580201_วิถีอาริยธรรม สันติฯพ่อครู+ส.เดินดิน เรื่อง ๘ อ. แบบพิสดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580201 วิถีอาริยธรรม สันติฯพ่อครู+ส.เดินดิน เรื่อง 8 อ. แบบพิสดาร
วันนี้วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ บวรราชธานีอโศก ส.เดินดินว่า...วันนี้สันติอโศกคงได้ต้อนรับคณะบุคลากรคณะแพทย์วิถีธรรม มาช่วยทำให้บรรยากาศครั้งนี้ค่อนข้างมีสีเข้มขึ้นเยอะเลย คงจะเดินทางไปทางเดียวกับพ่อครูคือพ่อครูจะอยู่ไป 151 ปี มีพวกเราเล่าให้ฟังว่า ลูกเขาจับไปตรวจที่รพ. กลัวว่าปอดจะมีโรคอะไร เขาก็บอกว่าไม่เจออะไรหรอก เขาจะอยู่ไปถึง 100 ปี หมอเอาไปตรวจก็เลยไม่เจออะไรจริงๆ ช่วงนี้พ่อครูไปฉลองหนาวมา พ่อครูเป็นหวัดไปด้วย ตั้งแต่อยู่สันติอโศกติดเชื้อ พอไปเจออากาศหนาวก็เลย catch a cold ในพระไตรฯมีพูดถึงว่าคนจะมีอายุยืนยาว ต้องเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง 1 รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย 1 บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย 1 เป็นผู้ไม่เที่ยวในกาลไม่สมควร 1 ประพฤติเพียงดังพรหม พ่อครูว่า...การที่จะทำให้เกิดความสบาย ต้องพูดให้ชัดว่าคำว่าสบาย ในภาษาไทยเพี้ยนไปจากคำว่าสัปปายะ สัปปายะ แปลว่าเจริญ อปายะแปลว่าเสื่อม เอาให้ชัดๆ เพี้ยนสปายะมากเป็นสบาย คือสมอารมณ์หมาย มันบำเรอกิเลสนี่ มันเพี้ยนไปเลย สปายะนี่เจริญ เอาชัดๆ คือหมดกิเลส สถานที่สปายะของชาวธรรมะคือที่ลำบาก ไม่ใช่ที่สบาย ใครเข้าใจว่า รีสอร์ทที่สบายบำเรออารมณ์คือสัปปายะไม่ใช่เลย สถานที่นั้นคืออปายะ เข้าใจให้ชัด ส.เดินดินว่า...มีคนบอกว่าอยู่วัดนี่ป่วย แต่ออกไปข้างนอกนี่หายป่วย พ่อครูว่า...กำลังใจนี่มันแข็งแรงนะ แต่ถ้าไม่พอใจนี่อ่อนเปลี้ยเลย มนุษย์ออเซาะนี่จะเป็นเลย พอเจอสิ่งพอใจมีพลังวังชาเกินสามัญเลย แต่พอเจอสิ่งไม่พอใจก็ท้อแท้เลย เหมือนเป็นลมไปเลย นี่คือเรื่องจริงของจิตวิญญาณ ถ้าชอบก็มีแรง ถ้าไม่ชอบก็อ่อนแรงเกินกว่าควรจะเป็น เคยเห็นไหม? น้อยคนที่จะมีแบบนี้เป็นน้
อ่านต่อ
อย คนที่จะมีอะไรเกินสามัญเป็นได้ ส.เดินดินว่า...อารมณ์ชอบหรือชังเป็นปัจจัยให้เกิดโรคภัยได้มาก พ่อครูว่า..เพราะฉันทะเป็นมูล ถ้าไม่มีฉันทะ อิทธิบาทไม่เกิดเลย ไม่มีวิริยะ จิตตะ วิมังสาเลย ไม่สำเร็จ ส.เดินดินว่า...เราพยายามหาต้นแบบคนที่มีอายุยืนแข็งแรง ไปหามากมาย แต่พ่อครูอยู่กับพวกเราตลอดเลย พ่อครูว่า...อาตมาไม่อยากพูด อายุตั้ง 80 กว่าแล้ว จะทำเหมือนอายุ 20 ได้อย่างไร แต่ที่จริงอาตมาทำได้นะ แต่ทำแล้วมันไม่คือ แต่ที่จริงอาตมารู้ว่าอายุ 18 ไม่ใช่ 80 สรีระร่างกายอาตมานะ ส.เดินดินว่า...ผมมองว่าที่พวกเรามองข้ามพ่อครูเพราะว่าข้อ 8 อ.นี่แต่ละข้อทำได้ยากเลย พ่อครูว่า... วันนี้เขาจะให้เทศน์เกี่ยวกับนโยบายสุขภาพ ซึ่ง อาตมาก็มีหลักเดิมคือ 8 อ. อาตมาเอามาจากหลักของเขา ของเขามีอาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย ที่เขามีก่อน อาตมาก็ว่าไม่สมบูรณ์ ก็เลยมาขยายจนเป็น 7 อ. แล้วมาเก็บตกอาชีพ เป็น 8 อ. ก็คิดว่าครบแล้วจริง อาตมาจะยกไว้ 2 อ.แรก อิทธิบาท กับ อารมณ์ขอยกไว้ก่อน เพราะลึกซึ้งมาก อารมณ์คือจิตใจ เมื่อจิตใจสมบูรณ์แบบแล้วอารมณ์จะสมบูรณ์ อารมณ์สมบุรณ์คือปราศจากกิเลส สิ้นเกลี้ยงจากกิเลสแล้วจึงเป็นอารมณ์สมบูรณ์ เป็นอุเบกขา ซึ่งอุเบกขาพระพุทธเจ้าไม่ใช่อยู่เฉยๆ ไม่รู้เรื่อง แต่ฉลาดประกอบด้วยปัญญาสมบูรณ์แบบ และประกอบด้วยการงาน เป็นอัญญา(ปัญญาสุดยอด) เป็นปัญญาโลกุตระ อย่างโกณทัญญ ะ เร ิ่ มมีปัญญาก็คืออัญญาสิ เป็นสาวกคนแ ร ก ที่ เกิดญาณปัญญาโลกุตระเช่นนี้เป็นต้น ใครทำการงานด้วยอัญญา (กัมมัญญา) เป็นตัวขับเคลื่อน นั่นแหละคือผู้มีอารมณ์สุดยอด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา นี่คืออารมณ์ของพระอรหันต์ หลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพดีอายุยืนยาว อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ ในเรื่องอิทธิบาท กับอารมณ์จะไม่สาธยายมากวันนี้ 3 .อาหาร คือเครื่องอาศัย ในชีวิตเรามีเครื่องอาศัยที่ดี สุขภาพก็จะดี อันแรกที่สำคัญคือ อาหารที่กินเข้าไปเลี้ยงขันธ์ เป็นคำข้าว คือกวฬีการาหาร ที่จะอาศัย ขอไม่พูดขยายเรื่องนี้มาก ทางพุทธไม่ได้สอนเรื่องธาตุอาหารที่เป็นคำข้าว แต่สอนสิ่งที่แฝงในคำข้าว ผสมในอารมณ์ ในรสของอาหาร ว่าอะไรเป็นพิษเป็นภัย เป็นผัสสะ ท่านให้ศึกษา จิต มโน วิญญาณ ให้ตีแตก อาการนามธรรมของคน ศึกษาตัวนี้ แล้วแยกสภาพจริงของธรรมชาติ ส้มมันก็เปรี้ยว สะเ ด ามันก็ขม ไอ้นี่กลิ่นนี้ รสฝาด ขม กลิ่นอย่างนี้ก็เป็นธรรมชาติ รูปเช่นนี้ก็เป็นธรรมชาติ สีมัน เหลืองๆ เขียวๆ รู้เท่ากันหมดทุกคนไม่เพี้ยน แต่ผิดเพี้ยนกันที่อารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ แต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจคล้ายกันมากได้ แต่ไม่เหมือนกัน เพราะจิตวิญญาณเป็นธาตุเล็กละเอียดยิ่งกว่าธาตุใดๆ ที่เขาได้ศึกษากันมา ไม่ใช่จะเดาได้ง่ายๆ อาการอารมณ์ที่จะอ่านได้ อาการอารมณ์มันผลักหรือดูด มันชอบหรือชัง นี่คือภาวะไม่เป็นกลางไม่ใช่มัชฌิมา คำว่ามัชฌิมาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าจิตไม่ไหวติงไม่เคลื่อนเลย แต่จิตมีสภาพสองอย่าง สภาพนิ่งและสภาพเคลื่อน บวกกับลบ จิตมี เจโต คือ static ปัญญา คือ dynamic ทุกอย่างที่มีนั้นมีการเคลื่อนไหวหมด แม้จะหยุดนิ่งเป็นพลังงานศักย์แต่ก็เคลื่อนมีสภาพ potential มันนิ่ง static แต่มันก็มีนัยสภาพจริงที่มันเคลื่อนมันแตกตัวอยู่ สิ่งที่มีอยู่ไม่สลายออกจากกันมีภาวะสองทั้งนั้น ผัสสะ และเจตนา ...ผัสสาหารกับเจตนาหารก็อยู่กับกวฬีการาหาร วิญญาณาหารนั่นแหละ ในจิตวิญญาณคือธาตุพลังงานพิเศษที่เรียกว่า จิตนิยาม ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมาจนพัฒนาเป็นมนุษย์มีจิตนิยาม แล้วจิตมันมีสภาพหยุดกับการเคลื่อน เป็น static และ dynamic ในภาษาพระพุทธเจ้าเรียกว่า มีสิ่งที่มี กับ ไม่มี หรือมีสิ่งที่ว่าง กับ เคลื่อน ถ้าสิ่งที่มีจริงๆจะมีสองอย่าง แม้วิทยาศาสตร์ก็บอกว่าทุกอย่างมีสองอย่าง คือสสารกับพลังงาน แล้วพอมีการสัมผัส ผัสสะ ก็มีสามแล้ว สองลักษณะ คือ 1 . นิ่ง กับ 2 . เคลื่อน หรือ จัดแบ่งเป็น 1 . ปสาทรูป กับ 2 . โคจรรูป มาผัสสะกันก็เกิดภาวะใหม่ เป็นวิญญาณ เป็นธาตุรู้ที่เกิดจากปฏิกิริยาสองสิ่งสัมผัสกัน แล้วธาตุรู้นี่แหละ ไปเรียกในภาษารูป 28 ท่านเรียกว่า ภาวรูป อันที่ 3 นี่แหละเป็นตัวการที่จะต้องศึกษา พอเกิดผัสสะ แล้วเกิดอาการที่ 3 เป็นวิญญาณ เป็นนามธรรมแตกตัวออก พระพุทธเจ้าแยกเป็น 5 อย่าง เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ การศึกษาทั้งเรียนรู้ปฏิบัติเรียกว่า มนสิการ จึงเกิดผล ใครมนสิการไม่เป็นไม่มีปริยัติที่สัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดผล ต้องมนสิการ เมื่อมีผัสสะ แล้ว สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ สัญญาคือตัวหลักของอัตภาพที่จะทำงานตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ปุถุชนจนถึงพระพุทธเจ้าแม้พระพุทธเจ้าก็ใช้สัญญาทำงานในปัจจุบันที่เป็นธาตุรู้ที่สอดรู้สอดเห็น แม้เบื้องต้นการศึกษาก็ต้องใช้ (พ่อครูไอ) ส.เดินดินว่า...ในศาสนาพุทธไม่เน้นธาตุอาหาร แต่จะเน้นตัวชอบไม่ชอบที่มากับธาตุอาหารที่เป็นตัวลากเราไปสู่การมีสุขภาพดีหรือไม่ แม้เราจะเข้าคอร์สสุขภาพมาแต่ไม่ได้ศึกษาตัวชอบหรือไม่ชอบออกจากคอร์สตัวชอบหรือไม่ชอบก็จะลากเราไปสุขภาพเสีย พ่อครูว่า..ตัวเวทนา ชอบหรือไม่ชอบ นี่แหละ มันเกิดเพราะได้สมกับเจตนาหรือไม่ ต้องสัญญากำห นดเลยว่าเกิดอารมณ์ชอบหรือชังเกิดจากอะไร เกิดจากเจตนา คือตัณหา (กาม_ภว _วิภวตัณหา) เราต้องใช้วิภวตัณหา เรียนรู้กามตัณหา ภวตัณหา เรียนรู้กามตัณหาที่มันใคร่อยากได้ หรืออยากทำลายทำร้ายมันมีสองนัยเท่านั้นแหละ ถ้ามันแรงจนว่ามีข้าต้องไม่มีเอ็ง บางทีมันร้ายแรงขนาดนั้น มีแค่ดูดกับผลักแต่ลึกซึ้งซับซ้อน ก็มีสองจุดชอบกับชัง เมื่อใช้สัญญากำหนดหมาย ว่าเป็นตัณหาใครทำร้ายนี่คือชัง ใครมาเป็นตนหรือเสพกับตนนี่คือ ชอ บ คนเราแม้ไม่ศึกษาธรรมก็เป็นกลางได้ มันพักยกเฉยๆ เป็นธรรมชาติ แต่ของพระพุทธเจ้าต้องล้างธรรมชาติ มีแต่ธรรมะล้วนๆ อย่าไปบอกว่าธรรมะคือธรรมชาติ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีชาตินะ สัญญาต้องกำหนดรู้เหตุ จับได้ว่าชอบหรือชัง นี่เป็นตัวสำคัญต้องล้างทั้งอาการชอบหรือชังให้สิ้นเกลี้ยงให้เป็นไม่ชอบไม่ชังเป็นอุเบกขาที่คุณต้องไปเรียนรู้ให้เกิดสภาวะนี้ในตน ไม่ผลักไม่ดูด ไม่เอนไปทางกามไม่เอนไปทางอัตตา เป็นกลางๆ สูญ พูดได้เป็นภาษาแต่คุณต้องไปรู้ได้ด้วยปัญญาญาณของตนเอง ถ้าได้จุดนี้ นี่แหละคือตัวสัปปายะ คุณมีผัสสะมีเจตนาก็ต้องทำให้เกิดจุดนี้ให้ได้ นี่คือเครื่องอาศัยคืออาหาร 4 ที่กินใช้ เป็นองค์ประกอบหยาบ มาเป็นวัตถุรูป แล้วเกิดเจตนา ต้องทำให้ไม่ชอบไม่ชัง เป็นวิญญาณสะอาด นามรูปก็สะอาด ผู้ที่อ่านนามรูปออก จบ ชัดเจนก็มีเท่านี้ เจตนาก็มี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เวทนาก็มี 3 นี่คืออาหาร 4 ที่ต้องเรียนรู้ หากคุณมีอาการไม่สุขไม่ทุกข์เป็นเครื่องอาศัยอาหารคุณดี สุขภาพคุณดีแน่ ส.เดินดินว่า...พวกที่ไม่มีความรู้เรื่องสารอาหาร แต่กินข้าวกับผักน้ำพริกนี่อายุยืนยาว พ่อครูว่า...พวกรู้สารอาหารมากนี่ตายไว ส.เดินดินว่า...ตอนไปฉลองหนาว พวกชาวเขากินขนมที่เป็นข้าวเหนียวตำกับงากับเกลือ คนถามเขาว่ากินแล้วได้อะไร เขาก็ว่ากินแล้วอิ่มเขาไม่มีอุปาทานไปกินเพื่ออร่อยนักเหมือนชาวเมืองเลยสุขภาพดี 4 .อากาศ แปลว่าช่องว่าง เราหายใจนี่เราก็อนุมานว่าเราหายใจเอาธาตุลมไปสังเคราะห์ร่างกาย แต่ถ้าลมนี้มีแก๊สอะไรมากมายหลายอย่างผสมอยู่ คุณก็สูดเข้าไปสิ มีทั้งเป็นชิ้นเล็ก มีทั้งอากาศที่เป็นความว่าง (ทางวิทยาศาสตร์ก็แยกแยะเป็นธาตุได้อีก) ลมคือมหาภูตรูป แต่อากาศนี่ละเอียดกว่าลม แปลว่า ว่าง ธาตุอากาศเรียกมันว่า ว่าง ทีนี้อาการทางจิตมันว่าง นี่คืออย่างไร อาการทางจิตมันว่าง คือมีสองนัย ว่างอย่างโลกียะ กับว่างอย่างโลกุตระ ว่างอย่างโลกียะคือว่างโล่งเฉยๆ เหมือนกับไม่มีอะไร แล้วไม่มีปฏิกิริยาอะไร ยิ่งว่างก็ยิ่งนิ่ง ยิ่งสงบ นี่คือนัยที่สัมผัสได้ ยิ่งว่างยิ่งไม่มีอะไร? ทีนี้ทางปรมัตถธรรม ความว่าง คือว่างจากกิเลส นะจ๊ะ ว่างจากกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด จนไม่เหลือแม้นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มีในสิ่งที่จะให้ไม่มี อากิญจัญฯ นั่นคือว่าง ต้องการให้กิเลสออกไป คุณต้องจับกิเลส แล้วทำให้มันเล็กๆๆๆลงยิ่งกว่าธุลีละออง จนไม่มีเลย อากิญจัญฯ คือนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี เนวสัญญาฯ คือมันยังข้องอยู่ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ ยังเหลือเศษนิดๆๆ จะต้องรู้ให้ครบถ้วน เมื่อรู้หมดครบก็จะเรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธังโหติ คือสัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก ในเวทนา 108 ทุกปัจจุบัน 36 ก็กิเลสสูญ ตลอดๆ จนอดีตสูญ อนาคตก็สูญ อาการว่างสูงสุด นี่คือสภาวะทางธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าได้ตัวนี้แก่จิตแล้วจะเป็นผู้อมตะ จะสั่งให้ตัวเองเกิดหรือตายได้ พระอรหันต์บางองค์บอกเลยว่าเราจะตายในก้าวที่ 3 เดินไปสามก้าวก็ตายได้เลย สั่งตายสั่งเกิดได้ ทั้งร่างกายชีวิต มาจากจิตเป็นเหตุ จะทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้สูงสุดได้ สั่งตายหรือเกิดให้แก่อัตภาพได้ อากาสธาตุ คือผู้ทำจิตว่างได้แล้ว อารมณ์ที่คุณเกิดอาการสมบูรณ์แบบได้เป็นอารมณ์สัปปายะ แล้วทำอากาศให้เป็นความว่างได้ อารมณ์จะเป็นสิ่งประเสริฐให้สุขภาพดี ทำให้เกิดมโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารที่ดีได้ แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่กำหนดว่าจะตายในก่อนสร้างศาสนา มารมาอาราธนาท่านก็ไม่ยอมตาย แต่ว่าพอสร้างศาสนาเสร็จท่านก็กำหนดว่าอีก 3 เดือนจะตาย อากาสธาตุ คือตัวว่าง ต้องรู้อาการว่างของจิต แล้วโลกียะก็ว่างได้ว่างพักยก จิตว่างไม่ดูดไม่ผลักไม่ทุกข์ไม่สุข แต่มันไม่รู้ กำหนดมันไม่ได้เพราะไม่มีความรู้ไปกำหนดมันได้ แต่ผู้สามารถกำหนดให้จิตว่างจากกิเลสได้ ทำจนเป็นอัตโนมัติก็มีสุขภาพดีแน่ 5 . ออกกำลังกาย ก็คือให้เคลื่อนไหว ให้เคลื่อนไหวสรีระได้สมดุล เพียงพอ น้อยไปหรือมากไปก็ไม่ดี แต่จะไปกำหนดความพอดีเป๊ะนั้นยาก ก็ต้องเผื่อพอไว้ เด็กตามสัญชาตญาณก็ดิ้นมากกว่าเฉย แต่ผู้ใหญ่หนุ่มสาวก็ดิ้น ไปบำเรอแสวงหาโลกีย์ พอชักชินชาเบื่อบ้างกำลังวังชาไม่ดีก็จะหยุดเคลื่อน ต้องออกกำลังกายเสริมให้มัน ไม่อย่างนั้นไม่สมดุล ตอนนี้อาตมาต้องขยายหน่อย คือตอนนี้มีธุดงค์ธรรมชัย ก็สังเวชใจสถาบันหลักเป็นผู้ใหญ่ในศาสนาพุทธ ออกมาเถียงข้างๆ คูๆ ว่าการทำธุดงค์ธรรมชัยเป็นศาสนาพุทธ อย่ามาพูดเลย มันไม่ใช่เลย เริ่มต้น เอากันที่ธุดงค์ก่อน 1 .ธุดงค์ไม่ได้แปลว่าเดิน ถ้าเข้าใจธุดงค์ว่าคือเดินนี่ผิดตั้งแต่ต้นทางเลย ในยุคพระพุทธเจ้า เป็นยุคการคมนาคมสัญจรไม่ได้สะดวกอย่างนี้ เอาแต่เดิน คำว่าเดินไม่ได้มีความหมายกับคำว่าธุดงค์เลย แต่ท่านต้องเดินกัน 2 .บริบทของนักปฏิบัติธรรมยุคนั้นเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมคือเดินออกป่าหรือดง แต่คำว่าดงในธุดงค์คือภาษาเพี้ยนมาจากคำว่าธุตังคะ ธุตังคะ หรือ ธูตะ+ อง คำว่า อง แปลว่าหน่วยหนึ่ง แล้วองค์หนึ่งของธุดงค์ คือองค์หนึ่งของ ธูตะ ธูตะ คือผู้ทำศีลเคร่งได้แล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติศีลข้อนี้ แล้วไม่ใช่ศีลพื้นๆ เช่นศีล 5 ศีล 8 นั้นศีล 8 ก็ถือว่าเคร่งกว่าศีล 5 ผู้ปฏิบัติศีล 8 ได้แล้วก็ถือว่าเคร่งกว่าศีล 5 คุณทำธูตะเรื่องใดได้ก็ได้องค์หนึ่งของธูตะแล้ว เช่น พระมหากัสสปะ มีธุดงควัตร 13 ข้อ เช่น อยู่ป่าตลอดชีวิต ซึ่งไม่ง่ายเลย ธุดงค์ไม่ได้แปลว่าเดิน ใครไปแปลว่าเดิน ก็ผิด เขาบอกว่าการเกินธุดงค์ในเมืองนี่ผิด แต่ก็อีกนัย แม้ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วพระพุทธเจ้าก็ส่งไปในเมือง ไปเดินในเมือง ท่านบอกเลยว่าอย่าไปรวมกันเป็นหมู่ จงแยกกันไปทีละรูป แต่นี่เขามาเดินรวมกันเป็นพันๆ นี่ผิดแล้ว ดราม่าบทนี้ ถ้าอาตมาวิจารณ์แล้วจะแหลกเลย คือน่าเกลียดทุเรศ เป็น มัณฑนวิภูสนัฏฐานา ที่น่าเกลียดมาก ขนวัตถุสมบัติมาตกแต่งประดับประดาวิลิสมาหรา เป็นเรื่องมนุษย์หลงความสวยงามโลกีย์ แต่ไม่รู้ตัว ว่าตนเองเอาสิ่งนี้มาหลอกมนุษยชาติ เขาก็หลงไปตามคนตกแต่ง เพราะกิเลสเป็นเจ้าเรือนใจอยู่ ตกแต่งประดับประดาจัดสรรให้คนโง่ที่สุดก็รู้ว่านี่คือตกแต่งสร้างภาพ แล้วนี่หรือคือการเผยแพร่ธรรมะ มีสาเฐยยะเช่นนี้ โง่ยกกำลังร้อย สุดง่านนะ อาตมาว่าไม่ใช่เขาไม่รู้แต่เขาหน้าด้านหน้าทน กูจะทำ จะทำไม อย่างนี้ เป็นทั้งภ า วะมานะอัตตา อาตมาถล่มหนักก็คือให้หยุดเถอะ คุณทำกรรมใด กรรมนั้นเป็นของคุณ ถ้าไม่หยุดก็ได้กรรมบาป ที่พูดนี่เบรกให้หยุดทำชั่วด้วยเจตนาจริงใจ ขอทำตัวเป็นผู้พิพากษา โดยเขาไม่ได้แต่งตั้ง มันทำลายศาสนานะ คุณไปหลงผิดว่าเป็นการเผยแพร่ศาสนาไปอีกนะ ในการเดินออกกำลังกาย ในศาสนาพุทธ จึงไม่ต้องออกกำลังกาย เดินก็ได้แล้ว สมัยพระพุทธเจ้าก็มียาน มีรถ แต่ท่านไม่ใช่ ตลอดพระชนชีพท่านไม่ใช้ แต่ในยุคนี้ไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะ มาปฏิบัติมรรคองค์ 8 ในมรรคองค์ 8 มีหลัก ทำการงานอาชีพ กัมมันตะ การพูด ความนึกคิด นี่คือหลัก 4 องค์ของมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติ 4 อย่างนี้ให้สัมมาตามประธานคือทิฏฐิ แล้วมีสติกับความเพียรช่วย ให้มีสติมันโต รู้ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้แข็งแรง แล้วทำให้เกิดอาชีพที่สัมมา มีสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ทำให้ตกผลึกตกในจิตให้ตั้งมั่นแข็งแรง แน่นเหนียวมั่นคงยั่งยืน โดยปฏิบัติมรรค 7 องค์ตาม มหาจัตตารีสกสูตร เดินธุดงค์นี่คือนอกรีต ธุดงค์เรียกร้องหาบริหาร ลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข เป็นธุดงค์ที่มีเจตนาเลวร้ายเป็นอกุศล เป็นความทุจริต นี่อาตมากำลังว่าอย่างจังๆ คัดค้านตำหนิจังๆ ในฐานะนานาสังวาส ทำปฏิโกสนา(คัดค้านตำหนิแรงๆก็ได้) แต่ไม่ทำถึงอุโกสนา(คือฟ้องร้องกันเอาเรื่องกัน) อาตมากับธรรมกายนี่ ไม่ใช่นานาสังวาสอีก แต่ยิ่งกว่า อสังวาส กันอีก แต่ดันทุรังว่าเป็นพุทธอีกก็เลยต้องพูด เพราะคุณออกนอกพุทธไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่ใช่แค่นิกายด้วย อสังวาสเลย แต่จะมาตั้งข้อฟ้องร้องอาตมาตามทางการไม่ได้ พระพุทธเจ้าห้าม แต่การวิจัยวิจารณ์กันก็ต้องทำเต็มที่ การออกกำลังกายในยุคพระพุทธเจ้าท่านเดินเอาก็พอแล้ว แต่อย่างอาตมานี่อยู่กับที่มาก ก็ต้องเดิน แต่อย่ามาตีกินว่าการเดินนี่คือการแสดงธรรม อย่ามาหลอกกันเลย หลงตั้งแต่คำว่าธุดงค์นี่คือเดินนี่ก็ผิดแล้ว สมัยพระพุทธเจ้าเขาเดินกันเป็นปกติ ส.เดินดินว่า...ดูเหมือนทุกวันนี้เราต้องตั้งหลักยามอ่านพยัญชนะ แม้คำว่าธุดงค์ก็ต้องเอามาอธิบาย พ่อครูว่า...พูดจนต้องเสียเสลด เสลดต้องออกเลย เริ่มต้นแต่คำว่าดง นี่ก็ไม่ใช่ดงใช่ป่าแล้ว สมัยพระพุทธเจ้าหลงผิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเข้าป่า พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า บรรลุธรรมแล้วต้องเข้าเมือง แม้แต่ ในอั มพัฏฐสูตร ท่านก็ว่า สมัยต่อไปคนจะไปแสวงหาอาจารย์ในป่า นี่คือความหลงผิด พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ก่อนเลย ว่าอนาคตจะหลงผิดออกป่ากัน ในความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ 1 . ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2 . ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3 . สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4 . สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 ) ที่เขาทำนี่จัดจ้านมากเลย ธรรมโกย อาตมาก็ขอสรุปดีกว่า ว่าธุดงค์ไม่ใช่การเดิน ธุดงค์คือหน่วยแห่งศีลเคร่งที่คุณปฏิบัติได้ ธุดงค์คือองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส หรือชื่อข้อวัตรปฏิบัติ ท่านก็ขยายว่าธุดงค์คือข้อปฏิบัติที่ผู้สมาทานจะเต็มใจกำหนดประพฤติเพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส เขารวบรวมมามี 13 ข้อ พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับธุดงควัตร 13 ประการคือ 1. ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร 2. ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร 3. ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร 4. ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร 5. ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร 6. ถือการฉันในภาชนะเดียวคือฉันในบาตรเป็นวัตร 7. ถือการห้ามภัตตาหา รที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร 8. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร 9. ถือการอยู่โค นต้นไม้เป็นวัตร 10. ถือการอยู่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร 11. ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร 12. ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร 13. ถือเนสัชชิกังคธุดงค์ คือการไม่นอนเป็นวัตร คือเป็นข้อป ฏิ บัติที่พระมหากัสสปะ จนชินแล้ว ท่านทำมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ สั่งสมสัญชาตญาณนี้ให้ตนเอง พระพุทธเจ้าก็ต้องยกให้ท่าน ท่านก็ตัดกิเลสท่านได้แล้ว อันนี้เป็นวาสนาบารมีของท่านติดมา มันก็ไม่ได้ล้างง่ายๆ ต้องยกให้ท่านว่าท่านไม่มีเวลาแล้ว ยุคนี้ บริบทต่างกัน เราไปเดินมากไม่ได้ มียานพาหนะแล้ว แต่นี่เขาก็ทำมา สร้างภาพเดินบนถนน ที่เป็นที่ให้รถยนต์วิ่งนะ สร้างภาพมาก เป็นการจูงนำ สร้างอุปาทานใส่จิตคน ไม่ใช่ได้บุญเลย ที่จริง บุญคืออาวุธหรืออุปกรณ์ที่ใช ้ กำจัดกิเลส บุญ คือ เครื่องชำระกิเลส จากสันดานให้หมดจด แปลนิยามคำว่าบุญเช่นนี้ แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปหมดแล้ว กลายไปเป็นว่าการได้บุญคือการได้มีอะไร เป็นเครื่องมือใช้เพื่อความดี แต่ที่จริงบุญคือเครื่องมือที่จะไปสู่ความไม่มี จนหมดบาป หมดบุญ แล้ว ผู้สิ้นบุญสิ้นบาปคือพระอรหันต์ ที่พูดไปให้เขาหยุดทำบาปนี่ พูดเพราะรักศาสนาพุทธ แม้จะเหลือความหวังอีกนิดก็พูดเพื่อศาสนาพุทธ ไม่เชื่อว่าจะได้นะ คนโง่ย่อมมีมากกว่า เขาจึงได้มีคนไปกับเขามากมาย ก็ขออภัยที่พูดเหมือนย่ำยี แต่ก็ต้องคัดค้านอย่างจังนี่แหละ ปฏิโกสนา ออกกำลังกาย นี่ต้องทำให้พอดี อาตมาเดินออกกำลังกาย ไม่วิ่ง เดินหลายแบบด้วย ต้องให้พอดี 6 . เอนกาย คือการพัก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้รู้จักพัก รู้จักเพียร ผู้ใดจัดสัดส่วนพักและเพียรได้ พระพุทธเจ้าว่า เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้ ธรรมชาติของชีวิตต้องมีเพียร เพียรจนไม่ต้องเพียรแล้วเป็นอัตโนมัติ แต่ถ้าถึงเวลาควรพักก็ต้องพัก หรือป่วยก็ต้องพัก ผู้ใดจัดสัดส่วนได้ก็จะสุขภาพดี หากไม่พอก็ต้องออกกำลังกาย คนใดที่ออกกำลังกายเกินแล้วก็ไม่ต้องเพิ่ม ส่วนอาตมารู้ตัวว่าไม่ได้ไปออกกำลังสรีระมาก ออกกำลังทางสมองเยอะก็ต้องไปพักให้สมองได้พักบ้าง 7 .เอาพิษออก อาตมาไม่เข้ามะพร้าวห้าวมาขายสวน พวกคุณเรียนรู้มากกว่าอาตมาเยอะ อาตมาก็ทำพอสมควร อาตมาเข้าใจเอาเองว่าอาตมาไม่ได้เป็นคนไปแสวงหาสิ่งเป็นพิษใส่ตน แม้คนเขาทำอาหารก็เอาสิ่งไม่เป็นพิษมาให้อาตมาฉัน ในพระไตรฯ 5 . อนายุสสสูตรที่ 1 [ 125 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุสั้น 5 ประการ 5 ประการ เป็นไฉน คือ บุคคลไม่เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง 1 ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย 1 บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก 1 เป็นผู้เที่ยวในกาลไม่สมควร 1 ไม่ประพฤติเพียงดังพรหม 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุสั้น ฯ 1 . บุคคลไม่เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง อันนี้อาตมาก็พยายามทำอยู่ 2 . ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย....อาตมาแปลความสบายว่าไม่ได้บำเรอกิเลสนะ สบายคือสิ่งเจริญตรงข้ามกับอบาย สิ่งเจริญถ้าไม่รู้จักประมาณก็เสียประโยชน์ อย่างอาตมาถ้าตั้งหน้าตั้งตาจะยำคนอื่นไปหมด อาตมาก็คือคนไม่รู้จักประมาณการสบาย เพราะว่ายำเขานี่มันร้อน เพราะต้องตั้งใจนะ เพราะจิตใจอาตมาไม่ได้อยากทำนะ ต้องฝืนนะ ต้องเป็นเลือดศิลปินนะ 3 .บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก อาตมาก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าจะย่อยยากนะสิ่งที่เขาทำมาให้เขาก็เลือกเฟ้นแล้วอาตมาก็ถือว่ามีบารมีหรือกุศล เก่าที่ได้สั่งสมมาแล้ว 4 .เป็นผู้เที่ยวในกาละไม่สมควร ไม่รู้จักที่ที่ควรไปแล้วไปเที่ยวในที่ไม่สมควรด้วย 5 .ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระไตรฯ ล. 22 ข. 125 ชัดเจนมากเลย เอาพิษออก ก็พวกคุณรู้ดีกว่าอาตมา แต่อย่าเอาพิษออกแล้วก็กลับไปเอาพิษเข้าไปอีกล่ะ 8 . อาชีพ อย่างนักบวชนี่มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ( ปรปฏิพัทา เม ชีวิกา) ศ าสนาพุทธไม่ได้ให้ไปให้พึ่งป่าพึ่งสัตว์ไปอาศัยผลหมากรากไม้ แต่เราจะพึ่งคน เราจะเป็นประโยชน์แก่กันและกันอย่าเป็นโทษแก่กันและกัน ผู้ที่มาช่วยเหลืออาตมาก็คือคนที่เข้าใจศรัทธาต้องการให้อาตมามีชีวิตยืนยาว ทั้งอุปโภค บริโภค อาตมาไม่อยากเอ่ยปากเท่าไหร่ เดี๋ยวมาเยอะเลย บางที่ยังไม่พูดก็มาเป็นถุงๆ เลยนะ อย่างอาตมา มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น อาตมาก็พึ่งญาติโยม อาตมาก็เอาตัวเองมาเป็นธรรมะ อย่างไปชุมนุมนี่ก็เอาตัวไปเลย ทำตามเหตุปัจจัยไม่ได้เพื่ออวดอ้าง ทำเต็มที่เลย ในอาชีพที่เราจะทำ อย่างพวกคุณไม่มีหน้าที่รับโดยตรงว่าจะมาเผยแพร่ธรรม นั้น ผู้จะเผยแพร่ธรรมะจะเป็นธรรมทูตต้องเป็นธัมกถึก ต้องมีศีล มีศรัทธา คำว่าศรัทธา มาจาก สัททะคือสิ่งดี ถ้าคุณไม่มีสิ่งทรงไว้ที่เป็นธรรมะ อย่างน้อยโสดาบัน ที่เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล คุณก็ไปอธิบายมรรค ให้เขาปฏิบัติได้ผล เลิกอบายมุข เลิกโกงกิน (กุหนา) ผู้จะแสดงธรรมเป็นธัมกถึกต้องเป็นผู้บรรลุธรรมก่อน ต้องมีคุณอันสมควรก่อนแล้วพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง ถ้าตนเองไม่มีธรรมะก็ไม่ควรเผยแพร่ แล้วเมื่อตนไม่มีก็ต้องค้นหาผู้ที่มีธรรมะ ผู้เป็นสยังอภิญญา เพื่อเอาธรรมะมาให้แก่ตนให้ได้ก่อน ผู้จะมีอาชีพแสดงธรรม มั่นใจว่าเราจะทำสิ่งดีเป็นอาชีพ ก็มั่นใจเลยว่า เขาจะเลี้ยงคุณไว้ ขอให้คุณเป็นคนมีวรรณะ 9 หากไม่มีวรรณะเขาก็ไม่เลี้ยงคุณไว้หรอก ธัมกถึก ผู้จะเป็นธรรมทูตต้อง มี … ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) . แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย 8 . อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) . . 9 . ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10 . ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (สัทธา 10 จาก สัทธาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 8 ) อาชีพ พระพุทธเจ้าว่าให้เลิกมิจฉาอาชีวะ 5 ไปตามลำดับ กุหนา คือที่ต้องเลิกเลย กุหนาคือการโกงกินทุจิต 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . 2 . การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . 3 . การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยงทายไม่ตรงแท้ 4 . การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5 . การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) ส.เดินดินว่า...หลายคนใส่เสื้อ หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง แล้วปัญหาคือว่าเราจะรู้จักตัวเราเองแค่ไหน สิ่งที่จะทำให้เราไม่รู้จักตัวเราเองก็คือ ความชอบหรือความชัง อย่างเรื่องธุดงค์นี่เขาก็ทำมาหลายปี ก็มีคนว่ามามากมาย แต่พอปีต่อไปเขาก็ทำอีกเป็นต้น เขาว่ากันทั่วบ้า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive