580216_พระนิสิต มจร.( มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) มาเยือนราชธานีอโศก .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข13 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580216 พระนิสิต มจร.( มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) มาเยือนราชธานีอโศก

คณาจารย์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต จ.อุบลราชธานี คณะพุทธศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา เอกศาสนา นำโดย พระอาจารย์ ดร.ปัญญา เขมวีโร พร้อมพระนิสิต ร่วมกว่า 67 รูป มาเยือน ราชธานีอโศก พร้อมสนทนากับพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 09 . 30 น. ที่บวรราชธานีอโศก คุณดินดอนขึ้นต้นแนะนำว่า ราชธานีอโศกเป็นชุมชนที่จนเป็นอันดับ 5 ใน จ.อุบลฯ คำว่าจน คำนี้เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนมาก คำว่าจนคำนี้ไม่ได้หมายถึงจนแบบสิ้นไร้ไม้ตอก ขี้เกียจ ไร้สามารถ สุรุ่ยสุร่าย ทำผิดพลาด แล้วเป็นคนจน ถ้าเผื่อว่า คนที่มีความรู้มีความสามารถ ขยันหมั่นเพียร ขยันแล้วไม่เก็บไม่สะสม อปจยะ ตามคำสอนพระพุทธเจ้า มีการเกื้อกูลสงเคราะห์สังคหะ ออกไปช่วยผู้อื่นจริงๆ ตนเองเป็นคนไม่สะสมแล้วมีเพียงพอกินใช้สอย แล้วมั่นใจใน ความรู้ความสามารถของตนกับความขยัน เป็นทรัพย์อย่างยิ่งในตนที่โจรมาปล้นไม่ได้ แล้วทำงานทุกวันก็พึ่งกินใช้ในแรงงานของตนทุกวัน อาจมีสะสมเป็นรองรังเผื่อป่วยเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ไม่ติดใจสะสมมาก ยิ่งอย่างชุมชนชาวอโศกทุกแห่งปฏิบัติตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า คือ ลาภธัมมิกา มีลาภโดยธรรมก็เอามารวมเป็นสาธารณโภคี ก็ยืนยันชัดเจนว่า การมีสาธารณโภคี มีของส่วนกลางแบ่งกินแบ่งใช้กับของกองกลาง สาธารณโภคี ก็ไม่ต้องสะสมเงินทองทรัพย์ศฤงคารของตนเองเลย เป็นอนาคาริกชน เป็นคนจนอันดับหนึ่งของโลกเลย หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านคนจนอันดับหนึ่งของโลกเลย คือทุกคนที่มานี่เป็นคนกล้าจน อัปปิจฉะ ผมแปลเช่นนี้ ไม่กลัวตายไม่กลัวอด เรามั่นใจในความรู้ความสามารถและความขยันอันเป็นทรัพย์ของเรา ก็อยู่ได้ อาจบกพร่องป่วยเจ็บบางครั้งก็พึ่งพาสาธารณโภคีพึ่งแก่ เจ็บต

อ่านต่อ

ายกันได้ เป็นชุมชนที่มีคนจนมาก หรือมีคนจนทั้งสิ้น อาจมีทรัพย์สินส่วนตนพออาศัย ไม่ได้ติดยึด จริงๆ แล้วเอาทรัพย์มารวมกับของกลาง แล้วกองกลางก็ไม่สะสม สะพัดไปสู่สังคมอีก มีวรรณะ 9 ..... เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) จึงเป็นสังคมที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า ที่มีผลสำเร็จจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าในสาราณียธรรม 6 นี่ มีเมตตา กายกรรม วจีกรรมมโนกรรมแล้วมีลาภโดยธรรมเอามารวมกันเป็นสาธารณโภคี แล้วมีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา 6 หลักนี้เป็นธรรมะที่ยืนยันได้ในสังคมที่มี มโนบุพพัง คมาธัมมา มีจิตที่มีคุณธรรมตามพุทธพจน์ 7 …. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) ไม่ใช่ว่า ปฏิบัติธรรมนั้นไม่ต้องคิดถึงใคร ไม่เกี่ยวกับใคร ไม่ใช่เลย แต่ว่าธรรมะพระพุทธเจ้ามีต้น กลาง ปลาย มีความลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่ใช่ไปนั่งปฏิบัติหลับตาแบบทฤษฎีโบราณ ไม่ได้มีมรรคผลของพุทธเลย ธรรมะที่ทำแล้วจึงไม่เกิดผลตามที่พระพุทธเจ้าสอน กลายเป็นเรื่องออกนอกรีตนอกทางเหมือนกลองอานกะที่เนื้อแท้นั้นถูกปฏิรูปไปหมดแล้ว มีแต่ชื่อพุทธ แต่เนื้อแท้ไม่ได้เป็นพุทธเลย ให้ตรวจสอบตามคำสอนพระพุทธเจ้าก็ไม่ลงตัว ผมพาทำมานี่ ตรวจสอบก็ตรงตามพระพุทธเจ้าสอน ที่มาทำแบบคนจนนี่ ในหลวงท่านก็ให้หลักไว้ว่าให้ทำแบบคนจน ในหลวงเรานี่มีพระราชปรีชาญาณระดับพระโพธิสัตว์ มีพลังอำนาจโดยธรรม ไม่เป็นโลกาธิปไตยหรืออัตตาธิปไตย แต่เป็นธรรมาธิปไตย พวกเราก็ทำได้ก็เอามาเผยแพร่ประกาศออกไป ก็ได้มีคนเข้าใจ คนรู้สึกว่า มันใช่ มันถูกต้องก็มีอยู่ก็ได้เท่าที่ได้ คือศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช้วิธีการโฆษณาหลอกลวงอย่างโลกเขาทำ แต่มีอะไรก็แสดงให้เขารับรู้ ให้เขาใช้ปัญญาตัดสินเอง เป็นอิสรเสรีภาพ นอกจากสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องข่ม นิคคัณเห นิคคหารหัง สิ่งดีก็ควรยก ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ซึ่งความไม่ดีนี่ต้องรีบบอกรีบเตือนให้สติกัน แต่พูดสิ่งไม่ดีก็กระทบเขา เขาก็โกรธ ที่โกรธเพราะตนเองมีความไม่ถูกต้องในตน ก็เลยยึดตัวตนมีอัตตามานะ โกรธไม่ชอบใจแล้วตนเองก็อวิชชาด้วย คนเขามาว่าเราไม่ดีแล้วเราก็ไม่ดีจริงๆ ด้วย ก็จะไปโกรธเขาได้อย่างไร ตนเองควรจะขอบคุณเขาด้วยซ้ำ แต่เขาไม่มีความรู้เช่นนี้ก็เป็นธรรมดา ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะขัดเกลาใจ ปฏิโสตัง ไม่ได้บำเรอกิเลส เป็นเช่นนั้นจริง ผู้ที่ตำหนิให้ผู้อื่นดื่มได้จึงเป็นปิยวาจา เพราะเก่งที่สามารถตำหนิให้คนอื่นดื่มได้ ต้องมีศิลปะที่จะตำหนิ ผู้สามารถเช่นนั้นถือว่ามีปิยวาจา ทำคำพูดคำสอนให้คนอื่นฟังแล้วเขาชอบใจ เกิดรักด้วยซ้ำไป ผู้นั้นจึงเป็นผู้ธัมมกถึก เป็นผู้เผยแพร่ธรรม ประกาศธรรมเป็นพระธัมกถึกที่ดี เวลาอันจำกัดก็คิดว่า ผมได้พูดเป้าหลักเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ จุดนี้มีก็ได้พูดไป ไม่ได้มีเวลาพูดในภาคปรมัตถ์ ถ้าท่านมีอะไรที่จะซักถามเท่าที่มีเวลาก็เชิญ

ต่อไปเป็นการตอบประเด็นหรือคำถาม? _เคยพบพ่อท่านครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เคยไปพบครั้งแรกที่คลองกุ่ม ไปกับท่าน อ.ธรรมชาติ ท่านเป็นผู้พาอาตมาบวช ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ก็ยังเหมือนเก่า ไม่ดูแก่เลย … อาตมามาอยู่อีสาน ปีนี้ปีที่ 25 บวชมา 30 ปี ที่พ่อท่านกล่าวถึงหลักสาธารณโภคี ถ้าใครนำไปปฏิบัติจะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข อยากทราบว่าพ่อท่านจะมีนโยบายอย่างไรที่จะให้หลักนี้แพร่ขยายให้มีผลสำเร็จที่สุด? ตอบ...ถามสิ่งที่ผมเองก็ได้ทำตามที่ท่านว่าอยู่ คือพยายามเผยแพร่บอกกล่าวให้ได้มากได้เร็ว มีมโนสัญเจตนาเช่นนี้ ให้ได้ดีถูกต้องตรง ก็ทำสุดที่ไม่ได้ออมมือ ก็ตอบได้ว่าทำอย่างที่ผมพาทำมาตลอดคือความสามารถทำเต็มที่แล้ว ทำตามหลักมหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 เท่าที่เราจะไปร่วมกับสังคมได้ ทำตัวของเราทำคุณอันสมควรแก่ตนก่อน จึงไม่มัวหมอง เราก็ประมาณ มัตตัญญุตา ตามที่เราจะทำได้ ผมทำมา 40 ย่างเข้า 50 ปีแล้วก็เห็นผลตามลำดับ ถามว่าทำอย่างไรก็ทำอย่างใช้ สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4

_พ่อท่านได้นำหลักธรรม อปจยะ และวิริยารัมภะ ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จ สองหลักนี้ พ่อท่านอธิบายต่อ ตอบ..คำว่า อปจยะ และวิริยรัมภะ คนเราหากมีความขยันหมั่นเพียรก็สร้างสรรไปได้ มีอยู่มีกินเหลือกินได้ คนขอทานมีเด็กเขาถามผมว่าทำไมเขาขอทาน ผมก็ตอบเปรี้ยงให้ว่าที่เขาต้องขอทานเพราะขี้เกียจ แม้คนพิการเหลือเท้านิดเดียวเขาก็ทำอยู่ทำกินสร้างสรรได้ คนเป็นอัมพฤก ษ์ เขาก็ยังพยายามก็เหลือกินเหลือใช้ แค่คนขี้เกียจอย่างเดียวนี่แหละก็เลยไปขอทาน แม้ร่างกายครบ 32 ก็ไปขอทาน ดีไม่ดีมันไปปล้นจีด้วยเลวกว่าขอทาน หากเรารู้จักเพียรจะรู้สัมมา กัมมันตะ อาชีวะ หรือสัมมาวาจา เราก็เลิกละ มิจฉาอาชีวะ 5 ปฏิบัติเลิก กุหนา ลปนา เนมิตกตา จนสูงขึ้นเรื่อยๆ เราก็ลดละกินน้อยใช้น้อย มักน้อยกล้าจนเพิ่มขึ้น ใช้ให้น้อยทำให้มาก ไม่สะสม เป็นสาธารณโภคี จึงเข้าหลักคนจนมหัศจรรย์ เป็นการพิสูจน์ยืนยันว่า สังคมเราเป็นสังคมคนจน แต่เขาก็มาเห็นว่ามีอะไรใหญ่โตมากมายเกินกว่าเขา ทั้งที่สร้างหมู่บ้านมาไม่นานกว่าเขา เป็นเรื่องยืนยันว่าของส่วนกลางมีมาก แต่ของส่วนตัวเขามีไม่มาก ผมเคยบอกว่าหมู่บ้านเราหมู่บ้านคนจน หมู่บ้านคุณเป็นหมู่บ้านคนรวย เขาก็ไม่เชื่อ ผมก็ว่า เอาอย่างนี้เลย ควักเงินหรือทรัพย์สมบัติออกมาจากตัวเลยแต่ละคน ของเรามีน้อยกว่าพวกคุณแน่ อันนี้คือสัจจะของคนที่ได้ฝึกฝนตามพระพุทธเจ้าสอนจะเป็นคนจนได้จริง ไม่สะสม ทำมากเหลือเผื่อแผ่สังคม

_พ่อท่านตั้งหมู่บ้านราชธานีอโศก มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างไร? ตอบ...คือ ผมรู้เท่าที่รู้ตามภูมิว่า คนมันต้องอยู่กันเป็นโขลง ต้องอยู่ร่วมกัน และก็รู้ว่าศาสนาพุทธไม่ได้มีความรู้อะไรเก่งเท่ากับรู้เรื่องมนุษย์กับสังคม พระพุทธเจ้าท่านศึกษาอื่นๆ แต่ท่านเห็นความสำคัญว่าในชีวิตของท่านจะทำงานอย่างเดียวคือ สอนมนุษย์กับสร้างสังคม ท่านทิ้งความสามารถอื่นๆ ท่านมาเอางานสร้างมนุษย์เป็นคนดีแล้วมาเป็นสังคมดีรวมกันอยู่ ท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปลายในภัทรกัปป์จึงแสดงอย่างหมดเนื้อหมดตัวให้เป็นความมักน้อยสันโดษอย่างชัดเจนที่สุด ผมเองก็เข้าใจความหมายของท่านที่ทำ ผมก็จึงทำเหมือนอย่างท่าน ผมเห็นว่ายุคนี้เป็นยุคปัญญาชนแสวงหาได้มาก เป็นยุคที่ไม่มีอะไรปิดกั้น การสื่อสาร คมนาคม สะดวกมาก ต่อไปจะเปิดหมดทั้งโลก การเปิดหมดนี่เป็นปัญญาของมนุษย์โลกยุคนี้ที่เห็นว่าทุกคนต้องเผื่อแผ่เกื้อกูลช่วยเหลือกัน เขาเห็นจริงเลย เขาเข้าใจแล้ว ลึกๆ เขายังทำไม่ได้ไม่รู้ละเอียด แต่เขารู้แล้วว่าต้องการเช่นนี้ ผมเองก็ไม่เจตนาทีเดียวว่าสังคมต้องกลายเป็นสาธารณโภคีเช่นนี้ มาสร้างราชธานีอโศกมีคนบริจาคที่ให้ ผมก็ทำ มีคนบริจาคเนื้อที่ให้ก็ทำเป็นหมู่บ้านชุมชนก็ทำ ที่จริงเรามีหมู่บ้านแรกที่ปฐมอโศกที่เป็นชุมชนสาธารณโภคีชุมชนแรกแล้ว เราได้ฝึกฝนมา แล้วทำอีกหลายชุมชน ทุกชุมชนเป็นสาธารณโภคีเอง ตามจิตที่เป็นประธาน ทุกชุมชน มาอยู่ที่ราชธานีอโศกตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นสาธารณโภคี ก็ให้จองที่อยู่ ทุกคนก็ตั้งหลักมาว่าเราจะไม่โลภมากไม่เอาเปรียบเราจะมาทำสัมมาอาชีวะ กัมมันตะ อย่างที่พระพุทธเจ้าพาทำ แล้วแต่ละคนที่มาก็จะทำงาน ทำน้ำดื่ม ทำโรงเห็ด ทำงานของแต่ละคนที่มีแนวคิด อยู่อย่างมีศีลมีธรรม เป็นชุมชนศีล 5 ไม่มีอบายมุข แต่พอทำไปทำมาไม่ได้เลย ต้องมาเป็นสาธารณโภคี ทำอะไรขายก็ไปไม่ค่อยได้ แต่สรุปแล้ว จิตมันเป็นสาธารณโภคีด้วย เหตุปัจจัยไม่เอื้อด้วย สุดท้ายต้องมาเป็นสาธารณโภคี สาธารณโภคีในยุคพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในวงการสงฆ์ เพราะเป็นยุคทาส เป็นสมบูรณายาสิทธิราช ทำให้ในวงฆราวาสทำไม่ได้ แต่ในยุคนี้เป็นยุคอิสรเสรีภาพ ทำได้ในวงการฆราวาสได้ด้วย

_ท่านพระสิทธิศักดิ์ บอกว่า ระบบการปกครองที่นี่ ทางการเมืองเป็นอย่างไร และการเลือกตั้งสมาชิกสภาที่นี่มีส่วนร่วมไหม? ตอบ...การปกครอง นี่พระพุทธเจ้าก็เป็นผู้ปกครองบริหาร คำว่าปกครองบริหารคืองานการเมือง ศาสนาพุทธไม่ได้แยกการเมืองออกจากศาสนาเลย แต่ว่าเพราะเล่ห์กลของนักการเมืองที่ได้แยกศาสนาออกจากการเมือง เขาจะได้ทำชั่วได้ง่าย แล้วทางศาสนาธรรมะก็จำนนด้วยว่าจะไม่เข้าไปร่วมการเมือง การเมืองก็เลยทำอกุศลทุจริตได้เต็มที่เลย นี่คือนักการศาสนาถูกนักการเมืองหลอก งานการเมืองก็คืองานทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองเพื่อปชช.อะไรที่เหมาะสมจะไปร่วมก็ไป อะไรไม่สมควรก็ไม่ไปร่วม

_ตลาดอาริยะ ความหมายและหลักการปฏิบัติ ตอบ...ของเราใช้คำว่า อาริยะ คำนี้มาจากคำของพระศรีอาริยเมตตรัยที่เป็นตำแหน่งของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป เป็นชื่อตำแหน่ง จะมีอยู่ตลอดกาลนาน จะเป็นชื่อพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้า ผมก็เอาคำว่าอาริยะนี้มาใช้ ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ใช้ไม่เป็น คำว่าอารยะและคำว่าอริยะก็เพี้ยนไปหมดแล้ว ก็เลยต้องมาใช้คำว่าอาริยะ ใช้อำนาจทางธรรมาธิปไตย โดยประสมส่วนระหว่างโลกและอัตตาอย่างเหมาะสม ตลาดอาริยะเป็นการขาย จึงต้องขายอย่างอาริยะ อาริยะคือผู้ที่ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ทำอย่างเสียสละ อย่างในหลวงตรัส เราก็ทำตลาดอาริยะเป็นครั้งคราว แต่ว่าชีวิตประจำเราก็ทำแบบขาดทุนคือกำไรอยู่ตลอด สมมุติค่าแรงเรามี 500 เราก็เสียสละให้สังคมไป 300 เรากินใช้แค่ 200 นั่นคือขาดทุนของเราคือกำไรของเราคือกุศลแท้ เราเสียสละแท้

_แต่ละปีรายได้ราชธานีอโศกมีรายได้เท่าไหร่ ตอบ...จริงๆ เราอยากให้มาตรวจสอบ เรามีรายได้น้อย และไม่มีความซับซ้อนไม่มาก ไม่มีเหลี่ยมโกง เราจริงใจ สรุปคำถามมาก็ตอบไปว่า ปีละเท่าไหร่นี้ตอนนี้เรายากที่จะตอบเพราะว่า เราอยู่ในขั้นกำลังก่อร่างสร้างตัว เราพึ่งคนอื่นมาก คืออโศกจะไม่เรี่ยรายคนที่ไม่ได้มาเป็นสมาชิก ฆราวาสถ้าจะมาบริจาค ถ้าไม่ได้มาศึกษากับพวกเราครบ 7 ครั้งก็ไม่รับเงินบริจาค เราก็เลยได้รับเงินเกื้อกูลจากพี่ๆ น้องๆ พวกเรา เราไม่รับจากภายนอก ไม่มีดอกเบี้ย เรามีเงินเกื้อไม่มีดอกเบี้ย เอาชาวอโศกที่มีรายรับรายจ่ายชัดเจน ก็ต้องไปดูที่ปฐมอโศกที่ลงตัวแล้วในรายรับรายจ่าย แต่ที่ราชธานีอโศกนี่ เงินไหลออกมาก เพราะกำลังก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นระบบที่น่าศึกษามาก เป็นเศรษฐศาสตร์ที่น่าศึกษามาก จะเป็นหลักของคาร์นมาร์กซ์ก็สู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ของพระพุทธเจ้านี่มหาอภิสังคมนิยม จนไม่มีตัวตนทำเพื่อสังคม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน