580205-ความรัก ๑๐ มิติ(๑๖) รักแบบพุทธต้องหยุดเห็นแก่ตัว.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580205 ความรัก 10 มิติ( 16 ) รักแบบพุทธต้องหยุดเห็นแก่ตัว วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า..วันนี้แรม 2 ค่ำเดือน 3 ปีมะเมีย วันนี้เรียนความรัก 10 มิติ ที่เราเรียนกันถึงมิติที่ 8 แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่ามิติที่ 8 นี้ไม่ได้รู้มิติที่ 1 ถึง 7 เป็นอย่างไร ก็รู้ มิติที่ 1 เป็นความเห็นแก่ตัวระหว่างเราสองคนเท่านี้ เพื่อคนๆ เดียวเท่านี้ จะมีสุขทุกข์อย่างไรก็แค่สองคน เป็นความแคบ จิตใจก็คิดเช่นนี้ เห็นเช่นนี้ กำหนดใจเช่นนี้จริงๆ เขาก็รู้ว่ามันเห็นแก่ตัว แต่ใจเขาก็เป็นเช่นนี้ ไม่ได้เสียสละ ทำไม่ได้ ทำได้แต่เผื่อแผ่แค่แคบ จนมามีลูกก็เห็นแก่ลูกเพิ่มขึ้น ขนาดนั้นบางคนยังไม่รักลูกด้วย ให้คนอื่นเขาเลี้ยงไป เห็นเป็นภาระด้วย ซึ่งแม้แต่เดรัจฉานก็ยังมีที่เสียสละเพื่อลูก ตายเพื่อลูกได้เลย เดรัจฉานยังเป็นได้ แต่บางคนชั่วได้กว่านั้นอีก มีลูกมาก็ไม่เกี่ยวกับตน มีแต่เรื่องต่อเผ่าสืบพันธุ์แต่ไม่มีจิตวิญญาณให้แก่กันเลย เราก็ต้องศึกษา แต่เขาก็เห็นเป็นความสุขที่ได้สัมผัสแล้วปรุงแต่ง อันเป็นที่พอรู้กัน เขาก็ว่าเขาต้องมีชีวิตเอร็ดอร่อยแบบนั้นของเขา ในนัยอื่นที่เป็นกามคุณก็เช่นกัน แต่เรื่องความรักอันเห็นแก่ตัวแคบๆ นี้เป็นตัวหลัก ใครเข้าใจศึกษาธรรมะก็จะรู้ว่ามันแคบไป ต้องให้เรากว้างกว่านี้ ให้ใจเราเป็นได้แม้เป็นไม่ได้ก็ให้รู้ การแสดงทางน้ำใจได้ทันที แสดงทางพฤติกรรมกิริยาต่างๆ ที่จะเกื้อกว้างไม่เห็นแก่ตัว ภาวะเช่นนี้ควรช่วยกัน เราควรทำในโอกาสที่ควรทำ ถ้ามีสำนึกเช่นนี้ก็จะเจริญขึ้น แล้วยิ่งมีปัญญาดี ปลดปล่อยความแคบของการยึดติดทางจิตได้ แล้วเราก็อยู่กับสังคม ถึงขั้นมิติที่ 7 อยู่กับสังคม จะเป็นสังคมในกรอบ 2 คน หรือมิติที่ 2 หรือกว้างมาสู่ญาติในมิติที่ 3 และมิติที่ 4 ถึงมิติ 5

อ่านต่อ

ในรอบกว้าง

มิติที่ 6 เป็นรัฐเป็นประเทศเลย แล้วมีกรอบ เราก็ควรเห็นแก่เกื้อกว้างตามวาระที่เป็นได้ ถ้ามีสำนึกแม้เราไม่มีเรี่ยวแรงวัตถุ แต่เราก็มีใจ แต่ถ้าเรามีแรง วัตถุ โอกาสจะช่วยเราก็ทำ เช่นเราออกไปชุมนุม เพราะมีเหตุที่ทำให้สังคมทุกข์ร้อน มีคนไม่ดีมาทำให้เดือดร้อนมาก เราก็เห็นว่ามีวิธีช่วยสังคม อาตมาจึงพาพวกเราออกไปทำ เท่าที่เรามีสามารถ วัตถุทำได้ เราก็ทำ ถ้าคนรู้จักหน้าที่ขวนขวายไม่ดูดำดูดี รู้จักโอกาสวาระ เราช่วยข้างในเรา แล้วช่วยข้างนอกบ้าง เราไม่โลภมาก ไม่รีดนาทาเร้นเขา เราก็พึ่งตน ขยัน สร้างสรร ไม่เบียดเบียนใคร แม้ว่าเราไม่ได้ไปช่วยแต่เราก็ไม่ได้ไปเบียดเบียนเขา ยิ่งเราเป็นประโยชน์ได้กว้างมากขึ้น ยิ่งมิติที่ 7 เป็นความรักเกื้อกว้างต่อทุกสรรพสิ่ง เป็นรักของพระเจ้า รักโลก รักทุกสัตว์โลก รักไปตามฐานะที่จะช่วยได้ แต่ เข าก็คิดกันไปว่า พระเจ้าเก่งทุกอย่างทำได้หมด แต่ทำไมปล่อยให้เดือดร้อนวุ่นวายได้ พุทธรู้ต้นทางพลังงานทางจิตที่ เทวนิยมเขาก็รู้ว่าเป็นพลังงานพระเจ้า แต่ไม่ได้หมายถึง ว่า พระเจ้าคือพลังงานเหนือใครยิ่งใหญ่คอยทำงานช่วยคนไม่ใช่ แต่พลังยิ่งใหญ่คือพลังงานในคน ในสัตว์โลก คนที่มีพลังงานที่ดีระดับพระเจ้า แต่มิตินี้เขาก็ไม่รู้จักตัวตน ตัวมีพลังยิ่งใหญ่มีพลังรักไป หมด แต่เขาไม่รู้ว่าตนเห็นแก่ตัวเองไหม? อันนี้เขาไม่เรียน แต่พุทธเรียนสิ่งไม่ดี ที่เป็นความเห็นแก่ตัว แล้วเราล้างได้หมดเลย จึงไม่เหลือจิตเห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเลย แล้วอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ตัวเราได้ สามารถพิสูจน์ได้ จริงๆ ไม่ใช่ว่า พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงค่อยรู้คนอื่นว่าจะช่วยอย่างไร แต่ว่าท่านรู้มาเป็นลำดับๆ คนที่สูงระดับไหนก็จะรู้คนระดับล่างได้ ที่สูงกว่าตนนั้นรู้ไม่ได้ เพราะผ่านเองปฏิบัติเอง เข้าใจความจริงครบถ้วน มันปล่อยวางคลายความเห็นแก่ตัว แล้วมันมีความจริงให้รู้ในตน จึงเอาความเป็นจริงของจิตตนเองมายืนยัน ประกาศ ตามที่ได้ทำเหตุไม่ดีออกไป ดีจะเกิดแทน แล้วก็เอาที่รู้แล้วทำได้นี่ให้คนไปปฏิบัติเกิดผลได้ เป็น 1 คน ร้อยคน พันคน หมื่นคน แสนคน ล้านคน ทำมาตลอดเวลา อย่างอาตมาก็ทำมาไม่รู้กี่ชาติ มาชาตินี้อาตมาก็ทำตามฐานะบารมี 40 กว่าปีก็ได้คนที่เห็นหน้ากันแค่นี้ ก็เป็นไปตามจริง อาตมารู้ดี เหตุที่มันยากเพราะในยุคนี้คนที่ทำได้นี้ยาก ได้ไม่มากก็เก่งนะ เพราะต้องมีความสามารถ จะบอกว่าเราจะน้อยใจก็ไม่น้อยใจ เราเก่งเท่านี้ก็ดีแล้ว จะได้มากหรือน้อย อาตมาไม่มีปัญหามาก อาตมามุ่งให้ได้ของจริง แน่นอนว่าได้มากๆ ก็ดี แต่จะไปบีบไม่ได้ ก็ได้แต่ต้องอุตสาหะวิริยะพากเพียรไปเต็มที่ ทุกวันนี้จึงเห็นผลได้ จึงไม่ท้อถอย แต่ถ้าว่าอาตมาทำไปไม่ก้าวหน้ามีแต่เสื่อมทรุด สังคมนี้ไม่ก้าวหน้ามีแต่เสื่อม เราก็เหนื่อยไปไม่คุ้มเลย ไม่พัฒนาเลย เมื่อยนักอาตมาก็ โบกมือลา ไม่เอาแล้ว แต่ทุกวันนี้ใครจะว่าอะไรก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรมอะไร เขาด่าสาปแช่งด้วยซ้ำ เหนื่อยน่าดูเลย เราไม่ได้อะไร นอกจากช่วยให้เกิดสิ่งดีแก่สังคมเท่านั้น ถ้ามันตันแล้วอาตมาก็จะหยุดแล้วพอแล้ว ไม่ไหว มันเปล่าดายไม่เกิดผล แต่อาตมาก็มองตามประสา ว่าได้นะ มีผลอยู่นะ พวกคุณเห็นอย่างอาตมาไหม? แต่ก็มีนัยที่ว่า จะได้จากข้างนอกมาเพิ่มไม่ได้แล้วอาตมาก็จะหยุด แต่พวกเรายังมีการก้าวหน้ามีรายละเอียดเพิ่มอาตมาก็ทำ แม้ว่าข้างนอกเพิ่มไม่ได้อีกแล้วก็ตาม อาตมาก็ทำอยู่ไม่มีปัญหา จนกว่าพวกเราไม่เอาแล้ว อาตมาก็โบกมือลา หยุด ก็อายุขนาดนี้แล้ว ก็คง ชีวิตก็คงไม่นานไม่ยาวแล้ว เพราะมันไม่มีความปรารถนาจะอยู่ เพราะไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ทุกข์ร้อนแล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะทำอะไร อย่างอาตมานี่บอกได้เลยว่ามีชีวิตไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เป็นแต่เพียงอยู่แล้วจะมีประโยชน์อะไร เป็นแต่ทำให้คนข้างเคียงก็ว่าไม่ดูแลตนเองเลย อาตมาก็ว่า ทำขนาดนี้ก็ยังไม่ค่อยทัน ก็เลยเหมือนดึงๆ กันอยู่ แต่ทางผู้ดูแลก็เข้าใจอาตมาอยู่ แต่ก็มีความเห็นถ่วงไว้ก็เป็นธรรมชาติที่หวังดีต่อกัน อาตมาก็หวังดีอย่างหนึ่ง พวกท่านก็เห็นดีอีกอย่างก็ถ่วงไว้ เป็นเรื่องดีของมนุษยชาติ ต้านกันไว้ แล้วส่งเสริมกันไป ต้านกันด้วยหวังดีก็มี ส่งเสริมเพื่อหวังร้ายเขาก็ยังมีเลย ส่งเสริมเพื่อหวังดีก็มีแน่ พฤติกรรมที่เห็นกันนี่ อย่างพวกเราอยู่ด้วยกันก็มีต้านมีว่ากัน แต่เข้าใจแล้ว มันมีต้านอย่างหวังดี พ่อแม่ด่าลูก ไม่ได้ปรารถนาร้ายก็อยู่กันได้ บางครอบครัวพ่อแม่ดุด่าเก่ง แต่ลูกๆ ก็รักพ่อแม่มาก เพราะลึกๆ มันรู้ปฏิภาณลูกรู้ว่า เขาด่าไม่ได้เกลียดชัง แต่เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งเป็นการแสดงออกเพื่อกำราบ บางทีถึงตีด้วย ลึกๆ ก็รู้ว่าไม่ได้ตีให้เสียหายให้ร้าย ทุกข์ร้อน แต่ปรารถนาดี จึงตีให้เข็ดหลาบ อาตมานี้ชีวิตนี้แม่ตีอาตมา 1 ครั้ง ตีด้วยไม้บรรทัด เอาสันตี เขาคงสุดทนแล้ว คว้ามาตี แขนแดงเลย พอเขาเห็นแขนแดงแป๊ดขึ้นมา เขาร้องไห้เลย เขารักอาตมา อาตมาจำได้ เคยถูกตีครั้งหนึ่งในชีวิต ในชีวิตอาตมา แม่จะฟังอาตมา เวลาพูดกัน เห็นว่าดีมีคุณค่าราคา ก็เป็นชีวิตดี สนิทกับแม่มากกว่าพ่อ เรื่องมนุษยชาติก็เป็นเรื่องมิตรสหาย เป็นญาติ เป็นเพื่อนร่วมโลก อาตมามีความคิดอยู่ว่าทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามีความรักเกื้อกว้างออกไปสู่โลก รักทุกสรรพสิ่ง ไม่ได้เป็นความรักดูดดึง แต่เป็นปิยกรณะเป็นความรักช่วยเหลือกันไม่เห็นแก่ตัวแท้จริง ต่อไปทฤษฎีวิชาการของพระพุทธเจ้านี้ ชาวโลกจะต้องอาศัย เพราะหมดความเห็นแก่ตัวได้จริง เพราะของพระพุทธเจ้าหมดความเห็นแก่ตัวแล้วจะเห็นแก่คนอื่นเลย ส่วนทฤษฎีของฤาษีจะหนีโลกห่างทิ้งผู้คนออกไป คนก็มองตื้นๆว่า คนนี้ไม่มีความอยากได้อะไร แต่โดยลึกคือความเห็นแก่ตัวเอาแต่อัตตาตัวเองเต็มๆ ไม่ยุ่งกับใครไม่เอาภาระใคร ถ้ามองด้วยชัดเจนก็คือคนเห็นแก่ตัวเต็มบ้อง หรือใจดำที่สุดมันไม่ใช่ลักษณะไม่เห็นแก่ตัวเลย ดังนั้นของพระพุทธเจ้านี่ ให้ล้างกิเลสจริงหมดความเห็นแก่ตัวจริง แล้วตนก็ยังมีความรู้มีพลังงาน จิตวิญญาณจะรู้ เมื่อเราไม่ต้องการทำอะไรเพื่อตัวเองก็ทำเพื่อผู้อื่นเลยสิ ไม่ใช่ว่าหนีไปจากสังคม แต่ทีนี้ต้องมีปัญญาจะช่วยคนอื่นต้องมีสัปปุริสธรรม 7 แล้วจะอยู่ได้เพราะผู้อื่นเป็นคุณค่าแล้วจะเลี้ยงไว้ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะอยู่ได้อย่างไร คนอื่นที่เขาจะช่วยก็ให้เขาช่วย เรามีอะไรที่เราควรทำที่เขาทำไม่ได้ เราเอาเวลา ทุนรอนไปทำอย่างนั้นดีกว่า จึงเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็ยิ่งใหญ่มาก ศาสนาพุทธมีครบพร้อม แล้วรู้ว่าอะไรเป็นสาระหรืออสาระก็รู้ อันไหนควรทำหรือไม่ควรทำก็รู้ แล้วประมาณในการทำไป พูดไปแล้วเป็นรายละเอียดของความรักทั้งนั้นเลย ที่เป็นผลของ สาราณียธรรม 6 1 . สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2 . ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3 . ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4 . สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5 . อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6 . สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7 . เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล. 22 ข. 282 - 283 ) ถ้าสังคมใดมีคุณสมบัติที่ว่า เกิน 60 % สังคมนั้นสงบสุข สังคมเราเป็นได้จริงแล้ว เพราะเรื่องความรักในโลกเขามีแต่เห็นแก่ตัว จนเราก็มาคลี่คลายกรอบจนเป็นความรักไร้กรอบ รู้ว่ารักคืออะไร ที่จะเป็นความดีงามสูงส่งขึ้นไปเป็นลำดับ มันต่างกับเดรัจฉานที่เขาไม่ค่อยมีความรู้เช่นนี้ พอมาเป็นมนุษย์แล้วควรมีความรู้เช่นนี้ แต่บางทีกลับกลายว่ามนุษย์กลับเลวยิ่งกว่าเดรัจฉานอีก

_ เคยปฏิบัติแบบ เจออะไรก็หยุดคิด จิตก็ว่างสบาย อย่างนี้จะไปนิพพานได้ไหม? ตอบ.. . อาตมา ว่า..อย่างนั้นไม่ใช่ความว่างของพระพุทธเจ้า มันก็ทำง่ายไม่ต้องให้จิตปรุงแต่งไม่ต้องไปคิดต่อ อันนี้เรียนง่ายฝึกได้ แต่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้ทำได้เอาไว้อาศัยกดข่มไว้บ้าง มันก็ว่างจากจิตไม่กวนแต่ว่าของพระพุทธเจ้าคือจับเหตุที่อยู่ในจิตเลย จิตกิเลสที่เป็นตัวกวน เราต้องกำจัดกิเลสให้ละลายหายไปเลย จนกว่าใจเราว่างจากกิเลสเช่นศาลานี้ว่างจากช้างเราก็กำจัดช้างออกไป จิตก็ว่างจากกิเลส จิตไม่เป็นภัยต่อโลก ทำงานเป็นจักรผันช่วยโลกด้วยไม่ใช่แค่ว่างอย่างที่ว่า ตัวว่างคือจิตอยู่เฉยๆไม่ใช่ว่างแบบพุทธ แบบพุทธคือว่างจากอกุศลที่เป็นเหตุให้วุ่นวาย ให้จับออก ตัวไหนจับได้ก่อนเอาออกก่อน สัตว์หลายอย่างทำงานให้ส่วนรวม เป็นธรรมชาติไป สัตว์หลายประเภทเป็นสัตว์โขลง ทำหน้าที่ไปไม่ได้ไปแย่งชิงกันเลย ก็มี อย่างปลวก หรือผึ้งงานก็ทำไป อยู่กันมากมายทำไมไม่ทะเลาะกัน แม้แต่มด แต่คนมีความโง่ที่อยากได้มาเป็นตน เป็นของตน หรือได้มาเสพรส สามได้นี่แหละคือหลักๆ หรืออันที่ สี่คือ อยากได้มาเพื่อทำลาย ก็เป็นอีกนัยหนึ่ง การได้มาเป็นตน เป็นของตน ได้มาเสพรส แล้วอีกอันคือได้มาทำลาย ข้าอยู่เอ็งต้องไม่อยู่ ข้ามีเอ็งต้องไม่มี เป็นความเลวร้ายจัด ถ้าเราสามารถรู้ว่าเสพรสคืออย่างไร นี่คือตัวหลัก ที่คนเราหลงว่าสุข การได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็คือได้เสพรส แต่อีกอันคือได้มาเป็นของเราเป็นโลภะ แล้วก็ของเราแค่นั้นยึดว่าเป็นของเราก็สุขแล้ว ใครมาพรากจากเราไปก็ทุกข์ แม้ตายไปก็ยังยึดเป็นเราเป็นของเราแต่มันเอาไปไม่ได้ ก็มีอยู่เท่านั้น มันก็เลยเป็นภัยเป็นโทษเป็นทุกข์ คนโลภมากก็เลยเอามาเป็นของตนเสียมากกักกอบไว้เฉยๆ คนก็เลยเดือดร้อน เพราะขาดแคลน สมัยโบราณเอามาได้มาก็ใส่ตุ่มไว้ฝังไว้ แต่สมัยนี้เลวกว่าอีกคือเอาไปออกดอกไปดูดมาให้ได้มากขึ้นอีกก็เลยเลวร้ายฉลาดร้ายเพิ่มอีก คนอื่นก็เลยขาดแคลนเดือดร้อนจนต้องฆ่าตัวตายกันไป ในพวกเราที่ได้มาศึกษาแล้วเห็นว่าเป็นของๆตนนี่เราก็ลดลง ส่วนตัวตนนี่มันอยู่ลึกเข้าไปอีก พวกเราลดสิ่งที่จะมาเป็นของตนได้มาก แต่ก็เกินเลยไม่ค่อยเอาตาดูหูแลรักษากันจนกลายเป็นสุรุ่ยสุร่ายผลาญพร่า อันนี้พยายามปลูกฝังให้เด็กๆนะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง ยิ่งไปสอนว่าไม่ให้ยึดเป็นเราเป็นของเราเสียหายช่างมันก็เลยกลายเป็นหยิบโหย่งสุรุ่ยสุร่ายมือห่างตีนห่างไปนะ พวกเราค่อนข้างเฟ้อเกินไปนะ หรือว่า ชุ่ย พระพุทธเจ้าว่า สัมปรายิกัตถประโยชน์มี สัทธาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศรัทธา) สีลสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศีล) จาคสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ) ปัญญาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยปัญญา) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 145 ) ทุกวันนี้คุณมาอยู่ที่นี่ก็ด้วยคุณเชื่อว่าจะเจริญ แต่ว่าในทิศทางที่ว่าเช่น เรามาจนได้นี่เราเจริญนะ เรามาอยู่ในกรอบในหลักของที่นี่ อย่างคนที่จนได้แล้วไม่ต้องมีข้อกำหนดมีศีลให้ทำแล้ว จนได้แล้ว คนๆนี้ก็อยู่กับใครที่ไหนก็ได้มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ได้แล้วมีศรัทธา มาอยู่ที่นี่เขากินเช่นนี้ ทำงานเช่นนี้ ทำงานแล้วไม่ได้เงินได้ทองนะ ทำได้ดีไม่ค่อยชมด้วย แต่ทำเสียนี่รับรองโดนทันที อย่างนี้เราเอา มันเป็นทรัพย์ อาริยทรัพย์ 7 ศรัทธา ศีล หิริ (ละลายต่อบาป) . โอตตัปปะ (สะดุ้งกลัวต่อบาป) สุตะ, พาหุสัจจะ (รู้ธรรมที่แทงตลอดได้มาก) จาคะ (การสละ ให้ - บริจาค เอาออก) . . ปัญญา (ธนสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 6 ) ที่สุดแล้วอยู่อย่างมีแต่ปัญญา ไม่มีปัญหา อาตมาว่าอาตมาไม่มีปัญหา อาตมามีแต่ปัญญา เขาก็ว่าอาตมาเล่นลิ้น แต่อาตมาพูดจริง ไม่เห็นมีอะไรมีปัญหาเลย บางอย่างมันทำไม่ได้ ก็ไม่ใช่ปัญหานะ เขาก็มีปัญญากันนะ แต่เขาทำไม่ได้ สังคมเดือดร้อนเพราะต่างคนต่างไม่ซื่อสัตย์โกง คอรัปชั่นจะจัดการแต่เขาทำไม่ได้ เขาไม่มีปัญหาหรอก แต่เขาทำไม่ได้ เขามีปัญญาอยู่ หากปัญหามีมากเราก็ต้องกำจัดออกจากตัวเรากลุ่มเราก่อนแล้วก็ช่วยข้างนอกเท่าที่เราจะทำได้ ไม่ได้ดูดาย ในประเทศเราก็ช่วย แต่ต่างประเทศแม้เดือดร้อนมากกว่าเราเราก็ไปช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถที่จะมีอำนาจหน้าที่สิทธิทำได้เช่นเราไปอยู่ระดับบริหารรับผิดชอบประเทศ จนกระทั่งเราสามารถทำให้ประเทศช่วยตนเอง พึ่งตนเองได้รอดเหมือนชาวอโศกนี่ การพึ่งตนเองรอดคือ เราไม่ขาดแคลนในความเป็นอยู่ ต่อไปถ้าเราได้รับความยอมรับยกให้เราไปทำต่อสังคมวงกว้าง เราก็เชื่อว่าระบบวิธีที่เราจะเอาไปช่วยเขาก็จะเชื่อว่าดี แต่ทุกวันนี้เขาไม่เชื่อ หรือหลายคนมีอัตตา จะถูกให้ลดอัตตา ก็ไม่ยอม เราก็ทำไปตามลำดับ เราไม่บังคับใจใคร แม้ในอนาคตถ้าสังคมระดับสูงให้เราไปทำงานบริหารจัดการประเทศ คนก็ต้องยอมรับแล้ว เราไม่ต้องรบราฆ่าฟันเลย ไม่ต้องบีบบังคับให้ใครมาจน อย่างพวกคุณนี่ไม่ได้บังคับ พวกคุณมาตั้งใจจนเองนะ ประเด็นนี้ไม่ควรทำในการบังคับคน แต่ให้ปัญญาจนเขาเต็มใจยินดีมาเป็นอย่างนี้ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น คนเรามีปัญญา รู้พิสูจน์ได้แต่ข้างนอกเขามาเป็นไม่ได้ เพราะมีกิเลสหรือมีภาระมากแล้ว ก็เลยมาไม่ได้แม้เห็นดีแล้วก็ตาม เมืองนอกเขาฆ่ากันเป็นเบือนะ แต่เมืองไทยก็ไม่แล้ว เหลือแต่แรงเฉื่อยที่ยังมีเลวอยู่ก็ฝากคสช.กวาดล้างเสียที

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น

_ รู้ได้อย่างไรว่า บุญ มีจริง บุญคือการชำระกิเลสจากจิตใจ ตอบ... บุญคือเครื่องชำระกิเลส รู้ได้อย่างไรว่ามีจริง ก็ตัวใครก็ตัวใครต้องรู้ว่ากิเลสเป็นอย่างไร ไม่มีที่อยู่แต่อยู่ในร่างกายเรานี่แหละ มันมีจิตอยู่ที่เป็นประสาทรับรู้ได้หมด มันอยู่ได้หมด หรือว่านึกไปก็ได้อยู่ตรงไหนก็ได้ คือจิตเรา แล้วจิตเรามีความเห็นแก่ตัว คือกิเลส อยากได้ตั้งแต่ของหยาบๆอยากได้ก็ไปแย่งเขาเอา เมื่อเราเห็นกิเลสตัวนี้ก็อ่านออก แล้วเราก็ประพฤติให้กิเลสมันแรงขนาดไหนก็ตามมันเกิดที่เรา จนเราเกิดปัญญาว่ามันเป็นโทษ เราไปแย่งเขาก็เดือดร้อน ถ้าอยากได้ก็สร้างเองสิ ได้แล้วเราก็อาศัยใช้มัน ไม่ได้เบียดเบียนใคร แล้วอยากได้เราก็สร้างแล้วก็มี แต่ถ้าเราสร้างมาแล้วเราหวงแหนก็เป็นกิเลสแต่ถ้าเราเผื่อแผ่คนอื่นก็เป็นความดีงาม อาการจิตที่เราจะไปเอาไปแย่งของคนอื่นนี่เราไม่ทำอีก มันพาเดือดร้อน ตัวความฉลาดปัญญานี้ที่ทำให้เราไม่ทำชั่ว กิเลสเราลดได้นั่นคือบุญ จนมันไม่มีไม่เกิดในใจได้ก็คือเป็นบุญ ต้องปฏิบัติสิถึงรู้ว่าบุญคืออย่างไร? ชีวิตคนมีแต่หวงแหนเอามาเป็นของตน หลักการของพระพุทธเจ้าจึงให้เป็นผู้ให้ ให้ได้ ถ้าสร้างจิตให้มีจิตเป็นผู้ให้อย่างเห็นดีเห็นงามยินดี ได้จาคะ บริจาคแก่ผู้อื่นจริงๆ ก็เป็นผลสำเร็จของความเป็นคน เพราะคนที่ให้คนอื่น สังคมจะเลี้ยงไว้ไม่อยากให้ตาย เป็นผู้ทำงานให้กับคนอื่น มีชีวิตเป็นผู้ให้ก็คือสุดยอดแล้ว

_ ถ้ามีคนมาพูดหมิ่นเกียรติเรา มันทำให้เรารู้สึกแค้นทำอย่างไรให้หายแค้น ตอบ.. .เกียรติมันเป็นตัวอย่างไรน๊อ...หลวงปู่คิดยากว่าเกียรติที่ว่านี้ขนาดไหนอย่างไร? โดยความจริงแล้วคนเราไปยึดถือ คำว่าเกียรตินี่ ข้าใครอย่าแตะ ใครอย่ามาหมิ่นดูถูกตั้งแต่ เหยียดว่า ไม่สวย หรือขี้เกียจ แม้เราขี้เกียจจริงแต่ไม่ได้ เรายึดถือ ถ้าสิ่งที่เรายึดถือเป็นสิ่งดี ถือเป็นเกียรติ แล้วคนถือเกียรติคนไปว่าก็ไม่ได้ ก็ยึดถือ ถ้าเราดี คนมาลบหลู่เกียรติ เราดี 100 แต่เขาว่าเราดี 50 ถ้าเราทำดีได้ 100 จริง แต่เขาก็ว่าเรามี 50 มันลบหลู่เราก็ไม่ได้ถือสา แต่ถ้าเราทำได้ไม่ถึง 100 แต่เรานึกไปเองว่าเราได้ 100 แต่คนเขาก็บอกว่าเอ็งดีแค่ 50 ที่จริงเรายังดีได้ไม่เท่าเขาว่าด้วย เขาลบหลู่นี้ถูกแล้วแต่เราโง่หลงเอง สรุปแม้เราจะมีคุณค่ามีเกียรติเป็นได้เป็นจริง ก็ถือว่าไม่มีใครมาลบหลู่เกียรติเราได้ เราไม่ต้องไปถือศักดิ์ศรีหรอก ถือแล้วจะทะเลาะกัน ใครมาว่าผิดลดจากจริงเราก็จะว่าเขา ดีไม่ดีเราหลงผิด ไม่ได้ดีถึง 100 เขามาว่าถูกด้วยนะ เรามีเกียรติแค่ 50 แต่เราหลงว่าตนมี 100 แต่เขาก็ว่าเราดีแค่ 60 แต่เราหลงว่าเรามีร้อยก็โกรธเราไปหลงว่าเรามี 100 แล้วเขาว่าเรามี 60 แต่ที่จริงเรามีแค่ 50 เท่านั้น สรุปว่าเราก็ทำดีให้ได้หรือได้มากกว่าเดิมก็ทำไป เขาจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าถือเกียรติเลย เกียรติคือคุณค่าคือสิ่งที่ดีงามของเรา ถ้าไปว่าศักดิ์ศรีตนเองยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร? สมมุติง่ายๆ เขามาหลู่ศักดิ์ศรีเรา เช่นเขาว่า ไอ้ชาติหมา แล้วก็ถือว่าเขาลบหลู่เกียรติเรา เราไม่ใช่หมานะ เราไม่ได้เป็นหมา รูปร่างเราก็เป็นคน แต่นิสัยเราเลวเท่าหมา เขาว่าเราเป็นหมาน่ะถูกแล้วแต่เราหยิ่งว่าเราเป็นคน แล้วไม่รู้ตนเองนึกว่าตนเองมีเกียรติเป็นคนแต่แท้จริงตนเองเลวเท่าหมาบางคนเลวกว่าหมาอีก มีไหมในสังคม รูปร่างมันไม่ใช่หรอก แต่เขาด่าว่าชาติหมานี่เขาไม่ได้ลบหลู่เพราะถ้ามันเลวกว่าหมาอีกหรือเลวเท่าหมา สรุปแล้วคนมาลบหลู่เกียรติเราก็อย่าถือสา ถ้าเรายังทำคุณงามความดีอันเป็นเกียรติไม่มีใครมาลบหลู่เกียรติเราได้

_ ถ้ามีคนฆ่าตัวตายเพราะเราเราจะบาปไหม? ตอบ... บาปสิ เพราะเราไปเบียดเบียนให้เขาฆ่าตัวตาย ที่ว่าบาปเป็นเรื่องเวรภัย ผูกพัน เป็นกรรมที่เราเป็นเหตุทำให้เขาตาย ถ้าเราไม่รู้ไม่ตั้งใจแต่คนนั้นเขายึดเอง ก็เป็นเรื่องของเขา เขามาผูกพัน คนที่เขาฆ่าตัวตาย จากคนนั้นเป็นเหตุ เขาก็ไม่ได้ทำอะไร แต่คนฆ่าตัวตายไปคิดเองแล้วตนเองก็เป็นภัยว่าเพราะคนๆ นี้แหละเขาไม่ได้สมใจแล้วฆ่าตัวตาย อารมณ์นี้มันผูกพันยึดติดอยากแก้แค้นเป็นเวรภัยก็เป็นได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน