หนังสือ ประชาธิปไตยไทยที่ใครๆไล่ไม่ทัน.docx

โฟลเดอร์หนังสือพ่อครู ไฟล์ word ที่รอเขียนต่อ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์181 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยไทยที่ใครๆไล่ไม่ทัน อธิปไตยของคนที่คนควรรู้อย่างยิ่ง [เมื่อไม่รู้จริง - ก็ฉลาดแย้งกันไม่จบ] (ผู้รู้ครบจริง คือ ผู้จบจริงๆ)

เรามาพูดถึง“อธิปไตย”ล้วงลึกๆ ค้นรอบๆ ดูทีรึ! บอกก่อนนะว่า อาตมาผู้เขียนคือ ผู้ไม่เคยเรียนวิชาการรัฐศาสตร์หรือพุทธศาสตร์กับครูบาอาจารย์ใดอย่างเป็นกิจจะ ลักษณะมาก่อนเลยในชาตินี้ เคยอ่านตำราที่ท่านผู้รู้เขามีคอนเซ็ปท์ของแต่ละคนกันอยู่บ้าง อ่านจบเล่มบ้าง ไม่จบเล่มบ้าง ยิ่งเล่มใหญ่ๆยิ่งไม่เคยจบเลย อาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นคนมีการศึกษาน้อย น้อยจริงๆ ปริญญาบัตรสักใบก็ไม่เคยได้กับเขาเลย “ความรู้”ว่า“ประชาธิปไตย”เป็นอย่างไรของอาตมาจึงมี ตามแบบของอาตมาแท้ๆ เท่าที่อาตมาเข้าใจเองในตน ซึ่งเป็น “ความรู้รวบยอด( concept) ”ที่ได้มาจากความเป็น“ศาสตร์”และ “ศิลป์”อันเป็น“อธิปไตย”แบบพุทธ หรือแบบไทยนี่แหละ ที่เป็นชาตินับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เกิดประเทศ ขอยืนยันว่าแบบอย่างของประชาธิปไตยจึงถอดออกมาจากของพระพุทธเจ้า “ประชาธิปไตยไทย”จึงเป็น“ประชาธิปไตยแบบพุทธ” คือ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งครบความเป็น“เทฺว” อันได้แก่“ธรรมะ ๒” เป็น“ราชประชาสมาศัย” ที่มี“ราชะ”กับ“ประชาชน”อาศัยเป็นอยู่คู่กันไปตลอดกาล หรือมี“รูป”กับ“นาม”คู่กันเป็น“ธรรมะ ๒”ไปตลอดกาล ไม่พรากจากกัน สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสรรพสิ่งด้วย“รูป” กับ“นาม” ตามธรรมดาของธรรมชาติแห่ง“จิตนิยาม”ย่อมมี “กาย”กับ“จิต”ที่อยู่ด้วยกัน“อาศัย”กันไปตลอดแยกกันไม่ได้ แต่มี“ปัญญา”ยอดยิ่งอันสามารถ“รู้เยี่ยม”เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง“กาย”ทั้ง“จิต”ว่า เมื่อใด ส่วนใดของเรา ไม่ใช่“กาย”แล้ว จัดเป็น“อุตุนิยาม” “อุตุนิยาม”คือ ส่วนที่เป็นวัตถุไปแล้ว ไม่มี“ชีวะ”แล้ว ไม่มีสุ

อ่านต่อ

ข-ไม่มีทุกข์แน่นอน ส่วนนี้แม้จะอาศัยอยู่ภายใน“ร่าง” ของเรา ก็เป็นส่วนที่ร่วมของ“โครงร่าง”ในตัวเราอาศัยใช้อยู่ ส่วนนี้ไม่มี“เวทนา” ไม่มี“ความรู้สึก”ใดๆ เช่น ขี้ไคล, หนังเท้าที่หนาๆอยู่ส่วนนอก, เสลด, ปัสสาวะ, อุจจาระ, น้ำลาย, น้ำเหลือง, น้ำมูก เป็นต้น ส่วนนี้เป็น“อุตุธาตุ” ส่วนนี้จึงไม่ใช่“กาย”ของเรานั้นแน่นอนที่สุด ทีนี้เมื่อใด ส่วนใดของเรา ยังติดอยู่ใน“ร่าง”ของเรา แต่ไม่ใช่“กาย”ของเราแล้ว เมื่อนี้ ส่วนนี้แม้ยังเป็นส่วนของ “ร่าง”ที่ผสมจนเนียนเป็น“กาย”เรา มันก็ไม่มีทุกข์-ไม่มีสุข ไม่มี“เวทนา”ไปแล้ว ไม่มีเจ็บไม่มีปวดแล้ว แต่ส่วนนี้ยังมี “ชีวิต”จึงชื่อว่า “พีชนิยาม” อาศัยไปกับชีวิต เช่น ผม, ขน, เล็บ,ฟัน,หนัง ที่อยู่ภายนอกเรียนรู้ง่าย เป็นต้น เป็น“พีชธาตุ” เมื่อใด ส่วนใดของเรา ยังติดอยู่ใน“ร่าง”ของเรานั้นแน่นอน ซึ่งต้องนับว่า“เป็น“กาย”ของเรา เมื่อนี้ ส่วนนี้มันมีสุข-มีทุกข์ มี“เวทนา”อยู่ มีเจ็บมีปวด เป็น“ชีวิต”ต้องนับเป็น “จิตนิยาม” นับกันว่า เป็น“สัตว์”ที่แตกต่างจาก“พืช”แล้ว ความเป็น“สัตว์”นี้แหละที่ต้องศึกษาอย่างหนักอย่างสำคัญ เพราะเป็น“ชีวะ”ที่มี“จิตนิยาม” เป็น“ธาตุรู้”ชั้นสูง เรียกว่า “มนุสโส”หรือ“มนุษย์” ผู้มี“จิตสูงกว่าสัตว์”ใดๆ การศึกษา“จิตนิยาม”ที่เป็น“สัตว์”ชื่อว่า“มนุษย์”นี้แล ที่พระพุทธเจ้าต้องใช้เวลาศึกษาในความเป็น“มนุษย์”และความเป็น“สังคม”อย่างสำคัญที่สุด กระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“มนุษย์”ที่รวมกันอยู่เป็นสัตวโขลง เป็น“สังคม”ของมวลมนุษย์หรือที่เรียกว่า“มวลประชาชน” บาลีก็ว่า “พหุชน” อัน“มนุษย์”นี้ทุกตัวตน มี“จิต”เป็น“ธาตุรู้”ที่สามารถทำงาน“รับรู้ได้”ทั้งภายนอก-ภายในที่มี“สัมผัส”ภายนอกกับภายในรับรู้ร่วมกันอยู่ ต่อเนื่องกันอยู่เมื่อใด ก็เรียก“ธาตุ”นี้ว่า “วิญญาณ” “วิญญาณ”ที่มี“กายภายนอกกับจิตภายใน” แม้แต่ “กายภายในกับจิตภายใน” สัมพันธ์กันอยู่ นี้แลที่มันจะร่วมกันประกอบ“กรรม” แล้วสั่งสมไว้ใน“จิต” ตกผลึกเป็น“อนุสัย” และ“ทรงอยู่”ใน“จิต” เรียกว่า “ธรรม” “กรรม”กับ“ธรรม” เป็น“คู่หู”คือ เป็น“ภาวะ ๒”ที่ร่วมกันก่อ“พฤติบท”มากมาย เกิด“นิยาย”หรือ“นิทาน”ของโลกนับไม่ถ้วน ก่อสุขก่อทุกข์ ก่อดีก่อชั่ว หลงยึดสุขยึดทุกข์ กันด้วย“ความไม่รู้”คือ “อวิชชา”อยู่ในปุถุชนสุดนานแสนนาน กว่าจะมี“ธาตุรู้”ที่เป็น“โลกุตรจิต” สามารถแยก“กาย” แยก“จิต” แยกความเป็น“เทฺว”ออกได้จนกระทั่ง“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ทุกสรรพสิ่งของ“นาม”และ“รูป”ที่เป็น“ธรรมะ ๒”ปรุงแต่งกันเป็น“สังขาร”ของสสาร-พลังงานเป็นวัตถุ เป็นพืช เป็นจิต เมื่อเป็น“จิต”จึงจะมี“กรรม” มี“วิบาก“สะสมจองเวร จองรัก จองแค้นกัน อยู่ในความเป็น“มนุษย์” รวมกันเป็นอยู่ในความเป็น“สังคม” เป็น“ประเทศชาติ” เป็น“มวลประชาชน”ที่ต้องมีบริเฉท ให้เกิดบริหาร บริบาล บริโภค บริการ หรือ“บริ”อะไรต่อมิอะไรอีกหลากหลายมากมายกรรมกิริยา นับไม่ถ้วน ด้วยความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็สามารถจัดการทุก สิ่งอย่างได้ ให้เป็นไป“ดี” อย่าง“เหมาะควร” เลิก“ความร้ายเลว” ได้เด็ดขาด รู้จักรู้แจ้งแทงทะลุใน“ความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย”กระทั่งที่สุดสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กาย-จิต” ทำ“จิต”หรือ“วิญญาณ”ที่เป็น“เทฺว”นี่เองให้“เกิด” ให้“ดับ”ได้สำเร็จด้วย“กรรม”ของตนเอง แม้ที่สุดสามารถแยก“ธาตุจิต”ให้เป็น“อุตุธาตุ-พีชธาตุ-จิตธาตุ”ได้ด้วย“กรรม”และตกผลึกลงเป็น“ธรรม” ..นี่สุดยอด “ประชาธิปไตย”ของสังคมมนุษย์จึงจะได้รับการปฏิบัติ ที่ีสุดเยี่ยมเลิศวิเศษวิสุทธิ์เหมาะควรที่สุด เมื่อมี“ความรู้เรื่องสำคัญสุดยอด”นี้แล้วที่เป็น“โลกุตร ธรรม” ก็นำมาเปิดเผย ให้คนอื่นรู้ตาม พิสูจน์ความจริงตาม ก็เกิดหมู่ชนที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรสัจจะ”แพร่หลายไป ซึ่งเป็น“ประชาธิปไตย”อันวิเศษวิสุทธิ์เกิดได้ตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มาเลยใน“อภินิเวสและอนุสัย”ของชาวพุทธ ผู้เป็นเจ้าแห่งความรู้“โลกุตระ”คือ พระพุทธเจ้าที่รู้ก่อนใครๆในโลก แล้วนำมาประกาศกับมวลมนุษยชาติ ได้รู้ตามประพฤติปฏิบัติตาม กระทั่งมี“คุณธรรม”ที่เป็น“โลกุตระ”นี้กัน ก็เกิดเป็นหมู่มวล“คนโลกุตระ” ที่บริหาร บริบาล บริโภค บริการกันในมวลหมู่ชน ก็เกิด“พลังงาน”ที่มีประสิทธิภาพใช้ ร่วมกันเกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเป็นอยู่กันอย่างสงบอบอุ่นแสนสำราญเบิกบานใจ เป็น“พุทธารมณ์” “พุทธารมณ์”คือ ความรูู้สึกทั้งรู้ ตื่น เบิกบาน สำราญใจ ไร้โทษภัยใดๆในสังคมนั้นๆ “พลังงาน”คือ “อธิปไตย” มวลประชาชนที่อยู่ในหมู่ นี้ต่างมี“พลังงานอธิปไตยโลกุตระ”นี้กัน เรียกเป็นศัพท์ในยุคนี้ว่า “ประชาธิปไตย” นั่นคือ “อำนาจของประชาชน”เป็นใหญ่ “อธิปไตย”นี้มีมาแล้วตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงประสพผลสำเร็จ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านใช้สำเร็จมาแล้วกับ“หมู่ประชาชน” ของพระองค์ที่เข้ามาเป็น“พุทธศาสนิก” แม้จะอยู่ในยุคที่ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชแท้ๆนั้นแหละ พระเจ้าแผ่นดินของแคว้นต่างๆในยุคนั้น ล้วนนับถือพระพุทธเจ้า และถ้าประชาชนคนใดจะเข้ามาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินทุกแคว้นล้วนยอมให้พระพุทธเจ้าเอาคนของแต่ละประเทศไปเป็น “พุทธศาสนิก”ได้เลย ประชาชนคนใดสมัครใจ ไปได้ตามสบาย พระพุทธเจ้าจึงเท่ากับมี“รัฐอิสระ”ของพระองค์เต็มที่ ที่พระเจ้าแผ่นดินแคว้นต่างๆในยุคนั้นยินดี ไม่มีองค์ใดขัดขวาง ซึ่งเป็น“ความสำเร็จ”คือ เป็น“สิทธิ”อันยิ่งใหญ่เท่าที่มนุษย์ในโลกทำได้ ทัั้งในยุคพระพุทธเจ้า และยุคปัจจุบันนี้ ทั้งๆที่ยุคนั้นเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นยุคทาส เป็นยุคที่คนยังไม่ประสีประสากับความมีสิทธิมนุษยชนกันเลย พระพุทธเจ้าก็ทรงประสพความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จริง สำเร็จอย่างไร? สำเร็จ คือ คนแต่ละคนสามารถมี“พลังงาน” ซึ่งก็คือ “อธิปไตย”ที่ประกอบไปด้วย“อิสระ-ทาน-ปัญญา-อนุกัมปา-อนัตตา” หรือแม้หมู่คนที่เป็นมวลประชาพุทธศาสนิกทั้งหลายนั้น ต่างก็เจริญด้วย“อิสระ-ทาน-ปัญญา-อนุกัมปา-อนัตตา” กันอย่างพึงพอใจตามที่ตนได้อาศัยไปกับชีวิต เท่าที่แต่ละคนเป็นได้มีได้ ก็เป็น“ธรรมสมควรแก่ธรรม” อัน“สันโดษ (พอใจ- ใจพอ) ”ของตนๆ ดังนั้น ผู้มีความสำเร็จในตนคือ“สิทธิ” จึงได้แก่ ผู้มี “พลังงานหรืออธิปไตย”ที่ประกอบไปด้วย“อิสระ-ทาน-ปัญญา-อนุกัมปา-อนัตตา”ประพฤติอยู่ได้ตามธรรมสมควรแก่ธรรม อาตมาก็เอา“พลังงาน (อธิปไตย) ”ที่อาตมามี“อิสระ-ทาน- ปัญญา-อนุกัมปา-อนัตตา”เท่าที่อาตมาจะสามารถกลั่นกรอง เอามาได้นั้นแหละ มาทำกับประชาชน โดยบอกกับประชาชน ก็มีประชนที่มารับรู้ และปฏิบัติตนดำเนินชีวิตไป จนเกิดหมู่ชน “ชาวอโศก” ที่ยืนยันความเป็น“ประชาธิปไตย”ตามที่เป็นที่มีได้ จริง ตั้งแต่อาตมานำมาเปิดเผยสาธยาย ก็มีผู้รู้ตาม ปฏิบัติตาม ซึ่งมีผลคือ ปรากฏการณ์“ชาวอโศก”เป็นไปได้ยืนยันอยู่ ซึ่งก็เป็น“ความรู้-ความจริง”ที่เป็นไปได้ มีทั้งบริบูรณ์ (ปริปุณณะ) ”เป็น“ที่สุด (อันตะ) ”ตามอาตมาได้ หรือ“ไม่เป็นที่สุด (อนันตะ) ” เหมือนอาตมาไม่ได้ ก็ตาม“ธรรมสมควรแก่ธรรม”ของแต่ละคน “เป็นที่สุด (อันตะ) ”คือ ส่วนที่มีได้เป็นได้แล้วนั้นก็มั่นใจ เพียงพอ นั่นคือ ตั้งมั่นแข็งแรง จนนับได้ว่า ไม่เสื่อมไปจากนี้อีกแล้วมี“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” “ไม่เป็นที่สุด (อนันตะ) ”ก็คือ ยังมีส่วนที่จะพัฒนาให้ยิ่งๆขึ้นไปอีกอยู่ ยังไม่ถึงขั้น“สัมบูรณ์จบสุด (ยังไม่สัมปุณณะ) ”นั่นเอง ไม่ว่า“ความรู้และความจริง”นั้นจะเป็น“อธิปไตย”ที่เกี่ยว กับ“อำนาจ”ทาง“การเมือง” ทาง“เศรษฐกิจ”หรือทาง“สังคม”อย่างไรก็ตาม อันเป็นเรื่องของมนุษย์และของสังคมศาสตร์ แม้อาตมา จะอยู่ในยุคสมัยใดๆ อยู่ในกัปป์ใดๆ อยู่ในกาลใดๆ อยู่ในภพใดๆ อยู่ในชาติใดๆ มันก็เป็น“ความรู้-ความจริงที่บริบูรณ์ (ปริปุณณะ) ”เต็มที่เป็น“ที่สุด (อันตะ) ”ของอาตมาเอง (สยัง อภิญญา) เท่าที่อาตมามีแล้ว ณ ปัจจุบัน นั้นๆ เที่ยงแท้ (นิจจัง) ยั่งยืน (ธุวัง) ตลอดกาล (สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปร (อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้ (อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ (อสังกุปปัง) ไม่มีอะไรเปรียบอีกแล้ว (นัตถิ อุปมา) หรือแม้ไม่เป็นที่สุด (อนันตะ) ”ก็ยังมีอยู่จริง ตามที่เป็นจริง ทั้งในส่วนของชาวอโศกแต่ละคน ทั้งในส่วนของอาตมาที่มีจุดหมายสุดยอดสัมมาสัมพุทธะ ส่วนที่ยัง“ไม่เป็นที่สุด (อนันตะ) ก็คือส่วนที่อาตมายังต้องพากเพียรสั่งสมอยู่ ยังไม่ถึงขั้น“สัมมาสัมโพธิญาณ”นั่นเอง ซึ่งอาตมาก็มีมากเท่าที่“โพธิสัตว์”ระดับ ๗ จะพึงมีกันได้จริงๆ อาตมาใช้จากเท่าที่อาตมามี ที่ได้ของพระพุทธเจ้ามา ด้วยความพากเพียรอุตสาหะของตนๆ เท่าที่ในบัดนี้“มี”แล้ว ด้วยอิสระ ด้วยทาน ด้วยปัญญา ด้วยอนุกัมปา ด้วยอนัตตา เท่าที่อาตมามีจริงเป็น“สิทธิ” จึงเกิด“อธิปไตย”คือ พลังงาน ฤทธิ์ แรง ขึ้นในบุคคลที่มาเรียนรู้ตามปฏิบัติตาม ก็เกิด“อิสระ-ทาน-ปัญญา-อนุกัมปา-อนัตตา”ตามธรรมสมควรแก่ธรรมของแต่ละคน รวมกลุ่มกันขึ้นเป็น“มวลประชาชนชาวอโศก” ก็เกิด“พฤติกรรมสังคมชาวอโศก”ขึ้นในโลกยุคปัจจุบันนี้ ดังที่มี“ชาวอโศก”ยืนยัน“ปรากฏการณ์”จริงนี้อยู่สัมผัสได้ เชิญมาสัมผัสของจริงได้ เป็น“เอหิปัสสิโก”อยู่จริงเลย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความเป็น“ประชาธิปไตย”เล่า? เกี่ยวแน่นอน ก็ตรงที่ความเป็น“อธิปไตย”นี่แหละ ที่จะใช้กับ“ประชาชน”แท้ๆ นั่นคือ อาตมา“รู้”ความเป็น“อธิปไตย”ของความเป็น “โลก”ก็เท่าที่อาตมามี“สิทธิ” และ“รู้”ความเป็น“อธิปไตย”ของความเป็น“อัตตา”ก็เท่าที่อาตมามี“ความสำเร็จ” และ“รู้”ความเป็น“อธิปไตย”ของความเป็น“ธรรม”ก็เท่าที่อาตมา“มี”เป็น“สิทธิ” หมายความว่า อาตมามี“โลกาธิปไตย”ก็เท่าที่อาตมา“มี” อาตมามี“อัตตาธิปไตย”ก็เท่าที่อาตมา“มี” อาตมามี“ธรรมาธิปไตย”ก็เท่าที่อาตมา“มี”เป็น“สิทธิ” และใน“โลก” ใน“อัตตา”นี้เอง ที่เป็น“ธรรมะ ๒”ของความเป็น“คน” ซึ่ง“คน”ก็คือ ประดา“ประชาชน”ทั้งหลาย ดังนั้น ใครมี“ธรรม”ก็จะใช้“ธรรม”กับ“โลก” กับ“อัตตา” ทั้ง“อัตตา”ตนเอง และกับความเป็น“อัตตา”ของประชาชนคนอื่น เมื่ออาตมา“มี”ความเป็น“ธรรม”อย่างไร แบบใด แค่ไหน นั่นคือ สิ่งที่อาตมา“ทรงไว้ในตน”หรือ“ทรงอยู่ในตน”เท่าที่อาตมา“มี”อยู่จริง เท่า ที่อาตมาได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีต และกำลังสะสมอยู่ตลอดในปัจจุบันขณะที่ยังมี“วิญญาณตั้งอยู่ (วิญญาณฐีติ) ” หรือยังจะเพิ่มเติมไปอีกใน“อนาคต” ก็คือ “ธรรม”จริงเท่าที่อาตมา“มี”ได้จริง อาตมาเรียกแบบที่อาตมาพาทำนี้ว่า แบบ“บุญนิยม” เรียกกันเต็มๆก็คือ “ประชาธิปไตยบุญนิยม” แล้วอาตมาก็เอามาบอกแก่ประชาชน เอามาทำกับประชาชน และร่วมประพฤติปฏิบัติพิสูจน์ไปกับประชาชน ก็เกิดความเป็น“ประชาธิปไตยบุญนิยม”ไปกับประชาชน จนมีประชาชนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า “ชาวอโศก” นี่ไง! ซึ่งแตกต่างกับ“ประชาธิปไตยทุนนิยม”อย่างมีนัยสำคัญ ชาวอโศกก็ประพฤติตนอยู่ในสังคมประเทศไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ มันก็เท่าที่ชาวอโศกมี“ธรรม”เป็น“อำนาจ” เป็น“พลังงานที่ขับเคลื่อนตัวตน” เป็น“อธิปไตย”ได้จากที่มีจริงเป็นจริงของแต่ละคน ไปกับคนในสังคม ก็เป็น“ประชาธิปไตย” ดำเนินไปตาม“อธิปไตย”ที่มี“ธรรม”แบบชาวอโศก คนกลุ่มนี้มีก็มีแบบนี้ ซึ่งมี“อิสระ-ทาน-ปัญญา-อนุกัมปา-อนัตตา”เท่าที่แต่ละคนมี และคนที่ได้รับ“อธิปไตย”แบบนี้ จะเป็น“คุณ”หรือ“โทษ” ย่อมเป็น“อำนาจ”หรือ“อธิปไตย” มากหรือน้อยแก่สังคมหรือแก่มวลประชาชนในประเทศแน่นอน “ประชาธิปไตย” จึงจะต้องมี“อธิปไตย”ที่เป็น“ธรรม”จึงจะเป็น“คุณ”หรือเป็น“ประโยชน์”ตามจริงแก่สังคมแก่ประเทศ “ธรรม”คือ “สภาวะที่ทรงไว้”หรือ“สภาวะที่ทรงอยู่” เมื่อคน“ทรงไว้หรือทรงอยู่”ซึ่ง“อธิปไตย”ที่เป็น“ธรรม” ก็ย่อมเป็น“อำนาจ (อธิปไตย) ” ที่เกิดแก่“โลก” แก่“สังคมประเทศ” โดยคนผู้นี้เรียนรู้“ตน”หรือ“อัตตา”ที่ตนได้ทำให้เป็นคนผู้“ไม่มี ตัวตน”หรือ“อนัตตา”ได้จริง จึงเป็นผู้“ไม่เห็นแก่ตัว”ที่แท้จริง เพราะไม่มี“ตัวตน”ที่จะ“เห็นแก่ตัว”เป็นสัจจะแท้แล้ว “ประชาธิปไตย”ที่คนผู้มี“ธรรม”ถึงขั้น“ไม่เห็นแก่ตัว”ได้จริง จึงเป็นผู้แสดงออกให้“โลก”หรือแก่“โลก”กันจริงแท้ คนใดไม่มี“ธรรม”ที่“ทรงไว้หรือทรงอยู่”อันคือ “อำนาจ” ในตนมาแสดงออกให้“โลก”หรือแก่“โลก” ย่อมไม่ได้ แต่ได้นะ.. ทว่าไม่ใช่ความเป็น“ธรรม”ที่สัมบูรณ์ด้วยความเป็น“เทฺว” คือ ความเป็น“ธรรมะ ๒”ทุกความหมาย ทุกนิยาม ทุกเรื่องราวในมหาจักรวาล ทุกสิ่งอย่างในวัฏฏสงสาร ทุกความรู้ที่ ผู้รู้รวบรวมได้ ทุกความรู้ของศาสดา ทุกคัมภีร์ ทุกศาสตร์ ทุกศิลปะ ทุกตำรา ทุกบทเรียน ทุกมิติ ทุกนัยะ ทุกประดาที่มีได้ เริ่ม“ธรรมะ ๒”คู่แรกคือ “สมมุติธรรม” กับ “ปรมัตถธรรม” “สมมุติธรรม” คือ คนที่ทรงไว้แต่ภาษา-พยัญชนะ หรือบัญญัติ หรือตรรกะ ยัง“ไม่มีสภาวะ” ก็ย่อมแสดงออกได้แค่ภาษา-พยัญชนะ หรือบัญญัติ หรือตรรกะ ชนิดนี้เก่งมาก ก็แสดงออกมากแต่ในส่วน“สมมุติบัญญัติ”นี้ในสังคมมนุษย์ก็มีให้เห็นกันอยู่ จริงมั้ย? เก่งน้อย ก็แสดงออกน้อยตามแต่ละคนมี ซึ่งเป็นแค่“สมมุติธรรม” คือ ความรู้ทางภาษา-พยัญชนะ หรือบัญญัติ หรือตรรกะ ส่วนนี้มีมาก ก็แสดงส่วนนี้ออกได้มาก ซึ่ง“สมมุติธรรม”นี้เรียนรู้กันได้ก่อน ง่ายกว่า จึงมีมาก “สมมุติธรรม”จึงมีมาก และหลงผิดว่าเป็น“ปรมัตถธรรม”กัน ก็ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่หลงตนเอง “ปรมัตถธรรม” คือ คนที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะแท้ๆที่เป็นเนื้อ“ธรรม” หรือสาระที่เป็น“ธรรม”เนื้อแท้ อันถึง“จิต”เนื้อแท้ ใครที่มี“ปรมัตถธรรม”คือ สภาวะความจริงทางสัจจะ-เนื้อแท้ หรือแก่นสารมาก หรือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ของความจริงทั้งรูปทั้งนาม ทั้งกายทั้งจิต ทั้งภาวะภายนอกทั้งภาวะภายใน ทั้งภาวะความเป็น“โลก”ทั้งภาวะความเป็น “อัตตา” ซึ่งคือความเป็น“เทฺว”หรือ“ธรรมะ ๒”ชนิด ที่“รู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ด้วยปัญญา” หรือชนิดที่“ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วยอวิชชา” ใครมีส่วนใดมาก ก็แสดงส่วนนั้นออกมาได้มาก ตามที่ตนเองมี“ธรรม”หรือ“ทรงอยู่-ทรงไว้”ในตนของตนเต็มที่เท่าตน“มี”เป็น“สิทธิ” คำว่า“ธรรม”นี้ ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือท่านป.อ.ปยุตโต ได้รวบรวมแสดงความหมายไว้ในพจนานุกรม พุทธศาสน์ซึ่งมีมากมาย ได้แก่ สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สภาวธรรม, สัจจธรรม, ความจริง, เหตุ, ต้นเหตุ, สิ่ง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจคิด, คุณธรรม, ความดี, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ, หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนียม, หน้าที่, ความชอบ, ความยุติธรรม, พระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น อาตมาก็มี“ธรรม”ตามนิยามทั้งหลายนั้นใช้ประพฤติอยู่ใน“โลก” โดยอาศัย“อัตตา”อันยังดำรงชีวิตอยู่นี้ไปแก่“โลก” อาตมาก็มี“สติ” ใช้“ปัญญา”ตามที่ตนเอง“มีจริง”อยู่ให้เต็มบริบูรณ์ ไม่ให้ขาดหกตกหล่นอยู่เท่าที่ทำได้จริงนั่นแหละ คนเรานั้นมี“สติ”เป็น“อธิปไตย” นั่นคือเป็น“ใหญ่” และคนเรานั้นมี“ปัญญา”เป็น“อุตตระ” นั่นคือเป็น“ยิ่ง” “ใหญ่”คือไฉน? ต่างกันกับ“ยิ่ง” อย่างไร? “ใหญ่“หมายเอา แรง พลัง อำนาจ ฤทธิ์ เดช เชิงศรัทธาที่เด่นไปทาง ความควบแน่น จึงเป็นพวกเสถียร คือ static ส่วน“ยิ่ง”นั้น หมายเอา “ความรู้”ที่เป็น“ตระกูลโลกุตระ” อัน“รู้”แปลกแตกต่างไปจาก“ความรู้ตระกูลเก่า”หรือออกนอก “ความรู้ตระกูลโลกียะ”ไปอีก ซึ่งมี“อื่น (อัญญะ) ”ต่างหากไปคนละโลกที่เป็นปุถุชนเดิมๆ จึงเรียกว่า เป็น“ความรู้ตระกูลโลกุตระ” ซึ่งเป็นพวกอนิจจัง ไม่เที่ยง เคลื่อนไปเปลี่ยนไป คือ dynamic ความรู้“โลกุตระ”จึงชื่อว่า“ปัญญา”ที่มีทั้ง“ความควบแน่น (static) ” และมีทั้ง“แรงเคลื่อน (dynamic) ” จึงเป็นธาตุรู้ที่เข้าใจ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รสทางลิ้น ที่แตะก็รู้สึกด้วยสัมผัสแตะนั้นเสียดสีทางภายนอกทุกส่วนของร่างกายนั้นคือ โผฏฐัพพะ (ภายนอก ๕ อายตนะ) ที่เข้าไปผนวกกับ“ใจ” ก็เป็น“๖ อายตนะ” จึง สามารถสัมผัส“จิต”ที่เป็นอยู่จริงมีจริงได้ด้วย และ“รู้ได้-เข้าใจได้” อีก จึงมีทั้ง“จิตวิญญาณ”ที่เป็น“เจโตหรือศรัทธา”คือ static และ มีทั้ง“ปัญญา”ด้วย คือมีทั้ง static ด้วยและมีทั้ง dynamic ด้วย ครบความเป็น“เทพ”คือ“เทฺว (๒) ”หรือ“จิตวิญญาณ”ที่เป็น “อัตตา”ของคนทุกคนใช้“อาศัย”ไปกับชีวิต โดยเฉพาะ“จิตวิญญาณ“ต้องมี“ภายนอก”แตะสัมผัสอยู่ด้วยเสมอในปัจจุบันนั้นๆ เรียกด้วยศัพท์ว่า “วิญญาณฐิติ” คือ “วิญญาณ”ที่มี“ฐาน” คำว่า “ฐาน”แปลว่า“ที่ตั้ง ” ถ้า“วิญญาณ”ที่ไม่มี“ฐาน (ที่ตั้ง) ”ก็เป็น“วิญญาณสัมภเวสี” “วิญญาณสัมภเวสี”คือ “ธาตุรู้”ที่ล่องลอย เป็นตัวเป็นตนอยู่เดี่ยวๆเฉพาะตนเท่านั้น ไม่มีส่วนร่วมรู้อะไรกับใคร เหมือน“คนนอนหลับนั่นแหละ ก็ฝันอยู่คนเดียว นึกไปคนเดียว “ธาตุรู้”ลอยไป ลอยมาอยู่แต่ใน“ความรู้ภายในใจของแต่ละคน”เท่านั้น ซึ่งเป็นความรู้ที่ยังไม่สัมผัสด้วยทวาร ๕ ภายนอก เรายังไม่แตะสัมผัสด้วยทวาร ๕ ของเราภายนอกที่ยืนยันกับคนอื่นๆได้ จึงไม่ชื่อว่า เป็นภาวะที่มีจริง“จับมั่นคั้นตาย”ยืนยันกับผู้อื่นตั้งแต่คน ๒ คน ขึ้นไปอีกเท่าที่จะมากยิ่ง ที่ร่วมสัมผัสภาวะนั้นๆได้ด้วย เป็นความรู้ที่มี“ฉลายตนะ (เพี้ยนสั้นมาเป็นภาษาไทยคือ“ฉลาด”นี่เอง) ” ความรู้ที่ไม่มี“ฉลายตนะ (อายตนะ ๖) ”รู้ร่วมกัน มีแต่ “ตนเองเดี่ยวๆเดียวๆ” ไม่มี“อายตนะ ๕”ที่เป็นภายนอก”ศึกษา ร่วม ไม่มีตา,หู,จมูก,ลิ้น,กายภายนอกแล้ว มีแต่“จิตตนเองภายใน” เป็น“สัญญา”ภายใน ที่ไม่ได้รับรู้แะไรกับความจริงของ“โลก”ภายนอกเขาเลย “สัญญา”ที่ไม่มี“กาย”ร่วมเป็น“ภาวะ ๒ (เทฺว) ”นั้นยังฝึกฝนปฏิบัติเกิด“ปัญญา”ไม่ได้ ความรู้ที่เป็น“ปัญญา”นั้นเป็น“โลกุตระ” จะ“รู้เอง-เกิดเอง”ไม่ได้ เริ่ม“ปัญญาข้อที่ ๑”ก็ต้องได้ยินได้ฟังจาก“พระพุทธเจ้า หรือจากสัตตบุรุษ หรือจากผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิเป็น“เริ่มแรก” และ“ปัญญาข้อที่ ๒”ก็ต้องได้ยินฟรือเพียรฟังแล้วฟังอีกไถ่ถามแล้วไถ่ถามอีก จึงจะเข้าใจได้ยิ่งๆขึ้นเพียงพอที่จะนำไปปฏิบัติเป็น“สัมมาปฏิบัติ”ได้ ไม่เช่นนั้นจะ“มิจฉาปฏิบัติ”ได้นะ! และจะต้องเป็น“ความรู้ที่มี“ศีล (ปัญญาข้อที่ ๔ ใน ๘) ” มี “พหูสูต (ปัญญาข้อที่ ๕ ในปัญญา ๘) ” อันมีภายนอก”ร่วมทั้งนั้น ดังนั้น คนผู้ที่ไป“หลับตา”ปฏิบัติสมาธิเรียนรู้ธรรมโดย ไม่มี“ภายนอก”สัมผัสอยู่นั้น มีแต่“ภายใน”ก็จะเหลือแค่“สัญญา” ขณะที่ไม่มีสัมผัส“ภายนอก”จึงไม่มี“วิญญาณฐิติ” ก็เรียนรู้ “วิญญาณ”ไม่ได้ มันมีแต่“สัมภเวสี”ที่ล่องลอยอยู่“ในภพ ภาย ใน”ของตนแต่ละคน จึงหมดทางที่จะได้เรียนรู้เพื่อมี“ปัญญา” ผู้“หลับตา”ปฏิบัติไม่มี“กายภายนอก”ไม่มี”วิญญาณฐิติ” ผู้“ลืมตา”ปฏิบัติจึงมี“วิญญาณฐิติ ๗”รู้ภายนอก-ภายในครบบริบูรณ์เพราะมีทั้ง“กาย”ทั้ง“สัญญา” รอบถ้วนในการปฏิบัติ จึงจะบรรลุจริงแท้ครบครัน ยืนยัน“สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย”กับผู้อื่นได้ด้วยทุกปัจจุบันชาติ ( “ทิฏฐธรรม” พระไตรปิฎก เล่ม ๓๖ ข้อ ๑๕๑) จึงจะสามารถหลุดพ้นความเป็น“สัตว์”ที่ตนยังหลงยึดอยู่ ให้หมดสิ้น“สัตตาวาส ๙”ไปได้ ด้วย“ปัญญาอันยิ่ง” “ธาตุรู้”ที่ไม่มี“กาย” ยังไม่ใช่“ปัญญา” จะเรียนรู้“สัตตาวาส ๙”ไม่ได้บริบูรณ์ “กาย”มีความสำคัญปานฉะนี้ทีเดียว ผู้“หลับตา”ปฏิบัติเอ๋ย! ศึกษากันดีๆเถิด ไม่งั้นโมฆะ เพราะ“หลับตา”ไม่มี“กาย”ให้“สัมผัสวิโมกข์ ๘”เลย แล้วมันจะเกิด“วิโมกข์-วิมุติ”กันได้อย่างไรเล่า? เพราะ“ปัญญา”นั้นคือ“ธาตุรู้”ที่จะต้องมี“สัมผัสภาย นอกอยู่”เสมอทั้ง“กาย”ทั้ง“จิต” เป็น“ภาวะคู่”หรือเป็น“เทฺว” จึงจะมี“เวทนา”ให้ปฏิบัติเรียนรู้“กิเลส”ที่ทำให้“สุข-ทุกข์”ในเวทนา และมี“สัญญา”เป็นตัวทำหน้าที่“กำหนดรู้”ภาวะทั้งปวง ผู้ไม่สามารถแยก“กาย”แยก“จิต” หรือ“แยก“กาย”แยก “สัญญา”ยัง“มิจฉาทิฏฐิ” ก็หมดสิทธิบรรลุ“สัญญา เวทยิต นิโรธ” เพราะ“ไม่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย” จึงเป็น“อรหันต์”ไม่ได้ “ความรู้”ที่ไม่มี“ภายนอก”ทำงานร่วมกับ“ภายใน”นั้น เป็น“ความรู้”ที่ไม่มี“ความฉลาด”เป็น“ปัญญา”ครบ“อายตนะ ๖ ” “อายตนะ”ยังไม่ครบ“๖” ยังเป็นแค่“อายตนะภายใน ๑” ซึ่ง“สัญญา”นี้กำหนดรู้อยู่“ในภายในจิตภวังค์”เท่านั้น เพราะ“ไม่มีภายนอก”ไง! เช่น “พวกหลับตา”เป็นต้น ถ้าปฏิบัติศึกษากันแต่“ภายใน”ไม่มี“ภายนอก”อันมี “ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย”ร่วมการศึกษาแล้ว“ปัญญา”ไม่บริบูรณ์ “ฉลายตนะ”ไม่บริบูรณ์ครบ ๖”นั่นเอง มันมีแค่“๑” “ความรู้”ที่มีแต่“กำหนดรู้อยู่แต่ใน“ทวารจิต”ถ่ายเดียว ไม่มี“ทวาร ๕ ภายนอก”ร่วมด้วย “ความรู้”นัี้ก็“สัมบูรณ์”ไม่ได้ ดังที่ยืนยันมาตลอดว่า “หลับตา”ปฏิบัตินั้นเกิด“ปัญญา” ไม่ได้ แต่พากันหลงผิด มิจฉาทิฏฐิกันไปว่า ถ้า“หลับตา”ทำ สมาธิดีจนได้ที่แล้ว “ปัญญา”ก็จะ“ผุด”ขึ้นมาให้เรา“รู้เอง” ผู้จะ“หลับตา”ระลึกอะไรขึ้นมา“รู้เองได้”นั้น มันก็ต้องมีเองของตนในตนมาแล้ว เรียกว่า ผู้“สยัง อภิญญา”จึงจะระลึก“ข้ามชาติ”ติดตัวเองมาเองได้ ผู้ยังมีแค่“ปัจจัตตัง”แม้จะมีเป็น“ปัจเจกภูมิ”ในตนแล้วบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้น“ระลึกชาติของความรู้”เอา“ปัญญา”นั้นๆขึ้นมาเองได้ มันก็ยังไม่ได้ ทั้งๆที่อยากจะระลึกได้ ...ใช่มั้ย? “ความรู้”ที่ไม่มี“เหตุ”เป็นที่มา “ธาตุรู้”นี้ก็ไม่ใช่“ปัญญา” มันก็สามารถ“ฟุ้งซ่านคิดอุทธัจจะ”ไปไม่จริงได้สารพัด “ธาตุรู้”ที่เกิดได้โดยไม่มีที่มา ไม่มี“เหตุเกิด”กันเลยนั้น มันผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง “ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเกิดมาจากเหตุ-ดับเหตุเสียได้ทุกอย่างก็ดับ” นี่คือ พุทธพจน์ แต่“ความไม่จริง”ที่ฟุ้งซ่านนั้น ไม่ต้องดับมัน มันก็เลือนหายไปเอง มันไม่มี“สิทธิ”ที่จะยั่งยืน เพราะมันไม่ใช่“ความสำเร็จ” ความรู้ที่เป็นความจริง”นั้นคือ“ความสำเร็จ” คือ“สิทธิ” คือ สุดยอดก็“สิทธัตถะ”ทีเดียว เพราะฉะนั้น ความรู้-ความฉลาด”ที่เรียกว่า“ปัญญา”จึง ได้แก่ “ความรู้-ความฉลาด”ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ๘ ข้อนี้เท่านั้น “ความรู้-ความฉลาด”นอกจากนี้เรียกว่า“ปัญญา”ไม่ได้ เรียกได้ตามบาลีก็คือ “เฉโกหรือเฉกะ” (แต่คนไม่นิยมกันแล้ว) เพราะเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ยังเป็น“โลกียธรรม”กันอยู่ ยังไม่ใช่“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”กันเลย แต่คน“เฉโก”ฉกฉวยเอาคำว่า“ปัญญา”ไปใช้แทน คำว่า“ปัญญา” คำว่า“ปัญญา”จึงเสียหายเลอะเทอะเละเทะกันไปอย่างที่เห็นๆและเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไง! ทบทวน“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น“ปัญญา”ย้ำอีกทีดูซิ ตาม“ปัญญา ๘ ข้อ” ก็ยืนยันชัดเจนถึงที่มาของการได้ ปัญญา (ปัญญาณ,ปัญญายติ) ” ว่า “ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น “ปัญญา”นี้คือ“ความรู้-ความฉลาด”แบบพระพุทธเจ้า เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ของ“อาริยบุคคล”เป็น“โลกุตระ” ซึ่งต้องมีที่มา และ“อะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร- อะไรดับไปอย่างไร”ตามคำ ตรัสของพระพุทธเจ้า (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๙๒) “ปัญญา” จึงมิใช่“ความรู้สาธารณะ”ที่รู้อะไรทั่วไปของโลกียะเขาเชี่ยวชาญเก่งกาจ ตามที่โลกเขาสมมุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน