด้วย เราก็ใช้วันนี่แหละ ทำประโยชน์ไปเรื่อยๆ เป็นประโยชน์ที่ควรได้ อาตมาก็ย้ำเหมือนคนหลงใหลคลั่งใคล้ธรรมะ อาตมาว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีอะไรดีกว่ามาสนใจธรรมะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนให้คนอยู่ในชีวิตจริง อยู่กับสัจธรรมที่ประเสริฐ อยู่กับสิ่งที่มนุษย์ควรได้ ควรมี ควรเป็น ควรรู้อย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าค้นพบว่ามนุษยชาติถูกอวิชชาหรือกิเลสจัดการกลายมาเป็นความวุ่นวายทุกข์ร้อนหนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นถ้าไม่สนใจธรรมะแล้วปล่อยชีวิตไปตามโลกที่เขาพาเป็นหนักหนาขึ้นทุกวันจนตอนนี้ใกล้กลียุคแล้ว สังคมเลวร้ายขนาดหนักเลย นั่นเป็นสัจจะที่ยิ่งที่จริงที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสรู้มา 2600 ปีแล้ว ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้คนหนีไปจากชีวิตสามัญ แต่ใช้ชีวิต ได้อย่างดียิ่งที่จะรู้ว่าเราไปหลงทาง สวนทางธรรมะที่สอนกันในศาสนาพุทธก็สอนให้หนีไป จนกระทั่งคนเข้าใจว่ามาสนใจปฏิบัติธรรมะก็จะเสียเวลาทำมาหากิน ก็จะสู้ชีวิตที่อยู่กับโลกไม่ได้ กลายเป็นอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้วจะสู้กับชีวิตที่อยู่กับโลกได้อย่างดีที่สุดและจะเป็นคนที่มีคุณค่าต่อโลกต่อสังคมอย่างยิ่งด้วย
อธิบายคำว่าลักขณะ สสัมภาระ อารัมนะ และสมมุติ ตอนตอบคำถามทาง sms ก่อนจะได้บรรยายต่อก็จะอ่าน sms ก่อน เจ้าหนึ่งขอให้อธิบายว่า…………. _กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ขอรบกวนพ่อครูช่วยอธิบายสภาวะที่ดิฉันมีตอนเช้านี้ด้วยว่า ดิฉันเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องไหมคือ คำถามที่ 1. กามภพนั้นหมายถึงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผั
อ่านต่อ
สหยาบๆของเรานั้น มีผัสสะมากระทบกับกายของเราแล้วเกิดความชอบความชังความอยากที่เกิดขึ้น แล้วเราก็ไม่ได้ใช้กายในกายของเราพิจารณาเลย เราก็เสพกามภพเต็มรูปสมกิเลสได้อย่างใจทุกอย่างนี่คือกามภพที่ชีวิตจิตใจ เราวนอยู่กับสิ่งเหล่านี้จึงยังไม่พ้นอบาย
พ่อครูว่า… ที่พูดนี้ถูกต้อง กามภพนี้หมายถึงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสหยาบๆของเรา มีผัสสะมากระทบกับกายของเราแล้วก็เกิดความชอบความชัง เราก็ไม่ได้ใช้กายในกายของเราพิจารณา เราก็เสพกามภพเต็มโลกสมกิเลสได้อย่างใจทุกอย่าง นี่คือกามภพที่ชีวิตจิตใจเราวนอยู่อย่างนี้จึงไม่พ้นอบาย แต่ควรจะใช้คำว่า เราก็ไม่ได้ใช้ความพยายามจะใช้สัญญา เคยใช้ปัญญา ใช้การศึกษา ใช้ความรู้พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมต่อ เป็นองค์รวมของสติปัฏฐาน 4 จะต่อเนื่องเป็นปัจจยาการ จะรู้แจ้ง กาย เวทนา จิต ธรรม ในธรรมะ 2 นี้จะเหลือธรรมะ 1 ได้ นี่เราได้ศึกษาตำราของพระพุทธเจ้ามา ผู้ใดไม่รู้จักกายเลย สัมผัสแล้วก็เสพไปเรื่อยๆ คืออบาย น่าสงสาร เกิดจริงเป็นจริงน่าสงสาร กิเลสก็พอกไป เต็มอาสวะอนุสัย ก็มีต่ออีกว่า
_คำถามที่ 2. รูปภพนั้นก็คือกามภพที่เป็นรูปหยาบๆนั่นเอง
พ่อครูว่า… ก็ได้ ถ้าเข้าใจสภาวะที่บอกมานี้ อาตมารู้จากความหมายที่เขาหมาย รูปภพก็คือกามภพหยาบๆ ที่จริง “รูป”คือสิ่งที่ถูกรู้ ตาเรากระทบก็เป็นรูปภายนอก ขณะเห็นภายนอก เราก็อ่านภายในด้วย ไม่ใช่เห็นแต่ภายนอกแต่ไม่อ่านภายใน ต้องต่อเนื่องมาเห็นภายในด้วย จะใช้คำว่า “รูป”ก็ตาม จริงๆแล้วอันนี้มันเป็นอาการ นามกาย รูปกาย ถ้ามีข้างนอกเราเรียกว่ารูปกาย ขานชื่อเสียงที่เป็นข้างนอกได้หมดเลย กระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย รู้ร่วมกันหมดเรียกว่ารูปกาย จะขานชื่อได้ต้องมีนามกายเกิดก่อน นามกายเกิดก่อน ถ้านามกายไม่เกิด รูปกายที่ตาคุณสัมผัสแล้วไม่มีอาการของนามหรือองค์ประชุมภายใน รูปคุณก็ไม่รู้จัก แข็งทื่อ เช่นคนมองดูรูปข้างหน้าแต่ฟุ้งซ่านไป นามกายคุณไม่มาอยู่กับผัสสะทางตา หรือหูกระทบเสียง แต่คุณไม่เอาจิตวิญญาณนั้นมาทำการสนใจ มีสติสัมปชัญญะเข้ามาร่วมตรงนี้ ก็เอาจิตคุณไปอยู่ที่อื่น วิธีนี้เป็นวิธีทำจิตรู้จิตแต่คุณทำโดยอัตโนมัติ จิตคุณไปอยู่ที่โน่นก็เลยไม่รู้สิ่งที่เห็นทั้งที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส แต่คุณไม่รู้จักสิ่งที่กระทบก็ไม่เกิดนามกาย รูปกายก็ไม่มี แม้มันมีโดยสภาพก็ไม่รู้รูปกาย นามกาย เช่นเดียวกับคนปฏิบัติสมาธิ meditation สู่สิ่งที่คุณกำหนดอยู่กับลมหายใจเข้าออก อย่างธรรมกาย กำหนดดวงใสๆ ให้นิ่งกับดวงใสๆ นิ่งกับลมหายใจเข้าออก ไม่สนใจทวารนอกเลย คือวิธีสะกดจิต รู้แค่สิ่งที่ตนหยุดอยู่กับมัน เป็นวิธีเจโตสมถะอย่างเดียว ไม่ใช่การเรียนรู้ธรรมะอะไรเลย เป็นสะกดจิตดับอย่างเดียว ดับได้ถือว่านิโรธ ส่วนฝ่ายธรรมกายดับ เขาก็คือสะกดจิตเป็นหนึ่งเอกัคคตา ได้แล้วก็อยู่กับวิมาน ปั้นไป เป็นอุปาทาน มโนมยอัตตา ไม่ศึกษาธรรมะหาความจริงในโลกเลย ยิ่งหลับตาสะกดจิตสร้างวิมานเรื่องราวเพ้อเจ้อเพ้อพกไป เป็นพวกที่ตักกีโหติวีมังสี ขออธิบายแทรกความให้ฟัง การปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิก็น่าสงสารอย่างนี้ ที่ถามมาว่า รูปภพคือกามภพหยาบๆ ที่จริงกามภพ เราก็สัมผัสแล้วก็รู้รูป เป็นองค์ประชุมที่ถูกรู้ แล้วเข้าไปรู้กายภายในที่เป็นองค์ประชุม เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไปรู้ข้างในเป็นองค์ประชุมแรกเรียกว่ากาย แล้วกายในกายก็คือ เวทนาในเวทนา แล้วก็มีจิตในจิตที่ทรงอยู่ตั้งอยู่ จะเรียนรู้ได้ด้วยอาการ ถ้าอาการที่เป็น ลักขณะ สสัมภาระ อารัมนะ สมมุติ คือสี่อย่างที่เกิด เป็นภาวะ ปฐวี คือธาตุดิน เป็นน้ำ เป็นธาตุลม เป็นลักษณะธาตุไฟ เรียกว่าลักขณะปฐวี ลักขณะอาโป เตโช วาโย หรือจะเป็นสสัมภาระก็ ๔ ดินน้ำไฟลมเช่นกัน อารัมนะก็ ๔ สมมุติก็ ๔ เราจะเกิดความเข้าใจความรู้ ลักษณะคือรูปร่างแท่งก้อนเหลี่ยมข้นแข็งที่เป็นอาการรวมตัวก้อนแท่ง ธาตุดิน เป็นลักษณะที่ถูกรู้ขั้นต้น สสัมภาระ คือสังขารที่ปรุงแต่งทำงานประกอบกัน มีพลังงานเคลื่อนไหว อารัมนะ คือความรู้สึก ที่จะรู้ ดิน น้ำ ไฟ ลม อารมณ์ก็จะมีลักษณะตามนั้น เช่นดินก็แน่นแข็งข้น น้ำก็ไหล ลมก็ไหว ไฟก็ร้อน สมมุติ คือรู้ร่วมกับคนอื่นในความรู้ สามนี้ สรุปคือต้องรู้ลักษณะเหล่านี้ด้วยอาการ เกิดจากการรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ทั้งนั้น อาการ นั้นละเอียด เคลื่อนไหว อาการที่เล็กละเอียดถึงนิวเคลียร์ หรือนิวเคลียส ถ้าแยกแตกออกมาก็เป็นนิวเคลียร์ นิวเคลียส คือธรรมะ 2 จับตัวกันอยู่ แตกตัวกันเมื่อไหร่ก็เป็นฟิวชั่น กับฟิชชั่น วิทยาศาสตร์เอามาทำงานได้ทั้งประโยชน์และโทษ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นก็พอเทียบเคียงกันได้ ก็จะไม่ต่างกัน แต่จะละเอียดลึกซึ้งกว่ากัน ก็เรียนได้เข้าใจได้ด้วยตัวเอง ให้เป็นปรมัตถธรรม เป็นธรรมชาติอันยิ่ง อันสูงส่ง สรุปง่ายๆว่าต้องอ่านอาการออกตั้งแต่ภายนอกแล้วรู้ว่ากาม เป็นรูป เป็นขั้นที่ 2 แล้วมาถึงอรูป เพราะที่ผู้ถามเขียนมาว่า _“อรูปคือสิ่งที่ไปกังวลกับอดีตและอนาคตที่ผ่านมา เรื่องอนาคตที่ยังไม่ถึงแล้วเราก็ตั้งความหวังไว้ฝันไว้ด้วยความอยากความกังวลที่เป็นภพในความคิดในจิต พุ่งเพ่งไปอยากได้สมใจ ซึ่งอยู่ในภวภพเพราะจิตไม่อยู่กับความเป็นจริงแล้วไม่ได้ใช้สังกัปปะ 7 เดินมรรค (ถ้าจะให้ยกตัวอย่างจะยาวมาก แต่ดิฉันคิดว่ามีคำตอบให้ตัวเองค่ะ) มารู้จักเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยว่าการปฏิบัติธรรมแบบลืมตามีผัสสะเป็นปัจจัยคืออย่างไร และการปฏิบัติก็ไม่ง่าย ที่สำคัญภาษาบาลีต่างๆเช่น สังกัปปะ 7 มรรคมีองค์ 8 ก็ยังเรียงไม่ค่อยถูก จำไม่ค่อยได้เลยค่ะ” พ่อครูว่า… คนถามเขียนต่ออีกว่า _“วิภวภพนั้นหมายถึงความยึดดี ซึ่งเป็นของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ใจเรานั้นเราอยากให้เกิดขึ้น อยากให้ได้สมใจ อยากให้คนอื่นดี แล้วคนนั้นเขาก็ดีด้วย จิตถึงมีแต่ความคาดหวัง ตกอยู่ในปัญหาต่างๆ สิ่งที่ทำให้จิตของเราต้องตกอยู่ในภพเช่นนี้ ดิฉันจะเป็นบ่อยมากคือ ทำไมเขาไม่ทำอย่างนั้น ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้ แล้วจะได้ผลอย่างนี้นี่คือสิ่งที่เราวาดหวังไว้ลืมความเป็นจริงของปัจจุบันที่เรามีที่เราได้ ก็เลยวิ่งไปกับผัสสะต่างๆทั้งหลายมากมายจนรู้สึกฟุ้งซ่าน แต่วันนี้เข้าใจคำว่าวิภวภพอย่างนี้ถูกไหมคะ” พ่อครูว่า… สภาวะของคนเข้าใจอย่างนั้นแล้วก็รู้ว่ากิเลสตัณหาของคุณเป็นอย่างนั้น คุณเข้าใจถูก แต่พยัญชนะที่เข้าใจนั้นไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริงเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคุณปฏิบัติไปเถิด แต่อย่าเพิ่งไป อาตมาบอกให้ว่าพยัญชนะ ที่ใส่เข้าไปเช่น วิภวภพนั้นมันเร็วไปหน่อยไม่ตรงกับสภาวะแต่สภาวะที่คุณบรรยายนั้นดีมากถูกต้อง ปฏิบัติอย่างที่คุณอธิบายมาแล้วถูกต้อง แล้วก็กำจัดกิเลสที่ว่าในภพต่างๆดีแล้ว ตอนนี้เอาอย่างนี้ก่อน อย่าไปคำนึงถึงภาษาเหล่านี้ เขาเขียนต่อว่า _“สภาวะตอนนี้ดิฉันกำลังเบื่อกับขยะ ดิฉันได้สภาวะเช่นนี้เพราะลูกศิษย์ของหมอเขียวคนนึงแนะนำมา ดิฉันจึงจัดตั้งตบะว่า จะไม่บ่นเบื่อเรื่องขยะ และจะพยายามเข้าค่ายของหมอเขียวที่มาจัด และปฏิบัติให้ได้” พ่อครูว่า… ก็เข้าใจดี จะปฏิบัติตามหมอเขียวก็ดี
_ มีคำถามที่ว่า “อาหารเจปลอมเช่นปลาเค็มเจ ลูกชิ้นเจ หมูเจที่ร้านค้าของชาวอโศกบางพุทธสถานยังขายอยู่ และมีผู้ใหญ่ใจดีมาเบิกไปทอดนึ่งแจกแบบเพียวเพียวไม่ผสมผักเลยสมควรหรือไม่ คนแรงงานสงสารคนหาเงินให้วัด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ร้านค้าหรือการเงินเขาไม่กล้าพูด” พ่อครูว่า… ถ้าจะไปมองละเลียดเช่นนั้นก็จะเป็นอย่างที่คุณว่าได้ อาหารเจปลอมต่างๆ ก็มีคนไปซื้อมีผู้ใหญ่ใจดีมาเบิก แต่ว่าใช้เงินของทางวัดไปเบิกมา แล้วก็มานึ่งแจกอย่างไม่ผสมผัก แจกพวกเราข้างใน ถามว่าสมควรหรือไม่ อาตมาก็เห็นด้วยนะที่คุณมองอันนี้ เห็นด้วยว่ามันไม่สมควรจะทำ ถ้าคุณเอาเงินของคุณเองก็แล้วไปเถิด คุณยังเห็นว่าอย่างนี้น่าจะกิน แต่ที่จริงมันก็หลายอย่างมันมี เคมีอะไรผสมในของปลอมพวกนี้เพราะฉะนั้นก็บอกตัดสินไปว่าอย่าไปนิยมชมชื่น ไม่ใช่ส่งเสริมแต่ควรเลิก เลิกได้จะดี ก็ซื้อธรรมดาธรรมชาติ พืชผักผลไม้ เดี๋ยวจะซื้อแป้งก็ซื้อไปสิ แม้แต่มันมี มีบ้างก็เอา ก็ไม่ต้องถึงขนาดปลอมเป็นปลา เป็นหมู เป็นไก่ เขาต้องคิดเงินที่ทำมา ให้เบิกเงินมาซื้อก็ไปซื้อราคาที่เขาทำมาแล้วมากิน ถ้าคนฉลาดก็หยุดกระทำงวดต่อไป ผู้ที่จ่ายสตางค์ให้ไปซื้อพวกนี้ก็คิดเอาก็แล้วกัน อาตมาก็เห็นว่าไม่สมควร
_0888109xxx · ที่สุดของคน คือ การเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข พ่อครูว่า… ถ้าคุณเข้าใจความเป็นธรรมดาอย่างปรมัตถ์ลึกซึ้ง ที่มีคนเคยถามว่าพระอรหันต์คือคนเช่นไร อาตมาก็ตอบว่าคือคนธรรมดา ถ้าเข้าใจธรรมดาอย่างปรมัตถ์ลึกซึ้ง แต่ความสุขนั้นอันนี้ชัดเจน คำว่า “ความสุข” ถ้าไม่ใช่ภาษาของปรมัตถธรรมแล้ว คุณเรียกว่าความสุขมันก็คือผู้ที่ศึกษาจริงแล้วไม่มีหรอกความสุข แต่ถ้าศึกษาเป็นปรมัตถ์จริงจะรู้ความสุขที่เป็น ปรมัตถ์แท้ ผู้ที่บรรลุสูงสุดแล้วอารมณ์จิตถือว่าสุข เป็นปรมังสุขัง นิพพานังปรมังสุขังคือ สุขที่ยิ่งกว่าสุข ถ้าไม่เข้าใจปรมัตถ์ พูดคำเหล่านี้ก็เป็นตรรกะทั้งนั้น _0893867xxx · การมีธรรมะแท้จริงคือสามารถดำรงตนอยู่เหนือปัญหาฤาความทุกข์ทั้งปวงไม่เกี่ยวกับปริญญาบัตรพิธีรีตรองฤาหลักปรัชญาชนิดฟิโลโซฟีใดๆ! การศึกษาธรรมะกับพ่อครูทำให้รู้จักสัมมาทิฏฐิมีคารวโตนิวาโตรับฟัง, ปรโตโฆสะเปิดหู,โยนิโสมนสิการเปิดใจ เป็นคุณธรรมที่ช่วยทำให้การเดินทางสู่โลกุตระ เป็นสัมมาทิฏฐิมาถูกทาง พ่อครูว่า… มีคนอยู่เหนือปัญหา แบบที่ว่า ถ้าปัญหามาคุณก็บอกว่าเป็นไตรลักษณ์แล้วก็วางไป ไม่รับรู้โง่ซื่อทิ้งไปเฉยๆ ไม่หยิบมาพิจารณาเกี่ยวข้อง เป็นกุศล อกุศลอย่างไร จนมีความรู้ความฉลาดที่อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นที่พาให้ทุกข์ได้ ถ้าถูกต้องต้องรู้แจ้งแต่ไม่ยึดถือ มีวิชชาก็ถูกต้อง
_0893867xxx · ขอมอบคำขวัญวันเด็กปี 59จ ากนายกลุงตู่ให้เด็กสัมมาสิกขาเยาวชนไทยว่า เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต ! _0893867xxx · อ่านพระไตรปิฎกทุกวันแต่ไม่เคยอ่านใจตน!ที่ศึกษาพร ะตปฎ.มาก็เท่ากับว่าไม่ได้ เข้าถึงธรรมใดๆเลย พ่อครูว่า… ถูกต้อง หมด sms แล้ว
จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เราอ่านมาในสามัญผลสูตร ส่วนพรหมชาลสูตรท่านก็ว่า ต้องมีศีล รู้ทิฏฐิ 62 มีศีลเพื่อประกาศว่าศาสนาพุทธต้องเป็นเช่นนี้ ต้องเว้นขาด งดเว้น อรติ วีรติ ปฏิวีรติ เวรมณี คือในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล คือศีลที่ปฏิบัติแล้วได้มรรคผลส่วนตน มัชฌิมศีลก็ขยายจุลศีล ส่วนมหาศีลเป็นศีลที่ใหญ่ จะอย่างไรต้องละเว้นก่อน เป็นของศาสนาพุทธบ่งบอกความเป็นคนในศาสนาพุทธ ประกาศว่าศาสนาพุทธเว้นขาดจากสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดในมหาศีล แต่ทุกวันนี้สิไม่มีแล้วในศาสนาพุทธ โดยเฉพาะละเมิดในมหาศีล มีแต่เดรัจฉานวิชา มีไสยศาสตร์ ที่เขายกย่องพระปฏิบัติ ในศาสนาพุทธตอนนี้มีแต่เก่งทางเดรัจฉานวิชาปลุกเสกพระ ในหน้าหนังสือพิมพ์มีแต่โฆษณาขายของ ที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย สิ่งที่เป็นสัจธรรมของศาสนาพุทธไม่ได้ถูกสื่อสารอธิบายขยายผลไปแพร่เลย มีแต่เผยแพร่เดรัจฉานวิชา ทำไมพูดแล้วก็เหมือนต้องยกย่องพวกตน แล้วพวกอื่นไม่มีถูกบ้างเลยหรือ? เพราะอคติที่เขาได้ประกาศ เถรสมาคมได้ประกาศแล้วว่าโพธิรักษ์เป็นพวกนอกรีตไม่ใช่ศาสนาพุทธ อันนี้เป็นก้อนใหญ่ที่ขวางทางมหึมา ตัดสินอาตมาแล้วก็เชื่อเต็มที่ไม่มีปรโตโฆษะเลย อาตมาก็พยายามโน้มเข้าหาธรรมะพระพุทธเจ้า อ้างอิงพระไตรปิฎกจนน่าหมั่นไส้ ไม่ได้เก่งแต่ต้องทำ ไม่งั้นหาว่าอาตมาพูดเอาเอง สูตรแรกบอกศีล บอกปัญญา เรื่องทิฏฐิ 62 คือนอกศาสนาพุทธ สรุปคือศาสนาพุทธในสูตรแรกบอกถึงศีลกับปัญญา แต่สามัญผลจะอธิบายจิต ท่านตรัสศีลกับปัญญาก่อนในสูตรแรก พรหมชาลสูตร มาสูตรที่ 2 เกิดจิต แต่ต้องมีศีลกับปัญญาก่อนจึงเกิดจิต สามัญผลสูตร ได้อ่านไปแล้ว ถึงพระเจ้าอชาตศัตรูเดือดร้อนใจ แล้วไปถามอาจารย์ต่างๆ เขาก็ตอบแบบถามมะม่วงตอบขนุนสำมะลอ พระเจ้าอชาตศัตรูก็เลยมาถามพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ปัญญา ว่าถ้าคนในยุคนั้นที่เป็นทาสของท่าน เป็นทาสรับใช้ท่านอย่างดีที่ท่านรักใคร่ มีประโยชน์อยู่ใกล้ชิดเลย ที่ท่านต้องพึ่งพาเขาเลย ถ้าคนนั้นมาสนใจธรรมะของพระพุทธเจ้าก็มาออกบวชตาม แล้วท่านจะมาเอาทาสคนนี้คืนไปไหม โดยที่ท่านบอกว่ามาเป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้สงบ เป็นผู้เคร่งครัดเ ป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้ผลอันนี้แล้ว แล้วท่านจะมาเอาไปคืนกลับไปเป็นทาสไหม นี่แหละคือผลที่เห็นได้ปรากฏ ก็จะมีคนมาออกบวชมาเข้ารีตอย่างนี้ไม่เป็นทาสของท่าน ซึ่งสมัยนั้นเป็นสมัยทาส ท่านเป็นนายทาส ท่านมีสิทธิ์ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาเขามาได้นะ หรือถ้าจะออกมาเอง สมัครใจมาแล้วมาออกบวชเองก็ไม่ได้ แต่นี่คือผล ที่คนมาปฏิบัติแบบนี้คือผลท่านเจ้าคืนไปไหม ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็เป็นผู้ที่มีปัญญาก็บอกว่าถ้าเขามาปฏิบัติแบบนี้แล้ว ต้องสนับสนุนส่งเสริมมีแต่ที่จะต้องรุกรับ ต้องไหว้เขา ส่งเสริมให้เจริญต่อไป นี่คือผลข้อ 1 ผลข้อที่ 2 สมมุติว่าประชาชนที่เป็นชาวนาต้องทำงานเสียภาษีให้แก่ท่าน ท่านก็ต้องได้รายได้จากเขาซึ่งไม่ใช่เป็นทาสแล้วแต่เป็นคนหาเงิน หาทองเข้าพระคลังของท่าน ท่านมีสิทธิ์ เพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะเก็บภาษีเขาที่เป็นประชาชนของท่าน แต่ประชาชนเหล่านี้มาปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาโภคคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ แล้ว จะเอาเขากลับไปเป็นประชาชนเหมือนเดิมไหม เอาคืนไปไหม พระเจ้าอชาตศัตรูก็เข้าใจเพราะมีปัญญา ก็เห็นว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว เป็นผู้รักในความสงบสงัดสำรวมในปาติโมกข์ สามัญง่ายๆว่าพวกนี้มาปฏิบัติดีแล้วเป็นผู้เจริญ ในความเป็นนักบวช เป็นผู้มีคุณธรรมขึ้นมาพระเจ้าอชาตศัตรูก็เข้าใจ อันที่ 3 ต่อมาบอกว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นในโลกมีพุทธคุณ 9 และประกาศศาสนา นี่แหละคือสามัญญผลที่จะเกิดขึ้นสูงขึ้นเรื่อยแล้วพระพุทธเจ้าก็ประกาศเรื่องต้นคือศีล ถ้าทาสหรือประชาชนของท่านมาปฏิบัติตั้งแต่ถือศีล เราอ่านมาถึงจุลศีลข้อ 11 แล้ว 11. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. 12. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่. 13. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน. [7] 14. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. 15. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. 16. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมาร. 17. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. 18. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. 19. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. 20. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. 21. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน. [8] 22. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้.
พ่อครูว่า… ทุกวันนี้เขามีธรรมฑูตที่จะเป็นทูตทางธรรม เป็นกรรมชนิดหนึ่ง หมายความว่าอย่างไรการไม่ประกอบฑูตกรรม ก็คือเป็นคนที่ไม่ เป็นผู้ติดต่อ ฑูตกรรมคือการติดต่อ เรื่องราวแบบโลกๆที่จะสร้างงาน หาเรื่องราวที่เป็นแบบโลกีย์ ถ้าจะไปช่วยงานการก็ไม่ใช่ต้องไปติดต่อให้เป็นเรื่องผูกพันมีพันธกิจ มันเป็นปลิโพธะ คือความผูกพัน ไม่ทำ และการรับใช้ ที่เขาทำกันนี่เป็นการรับจ้าง คือต้องมีสิ่งตอบแทนไปมา ต้องไม่รับจ้างแต่ไปรับใช้ 23. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อการขาย. เช่นมีพระไปซื้ออาหารมังสวิรัติเราเราก็ติดป้ายห้ามซื้อหา ต้องมีลูกศิษย์หรือไวยยาวัจกรมาด้วย 24. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอมและการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. 25. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง. 26. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้นและการกรรโชก. แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ท่านละเว้นไว้ ทุกข้อก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่งทั้งนั้น ศีลทุกข้อต้องศึกษาให้จริงในความหมายแล้วตั้งใจประพฤติ ยิ่งสูงขึ้นในทางปรมัตถ์ อย่างข้อ ๒๖ ก็รวมไปหมดตั้งแต่หยาบถึงละเอียดเลย จบจุลศีล. มัชฌิมศีล [9] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอดพืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า. พ่อครูว่า… คือเราปฎิญาณตนแล้วว่าจะญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะแล้ว มาเป็นพระหรือพราหมณ์ของพุทธ แต่มาเป็นพระมหาศาล พราหมณ์มหาศาล ฉันอาหารที่เขาให้ด้วยปราณีตแล้วยังไม่พอกินหรือ ยังไปทำการที่ผิดศีลอีก ยังมีน้ำหน้าอีก มาบวช ปฏิญาณตนต่อฆราวาส เขาเลี้ยงดูไว้แล้วยังมีหน้าไปทำเช่นนี้อีก [10] 2. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอนสะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิษ. พ่อครูว่า… พระมาโภคขันธาปหายะแล้วยังมีหน้าตลบแตลงสะสมของอีก ผู้ที่จะขึ้นเป็นสังฆราชนี้สะสมรถเก่าเยอะแยะเลย มันน่าสงสารไหมศาสนาพุทธ [11] 3. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโคชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพลการจัดกระบวนทัพ กองทัพ. [12] 4. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการขวนขวายเล่นพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่งเล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อยๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทรายเล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ. [13] 5. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาวเครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน 16 คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง. [14] 6. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เห็นปานนี้คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบน้ำหอมนวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ประเทืองผิวผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า (พ่อครูว่า… ใช้ไม้เท้าเพื่อประดับแต่ถ้าใช้เพื่อพยุงร่างกายก็ใช้ได้) ใช้กลักยา (พ่อครูว่า… นาฬิเก เหมือนกระเป๋าคล้ายเจมส์บอนด์ แม้แต่ย่ามก็เข้าข่ายนาฬิเก) ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่มสวมรองเท้า ประดับวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวิชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชาย. พาอครูว่า… อาตมาได้ข่าวว่าหัวหน้าสำนักใหญ่ตกแต่งร่างกาย แม้แต่ตีนผมนี่ก็ทำ ทำได้สารพัด ปิ๊งเลยนะ ติรัจฉานกถา [15] 7. พระสมณโคดม เว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำเรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคมเรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำเรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ. พ่อครูว่า… คนพาซื่อก็เลยบอกว่าจะกล่าวถึงเรื่องพระราชา จะกล่าวถึงเรื่องโจรก็ไม่ได้ ดูแล้วพูดอะไรก็ไม่ได้เลย ความเจริญหรือเสื่อมก็ห้ามพูด มันก็ไม่ต้องพูดสิ แต่ไม่เข้าใจประเด็นแท้จริง คุณพูดได้หมดที่อ่านชื่อมา แต่อย่าพูดให้เป็นเดรัจฉานกถา อย่าพูดขวางทางนิพพาน พูดแล้วต้องให้ไปทางละหน่ายคลาย หากพระพูดแล้วไม่ไปหานิพพานก็ผิดศีล แต่ทุกวันนี้ไปฟังสิ [16] 8. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ เช่นว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูกถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ. พ่อครูว่า… ถ้ามีจิตไม่ดีอยากเอาชนะ ฉันถูกเธอผิด ก็อย่าไปพูด แต่ถ้าพูดว่าสิ่งนี้ผิดสิ่งนี้ถูก ก็ต้องพูด แต่ไม่ได้แก่งแย่ง อาตมาถึงบอกว่า จะเข้าใจผิดว่า เป็นธรรมาธรรมะสงคราม ไม่เอาแล้ว มาบอกพุทธศาสนาตามภูมิกัน [17] 9. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีและกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive