580104_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง ทฤษฎีพุทธแท้มีอยู่กับหมู่ใด.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข13 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580104_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ทฤษฎีพุทธแท้มีอยู่กับหมู่ใด โดย พ่อครูโพธิรักษ์

ส.ฟ้าไท … วันนี้วันที่ 4 ม.ค.2558 รายการ วิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ พ่อครูเทศน์เรื่อง ทฤษฎีพุทธแท้มีอยู่กับหมู่ใด งาน ว.บบบ.ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป อาตมาก็ได้รับประโยชน์จากการฟังธรรมะท่ามกลางน้ำค้าง อากาศหนาวเหน็บ และไม่เคยเห็นงานไหนของชาวอโศกเลยที่คนจะมาตั้งใจสดับฟังธรรมแล้วก็พยายามถามกันว่ารู้เรื่องไหมนี่ สำหรับวันนี้พ่อครูก็จะมาอธิบายโลกุตรธรรม ที่จะมาปรับให้เราได้สัมมาทิฏฐิเพ ิ่ มขึ้น เพราะถ้าเรามิจฉาทิฏฐิก็ย ิ่ งกว่าโจรฆ่าโจร เลวร้ายมาก หรือแม้จะมีความพากเพียรปานใด หรือศรัทธาแรงกล้าขนาดไหน แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ล้มเหลว เสียดายเวลาชีวิต พ่อครูว่า … คนที่ศึกษาได้เข้าใจรู้ แต่ไม่ได้เอาไปปฏิบัติก็แค่นั้น ดีไม่ดีเอาที่รู้ไปทำมาหาเลี้ยงชีพ ทั้งที่ตนเองยังเป็นไม่ได้ ทำไม่ได้ แต่ก็เอาไปสาธยายหากิน นี่คือผู้ไม่มีคุณอันสมควรในตน แล้วเอาไปสอนคนอื่นก็ทำให้ศาสนามัวหมอง ดีไม่ดีสอนไปพูดไป พอคนอื่นซักถามเข้า ก็เลยคิดเอาที่ตนคิดได้ไปตอบ ตอบไม่ได้ขายหน้า ก็ดันทุรังตอบไป ไม่มีสภาวะรองรับ ถูกๆผิดๆ ศาสนาเสื่อมเพราะผู้ยังไม่บรรลุธรรมจริงในตน แล้วพูดความเห็นของตนปนไปหมด ทั้งที่ความเห็นตนไม่สัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ทำให้เติมความผิดพลาดไปเรื่อยๆจนกลายเป็นความผิด เมื่อทิฏฐิไม่ตรง แล้วยึดถือกัน แล้วเป็นโลกียทิฏฐิ ไม่เป็นโลกุตระ ไม่ออกจากกาม พยาบาท ยังยึดติดโลกธรรม ต้องได้สุขเพราะกาม เพราะโลกธรรม กามคือได้ต้องกับอารมณ์อุปาทานไว้ ถ้าไม่ได้ก็โกรธ ถ้าไม่ได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ จะเป็นวัตถุ หรือ นามธรรม ถ้าได้มาเป็นของเรา ได้มาก็สุข บำเรออัตตา สุขนั้นเป็นสุขหลอก ไม่ใช่สุขแท้ สุขสงบ แต่เป็นสุขร้อน สุขบำเรอ สปาร์ค ได้ปฏิ

อ่านต่อ

กิริยา ไม่ใช่สุขสงบเย็น เรียบราบบางเบา มีแต่สร้างอารมณ์เสริมส่งอารมณ์ ให้มันให้จัด ให้สะใจ ทุกอย่างเลย เห็นได้ชัดว่ามีแต่บำเรออารมณ์ ชนะได้ตามเกมกีฬา สมรสก็ได้ตามกามราคะ เสพรสทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเสียดสีเท่านั้น ผสมไคลแมกซ์ ที่ตนตั้งสเปคไว้ ว่าต้องได้อย่างนี้ๆ จึงถูกใจเรา เป็น specification ตามของใครของมัน ไม่ตรงกันหรอก ถ้าตรงกันก็แย่งกันฆ่ากันตาย รุมแย่งกัน สรุปแล้วก็คือยึด ยึดว่าจริง ยึดไม่ปล่อยไม่คลาย เรียกว่าเที่ยง โดยไปกำหนดว่า สัญญา ย นิจจานิ การกำหนดไว้แล้วยึดว่าจริง ที่พูดนี้ไม่ได้สอนให้ไม่เคารพความจริง ต้องให้เหมาะควร มีสัปปุริสธรรม 7 ตามความยึดถือของแต่ละหมู่กลุ่ม มันละเอียด อาตมาใช้สัปปุริสธรรมในการทำงานตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้เป็นทฤษฎีโลกีย์ ต้องได้ลาภ ยศ โลกียสุข แลกเปลี่ยน แล้วจัดจ้านหนัก เรียกว่าอบายมุข เป็นการแข่งขันจัดจ้าน ทุ่มโถมหนักหนา เพื่อให้ถึงจุดสุดยอดแห่งความสั่งสมอารมณ์ ก็คืออบายมุข ทิฏฐิโ ลกี ย์ทุกวันนี้ ไม่มีใครยอมลด ไม่มีใครอยากลด แล้วไม่เห็นว่าต้องลดไปทำไม ลดให้มันจืดลงจางลงทำไม ก็มันอร่อยดี ก็มันน่าเห็นใจนะว่าหลงยึดติดกันจริงๆ ไม่ได้ก็จะตาย ดีดดิ้นหน้ามืดทำร้ายทำลาย ฆ่าได้ทั้งพ่อทั้งแม่ ร้ายแรงมากทุกวันนี้ เกิดมายุคนี้อาตมาต้องขออภัยเลย ว่าอาตมาเข้าใจสัจจะโลกียะกับโลกุตระ แล้วก็ตั้งใจจะเอาโลกุตระมาสถาปนาเข้าไปในสังคม เพราะเห็นว่ามันไม่มีจริงๆ แม้แต่ในกระแสหลัก ปราชญ์เอกของกระแสหลักก็ตาม ก็ไม่ได้ลบหลู่นะ แต่องค์รวมค่ารวม ไม่เข้าเขตโลกุตระ มันยังเป็นโลกียะ จุดเริ่มต้นก็ไม่ชัด ไม่ต้องพูดต่อไปเลย อาตมาสรุปว่า เป็นโลกียทิฏฐิไปหมดแล้ว ไม่มีทิฏฐิโลกุตระแล้ว ขออภัยที่ต้องพูดว่าศาสนาอื่นยากจะเข้าใจโลกุตระ แม้ศาสนาพุทธเองก็ยังยากเลย ชาวอโศกเป็นกลุ่มคนที่อาตมานำเอาทิฏฐิ หรือทฤษฎีอันใหม่มาให้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นทิฏฐิที่ไม่เหมือนกับที่เขายึดกันทุกวันนี้ แม้ปราชญ์เอกของพุทธที่เขานับถือกัน ก็ไม่ตรงกับทิฏฐิของอาตมา อาตมาเอามาเปิดเผยสาธยาย มีผู้เข้าใจ เห็นดีกว่าอย่างที่อาตมาอธิบายนี้ถูกกว่า ก็เอาไปปฏิบัติจนเกิดมรรคผลแก่ชีวิต ก็เป็นได้จริง มาอยู่ตามที่อาตมาอธิบาย มันทวนกระแสโลก ต่างกับที่เขาทำกัน บางทีใช้พยัญชนะเดียวกัน เช่น คำว่าสมาธิ ก็ใช้คำเดียวกัน ใช้คำยืนยันเดียวกับที่เขาว่า เอามาจากพระพุทธเจ้าสอนด้วย แต่คำอธิบายขยายความต่างกันกับของอาตมา มุมประเด็นที่ต่างกันคือ ทวนกระแสกัน ของอาตมาพาลดละออกจากโลกธรรม ทุกวันนี้เห็นเป็นรูปธรรม ชาวอโศกเป็นองค์รวมว่าเป็นเช่นนี้ สรุปแล้วคำว่าทิฏฐินั้น ทิฏฐิของท่านก็ของท่าน ของอาตมาก็ของอาตมา ทั้งที่ใช้ภาษาเดียวกัน วันนี้เจตนาพูดถึงทิฏฐิ เรื่องกาย เรื่องบุญ ชาวอโศกเข้าใจทิฏฐิอย่างที่อาตมาสาธยาย ว่าเป็นข้อปฏิบัติ เป็นความรู้ความเชื่อแบบนี้ ชาวอโศกก็มีกลุ่ม แต่เป็นกลุ่มเล็ก ชาวพุทธอื่นก็นับถือกันมาสืบต่อ ยึดมั่นถือมั่นอันนั้นอยู่ ไม่ว่าเป็นพระป่าหรือพระบ้าน อาตมาก็เข้าใจ ทั้งสองอย่าง อาตมาก็โน้ ม เอน หรือเอียงมาทางพระบ้าน พระป่าก็นับถือ แต่พระป่าเป็นเรื่องเจโต ศรัทธา เป็นอุปการะ เป็นส่วนหนึ่ง เป็นแก่น แต่แก่นนี่เล็กกว่าองค์รวม เราไม่ทิ้งแก่น เจโตวิมุติ แต่วิมุติต้องประกอบด้วยปัญญา กาโย ที่เป็นสมมุติสัจจะด้วย จึงเรียกว่าปรมัตถสัจจะ ไม่ใช่ว่ารู้แต่เพียงคนสองคน หรือกลุ่มเล็กๆ ชาวอโศกเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามทิฏฐิที่อาตมานำมาอธิบาย แต่ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นเจ้าของทฤษฎีนะ แต่เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้า แล้วคนส่วนมากบางคนเขายอมรับนับถือ เป็นปราชญ์กันทั่วไปทั้งโลก เขานับถือกันเป็นปราชญ์ แต่อาตมามาประกาศ ก็ทวนกระแสกับเขา ก็เห็นว่าทฤษฏี หรือทิฏฐิไม่เหมือนกับเขา ท่านก็รู้ดี ยิ่งเชื่อถือยึดถืออย่างยิ่งเลย ท่านก็ยังไม่ปล่อยคลาย แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหลวมลงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่อย่างที่อาตมาพาทำถ้าเป็นสัจจะ ก็จะเที่ยงแท้แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปร ไม่กลับกำเริบ ก็พิสูจน์กันไป ในประเทศไทยมีชาวพุทธถึง 95 % ทุกวันนี้จำนวนทั้งหมดก็ยังมีความโน้มเอนเห็นไปตามทิฏฐิส่วนใหญ่ ชาวอโศกก็ยังน้อยอยู่ แต่อัตราก้าวหน้ามี แก่นที่ไม่เปลี่ยน ยิ่งมั่นคงเหนียวแน่นมากขึ้น อาตมาอ่านได้ว่า ท่านผู้ที่ได้ท่านเข้ากระแสมากขึ้น จาก โสดาฯ สกิทาฯ มาถึงอนาคาฯ นี่ไม่เปลี่ยนแน่ เข้าเขตอสังหิรัง อสังกุปปัง ส่วนโสดาฯ สกิทาฯ ยังเหลาะแหละบ้าง แต่แกนหลักไม่เปลี่ยน ก็ไปเร่รอนไปจนเหนื่อยถูกเขาโขกสับ แล้วค่อยกลับเข้ามา แต่มีชิปฝังไปแล้วไม่กลัว มีแกนหลักอยู่แน่นแน่ ทั้ง สองพวกลงหลัก แต่ไม่หนี มีแว่บบ้าง ส่วนระดับที่ 3 นั้นมา บ้า งไปบ้าง ส่วนระดับที่ 4 นั้นไปมากกว่ามา ส่วนพวกที่ไม่มาเลยก็แน่นอนว่ายังมีมากอยู่ในโลก เพราะว่ายุคนี้เป็นปลายศาสนาแล้ว ขนาดพระพุทธเจ้า ก็มีพระอรหันต์มามาฆบูชาแค่ 1,250 องค์ มีครั้งเดียวด้วย ซึ่งต่างจากพระพุทธเจ้าบางองค์ที่มีมาฆบูชาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็อรหันต์เป็นล้านองค์ เป็นต้น เพราะยุคนี้ พระพุทธเจ้าไม่อุบัติหรอก มีแต่โพธิสัตว์มารับหน้า มาทำงานต่อ อาตมารู้หน้าที่อาตมาก็ต้องทำเช่นนี้ อาตมาไม่สงสัยเหตุปัจจัยองค์ประกอบ ความเป็นจริงนั้น หมู่ใหญ่คือหมู่ผิด หมู่น้อยคือหมู่ถูก มันเป็นจริง แล้วคุณจะเอาหมู่ใหญ่เป็นเครื่องตัดสินนี่ก็ผิดหลัก ที่ว่าเอาหมู่ตัดสิน ก็เป็นป ระชาธิปไตย แต่มันมีเล่เหลี่ยมเพื่อหามวลใหญ่ให้ได้ไว้ตลอดกาล จนเขาสร้างค่ายกลไว้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงหาทางที่สุดว่า จะต้องเลือกตั้ง เพราะค่ายกลเขายังไม่สลาย คำว่าค่ายกลประกอบด้วย โลกธรรม บุคคล โครงสร้างนักธุรกิจ ทั้งประชาชนรากฐาน ที่เขาใช้ประชานิยมผูกไว้หมด จึงมีทั้งฐานล่างและบนพร้อม และยังมีนักกฎหมายที่จะร่างกฎหมายให้เขาด้วย ทั้งสนช.ก็มี มันเลยยากมากเป็นค่ายกลที่เขาผูกสายไว้ครบหมดแล้ว เหลืออย่างเดียวคือต้องทำลายค่ายกลนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะในสนช.หรือสปช. ไม่ว่าในนักธุรกิจ ไม่ว่าแต่ในข้าราชการที่สุด แม้แต่ในมวลประชาชน ที่ยัง เ ย ี้ย วๆๆ ใช้ภาษาชัดว่ากลุ่มแดงนั้นเอง อยู่ในประเทศไม่ได้ ก็ไปตั้งหลักต่างประเทศ ที่พูดกล่าวนี้คือ สายสนกลเมืองที่เขาสร้างไว้แข็งแรงมาก หากยอมรับในทิฏฐิเดิม ข้อปฏิบัติหลักเดิมก็แพ้ จะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ทฤษฎีเดิม ค่ายกลเดิมนี้มีบทบาทได้ จะทำอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญ หากแก้เหตุนี้ไม่ได้ ก็แพ้เพราะเขายังไม่หยุด เขายังกระเหี้ยนกระหือรือ เพราะไม่ใช่คนๆเดียว อาตมายังเชื่อว่าต่อให้หัวใหญ่ตายก็ไม่หยุด เพราะคนที่ได้ร่วมหัวจมท้ายนี้ มันไม่มีทางไปแล้ว ถ้าหยุดก็เข้าคุกหรือประหารชีวิต หรืออีกอย่าง จำเป็นต้องเร่ร่อนอยู่นอกประเทศ จนกว่าจะตายไป อย่างนักการเมืองต่างประเทศ ก็เป็นเท่านี้แหละ ใครเขาจะยอม เขาก็อยากจะมาเป็นใหญ่ที่นี่ หรือถ้าเข้ามาต้องเข้าคุกหรือประหารชีวิต เขาก็ไม่ยอมก็เร่รอนนอกประเทศจนตาย ก็มีอยู่ว่าต้องให้พวกนี้เร่รอนอยู่ภายนอก ถ้ามาก็ให้เข้าคุกหรือประหารชีวิต เท่านี้เอง ไม่มีอื่น นี่อาตมาพูดหลักวิชาการทั่วโลกเป็นเช่นนี้ ไม่ลึกลับอะไร สรุปไปที่ทิฏฐิหรือทฤษฎี ส่วนใหญ่เป็นแบบโลกีย์ ในยุคนานมาแล้วหลายล้านปี ที่ศาสนาพุทธเป็นใหญ่ในโลกก็มี จนน้อยลงๆ จนมาถึงสมณโคดมก็เหลือแค่นี้ ฝืนไม่ได้เป็นสัจจะแห่งไตรลักษณ์ฝืนไม่ได้ ไม่ต้องสงสัยเลย อาตมาไม่มักมากมักใหญ่ อาตมาทำอย่างเดียวคือ อุตสาหะตนเอง ไม่ทรมานตน ไม่ทำให้ตนเสื่อมทรุด จะอดทนมากขึ้นได้ก็ทำ เท่าที่เราจะทนได้ พากเพียรอุตสาหะ แล้วทฤษฎีมีอย่างไร เมื่อปฏิบัติอย่างไรตามทฤษฏี ผลได้ก็ตามนั้น ชาวอโศกปฏิบัติที่อาตมานำของพระพุทธเจ้ามาประกาศ ก็ได้ผล ได้มากน้อยต่างกัน ก็ได้ ความใจพอ สันโดษ เป็นคำกลางๆ ตัดสินเอง ใจพอเอง พอใจเอง ใจตนพอ ใจตนมีปัญญารู้ว่าอะไรพอควร อะไรคือผู้รู้ที่ควรนับถือ อาตมาเกิดมาชาตินี้ ก็มองว่าใครหนอที่ควรให้อาตมานับถือ ก็ยากที่จะสาธยาย อาตมานับถือคนบางคน แต่บอกไม่ได้ เพราะเขามีอัตตามานะเยอะ เกินกว่าที่อาตมาจะบอกว่าอาตมานับถือเขา เขาจะเหลิง อัตตามานะจะทำให้เขาเสียจึงไม่พูด ส่วนผู้ที่ควรบอกก็บอก หรือจะประกาศกับสังคมอาตมาก็ประกาศ อย่างในหลวง หรือคานธี หรือไอสไตน์เป็นต้น อาตมาดูตามสัจจะ พูดถึงมวลอโศก่อน ที่มีตัวบุคคลเป็นตัวปฏิกิริยาแท้ มีอยู่เท่าไหร่ที่อยู่ในชุมชน จนข้างเคียง จนไปๆมาๆ จนพวกไปมากกว่ามา ก็มีทั้งนั้น ก็รู้เห็นอยู่ ก็มีเท่านี้ ปีนี้ก็ขันชะเนาะอีกว่า มานะมาเอาที่ 300 แปลงจัดไว้ หลายคนบอกว่าทำไมถูกจัง แค่ ห้าหมื่น ต่อแปลง ได้ 225 ตร.ม. ก็เพื่อให้มีตัวบุคคลมารวมกันให้มีการสร้างสรร มีผลผลิตจำหน่ายจ่ายแจก อาศัยผลผลิต แน่นอนว่าเหลือกินใช้ เรามักน้อยสันโดษ มันสรรค่าสร้างคนได้อย่างนี้จริง เกิดความจริง อาตมาก็มีวิธีเสริมสร้างไปเรื่อยๆ มีแต่เปิดเผยความจริง เรียกว่ากลปราณี ไม่มีกลรุนแรงเหี้ยมโหด มีแต่กลปราณี มีเมตตาช่วยกันตลอด อาตมาก็ทำอย่างให้เกียรติ อิสรเสรีภาพ คุณจะมาซื้อก็ไม่บังคับ ไม่หลอก ไม่ประเล้าประโลม ไม่มีล่อว่าจะให้มีสุขร่ำรวย ปีนี้ปี 2558 นี้เป็นมิติกฤษณะ เป็นมิติที่แรงกว่ารามคือเลข 7 แต่ปางกฤษณะนี่แรงกว่า ส่วนปาง 9 นี้พุทธะ ส่วนปาง 10 นั้นไม่รู้เห็นได้ง่ายเป็น กา ล กิริยาวตาร เหมือนพระเจ้า ผู้จะรู้ชัดก็ต้องปาง 9 เป็นตัวแทนกาลกิริยาวตาร ชีวิตจริงอาศัยสมมุติสัจจะ ส่วนชีวิตลึกนั้นอาศัยปรมัตถสัจจะเป็นเอโก เป็นปัจเจก ส่วนตนของตนเท่านั้น คนอื่นไม่ได้อาศัยร่วมหรอก นอกนั้นก็อยู่กับหมู่ เป็นส่วนนอกที่ต้องสัมพันธ์กัน ต้องศึกษาส่วนตนให้สำเร็จผลกิเลส เป็นต้น ของใครก็ของใคร กำจัดกิเลสได้ก็เป็นลักษณะของตน เป็น ปัจจัตตลักษณ์ หรือลักขณรูป 4 คุณจะให้ต่อสันตติหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าจะให้หยุุดก็ได้ มันไม่เที่ยงหรอก มันเที่ยงเพราะคุณกำหนด สัญญาย นิจจานิ เราก็อยู่กับโลกก็อนุโลมให้โลก ถ้าเราไม่มีแล้ว สิ่งที่มีคือโลก สิ่งที่ไม่มีคือเรา เราทำได้อย่างมีบุคคลรองรับ พฤติกรรมสังคมรองรับ ชาวอโศกนั้นแม้จะเล็ก แต่แน่นโดยสัจจะ มันจริงและปัญญาก็จริง ศรัทธาก็จริง ครบสองอย่าง ก็เลยแน่น จนตั้งมั่น เป็นบุญที่ได้จบไปแต่ละอัน คนเหล่านี้หมดบุญหมดปาป ก็หมดสุขหมดทุกข์ เป็นกลางๆ มันไม่มีอาการอารมณ์ของสุข หรือมีเหลืออยู่ก็ตรวจสอบของตนว่าวิญญาณยังไม่สะอาด อากิญจัญฯ มีเล็กมีน้อยก็รู้ มีกำหนดรู้ จนพ้นเนวสัญญาฯ จนสิ้นอวิชชาจะเล็กน้อยอนุสัย ธุลีละออง หรือว่าเล็กเอียดกว่าก็กำหนดรู้ว่าไม่เหลือแล้ว ไม่มีใครไปรู้แทนคุณได้หรอก คนอโศกทำได้จนมั่นใจมาตั้งนามสกุลว่า มุ่งมาจน ตั้งใจจน เต็มใจจน จนอีหลีอีหลอ เป็นต้น อย่างไอสไตน์มีทฤษฎี E = mc2 แต่อาตมาขอบวก A ไปด้วย ตัวนี้คือนามธรรม พวกเราเรียนนามธรรมปรมัตถ์ ที่ไม่ได้ทิ้งรูปธรรมด้วยนะ พวกที่ทิ ้ งรูปนี่พวกตาเดียว เพราะกายต้องมีนาม ไม่มีนามไม่ได้ พระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข ้อ 230 บอกไว้ชัดว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ แต่ทุกวันนี้เขาสอนกันว่ากายคือรูปอย่างเดียวเลย จึงไม่พาให้เรียนรู้ปรมัตถธรรม อาตมามั่นใจว่าแม้ยุคนี้ ก็กำเนิ ด แผ่นดินพุทธได้ ขึ้นป้ายใหญ่ที่หลังคาเฮือนศูนย์สูญเลยนะ ตอนแรกจะขึ้นป้ายที่ปฐมอโศก แต่ก็องค์ประกอบไม่ครบ แต่ปฐมอโศกก็พึ่งพาตนเองได้ ช่วยน้องๆด้วย ส่วนราชธานีอโศกนี่ก็เป็นแกนใน ปฐมอโศกเป็นรอบนอก ส่วนสันติอโศกเป็นสารสนเทศ ปากฆ้อง สรุปว่า คนทำไมต้องมาหมดเนื้อหมดตัว ทำไมถูกโพธิรักษ์ล้างสมองได้ ก็อาตมาเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาเป็นน้ำยาโอสถล้างสมอง ล้างไปล้างมาเจ้าตัวก็บอกว่ายินดีให้ล้าง อาตมาก็เลยล้างได้ ตนเองก็ช่วยอาตมาล้าง ก็เลยสำเร็จมาอยู่ได้ ได้ตัวบุคคลมาโอคฆทา แล้วก็เลยรวมลงมาสัมโมสรณา เกิดหมู่กลุ่มที่เรามีไตรสิกขาแบบของเราเช่นนี้ มีวิมุติแบบนี้ ก็ได้ผลแบบนี้ ก็มาขยายตั้งแต่ศีลไปก่อน ศีลคือหลักเก ณฑ์ ปฏิบัติ เราขอถือ อาทาน ยึดปฏิบัติ เพื่อสู่ความเป็น สมะ หรือ สมณะ คือสบายปกติ สงบ ไม่ว่าจะฆราวาส หรือนักบวชก็เป็นสมณะ เรียกว่าสมณะ 1 ถึง 4 มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ปฏิบัติมรรค 7 องค์ เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ว่าไปนั่งเอา สมาธิในภพ แต่ว่าเหตุที่เกิดคือ มรรค 7 องค์ แล้วมรรค 7 องค์ต้องให้สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ ต้องให้เห็นว่า ทาน ศีล ภาวนา คืออย่างไร ทาน แล้วให้รู้ใจตนว่าอาการโลภได้ลดลงไหม? ไม่ใช่ว่าใจโลภมากขึ้น รู้อาการใจโลภ ไม่ใช่ว่าตั้งอาการอยากได้ สาธุขอให้ได้มามากๆ ให้ห้าได้แสน เป็นต้น คือไม่ได้ลดโลภ คุณรู้อาการใจที่คุณทำได้เอง ปฏิบัติทานเสร็จก็จบ แต่ว่าจิตคุณโลภเพิ่มก็ นัตถิทินนังสิ ทานแล้วโลภมากขึ้น แต่ใครสอนกันนะ แ ม้ ทานก็ไ่ม่สัมมาทิฏฐิ เป็นตัวแรกของสัมมาทิฏฐิเลยนะ มันยิ่งไปกันใหญ่เลย อ่านจิตไม่ออก ทำใจไม่เป็น มือเขาให้ แต่ใจเขาเอา กิริยาอาการใจ มีอาการเอามาให้ เป็นของตนจริงๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้น มิจฉาทิฏฐิเป็นประธานอยู่ สอนกันทั่วไปเลย แม้แต่ ยิตถัง องค์ประกอบของพิธีการทำแล้ว มีผลลดกิเลสหรือเพ ิ่ มกิเลส แต่เขาตั้งจิตให้เป็นไปอย่างเป็นของขลัง ให้ได้มีฤทธิ์เดช หรือแค่ไหว้พระก็จิตไม่สำรวม อาตมาก็ต้องมาสอนจนเมื่อยเลย ศีลที่เขาทำก็ไม่ได้เกิดผล แล้ว หุตัง หรือ ภาวนา เขาก็แปลว่าไปท่องบ่น บริกรรมคาถาอะไรไปโน่น เพี้ยนไปหมด แต่ที่จริงภาวนาคือการเกิดผล ยิ่งผลดับกิเลสก็ยิ่งดี เห็นสภาวะกิเลสลดหรือดับ เห็นวิมุติ หรือนิโรธ วิมุติญาณทัสสนะ ยิตถัง วิธีปฏิบัติประพฤติ ยกตัวอย่างการทำสมาธิ เขาก็นั่งหลับตาอยู่ในภพ มันก็ตัดกายไปเลยนะ พระพุทธเจ้าว่าไม่ให้ทิ ้ งกาย แต่การไปนั่งหลับตาสมาธินั้น ตัดภายนอกหมด แม้ลมหายใจ เขาก็ตัดออก หรือว่าไปกำหนดลมหายใจเป็นมโนมยอัตตาภายในไปอีก ก็ผิดเพี้ยนไปใหญ่ แต่ของพุทธต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สัมผัสแล้วรู้ว่า จะให้ไม่มีอะไร ที่จะให้ไม่มีหรือหมด สำเร็จอิริยาบถ อยู่ในปัจจุบันขณะ ให้มีสัมผัสแล้วมีภาวรูป ที่ตรง หทยรูป อยู่ใน กาย ยาววา หนาคืบกว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ ไล่ไปแต่ละปริเฉท จนเป็นเครือแหเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในวิธีปฏิบัติ คุณรู้แจ้งเห็นจริงในศีลพรตที่จะปฏิบัติ เช่น ศีล 5 จะเอาแค่นี้นะ ก็ปฏิบัติให้เกิดผลทางจิตได้ตามที่ปฏิบัติ แต่ว่าที่เขาปฏิบัติกันในศีลพรต ก็พากันไปทำแบบรดน้ำมนต์ พ่นไ ป ดูดวงทำนาย ฯลฯ ซึ่งมันผิดจากศีลของภิกษุที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ใน มหาศีล ก็ต้องทำโดยเฉพาะนักบวช ถ้านักบวชยังทำแล้วฆราวาสจะเหลืออะไร...เดี๋ยวนี้ผิดไปหมด มหาศีล [ 19 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำ บูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่า บูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอ ปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทางเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์. [ 20 ] 2 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค. [ 21 ] 3 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัยพระราชาภายนอก จักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ. [ 22 ] 4 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ม ี อุกกาบาต จักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้.

อาตมา ว่า… ทั้งหมดนี้คือ ศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ และมีสันโดษอันเป็นอาริยะ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน