หนังสือ ประชาธิปไตยโลกุตระนั้นอย่างไร.docx

โฟลเดอร์หนังสือพ่อครู ไฟล์ word ที่รอเขียนต่อ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์84 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยโลกุตระนั้นอย่างไร?

ประชาธิปไตยจะให้คะแนนกันอย่างไร? เอาอะไรมาชี้บ่งถึงจุดสำคัญในความเป็น “ประชาธิปไตย”ที่ยอมรับกันได้ ว่า เป็น“ประชาธิปไตย”ดีที่สุด แท้จริง

“ประชาธิปไตย”คำนี้ ถือกันว่า เป็นชื่อระบอบการปกครองที่ใช้บริหารประเทศกันเป็นที่นิยมกัน ถือว่าเป็นระบอบที่ดีกว่าระบอบใดๆในโลก ณ ปัจจุบันนี้ บางคนบางกลุ่มก็ยังไม่ยอมทีเดียว ยังขอรับนับถือแค่ว่า เป็นระบอบที่“มี”สิ่งไม่ดี“น้อย”ที่สุด เพียงแต่ว่า ที่คนในโลกแต่ละประเทศมีกันอยู่จริงนั้น ก็แค่ยังหา“ดีที่สุด”ยังไม่ได้แท้จริงกว่านี้ ซึ่งก็เพราะคนในสังคมนั้นในประเทศนั้นในรัฐ นั้น ในแคว้นนั้นยังไม่มี“ปัญญา”ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความจริงสูงสุด”ในความเป็นทั้ง“อธิปไตย ๓”และทั้งความเป็น“อาย ๓”ได้ และนักรัฐศาสตร์ผู้นั้นหรือคน ผู้นั้นเอง ตัดสิน“จบกิจ”ความเป็น“อธิปไตย ๓”กับ “อาย ๓”ให้แก่“สถานะและสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ของมวลประชาชนในสังคมในประเทศ (status quo) ของตน ไม่เป็น จึงบอก“สถานะและสภาพการณ์ของความเป็น“ประชาธิปไตย”ไม่ได้ เพราะ“ไม่รู้ความจบกิจ” ในแต่ละกาละ-เทศะ-ฐานะ ได้ด้วยปัญญานั่นเอง ซึ่ง“สัจจะ”หรือ“ความเป็นจริงสูงสุด”นั้น“จบ” ด้วยสภาพที่มี“การเคลื่อนไป”หรือ“ความไม่เที่ยง” ของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะ“ความไม่เที่ยง”ของ“กาล” หรือเวลาก็เห็นๆอยู่ ว่า ใครๆก็ทำให้เวลา“หยุดเคลื่อน” แม้แต่เศษเสี้ยวของ“วินาที”ก็ไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยม ก็“ทำ”ไม่ได้ ดังนั้น อย่าไปหวัง หรืออย่าไปมีตัณหากับ “ความจบ”ที่พร้อมเต็มไปด้วย“ความสุข”ตามที่เรา “หวัง”หรือเรา“อยากได้”เลยเป็นอันขาด ตราบที่คนในโลกยังเห็นว่า “ไม่มี”สิ่งที่ดีที่สุดยิ่งกว่าสิ่งที่ตนกำลังได้อาศัยอยู่จริงในโลกปัจจุบันชาติขณะนี้ เพราะเรายังไม่มี

อ่านต่อ

“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“รู้จบ”ความเป็น“โลก”กับความเป็น“อัตตา” เฉพาะอย่างยิ่งความเป็น“ธรรม”คือ “ความทรงไว้-ความทรงอยู่”ของคนที่สามารถทำตนให้เป็นคนชั้นสูง (classic) คนชั้นเอก (classic) นั่นคือ มีความเป็น“วรรณะ ๙”ในตนตามฐานานุฐานะของแต่ละคน และมีสังคมที่ตนร่วมมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยกันนั้นถึงขั้นเป็น“สังคมสาราณิยธรรม ๖”แล้ว สังคมที่เป็น“สังคมสาราณิยธรรม ๖”และคนที่มี“วรรณะ ๙”นี้แหละคือ“ประชาธิปไตย”ที่ดีที่สุดแห่งที่สุดในธรรมชาติโลก นักรัฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ใดในโลกถ้าอยากจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ประชาธิปไตย”ที่เป็นคนชั้นสูง (classic) คนชั้นเอก (classic) มีที่สุดแห่งที่สุด หรือดีที่สุดที่“จบกิจ”ความเป็นประชาธิปไตยจริง ก็ศึกษาและสัมผัสความจริงของความเป็นไปได้จริงได้จาก“วรรณะ ๙”และ“สาราณียธรรม ๖”นี้แล เขาผู้ใดก็ตาม นักรัฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ปานใดก็ตาม ก็จะไม่รู้ว่า ความเป็น“ประชาธิปไตย”ทีดีที่สุดแห่งที่สุดนั้นคืออย่างไร? เขายังตัดสินไม่ได้ว่า “ประชาธิปไตย”ที่ดีที่สุดนั้นคืออย่างไร? เพราะเขายัง“อวิชชา” ไม่มีวันรู้อยู่นิรันดรนี่เอง เขายังไม่รู้ว่า“ความจริง”ที่เรา“ทรงอยู่” และ “สัมผัสอยู่”หลัดๆนี้ เปิดเผย ไม่ลึกลับ ณ ปัจจุบันชาตินี้แหละคือ“ความจริง”ที่สุดแล้ว ก็เพราะเขายังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบในความเป็น“อธิปไตย ๓” และ“อาย ๓”ที่สัมผัสอยู่โต้งๆ แท้ เขาก็ต้องถือ“สิ่งที่ยังเป็นเพียงความลึกลับอยู่ในห้วงแห่งความคิดหรือห้วงแห่งความหวังกันอยู่เท่านั้น”ว่า“สิ่งนี้แหละคือความจริง”ที่สุดยิ่งกว่า แต่ถ้า“ความจริงสูงสุด”ยัง“ลึกลับ”อยู่่ ยังไม่มีใคร“สัมผัส”ได้เลยด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจของคน ด้วยกันทั้งหลายในโลก ภาวะเช่นนี้ก็ยังเรียกว่า “ความรู้-ความจริง“ ถึงขั้น“ความจริงสูงสุด”ไม่ได้ เช่น ฝ่ายที่ยังนับถือ“พระเจ้า-God”ซึ่งยังเพียง แค่อยู่ใน“ความเชื่อที่อยู่ในห้วงแห่งความคิดฝัน” กันอยู่เท่านั้น ว่า สิ่งนี้เป็น“ความจริงสูงสุด” แต่มันก็“ลึกลับ” ยังเปิดเผยกันไม่กระจ่างแจ้งอยู่นั่นเอง ว่า “เจ้าของความจริงสูงสุด”คือใครกันแน่? “ความจริงสูงสุด”มัน“ไม่มี” ก็ชัดๆกันอยู่แท้ ซึ่งแตกต่างจากฝ่ายที่“นับถือ“พระผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง”ที่เป็น“คน“เช่นเดียวกับคนทั้งปวงในโลกปกติด้วยกัน ไม่ใช่“โลกทิพย์”ที่ลึกลับใดๆ แต่คือ“โลกแท้”ยืนยัน“ความจริงสูงสุด”ที่คนทั้งหลายต่างก็“สัมผัส”ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจของคนในโลกได้ ทุกขณะเป็น“ปัจจุบันชาติ”อีกด้วย ก็ถือว่า ภาวะนี้แลคือ “ความจริงสูงสุด”ที่เป็น“๑”ยิ่งกว่า“๑”ใดในโลก”แล้ว ไม่มีอะไรยิ่งกว่า ดังนั้น ในสังคมมนุษย์เป็นประเทศที่มี“ความจริงสูงสุด”เปิดเผย“สัมผัส”ได้ร่วมกันทำความเป็น “ประชาธิปไตย”มี“ความจริงสูงสุด”ที่เปิดเผยด้วยตา หูจมูกลิ้นกายใจ”จับต้องกันได้อในโลกปกติสามัญทั้ง มีผลที่บรรลุผลแห่ง“ความจริงสูงสุด” ทำให้สังคมประชาชนเป็นอยู่กันอย่าง“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”เป็นต้น และนัยอื่นอีกมีหลายหลักฐานที่ทั้งอ้างอิง ทั้งยืนยันมีคนจำได้ ทั้งมีสิ่งทำได้จริง ทั้งตรงตำนาน ทั้งตรงคัมภีร์ ทั้งมีประพฤติกันกระทั่งเป็นวัฒนธรรมในชีวิตมวลหมู่ชน ปรากฏอยู่ในโลกจริง สัมผัสได้ อธิบายได้โต้งๆ ฉะนี้คือ “ความจริงสูงสุด”ของคนที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง“โลก”ทั้ง“อัตตา”ทั้ง“ธรรม”ด้วย“ปัญญา” อันเป็น“ความรู้”ที่หมดสิ้นใน“ความลึกลับ”ใดๆแล้ว “ประชาธิปไตย”ของคนของสังคมประเทศที่มี “ความจริงสูงสุด”ใดที่ยังจับต้องได้ถึง“พลังอำนาจ ๓” คือ“อธิปไตย ๓”ก็ยังเข้าข่าย“มิลักขะ“คือ ยังมีไม่ถึง และยังจับต้องไม่ได้ ถึง“ประโยชน์ ๓”หรือ“อาย ๓”แท้ ดังนั้นถ้ามวลหมู่ชนที่ไม่มี“ความจริงสูงสุด”ของคนที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง“โลก”ทั้ง“อัตตา”ทั้ง“ธรรม”ด้วย “ปัญญา” อันเป็น“ความรู้”ที่หมดสิ้นใน“ความลึกลับ” ใดๆแล้ว เขาก็เป็น“ประชาธิปไตย”ที่ดีที่สุดไม่ได้ ต้องไม่มี“ความลึกลับ”ทั้งหลายของ“วิญญาณ” ก็สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ จึงนับเป็น“อำนาจใหญ่”ที่ครบทั้ง“๓ อำนาจ”คือ“ อธิปไตย ๓” ได้แก่ “โลกาธิปไตย-อัตตาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย” และสร้าง“ประโยชน์ (อาย) ๓”ให้กับ“มวลชนเป็นอันมาก (พหุชน) ”หรือ“มวลประชาชนทั้งหลาย (พหุชน) ” ได้แก่ “พหุชนหิตายะและพหุชนสุขายะถึงที่สุดโลกานุกัมปายะ” เพราะมี“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น“ปัญญา” แท้ ที่ครบด้วย“อายตนะ ๖” ไม่ลึกลับ ไม่ใช่หลับตา จึงเปิดเผย เปิดตากระจ่างแจ้งเป็น“ความรู้ สูงสุด” มันก็มี“ความจริงสูงสุด”ยืนยันสัมผัสได้ ที่มี “พระพุทธเจ้า”ซึ่งเป็นคนเช่นเดียวกับคนทุกคนในโลก พระองค์ทรงยืนยันว่า พระองค์ทรงเป็น“เจ้าของ” ทั้ง“ความรู้สูงสุดและความจริงสูงสุด”เต็มสภาพ แต่“พระเจ้า”คือ God นั้นเป็นสิ่งที่“ลึกลับ”มันก็รู้ได้ใน“อายตนะ ๑ เดียวของตนๆ”คนเดียว “นึกรู้เอาเองอยู่ในห้วงคิดของตนๆเท่านั้น”แต่ละคนๆ “ความลึกลับ”นั้นคือ“พระเจ้า หรือ God”ก็ดี “ความรู้สูงสุด”ก็ดี “ความจริงสูงสุด”ก็ดี มันไม่มีให้ใครๆที่เป็นคนภายนอก“สัมผัสร่วมรู้”ได้ด้วยเลย แต่ชาว“เทฺวนิยม”นั้นต่างน้อมรับ“ความจริงสูงสุด”ของเขา คือ “พระเจ้า God”แท้ๆ “ความลึก ลับ”อยู่เลยแท้ๆ ว่า เป็น“ความจริงสูงสุด”ยิ่งแล้ว “ความรู้หรือพระธรรม”ของ“พระเจ้า”ที่ยกเป็น “ความจริงสูงสุด”ของชาว“เทฺวนิยม”คือ มีความรู้ที่ยัง“ลึกลับ” ยัง“สัมผัส”ตัวพระเจ้า”ก็ไม่ได้ มีแค่“เฉโก” “เฉโก”คือ “ความรู้”ที่อยู่ในกรอบของโลกียะ “ปัญญา”แตกต่างจาก“เฉโก”ดังที่ได้สาธยายมามากแล้ว ว่า ทั้งรู้ลึกซึ้งเข้าไปกำจัด“กิเลส”ภายในจิต ทั้งจัดการกับ“กายกรรม-วจีกรรม”ทางภายนอก “จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง” โดย เฉพาะเป็น“ประธานของตนเอง” จึงยิ่งกว่า “พระเจ้า God”ที่“ลึกลับ” เพราะ“เราเอง”คือ“พระเจ้า”คือ God ของตนเอง ซึ่งศาสนาพุทธศึกษาปฏิบัติถึงขั้นหยั่ง ลงไปถึงรากเหง้า (มูลกา) ของ“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตวิญญาณ”ชนิดที่สามารถแยก “กาย”แยก“จิต”ได้เป็น“ธรรมนิยาม ๕”สำเร็จแท้จริง สามารถทำ“จิตวิญญาณ”ของตนให้มีอาการ“อุตุ”คือ ดินน้ำลมไฟไปเลยได้ หรือให้มีอาการเป็น“พืช”คือ ชีวะที่ยังไม่เป็น“ธาตุรู้”ขั้น“จิตวิญญาณ”ก็ทำได้ สุดท้ายแห่งสุดท้ายสามารถกำจัด“จิตวิญญาณ” ของตนเองให้สูญหายกลายเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ หมดเกลี้ยง ไม่เหลือ“จิตวิญญาณ”กันอีกเลยสำเร็จจริง “จิตวิญญาณ”ของตนเองแต่ละคนก็หมดสิ้นความเป็น“จิตวิญญาณ”ไป ไม่เหลืออยู่ในโลกในกาล คนทุกคนที่ตายลง“จิตวิญญาณ”ไม่ต้องไปอยู่ กับ“พระเจ้า”อันนับถือกันว่า เป็น God เป็น“เจ้าของจิตวิญญาณคนทุกคน” ที่ยกย่องว่า“จริงสูงสุด”กันนิรันดร ตามที่ชาวเทฺวนิยมเชื่อมั่นแต่อย่างใดเลย พิสูจน์กันกระจะกระจ่่างแจ้ง พิสูจน์ได้ไม่ลึกลับ เพราะชาวพุทธผู้บรรลุ“อรหันต์”แล้วทุกองค์ สามารถทำการตายกายแตกแล้ว หลังจากการตาย ผู้บรรลุธรรมโลกุตระคือ ผู้มี“การทำใจในใจ (มนสิการ) ของตนเองได้ถึงขั้น“แยกกาย-แยกจิต”ให้มี อาการเป็นอุตุนิยาม = ดินน้ำลมไฟที่ใจในใจ”ก็ได้ ให้มีอาการเป็น“พีชนิยาม = พืชที่ใจในใจ”ก็ได้ ให้มีอาการเป็น“จิต = ธาตุรู้ขั้นอาริยชนที่ใจในใจ”ก็ได้ โดยเป็นผู้จัดการ“กรรม = การกระทำของตนได้อย่างสามารถ” กันจริงๆ และให้มีอาการทรงไว้ = ธรรมที่เป็นโลกุตระ” ได้สำเร็จจึงเป็น“อุตตริมนุสสธรรม (ธรรมอันวิเศษ) ”แท้จริง “การรู้”และ“การทำ”ที่เป็น“อุตตระ”จึงวิเศษ พิเศษครบ“ภาวะ ๒” แล้วทำให้เป็น“๑” ที่สุด“๐”ได้ ศาสนาพุทธจึงสะสม“โลกุตรธรรม” อันครบทั้ง“พลังงานทางจิต (เจโตพละ) ”และ“พลังงานทางปัญญา (ปัญญาพละ) ” ถึงขั้น “ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจตนเองได้ = เหนืออัตตา” คุณวิเศษนี้คือ เหนือตน ทั้งสามารถมีคุณวิเศษ“อยู่เหนือโลก ๓” ได้แก่ (๑)กามโลก (๒)รูปโลก (๓) อรูปโลกนี้คือ เหนือโลก ฉะนี้คือ ความเป็น“อธิปไตย”ใน“โลก ๓”มีอำนาจ“อยู่เหนือโลก”แท้ นั่นคือ ไม่เป็น“ทาสโลก ๓”นั้นแล้วจริง ครบทั้ง“โลกภายนอก”คือ “กาม-กิน-เกียรติ-โลกียธรรม ๘-โลกุตรธรรมเหนือสุข-ทุกข์” และไม่เป็นทาสตนเอง ๓”ทั้ง“โอฬาริกอัตตา-รูปอัตตา-อรูปอัตตา” อีกทั้งมี“คุณวิเศษ ๓ ลักษณะ” (๑)“รู้แจ้งโลก (โลกวิทู) ” (๒)“มีจิตเหนือโลก (โลกุตรจิต) ” (๓)“ช่วยเหลือโลกด้วย“อาย ๓ (โลกานุกัมปา) ” เป็น“ตรีลักษณ์”แท้ และความที่คนสามารถมี“ตรีลักษณ์”นี้เองที่รวมกันขึ้นเป็น“ประชาธิปไตย”ที่ใช้บริหารกันอยู่ จะมีมากหรือน้อย มีคุณภาพสูงหรือต่ำก็ตามที่แต่ละคน แต่ละสังคมประเทศนั้นๆจะมีกันอยู่จริง ซึ่ง“อาย ๓”ได้แก่ (๑)“พหุชนหิตายะ”คือ ทำประโยชน์ให้แก่มวลประชาชน (๒)“พหุชนสุขายะ” คือ ทำความสุขให้แก่มวลประชานชน (๓)ช่วยเหลืออนุเคราะห์โลกอยู่ ซึ่งเป็นได้จริงทำได้จริง และร่วมกับ“อธิปไตย ๓”คือ (๑)โลกาธิปไตย (๒)อัตตาธิปไตย (๓)ธรรมาธิปไตย ตามจริงของตนๆ คนและสังคมในประเทศที่มี“คุณวิเศษ ๓ ลักษณะ”ทั้งในความเป็น“ประโยชน์ (อายะ) ๓”ทั้งความเป็น“อธิปไตย ๓”จริงแท้นี้เอง ที่เป็น“ความรู้สูงสุด”และ“ความจริงสูงสุด”ที่คนมีในสังคมประเทศ จึงเป็น“ระบอบประชาธิปไตย”ขึ้นมาในโลกที่เปิดเผยกันกระจะกระจ่าง พิสูจน์สว่างเป็น“วิทยาศาสตร์ ที่ร่วมรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ด้วย“ตาเปิด” ไม่ใช่“ตาปิด” คำว่า “ประชาธิปไตย”ที่“คน”หรือ“มวลหมู่คน” ต่างยอมรับ“คำนี้” มาเป็น“ระบอบบริหารปกครอง”กัน ซึ่งชื่อ“ประชาธิปไตย”หรือในชาติใดจะใช้คำภาษาของตนที่นิยามให้ตรงกับ“ระบอบบริหาร”นี้ และเชื่อว่าเป็น“ประชาธิปไตย”นี้กัน เขาก็ต่างทำตาม“ความคิดองค์รวม (concept) ตามที่แต่ละคนต่างมีกัน มันมี“กาย”ต่างกัน มี“สัญญา”ต่างกัน ทั้งนั้น ตามความเป็นจริงของความเป็นคนที่ต่างก็มี “วิญญาณฐิติ ๗”กันทั้งนั้น เพียงแต่ว่า “คน”แต่ละคนจะมี“สัมมาทิฏฐิ”หรือมี“มิจฉาทิฏฐิ”แตกต่างกันไป นี่คือ ประเด็นที่ ๑ ของคน ของสังคมประเทศ ทว่าแต่ละของตน แต่ละของหมู่ใดหมู่นั้น ต่างก็ยึดว่า ฉะนี้ๆที่ตนเข้าใจเองอยู่นี้เป็น“ประชา ธิปไตย”ทั้งนั้น แต่มันก็ยังมีแตกต่างกันอยู่แน่นอน แต่ละคน แต่ละกลุ่มต่าง“สังขาร“หรือต่าง“จัดการ” ระบอบประชาธิปไตยของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่ม ของตนๆกันไปเท่านั้นแหละ พิสูจน์ตรวจสอบกันได้เลย ที่จะตรงกันเป็นผู้มี“กายอย่างเดียวกัน-สัญญาอย่างเดียวกัน”อัน “สัมมาทิฏฐิ”ตรงกัน ครบครันด้วย“วิญญาณฐิติ ๗” นั้นหาได้ยากมาก ในความเป็นสากลทั่วไปทำไม่ได้ เพราะแค่ความเป็น“กาย” ก็ยังไม่มีความรู้กันแล้ว และการใช้“สัญญา”กำหนด“ความรู้”ของตนให้เป็น“ความรู้สูงสุด” ก็วิปลาสกันไปแตกต่างสารพัด ดังนั้น “ประชาธิปไตย”ของคนหรือของสังคม ประเทศที่ไม่มี“ความรู้สูงขั้นถึงนโลกุตระ”ได้ มันก็ เป็น“ความจริงสูงสุด”ไม่ได้เด็ดขาดแน่นอน แม้คนทั้งหลายในสังคมโลกุตระจะศึกษาปฏิบัติ ยังไม่บรรลุในความเป็น“กาย”เป็น“สัญญา”ได้บริบูรณ์ก็ตาม เพียงมีทฤษฎีและได้เรียนและปฏิบัติกันไปจริงแล้ว มันก็เกิด“ความจริง”ตามทฤษฎีนี้ขึ้นบ้างแน่ๆ ประเทศหรือสังคมที่มี“ทฤษฎี”ดังว่านี้ และได้เรียนรู้ฝึกฝนปฏิบัติกันจริงจึงมี“ความจริง”ของพฤติกรรมมนุษย์ชึ้นในสังคมประเทศ ย่อมมีผลต่อการบริหารสังคมประเทศ สบาย สงบ เรียบง่าย สะดวก อย่่างแท้จริง แน่นอน ความเป็น“ประชาธิปไตย”นั้นยอมรับกันทั่วไปว่า เป็นระบอบที่มีทฤษฏีหรือทิฏฐิของ“กลุ่มความรู้-ความฉลาด”ซึ่งก็คือ“เฉโก”หรือ“ปัญญา”ของคนนั่นเองเท่าที่“คน”จะสามารถมีกันได้ และจะทำให้คนในสังคม ในประเทศที่เป็น“ประชาธิปไตย”เจริญพัฒนาสูงขึ้น พ้นจากความเป็น“สัตว์”ชั้นต่ำกันได้จริงอย่างวิเศษยิ่ง ลัทธิศาสนาเทฺวนิยมยังไม่มี“โลกุตรธรรม” จึงยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้ถึงขั้นปฏิบัติฝึกฝนกันด้วย“กาย”ด้วย“สัญญา”ใน“วิญญาณฐิติ ๗”นี้แน่นอน คนหรือมนุษย์ ก็คือ สัตว์ แต่เป็นชีวะระดับ“จิต นิยาม”แล้ว เจริญสูงกว่าชีวะ“พีชนิยาม” ขึ้นมาแล้ว ซึ่ง“สัตว์”นั้นสูงกว่าทั้ง“อุตุนิยาม”และสูงกว่า ทั้ง“พีชนิยาม”อีกนะ! นั่นคือ“อุตุนิยาม”มันยังเป็น ได้แค่“พลังงานของสสาร”เท่านั้น “อุตุนิยาม”ยังไม่มี“ชีวะ” ยังไม่มี“คุณสมบัติ”ที่เป็น“ธาตุรู้”เลยในตนเอง ตนเองจึง“พัฒนา”ตนเองไม่ได้ สูงขึ้นมาขั้น“พีชนิยาม”คือ“พืชพันธุ์”ต่างๆมันเริ่มมี“การจัดการตนเอง”ขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่มีความเป็น“วิญญาณ”อันเป็น“นามธาตุ”ที่สูงส่งถึงขั้นเป็น“เวทนา”ในตนเอง และสามารถจัดการกับ “กาย”ด้วย“สัญญา”ของตนเองได้เป็นขั้นสูงที่สุด “โลกุตระ”ขั้นต้นที่สำคัญยิ่งก็คือ สามารถทำ “เวทนา”ของตนให้“พ้นทุกข์-พ้นสุข”ได้อย่างวิเศษ และสูงได้ถึงขนาดสามารถจัดการ“ตนเอง” ทำ“จิตวิญญาณของตนเองให้หมดสิ้นไปจากวัฏฏสงสารจากกาลของเอกภพมหาจักรวาล กลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยด้วย“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” จบการมี“จิตวิญญาณ”ลงเด็ดขาด อรหันต์ จึงสามารถตายกายแตกลงแล้ว “จิตวิญญาณ”ก็ทำ “ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” แยกธาตุจิตไปเป็น“ดนน้ำไฟลม”หมดสิ้น ไม่มี“จิตวิญญาณ”ส่วนใดต้องไปอยู่กับ“พระเจ้า” หรือไม่มี“เศษของความเป็น“จิตวิญญาณ”ตกค้างอยู่ใน“ภพ ๓”กันอีกนิรันดร เพราะมี“ปัญญา”สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” และ“ธรรมนิยาม ๕”บริบูรณ์ จึงสามารถ“ทำจิตในจิตตน”ได้ตามประสงค์ ของตนจริงแท้ ว่า “จิตตนเป็นของตน” ยืนยันความไม่ใช่เป็น“ของพระเจ้า” ซึ่งพิสูจน์“ความจริง”นี้ได้เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“ธาตุรู้”ในระดับต่างๆได้ละเอียดลออแท้ “ธาตุรู้”ที่เป็น“ชีวะ”ถึงขั้น“สัตตะ-ปาณะ”ซึ่งจะต้องเริ่มจากความเป็น“ภูตคาม”ใน“พืช”แล้วจึงจะพัฒนาขึ้นเป็น“เจตภูต” แล้วจึงจะพัฒนาสูงเข้าเขต“ปาณะ” แล้วจึงจะพัฒนาสูงขึ้นเป็น“สัตตะ”เริ่มนับเนื่องเป็น“จิตนิยาม”ที่มี“ธาตุรู้”เข้าขั้น“สัตว์” ยิ่ง“สัตว์”ที่จะสูงส่งเข้าขั้นเป็น“คนหรือมนุษย์” ก็ยิ่งเป็น”สัตว์ชั้นสูง”แท้ๆ สูงกว่าสัตว์ชั้นต่ำใดๆใน โลก ที่ยังนับเป็น“สัตว์เดรัจฉาน”กันอยู่ ที่ยังไม่ใช่“คน” แต่ถึงกระนั้นคำว่า “เดรัจฉาน”คำนี้มันหมายถึง “สัตว์ชั้นต่ำ”หรือเดรัจฉานแท้ๆนั้นก็อย่าง ๑ นะ เช่น สัตว์น้ำ,สัตว์บก,สัตว์อากาศ,สัตว์ไม่มีขา, สัตว์เลื้อยคลาน,สัตว์มากกว่า ๔ ขา,สัตว์ ๔ ขา,สัตว์ ๒ ขา หรือสัตว์เดรัจฉานอื่นๆอีกสารพัดสัตว์ต่างๆนานา ซึ่งเป็นสัตว์ทั้งหลายยังไม่ใช่“คน”ไม่ใช่“มนุษย์” มีมากมายนับไม่ถ้วนนั่นเองที่เป็น“สัตว์เดรัจฉาน”แท้ๆ เป็น“สัตว์เดรัจฉาน”ที่มี“รูปธรรม”บ่งบอกความเป็น “สัตว์” อันมีอยู่ประจำธรรมชาติของโลกในกาล ส่วนความเป็น“เดรัจฉาน”ที่กำหนดหมายเอา “คุณธรรม”ของ“จิตวิญญาณ”ในร่าง“มนุษย์”นี้แหละที่ต้องเรียนรู้กันอย่างสำคัญสุดยอดยิ่ง เพระามันร้ายกาจหนักหนาสาหัสกว่า“สัตว์เดรัจฉาน”เสียอีก ในศาสนาพุทธ คำว่า “เดรัจฉาน”คำนี้ยังหมาย ถึง“คน”ผู้ประพฤติตนไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะ “ประพฤติตนขวางทางนิพพาน”เอาด้วย นี่ก็อีก ๑ และคำว่า “เดรัจฉาน”คำนี้ยังหมายถึงความเลว ร้าย ที่เป็นความไม่ดีของคนสุดสำคัญ อันควรรู้ควร ศึกษาอย่างยิ่ง เพราะมันเลวร้ายชั่วโหดแรงกว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีอีกมากอันหมายถึงพฤติการณ์ ของ“คน”แท้ๆนี่เอง ผู้มีหน้าตารูปร่างในกายมนุษย์นี้แหละ ที่ยังสามารถทำตนต่ำช้าเลวร้ายยิ่งกว่าความเลวร้ายของ“สัตว์เดรัจฉาน”ตัวแท้ เพราะประพฤติได้หยาบ ร้ายแรงลึกล้ำซ้ำซ้อนย้อนยอกในความประพฤติของคนนี่เอง ที่มันยิ่งกว่าจิตใจของ“สัตว์เดรัจฉาน” เพราะ“สัตว์เดรัจฉาน”แท้ๆนั้นมันยังไม่ใช่“คน” มันยังไม่ใช่“สัตว์ที่มีใจสูง” ที่สามารถ“ทำใจในใจ”ของตนได้จริง เท่าเทียม“คนหรือมนุษย์” แน่นอนอยู่แล้ว สัตว์ที่ยังไม่ใช่คนไม่ใช่มนุษย์มันไม่มีการบริหารที่เป็นระบอบชื่อว่า “ประชาธิปไตย”เด็ดขาด มันก็ได้แค่บริหารเป็น“สัตวาธิปไตย”กันไป ตามประสาสัตว์เดรัจฉานแท้ๆของมันเท่านั้น แต่“คนคือมนุษย์”นั้นมีความรู้-ความคิด-ความ ฉลาด-ความเป็นคุณธรรม”เหนือชั้นกว่า“สัตว์ชั้นต่ำ-สัตว์เดรัจฉาน”กันหลายกว่าหลายชั้นยิ่งนัก และ“คุณธรรม”ก็ยังมีทั้งแบบแค่“โลกียธรรม” นั้นก็อย่าง ๑ กับแบบ“โลกุตรธรรม”นั้นก็คนละอย่าง “โลกียธรรม”นั้นนอกจากจะไม่มีทฤษฎีให้รู้ให้ศึกษาปฏิบัติตนปรับปรุงตนกระทั่งหลุดพ้นจากความเป็น“สัตว์เดรัจฉาน”ไปได้อย่างเที่ยงแท้ “ไม่วนเวียน”กลับไปกลับมาเป็นสัตว์กันอีกเด็ดขาด แม้“จิตนิยาม”ของคนผู้นั้นจะเวียนเกิด-เวียนตายอยู่ในวัฏฏสงสารหรือในโลกอีกนานเท่านานปานใดๆ เช่น ความมี“จิต”ที่ยังเป็น“สัตว์เดรัจฉาน”อยู่ใน “อนุสัย”อันลึกและยากที่จะทำออกไปจาก“อนุสัย”สนิท ซึ่งมี“โลกุตรธรรม”เท่านั้นที่จะทำให้คน“ไม่มีความเป็นสัตว์เดรัจฉาน”กันอีกได้ถึงขั้นเด็ดขาดในจิตสุดลึกถึงที่สุดขั้น“อนุสัย” ศาสนาพุทธมีทฤษฎีให้เรียนและปฏิบัติตนจนกระทั่ง“จบกิจ”นั่นคือไม่กลับไปเป็น“สัตว์เดรัจฉาน” กันอีกได้เด็ดขาด จึงเป็น“คน”ที่เจริญขึ้นสู่ความเป็น “คนเจริญ”ที่แท้เรียกว่า“อาริยกชน” โดยเลิกพฤติการ เป็น“มิลักขชน”อันยังเถื่อนต่ำเหมือนสัตว์เดรัจฉานไปได้ครบถ้วนทั้ง“กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม”กันจริงๆ พระพุทธเจ้าทรงแจกแจง“ขั้นชั้น (วรรณะ,class) ” ของความเป็น“สัตว์”โดยเฉพาะ“จิตวิญญาณของคน”ไว้“๙ ชนิด” เรียกว่า “สัตตาวาส ๙” ผู้ยังไม่มี“ความรู้ขั้นปัญญา,ญาณ,วิชชา”หรือยังมี“มิจฉาทิฏฐิ (ยังเข้าใจไม่ได้) ”ใน“สัตตาวาส ๙”นี้อยู่ จะ ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“สัตว์”อันเป็น“จิตวิญญาณ”ตน และไม่มีความเป็น“พระเจ้า”ในตนเอง จึงชัดเจนว่า เป็น“เจ้าของจิตวิญญาณตนเอง” ก็จัดการ จิตวิญญาณตนเองให้พ้นพฤติ“สัตว์เดรัจฉาน”ไม่ได้ โลกุตรธรรมของพุทธมีปัญญาจึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“สัตวตาวาส ๙” และสามารถจัดการความเป็น“สัตว์”หรือ“คนเถื่อนต่ำ”หรือ“มิลักชะ”ที่ยังมีพฤติกรรมกาย-วาจา-ใจเป็น“เดรัจฉาน”กันอยู่ พฤติกรรมของคนนั้นมี“กรรม ๓”กันทุกคนไม่ว่าคนในชาติใดศาสนาใดๆก็ตาม คนทุกคนทุกศาสนา นั้นมี“กรรม ๓”กันทั้งนั้น ดังนั้น ไม่ว่าคนในศาสนาใด จึงมี“กรรม ๓”เป็นเครื่องชี้บ่งความเป็น“สัตว์ชั้นต่ำ”หรือ“สัตว์ชั้นสูง”จริง ร่างกายของคนนั้นเป็น“คน” แต่พฤติกรรมทางกาย-ทางวาจา-ทางจิตใจของคนนี้เองที่มันยังเป็น“สัตว์เดรัจฉาน” แถมเลวร้ายต่ำทรามกว่า“สัตว์เดรัจฉาน” ยิ่งๆกันเสียอีก ลัทธิศาสนาใดที่ยังไม่ได้เห็นความสำคัญของ “กรรม”ที่คนที่สัตว์มี“วิบาก”ติดตัวสัตว์หรือตัวคนไป ทุกกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนั้นมี“กรรม ๓” คนผู้ ยังไม่ได้ศึกษา“กรรม ๓”ซึ่ง“กรรมที่ตนทำนั้นมันเป็นของของตน (กัมมัสสกะ) ”มันทำให้มีผลเกิดความเป็น“สัตว์เดรัจฉาน”กันอยู่ในตนแน่ๆ แล้วฝึกฝนตนให้“กรรม ๓”ของตนพัฒนาขึ้นเป็นความเจริญกันอย่างแท้จริง มันก็ไม่เกิด“ความเจริญ”พ้นความเป็น“สัตว์” ในตนเอง เจริญขึ้นแท้จริงไปได้แน่นอนเด็ดขาด เพราะไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “กรรม ๓” ที่เป็น“ความประพฤติ”ของตนอันสามารถวัดได้ด้วย “ศีล” นั่นคือ ผู้ใดยังไม่มี“ศีล ๕”ผู้นั้นก็ไม่พ้นความเป็น“สัตว์” พระพุทธเจ้าทรงแบ่งความเป็น“สัตว์”ไว้“๙ ชั้น” ผู้จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“สัตว์ ๙ ชั้น”นี้ ได้ ก็ต้องมี“ปัญญา”ในนัยสำคัญของ“สัตตาวาส ๙” ซึ่งคนผู้จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงและทำได้จริงก็ต้องเรียนรู้ด้วยความเป็น“กาย”กับ“สัญญา” ดังนั้น คนผู้ยังไม่มีปัญญารู้อย่าง“สัมมาทิฏฐิ” เลยว่า ภาวะ“กาย”ที่สัมมาทิฏฐินั้นอย่างไร? และยังใช้“สัญญา”อันเป็นเจตสิกของตนทำหน้าที่ไม่ไม่ถูกตรง หรือยังเป็น“สัญญาวิปลาส”อยู่ก็ไม่สามารถได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“สัตว์ทั้ง ๙”แน่ ใน“ววัตถสัญญาสูตร” พระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๒๒๘ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส ๙ ชั้น ๙ ชั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวกและวินิปาติกสัตว์บางพวก นี้เป็นสัตว์ชั้นที่ ๑ ฯ” ซึ่งความหมายของสัตว์ชั้นที่ ๑ ก็คือ ชั้นต่ำที่ สุด ต่ำกว่าสัตว์ชั้นใดๆ หรือเริ่มต้นความเป็นสัตว์ ได้แก่ เทวดาบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวก สังเกตดีๆนะ! เป็น“เทวดา” เป็น“วินิปาติกสัตว์” ความเป็น“เทวดา”หรือ“เทฺว (ภาวะ ๒) ”คืออะไร? “เทฺวดา” ก็คือ “เทฺว” อันเดียวกัน เพียงแต่“เทฺวดา”นั้นเป็น“คำนาม” บาลีว่า“เทวตา” เป็นไทยก็“เทวดา” “เทวดา”คือ ความสูงของจิตที่“อุบัติ”หรือเกิด ความสูงขึ้น ก็มี“สูงแบบโลกียะ”และมี“สูงแบบโลกุตระ” “เทว”หรือ“เทวดา”มีอีกคำคือ“เทพ”ก็ล้วนคือกัน “อุบัติเทพ”ที่“สูงแบบโลกียะ”ก็คือ เจริญ“กุศล” ก็เจริญ“ความดี”นั่นเอง“ให้มากขึ้น”เพื่อตน“อาศัย”ไปกับ ชีวิตของตนๆ จึงมี“กุศลวิบาก”เป็นของตนๆแต่ละคน “เทวดา”โลกียะมุ่งแต่เจริญ“กุศล”ก็มีแค่ ๑ อย่าง แต่ชาว“โลกุตระ”เจริญมุ่งทั้ง“กุศล”มุ่งทั้ง“การชำระกิเลส” ที่ศัพท์ใช้คำว่า “บุญ”ให้สำเร็จ จึงมี ๒ อย่าง ซึ่ง“ความสูงขึ้นเจริญขึ้น”ของ“กุศล”นี้ โลกุตระก็ต้องทำ“กุศล”ให้พัฒนาขึ้น ใช้อาศัยในชีวิตเช่นกัน เพราะ“กุศลเป็นสมบัติของชีวิตที่คนต้องอาศัย” แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องอาศัย“กุศล” ชาวโลกุตระรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในประเด็นนี้ดี ว่า “กุศล”เป็นแค่“โลกียธรรม” ชาวโลกุตระมีความรู้และความจริงข้อนี้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่ง และชาว“โลกุตระ”สามารถทำ“กุศล”ให้ยั่งยืนคงทนตั้งมั่นด้วย“ปัญญา” พยายามอยู่เสมอ ที่จะไม่ทำ“อกุศล” ซึ่งต้องพยายามรู้จักรู้แจ้งรู้จริงตาม “สมมุติ”ของหมู่ชนแต่ละกลุ่มเขายึดถือกัน “อรหันต์”จึงไม่ทำ“บาป”ทั้งปวงนั้นแน่นอนแล้ว เที่ยงแท้เด็ดขาด เพราะเป็น“โลกุตรธรรม” และทั้งพยายามไม่ทำ“อกุศล”ให้ได้เสมออีกด้วยตาม“โลกียธรรม” จึงมีความชัดเจนแท้ ตามโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่า “สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทาฯ”นั่นเอง ที่แปลกันว่า “ไม่ทำบาปทั้งปวง ยังกุศลให้ถึงพร้อม”กันจริง เพราะ“บาป”หมด“บุญ”ก็หมดไปด้วย พระอรหันต์จึงไม่ทำ“บาป” และหมด“บุญ”แน่ เพราะ“บุญ”มีหน้าที่กำจัด“กิเลส”เท่านั้น หมดกิเลส ก็ไม่ต้องทำ“บุญ”ใดๆกันอีกเลย ดังนั้น ผู้หมด“กิเลส”แล้ว ไม่ทำบาปทั้งปวงอีกแล้ว เป็น“อรหันต์”สัมบูรณ์ ก็ไม่ต้องทำ“บุญ”กันอีกแล้ว เพราะ“บาป”ในตนหมดสิ้นแล้วเด็ดขาดนิรันดร จึงมีกรรมใดๆก็มีแต่พยายาม“ยังกุศลให้ถึงพร้อม” ตาม“สมมุติสัจจะ”ที่แต่ละกาละ เทศะ ฐานะเขายึดถือกัน หรือมีกำหนดหมายนั้นๆ อันไม่เที่ยง “กุศล-อกุศล”เป็นโลกียะ มี“ความไม่เที่ยง” แต่“บาป-บุญ”นั้นเป็น“โลกุตระ ผู้“จบกิจ”แล้วก็มี“ความเที่ยง”ไม่ต้อง“ทำบุญทำบาป”กันอีก “บาป”คือ“กิเลส” ดังนั้น“บาป”จึงยิ่งกว่า“อกุศล” ถ้าคนผู้ใดมีปัญญารู้่จักรู้แจ้งรู้จริง“บาป”ว่า คือ “กิเลส”ก็จะกำจัด“กิเลส”ได้ถูกต้องตัวตนของมันแท้จริง ชาว“โลกียะ”เทฺวนิยมทั้งหลายที่นับถือ“พระเจ้า” และ“พระเจ้า”ก็ยังเป็นเพียง“จินตนาการที่ลึกลับอยู่” ทุกศาสนา ไม่ได้เรียนรู้“กิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน