หนังสือ “ปฏิจจสมุปบาท”ที่ได้ชื่อว่า ”คน”.docx
เนื้อหาในไฟล์
“ ปฏิจจสมุปบาท”ที่ได้ชื่อว่า “ คน ” (๑) “ปฏิจจสมุปบาท”หัวข้อ“เหตุปัจจัย ๑๑-๑๒” “ภาวะพลังงาน(นามกับรูป)”ที่ปรุงแต่งกัน(สังขาร)เกิดเป็น“ธาตุรู้(วิญญาณ)”ในตนเองขึ้นถึงขั้น มีประสิทธิภาพ เรียกว่า“ธาตุรู้”ของสัตว์หรือสัตตที่เกินกว่า“ธาตุ ๒”ผนึกกันยิ่งๆขึ้นคือ จาก“ธาตุคู่ของอุตุ”ที่มีอยู่ ๔ เรียกว่า“มหาภูต ๔” ได้แก่“ดินน้ำลมไฟ” เมื่อมี“ธาตุรู้ของตนเอง”เริ่มขึ้นในตน และจับคู่กันเริ่มเป็น“ภูตคาม” แล้วจึงจะพัฒนาเข้าสู่“ชีวะ”ระดับเจริญเข้าหาความเป็น“พีช” ที่เรียกได้ว่า “พีชคาม” และถ้าสูงจากนั้นได้จึงจะพัฒนาเป็น“เจตภูต”เจริญขึ้นสู่พลังงาน“อิสระเสรีภาพ” หลุดลอยตััวจาก“ดินน้ำ” ออกมาเป็น“ลมไฟ” “มหาภูต ๔”นั้นก่อนจะมาเป็น“พลังงาน”ระดับ“พืช” ได้ มันมี“พลังงาน”ระดับที่เป็น“ตัวเชื่อม”ยังไม่เรียกว่า “พืช” นั่นคือ มันเป็น“พลังงาน”ที่ยังมี“ประสิทธิภาพ”เริ่มจาก“มหาภูต ๔”ซึ่งสูงขึ้นมาจากการปรุงแต่งของ“ภาวะ ๒”คือ “มหิฉัตตกะ(เห็ด)”เป็น“ภูต”กับ“คาม(การไป,การถึง,การต้องเป็น)” พลังงานนี้เรียกว่า “เห็ด(อหิฉัตตกะ)” นั่นคือ“ภูตของคาม” กับ“พีชของคาม”เป็น“ชีวะใหม่” อันเป็น“ภาวะ“จุดต่อเชื่อม”ของ“มหาภูต ๔ (อุตุ)“ กับ “พืช(พีช)”ขึ้นมาเป็น“ภาวะใหม่”ได้แล้ว กำหนดชื่อ“ธาตุ”นี้ ว่า “เห็ด”ที่เกิดขึ้นในมวลพลังงานสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่ง“ตัวมันเองเริ่มยึดในตัวเองขึ้นมา”มีลักษณะ“อุปาทาน” เข้าสู่”ตัวที่เรียกว่า “อัตตา” ซึ่งมันก็ยังเป็น“พลังงาน”ที่ยังไม่ยืนยงยึดความเป็น“ตนเอง”ได้จริงแท้เป็น“ภาวะของตัวตน” อย่างติดแน่นยืนนานมั่นคง ถึงขั้นเป็น“ชีวะของตัวเองในตน”ที่นับกาละผ่านวินาที ผ่านวันผ่านคืนไปได้นานมากเกินกว่าที่มันเป็นอยู่นั้นได้ คือ ไม่เกิน““เจ็ดวัน” ภาวะนี้่เรียกว่า “รา” ภาวะของมันมีอายุพอเห็นได้มีรูปปรากฏ
อ่านต่อ
สัมผัสได้ด้วย“ตา”ที่จะรับรองว่า เป็น“ตัวมันขึ้นมา”ได้สำเร็จ ซึี่งมันเริ่มเกิดภาวะของ“ความเป็น-ความมีตัวตนคือตัวเอง”ที่“ตัวเองยึดความเป็นตัวตน”ขึ้นมาได้สำเร็จให้สัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นลำดับๆ และตาม“นัยะ”นี้ก็คือ “ภาวะที่ชื่อว่า “การเกิดขึ้น”ที่เริ่มเรียกว่า“ชาติ(การมีขึ้น,อุบัติขึ้น)”ของ “ธรรม(ทรงอยู่,ทรงไว้)”ทั้งหลาย ตั้งแต่ของทุกสรรพสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นมาถึงขั้น“พลังงานที่จับตัวตนเองขึ้น” เป็น“สัตว์”หรือเป็น“จิตนิยาม”ได้แล้ว (๒) คนที่“ทำใจในใจ”ของตนสำเร็จภาวะ“บุญ” คนหรือมนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าชาติใดศาสนาใด ถ้า สามารถ“ทำใจในใจ(มนสิกโรติ)”ให้เกิดพลังงาน“บุญ”เป็น “ปุญญาภิสังขาร”คือ “ปรุงแต่งกันได้อย่างเก่งวิเศษ”ถึงขั้น‘ทำ ใจในใจ”กำจัดกิเลสตนลงได้ จนกิเลสตาย และหมดไปจาก จิตจริงนั่นเอง คนผู้“ทำใจในใจ”ได้ผลปานฉะนี้ เรียกว่า ผู้มี “ปุญญาภิสังขาร” ภาษาไทยก็คือปรุงแต่งจิตจนเป็น“บุญ” คนผู้ทำ“บุญ”เป็น หรือทำ“อภิสังขาร”มีธรรมฤทธิ์ขั้น“บุญ” คือ ทำใจในใจตนให้เกิดพลังงาน“ฌาน”สามารถกำจัด“กิเลส”ได้ ผู้่นั้นคือ ผู้จัดการกับ“ชาติ”หรือ“การเกิดทางจิตวิญญาณ”ของตนได้อย่งเก่งวิเศษ เป็นอุตตริมนุสสธรรม เพราะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปฏิจจสมุปบาท”จึงจะสามารถจัดการกับความเป็น“ชาติ”ของตนให้เป็นการเกิดแบบ“นิพพัตติ” จนกระทั่งที่สุดเป็น“อภินิพพัตติ”สำเร็จ การเกิดแบบ“นิพพัตติ”คือ “การเกิด”ที่เจริญขึ้น จากการเกิด“คือ“ชาติ”กับ“สัญชาต”สูงขึ้นเป็น“โลกุตรธรรม” การเกิดถึงขั้นเป็น“อภินิพพัตติ”สูงสุดก็เป็น“อรหันต์” และ“โพธิสัตว์”สูงขึ้นๆไปตามลำดับ ที่สุดเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ทำ“ปุญญาภิสังขาร”หรือ“ทำบุญ”ได้สำเร็จกิจ ก็คือ ผู้มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสามารถกำจัด“เหตุ”คือ ความเป็น “กิเลสาสวะ”ไปทั้ง“กามภพ-รูปภพ-อรูปภพ”ได้ ไปตามลำดับ ความเป็นลำดับไม่สับสน จึงสิ้น“ชาติ”ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ และเพราะสามารถทำ“กิจ”ด้วย“สัจจญาณ-กิจจ ญาณ-กตญาณ”ได้จริง จึงจัดการกับ“การเกิด ๕”คือ “ชาติ -สัญชาติ-โอกกันติ-นิพพัตติ-อภินิพพัตติ”ได้สัมบูรณ์สิ้นด้วย“นิพพาน ๓”ในตอน“ทำกาละ”ซึ่งเป็น“การตายครั้งสุดท้าย”อวสาน” อัตตาหรือจิตวิญญาณของตนจึงสลายแยกธาตุเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป เป็นการ“จบกิจ” จาก“กาล” ด้วย“กรรม”ที่ตนเองทำเอง ด้วยประการฉะนี้ (๒) “อภิสังขาร”คือ“การทำใจเจริญขึ้นสู่โลกุตระ” แต่ชาวพุทธในยุคช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ ทุกวันนี้ืได้เสื่อมกันไปจริงๆจาก“ความรู้”ขั้็น“วิชชา”หรือขั้น“ญาณ”หรือขั้น “ปัญญา”ของพุทธที่เป็น“โลกุตระ”กันสนิทจริงแท้ที่สุด “ปฏิจจสมุปบาท”และ“ปุญญาภิสังขาร”นี้เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะพระองค์เอง “ปุญญาภิสังขาร”นี้เป็น“อภิสังขาร”ที่เป็น“การทำธรรม”จาก“ธรรมแบบโลกียะ” ขึ้นสู่ขั้น“โลกุตระ”ซึ่งไม่ใช่“ธรรม”แค่ขั้น“โลกียะ”อย่างเก่าอญู่เท่านั้นเด็ดขาด มันแตกต่างจาก“โลกียะ”ไปคนละโลกกันทีเดียวเลย “อภิสังขาร”แบบ“โลกุตระ” มี“๓ ขั้น”ได้แก่ (๑)ปุญญาภิสังขาร” (๒)อปุญญาภิสังขาร (๓)อนญชาภิสังขาร (๑) “ปุญญาภิสังขาร”คือ “การปรับปรุงจัดการแต่งจิตตนให้“กิเลส”หมดสิ้นไปจากจิตได้สำเร็จจนกระทั่ง“จบกิจ” (๒) “อปุญญาภิสังขาร”คือ ผู้กิเลสหมดแล้ว เป็น อรหันต์แล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ “การปรุงแต่งจิตตนอยู่”ของอรหันต์ขึ้นไปแล้วจึงไม่มี“บุญ”อีก และมันไม่ใช่“บาป”แน่ เพราะ“ปุญญปา ปปริกฺขีโณ”คือ“สิ้นบุญสิ้นบาป”แล้วทั้ง ๒ ภาวะ ทั้งบุญญทั้งบาป••••••••••••• “กรรม”ของ“อรหันต์ผู้นี้ต่อไปจึงมีแต่“กุศล”ถ่ายเดียว สะสมลงในจิต ไม่มี“บาป”เลย เพราะ“จิตสะอาดจากกิเลสยั่งยืนตลอดไปแล้ว อรหันต์ผู้นี้ได้สร้างพลังงานบุญกำจัด บาปนั้นๆหมดไปแล้ว “กรรม”ที่ต่อจาก“สิ้นบุญสิ้นบาป”ขึ้นไปอีกจึงมีแต่สะสม“อเนญชาภิสังขาร”ยิ่งๆขึ้น (๓) “อเนญชาภิสังขาร”คือ “กรรม”มีแต่“กุศล”ที่ตกผลึกผนึกกันเป็น“ความควบแน่น”ยิ่งๆขึ้น ไม่หวั่นไหวต่อบาปแน่แท้ ซึ่งบาลีว่า “อเนญชา”ไทยก็คือ “ไม่หวั่นไหว” ตามคำตรัสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ชี้บ่งกำกับลักษณะภาวะของ“จิต” ซึ่งอยู่ในสภาพของ (๑.)สัพพปา ปัสสะ อกรณัง [การกระทำทั้งหลายนั้นไมใช่บาป] (๒)กุสลัสสูปสัมปทา[การกระทำนั้นมีแต่กุศล] (๓)สจิตตปริโยทปนัง[จิตนี้จึงเป็นจิตที่ได้ชำระกิเลสออกไปสะอาดหมดจดจากจิตนี้แล้วบริบูรณ์] ซึ่งเป็น“ความรู้”ที่ผู้ทรงค้นพบ เป็นเจ้าของการค้นพบ ที่ต้องนับว่า เป็น“นักวิทยาศาสาตร์”ผู้ใหญ่ยิ่งยอดเยี่ยมสุดจะหาใครเท่าเทียมได้ยากเกินกว่ายาก โดยแท้ สิงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบนี้ ไม่ใช่“วิทยา ศาสตร์”ทางวัตถุเท่านั้น แต่เป็น“วิทยาศาสตร์อันครบพร้อมทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ”หรือทั้ง“รูปและนาม”กันทีเดียว นั่นคือ หลักธรรม“ปฏิจจสมุปบาท” “ปฏิจจสมุปบาท”นั้นคือ “ภาวะ ๑๑ เหตุที่เป็นปัจจัยกันและกัน” ซึ่งทำใหัเกิด“โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส” หรือคือ เกิด“ทุกข์”นั่นเอง ให้แก่ผู้“อวิชชา”อยู่ ภาวะ ๑๑ เหตุที่เป็นปัจจัยกันและกันนั้น ได้แก่ ๑. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร อวิชชา คือ ความยังไม่รู้ตามแบบพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งมีลักษณะ“โลกุตระ”โดยเฉพาะ จึงแตกต่าง“โลกียะ”แน่ เพราะคน“โลกียะ”นั้นยังมีแต่“ความรู้”ที่ชื่อว่า“เฉโก” หมายความว่า “ความรู้”ท่ี่ชื่อว่า “ปัญญา”คน“โลกียะ”เขายังไม่มีเลย คน“โลกียะ”เขาก็มีกันแต่ความรู้ที่อยู่ในกรอบ “โลกียะ”เท่านั้น ยังไม่มี“อื่น”ที่แปลกแยกใหม่ออกไปจาก “ความรู้แบบโลกียะ”เดิมของปุถุชน คนโลกียะทั้งหลายนั้น คือ คนที่มีแค่“ความรู้”ที่ชื่อว่า “เฉโก”อยู่ “ความรู้“แบบ“อื่น”ที่แตกต่างไปแท้ ยังไม่มี เฉโก คือ ความรู้ที่อยู่ในฐานะของคนผู้ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กิเลส”อย่างแยบคายถ่องแท้ และไม่มีวิธีกำจัดกิเลสหมดสิ้น“อาสวะ”ไปจากจิตได้จนกระทั่ง“จบกิจ”เด็ดขาด เพราะความรู้ที่ชื่อ“เฉโก”ยังอยู่ในกรอบจำกัดของความเป็นโลกียะเท่านั้น ยังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กิเลส” ก็เนื่องจากยังยึดเสพหลงติด“สุข”อยู่สนิทใจ ยังไม่ฉุกคิดเลยว่า “สุข”มันจะเป็น“มายา”ตัวร้ายที่ตนหลงเป็น“ทาส”มัน คนปุถุชนทั้งหลายยังเป็นชาวโลกียะอยู่เต็มที่ ยังไม่มี“ความรู้”ใหม่่ก้าวหน้าขึ้นสู่“อาริยภูมิ”ที่เป็น“โลกุตระ” คนปุถุชนทั้งหลายที่ยังเป็นชาวโลกียะเทฺวนิยม ก็จะยังมี“ชีวะ”อันเป็น“จิตนิยาม”ขั้น“สัตว์”ขั้น“คน”นี้แหละ ซึ่งมี“พลังงานชีวะ”สูงถึงขีดเลย “ปาณะ”ขึ้นไปแล้ว นับเป็น“ชีวะ”ที่“ตาย-เกิด ; เกิด-ตาย”ยังมี“อัตตา”ยึดถือ“ตัวตน”มี“กรรมวิบาก”แก่กันและกัน “จองเวรจองกรรม”ทับถมยิ่งขึ้น หมุนเวียนอยู่ใน“วัฏฏสงสาร”หรือหมุนวนอยู่ใน“กาล” ยังไม่สูญสิ้นสลาย“อัตตา”หรือ“จิตวิญญาณ”ของตนไปได้ “อาริยะ”คือ ความเจริญ คนมี“ความรู้”พ้นจากคนเถื่อนผู้ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกิเลส และมีวิธีกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปเด็ดขาดจากจิตได้สำเร็จแท้ โดยเฉพาะเรื่อง“สุข”จึงยังเป็น“คนไม่เจริญ”ใน“ความจริง”ของ“สุข-ทุกข์”นี้จริงๆ คนผู้สามารถมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความสุข-ทุกข์”และสามารถจัดการกับ“เหตุแห่งทุกข์”ให้หมดสิ้นไปได้อย่าง“เที่ยงแท้”เป็น“นิยตะ”ยั่งยืนตลอดไปจึงคือ “คนเจริญ” คนชาวโลกียะ คือ คนที่ยังไม่มีความรู้ที่เป็น“อัญญ ธาตุ”เกิดขึ้นในจิตแม้แต่ ๑ หน่วย ก็คือ ผู้ยังเป็น“โลกียชน” หรือปุถุชนเต็มตัว ยังไม่มีเครื่องชี้บ่งความเป็น“อาริยชน” ถ้ามีบ้างแล้วก็มากขึ้นจนเพียงพอถึงขั้นที่จะ“เข้าใจ” ธรรมที่เป็น“โลกุตรธรรม”ได้ ขั้น“เข้ากระแส”ก็เริ่มเป็น“อาริยบุคคล”ขั้น“โสดาบันบุคคล” เพราะมีความรู้“อื่น”ขึ้นในจิต “อื่น”คำนี้ ศัพท์บาลีว่า อัญญ ดังนั้น คนผู้ใดในจิตยังไม่มี“ธาตุ”ที่เป็น“อื่น”นอกไปจาก“โลกียธาตุ”ที่ตนมีอยู่เดิมแต่ไหนแต่ไรตามประสาของคนปุถุชน คนผู้นี้ก็มีแต่“เฉโก” คนผู้นี้่ยังมี“ความรู้”วนอยู่ในกรอบของ“โลกียะ”ไม่เจริญออกไปจากกรอบเดิมมาเป็นคน“โลกุตระ”ได้เลย หรือไม่เจริญเป็น“อาริยบุคคล”ขึ้นมาเป็น“อื่น”ออกจากความเป็นชาว“โลกียะ”ได้ มีแต่ความรู้“เฉโก”เดิมๆอยู่ คนแบบ“โลกุตระ” คือ คนอย่างไร? มีอะไร“อื่น”ขึ้นมาเป็นเครื่องชี้บ่งสำคัญยิ่งไฉน? แบบไหนกันหรือ? คนแบบ“โลกียะ” คือ คนที่ยัง“ไม่พ้นสุข-ไม่พ้นทุกข์” เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” โดยเฉพาะ“นิพพาน”ที่เป็น“ความไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์”ใน“เวทนา” คนผู้จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“นิพพาน” ก็คือ ผู้มี“ความรู้”แบบ“โลกุตระ”ที่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ถูกต้อง “ความรู้”แบบ“โลกุตระ”คือ คนผู้หลุดพ้นจาก“อวิชชา” คนผู้ยังมี“อวิชชา”อยู่ คือ คนยังไม่มี“ความรู้”ที่แปลกใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นความแตกต่างจากความรู้แบบ“เฉโก” นั่นคือ มันเป็นความรู้แบบ“ปัญญา”หรือ“ญาณ”หรือ“วิชชา” อันเป็น“ความรู้”ที่เป็น“อื่น”จาก“เฉโก” ที่สามารถ“หลุดพ้น” “เฉโก”คือ “ความรู้”ที่ยัง“อวิชชา” จึงยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปฏิจจสมุปบาท”ได้เลย ก็ไม่สามารถ“ดับเหตุ”ที่มันเป็น“ปัจจัย”ทำให้“เกิดภพ-เกิดชาติ”สำเร็จ จึงไม่สามารถ“ดับภพ-ดับชาติ”ให้ตนจนกระทั่ง“ไม่มีภพ-จบชาติ”เด็ดขาดได้ ไม่ว่า“ความเกิด”ของ“ความโง่”หรือ“ความไม่รู้” ไม่ว่า“ความเกิด”ของ“วิญญาณ”ที่เป็น“อัตตา”ของตน ทุกๆคนที่มีความเป็นคนนั้น มีสิทธิ์ทำได้ ไม่ว่า“คน”ในศาสนาใด ลัทธิไหน ก็มีสิทธิ์เช่นกันทั้งนั้น ไม่มีละเว้นเลยสักคน ถ้าคนผู้นั้นไม่สามารถเรียนรู้“ความเจริญ”เป็น“อาริยบุคคล”ให้“สัมมาทิฏฐิ”แบบ“โลกุตระ”ได้กันอย่างแท้จริง ก็จะทำ“ความเกิด”ที่“เกิด“อยู่ คือ ผู้ยังมี“ชีวะ’ของตนอยู่ ซึ่งคนขาว“เทฺวนิยม”ที่ยังมีภูมิแค่“โลกียะ”หรือ “เฉโก”อยู่จะ“ตาย”ลง คือ ตายสิ้นลมหายใจไปแต่ละชาติ ร่างของคนผู้นี้ที่เป็นซากศพถูกเผา หรือถูกฝังทิ้งไว้ในโลกแล้ว คนผู้นี้ก็จะยัง“ตาย-เกิด ; เกิด-ตาย”วันเวียนอยู่ในกาล คนผู้นี้ยังไม่มี“ปัญญา”เป็น“โลกุตระ”บรรลุ“อรหันต์” จึงยังไม่สามารถ“ตาย”ด้วย“นิพพาน ๓”อันได้แก่ “สุญญต นิพพาน-อนิมิตตนิพพาน-อัปปณิหิตตนิพาน”ไปจาก“กาล”ได้ คนผู้นี้็ก็ยังไม่สามารถทำที่สุด“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” สลาย“จิตวิญญาณ”หรือ“อััตตา”ของตนไปได้ ก็ยังมี“เชื้อ(อุปาทิ)ชีวะ”อันเป็น“จิตวิญญาณ”หรือ“อัตตา” ที่สลาย “จิตนิยาม”ของตนไปสู่ความเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไม่สำเร็จแน่ ไม่ว่า จะเป็นการตายของ“พระเจ้า” หรือการตายของ“อัตตา” หรือการตายของ“ความโง่(อวิชชา)” หรือการตายของ“กาย” หรือการตายของ“จิต” หรือการตายของ“ความรู้สึก(เวทนา)” หรือการตายใดๆก็ตาม ไปจาก“กาล” คนผู้นี้ก็ตายอย่าง“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ด้วย “การตาย”แบบ“นิพพาน ๓”ไม่ได้ ถ้าไม่สามารถเรียนรู้“ความเจริญ”เป็น“อาริยบุคคล”ที่ “สัมมาทิฏฐิ”แบบ“โลกุตระ”ได้กันอย่างแท้จริง “ความเกิด-ความตาย” หรือ“ความเกิด-ความไม่เกิด อีก”นั้นต้องมี“ปัญญา-ญาณ-วิชชา” จึงจะสามารถ“ตาย” ด้วย“นิพพาน ๓”ทำ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”สูงสุด หากผู้ใดยังมี“อวิชชา”หรือมีแต่“เฉโก”ก็ยัง“ไม่พ้นความเกิดแล้วเกิดอีก-ตายแล้วตายอีก” วนเวียนไม่มีที่จบ ผู้นั้นยังมี“อัตตา”หรือมี“สังขารหรือวิญญาณ”ของตน“เกิด-ตาย ; ตาย-เกิด”วนแล้วเวียนเล่า ลงนรก-ขึ้นสวรรค์ตามที่ตน“หลง”ใน“สมมุติธรรม”อันเป็น“อัตตา”อยู่ตลอดไป “ชีวิต”ของคนผู้นี้ก็จะวนเวียน“ตกนรก-ขึ้นสวรรค์”ไปในวัฏฏสงสารอยู่ในกาล ไปกับ“อวิชชา”ของตน “หลุดพ้นจากความมวนเวียนอยู่ในกาลหรือวัฏฏสงสาร”ไม่ได้เลย เพราะอะไร? เพราะ“อวิชชา” เป็นปัจจัย จึงมี สังขาร แต่คนผู้“อวิชชา” ไม่มี“ความรู้” ว่า ๑. เพราะ “อวิชชา” เป็นปัจจัย จึงมี สังขาร ๒. สังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ๓. วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ๔. นามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ๕. สฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ๖. ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ๗. เวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ๘. ตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ๙. อุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ๑๐. ภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ๑๑. ชาติ เป็นปัจจัย จึงมี โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส จึงต้องเป็นคนผู้มี“วิชชา”หรือมี“ญาณ-ปัญญา”ให้ได้ ผู้มี“วิชชา-ญาณ-ปัญญา”จึงจะมี“ความรู้” เป็นผู้“พ้นอวิชชาสวะ ๘”ได้ ก็จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“การเกิด-การดับ” จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“การดับชาติ”ได้สำเร็จแท้ เพราะมี“ปัญญา ๘” ก็“รู้จบ”ความเป็น“ชาติ ๕” อันได้แก่ (๑) ชาติ (๒) สัญชาติ (๓) โอกกันติ (๔) นิพพัตติ (๕) อภินิพพัตติ (๑) ขาติ คือ การเกิด ทุกอย่าง ทุกชนิด มีความหมายกลางๆทั่วไป ไม่ว่า การเกิดของพลังงานที่เป็นไปของ“มหาภูต ๔”วัตถุดินนำ้ไฟลม สสาร อวกาศ มหาจักรวาล ที่ยังไม่นับเป็น“ชีวะ” ซึ่งแตกต่างจาก“การเกิด”ของ“ชีวะ” ที่เริ่มตั้งแต่ “เห็ด(อหิฉัตตกะ)”แล้วก็“ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต-ปาณะ-เจตสิก-สัตตะ-จิตวิญญาณ-มนุษย์“มิลักขะ” จนถึงมนุษย์อารยะหรืออริยะแบบโลกียะ” อันยังไม่ใช่“อาริยะ”อยู่ จนกว่าจะมี“ความรู้”ขั้น“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“การเกิด”ของ“ชีวะ”ที่เป็นมนุษย์“อาริยะแบบโลกุตระ” มนุษย์อาริยะแบบโลกุตระ จึงจะ“พ้นอวิชชาสวะ ๘” “อวิชชาสวะ ๘” ได้แก่ (๑) ไม่รู้ทุกข์ (ทุกเข อัญญาณัง) (๒) ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทเย อัญญาณัง) (๓) ไม่รู้ ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธ อัญญาณัง)(๔) ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ ถึงความดับทุกข์(ทุกขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อัญญาณัง) (๕) ไม่รู้ ในส่วนอดีต(ปุพพันเค อัญญาณัง) (๖) ไม่รู้ส่วนอนาคต(อปรันเต อัญญาณัง) (๗) ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคต (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง (๘) ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น(อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปันเนสุ ธัมเมสุ อัญญาณัง) ; [พระไตรปิฎก เล่ม๓๔ ข้อ ๗๑๒] (๒) สัญชาติ คือ การเกิดของสัญญาที่มีมาติดในภาวะชีวะนั้นๆ ตั้งแต่ ชีวะขั้น“เห็ด(อหิฉัตตกะ)” เป็นต้นไป-ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต-ปาณะ-เจตสิก-สัตตะ-จิตวิญญาณ-มนุษย์อารยะหรืออริยะแบบโลกียะ และมนุษย์อาริยะแบบโลกุตระ เรียกกันว่า “สัญชาตญาณ” ซึ่งชีวะที่เริ่มมี“การกำหนดรู้”และเป็น“ความจำ”ใน“ชีวะ”ของตน คือ หน้าที่ของ“สัญญา” เพียงแตว่า ่“ชีวะ”ระดับ“เห็ด(อหิฉัตตกะ)”เป็นต้นไป-ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต จะยังไม่มี“การผูกเวร” ไม่มี“กรรมวิบาก”ที่เกิดจาก“ความรัก-ความชัง” ยังไม่ยึดความเป็น“ตัวตน” อัน่มีการผูกมัดรัดรึง และมีการแก้แค้นโกรธเคือง ต่อเนื่องการข้ามชาติไม่รู้จักจบ เพราะไม่มี“ความรู้”ที่เจริญถึงขั้น“จิตนิยาม” จะยัง“ปัญญา-ญาณ-วิชชา”ที่เป็น“โลกุตระ” นี้คือ “ชาติ”ของ“ชีวะ”ทีระดับ (๒) ที่ชื่อว่า “สัญชาติ” และ“สัญชาติ”นี้ ยังมีได้“๒ แบบ” คือ (๑)แบบ “สัญชาติ”ของ“ชีวะ”ระดับ“พีชนิยาม”กับ (๒)แบบ“สัญชาติ” ของ“ชีวะ”ระดับ“จิตนิยาม” ก็จะมี“สัญชาติ”ที่แตกต่างกัน เช่น “พีชนิยาม”ก็จะมี“สัญชาตญาณ”ในความเจริญในกรอบของ“พืช” ที่ยังไม่มี“กรรมวิบาก” ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ส่วน“จิตนิยาม”ก็จะมี“สัญชาตญาณ”ในความเจริญที่ยิ่งขึ้นถึงขั้น“สัตว์”มีการสะสม“กรรมวิบาก”และมีสุข-มีทุกข์ “พีชนิยาม”หรือ“พืช”ยังไม่มี“บาป”ไม่มี“บุญ” “พืช” มันมีแค่หน่วยกิจของ“กุศล(ดี)”ของ“อกุศล(ไม่ดีหรือชั่ว)”ขึ้นไปตามประสาของ“พืช” ที่มันยังมี“หน่วยกิจ”ของพลังงานที่เป็น“ชีวะ”สะสมใส่“วิบาก”ของ“พืช”เอง เป็นธรรมชาติสามัญ พลังงานปรุงแต่งกันหรือ“สังขาร”ที่เรียกว่า“ชั่ว(อกุศล)ว่า“ดี(กุศล)”สะสมลงเป็น“ชีวะ”ขั้น“กรรมวิบาก”ก็ต้องเริ่มต้นจาก“ชีวะ”ระดับ“ปาณะ”ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ“ศีล”ไว้เป็น ข้อ ๑ “อย่าไปทำให้พลังงานที่สังขารถึงขั้นปาณะตกล่วงหรือต่ำลง” เพราะ“สังขาร”ขั้นนี้มันเริ่มเป็น“ชีวะ”ที่มี“กรรมวิบาก” ทั้งรักผูกพันกัน ทั้งชังแก้แค้น เข่นฆ่ากันข้ามชาติแล้ว ไม่เหมือน“พลังงานชีวะ”ระดับ“มหาภูต ๔”หรือ แม้ที่เริ่มเป็นชีวะขั้น“เห็ด(อหิฉัตตกะ)”-ขั้น“ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต”ซึ่งมันยังไม่มี“ตัวตน”ที่ยึดติดเป็นกิเลสขั้น“อุปาทาน” แม้เป็น“ชีวะ”แต่มันยังยึดมั่นผูกพัน มีรักมีชัง จึงยังไม่มี“กรรมวิบาก”ผูกพันแก้แค้นเป็น“นิยายปุพเพสันนิวาส” “พลังงานสังขาร”ที่เป็น“ชีวะ”ก็ต้องถึงขั้น“ปาณะ” ขึ้นไป จึงจะสะสม“กรรมวิบาก”ที่เป็นกิเลส“ผูกพัน”ยึดความเป็น“อัตตา” เริ่ม“ดูด-ผลัก”กันเป็น“รัก-ชัง”ขึ้นมามี“ตัวตน” มี“ของตน” จึงต้องระวัง“พลังงาน”เริ่มจากขั้น“ปาณะ”เป็นต้นไป ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็น“ศีล”ข้อ ๑ ว่า “ปาณา ติ ปาตา เวรมณี” แล้วให้ปฏิบัติกันตั้งแต่“อย่าฆ่าสัตว์”ที่เป็น “สัตว์”ที่เริ่มมี“ร่างอันถึงขั้นเป็นกาย”กันไปทีเดียว ขอยืนยันว่า “ร่างที่มีกาย”ทีเดียวนะ! “ร่าง”ที่ยังไม่เป็น“กาย”คือ “ร่าง(สรีระ)”ที่เป็น“ซากศพ” หรือ“ร่าง”ที่ไม่มี“กายภายใน”ร่วมรับรู้กันเป็น“อายตนะ” “อายตนะ”คือ “ภาวะที่ทั้งรวมกันของภาวะ ๒ คือ “อายกับตน”ที่ผู้“อวิชชา”แยกไม่ออก ต้องเป็นผู้มี“วิชชา”จึง จะแยกออกได้ว่า เป็นภาวะของ“นาม-รูป”เป็นต้น หรือเป็น “ภาวะ ๒”ของ“กาย-จิต” และ“ภาวะ ๒”อื่นๆอีกมีมากมาย ที่สำคัญคือ แยก“เหตุ”กับ“ปัจจัย”ที่มันร่วมปรุงแต่ง กันอยู่เป็น“สังขาร”ทั้งหลาย เช่น ใน“ปฏิจจสมุปบาท”เป็นต้น ผู้มี“วิชชา”หรือ“ปัญญา-ญาณ”ก็สามารถแยกออกได้ตั้งแต่ภาวะหยาบไปถึงภาวะละเอียด หยาบคือ ตั้งแต่เป็น“ดินนำไฟลม”อันเป็น“มหาภูต ๔”ที่ยังไม่เป็น“ชีวะ” จาก“พลังงานมหาภูต ๔”จึงจะเจริญเป็น “พลังงานชีวะ”เริ่มตั้งแต่“เห็ด(อหิฉัตตกะ)”แล้วจึงค่อยเจริญขึ้นๆเป็น“ภูตคาม”ชีวะที่เกิดแต่“หัว” แล้วก็เป็น“พีชคาม”ชีวะที่เกิดแต่ราก จากนั้นก็จะหลุดลอยตัวออกเป็นตนเอง”ชื่อ ว่า พลังงาน“เจตภูต” ซึ่งยังไม่มีที่เกาะที่ยึดใด “เจตภูต”เมื่อมี“แห่งที่อาศัย”หรือมี“แหล่งที่เกาะที่ยึดได้”ก็เป็น“ปาณะ” “ปาณะ”สูงขึ้นก็ไปสู่“เจตสิก”สู่“สัตตะ”สู่“จิตวิญญาณ” “พลังงานชีวะขั้นจิตวิญญาณ”จึงเป็น“วิทยาศาสตร์” ชั้นสูงละเอียดยากกว่าจะรู้ได้ยิ่งกว่า“พลังงานชีวะขั้นพืช” ซึ่ง“พลังงานชีวะขั้นจิตวิญญาณ”นั้นที่สูงถึงขั้น“จิตนิยาม”แล้ว ก็ยังมีแบ่งเป็น“สัตว์”แบ่งเป็น“คน” และแน่น่อน “สัตว์”ก็ยังมีความเป็น“สัญชาตญาณ”แตกต่างจาก“คน”แน่ๆ ซึ่งก็ต้องศึกษาจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ละเอียดลออ (๓) โอกกันติ คือ “การเกิด”ระดับกลาง ที่จะเรียนรู้“ภาวะ ๒”ได้อย่างสำคัญ ถ้าแค่ขั้น“โลกียะ”ก็รู้แค่“ชั่ว-ดี” เป็น“อกุศลวิบาก-กุศลวิบาก” ซึ่งสำหรับ“สัตว์”เดรัจฉานก็มีการสะสมใส่“วิบาก”เป็น“ผลกรรมของตน”ไปตามยถากรรม ส่วน“เทฺวนิยม”ก็ยังเป็น“ความรู้”ตามแบบ“โลกียะ” แค่ความรู้ที่เป็น“เฉโก”อยู่ ยังไม่มีพัฒนาการเป็น“โลกุตระ” ถ้าสัตว์ชั้นต่ำมันก็แยกออกยาก แต่มันก็จะวิวัฒนา ขึ้นเป็น“สัตว์เจริญ”ขึ้นตามยถากรรม ตามพัฒนาการของไหว พริบที่สัตว์แต่ละตัวจะพึงมี กว่าจะ“รู้ดีทำดี-รู้ชั่วละชั่ว”นั้น ก็ต้องสะสม“ไหวพริบ”ใส่ตัวตนกันไป เจริญขึ้นไปตามลำดับๆ ซึ่ง“สัตว์เดรัจฉาน”หรือ“ปุถุชน”คนผู้ยัง“อวิชชา”นั้น จะเริ่มเรียนรู้“ดี-ชั่ว”ไปตามไหวพริบของภูมิธรรมแห่งคนแต่ละคนหรือสัตว์แต่ละตัว ตาม“ธรรม”ที่มีทั้ง“สมมุติธรรม” ทั้ง“ปรมัตถธรรม” “พืช”ยังแยก“ดี”แยก“ชั่ว”ใน“กรรมกิริยา”ไม่ได้เลย “พืช”มันก็แค่พัฒนาเนื้อหาสาระของตัวมันเองเท่านั้น “พืช”ก็พัฒนาหรือเสื่อมไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อม มากกว่า เพาะพืชมันยังไม่มีความเป็น“ตัวตน”แข็งแรงพอ “สัตว์”ก็จะมี“พลังความเป็นตัวตน”แข็งแรงกว่า“พืช” “สัตว์”เริ่มพอรู้ว่า อะไรควร-อะไรไม่ควร จึงมีพัฒนา การ คือ“สัตว์”่เริ่มจะสามารถแยก“กุศล”แยก“อกุศล”ได้ไปตามลำดับของ“สัตว์”ที่เจริญสูงขึ้นตาม“ขั้นชั้น”แต่ละขั้นๆ แต่“สัตว์”ก็ยังไม่ยึดถือจริงจัง“ดี-ชั่วเป็นเรื่องสำคัญ “คน”จึงจะนับเอา“ดี-ชั่ว”เป็นการวัดระดับการเจริญของคน ของสังคมตาม“สมมุติธรรม”ของแต่ละหมู่เหล่า ทั้ง“สัตว์เดรัจฉาน”ทั้ง“ปุถุชน”คนผู้ยัง“อวิชชา”ต่างก็“มีสุข-มีทุกข์” แต่ยังไม่มี“วิชชา”เรื่อง“สุข-ทุกข์”แน่นอน จะมีก็แต่“ไหวพริบ”ที่เป็น“สัญชาตญาณ”ของแต่ละตนของตนที่จะพึงสะสมอัตราการก้าวหน้าให้แก่ตนตามชอบ สะสมมาเป็น“อุปาทาน”ใส่“สัญญา”เป็น“สัญชาตญาณ”ที่เจริญตามที่ตนเองชอบ สูงขึ้นหรือต่ำลงไปตามลำดับแห่ง“ไหวพริบ” หรือ“ปฏิภาณ”ของสัตว์หรือปุถุชนนั้นๆ ที่ยึดไปตามประสา ซึ่งเป็น“ดี”เป็น“ชั่ว”ก็ตาม“โลกียธรรม”สามัญทั่วไป สัตว์มันก็จะเจริญไปตามประสาของมันแต่ละระดับ คนที่ยังเป็น“ปุถุชน”ก็จะเจริญกันไปแต่“ธรรม”ที่เป็น “โลกียธรรม”ซึ่งจะไม่มี“ความเที่ยงแท้” เป็นแต่“สมบัติผลัดกันชม” แย่งชิงกัน ถึงขั้นแย่งฆ่ากัน ยังไม่รู้“กรรมวิบาก”ดี หรือยังไม่เชื่อ“กรรมวิบาก”จริงจัง ก็“เกิด-ตาย ; ตาย-เกิด”กันหมุนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร ชาติแล้วชาติเล่านับชาติไม่ถ้วน เพราะยังเป็นแค่ความรู้“เฉโก”ที่วนอยู่ในกรอบของ “โลกียะ” ยังไม่มี“ความรู้ใหม่”ขึ้นมาเป็น“โลกุุตระ” “สัตว์”หรือ“ปุถุชน”ระดับ“โลกียะ”เทฺวนิยม”จึงยังไม่เริ่มสะสมหน่วยกิจของ“โลกุตรธรรม”ใส่จิตตนเป็น“อาริยะ” จนกว่าจะได้พบ“พระพุทธเจ้า”หรือ“สัตตบุรุษ” ได้ฟังธรรมที่เป็น“โลกุตระ”จากท่าน แล้ว“ศรัทธา” และ“ศรัทธา” นั้น“แรงกล้า(ติพพัง)”เพียงพอ จึงจะตั้งใจสะสมหน่วยกิจของ “อาริยะโลกุตรธรรม”ใส่จิตตน ซึ่งมันก็ยังไม่มี“ความรู้ขั้นปัญญา”ที่เป็น“โลกุตระ” จึงแยก“บุญ”แยก“ทาน” หรือแยก“บุญ”แยก“กุศล” เป็น“โลกียะ”และ“โลกุตระ”ยังไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ถูกต้องแท้ จะพอแยกได้ ก็แค่“กุศล”กับ“อกุศล”เท่านั้น จนกว่าจะมี“ความรู้เเข้ากระแส“โลกุตระ”จึงจะมี ความรู้ขั้น“ปัญญา”สามารถทำจิตของตนให้เป็น“ชาติ”ที่เข้าสู่“นิพพัตติ”ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีแค่การเกิดที่วนอยู่แต่ในกรอบ“โอกกันติ”ที่ยังเป็น“ชาติ”ของ“โลกียธรรม”ดังเดิม (๔) นิพพัตติ คือ การเกิดที่เป็น“โลกุตระ”ไปตามลำดับ เพิ่ม“หน่วยกิจ”ที่เป็น“อาริยธรรมของโลกุตระ”ขึ้นไปตามลำดับ ก็เจริญเป็น“โสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันต์”กันได้ ผู้บรรลุ“อรหันต์“สามารถจัดการกับ“ชาติ”ของตนได้ถึงขั้นจะ“เกิด”ใน“ชาติ”ต่อไปอยู่ในกาล หรือจะไม่เกิดอีกทำ“การตาย(ทำกาละ)” ที่ตายทำลาย“เชื้อจิตวิญญาณ”ของตนเองให้แยกสลายกลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยสำเร็จได้ (๕) อภินิพพัตติ คือ การเกิดของโพธิสัตว์หรืออรหันต์ ที่สามารบรรลุอรหันต์ระดับที่ ๑ ได้ เป็นต้นไป ถึงขั้นโพธิสัตว์หรืออรหันต์ระดับสูงสุด ได้แก่ โพธิสัตว์ระดับ ๙ หรืออรหันต์ระดับ ๖ คือ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คนผู้ที่มี“ความรู้”เป็น“ปัญญา”ที่เป็น“ความรู้”ของศาสนาพุทธ สูงถึงขั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“อวิชชาสวะ ๘”อันได้แก่ (๑) ไม่รู้ทุกข์ (ทุกเข อัญญาณัง) (๒) ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทเย อัญญาณัง) (๓) ไม่รู้ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรเธ อัญญาณัง) (๔) ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายะ อัญญาณัง) (๕) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ปุพพันเต อัญญาณัง) (๖)
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive