หนังสือ คน.docx

โฟลเดอร์หนังสือพ่อครู ไฟล์ word ที่รอเขียนต่อ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์453 KB
วันที่แก้ไข9 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

คนรวย-คนหลอกโลก คนเอาเปรียบ-คนได้เปรียบ และคนจน-คนจริง-คนเสียสละ กับ คนชั้นหนึ่ง-คนชั้นเอก(คลาสสิค)

๑. “ความจริง”นั้น ไม่ใช่แค่“ความรู้”เท่านั้น ถ้าพูดคำว่า “เสียสละ” คนทั้งหลายต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่า เป็นพฤติกรรมที่ดีของคน คนควรประพฤติกันทีเดียว เพราะมันเป็น“ความรู้”ที่ใครๆก็รู้ ก็เข้าใจกันได้ดี ทั้งนั้น ว่า “ความเสียสละ”นี้ เป็น“คุณงามความดี”แท้ๆ แต่คนทั้งหลายที่ประพฤติกันเป็นปกติธรรมดา ในโลกนั้น แทบทุกขณะจิตต่างก็ล้วนพยายาม“เอาเปรียบ” ่ นี้คือ “ความจริง” ไม่ใช่แค่“ความรู้”เท่านั้น คนทั้งหลายทั่วไปในโลก ต่างก็พยายาม“เอาเปรียบ” มาให้ตน หรือพยายามให้ชีวิตตน“ได้กำไร”มากๆต่างหาก พยายามให้ตน“ได้เปรียบ” แถมนำเอาผลของ “ความได้เปรียบ” นั้นมาเป็นเครื่องชี้บ่งยกย่องยืนยันกันว่า นี่คือ“ความเจริญ-ความสำเร็จ”ของคน ที่ทำกันได้- ทำกันอยู่ในสังคม-ในประเทศ-ในโลกทั่วโลก อีกด้วย มันขัดแย้งกันกับ“คุณงามความดี”แท้ๆกันมั้ยล่ะ? เมื่อ“ยกย่องคนได้เปรียบ” แต่กลับ“กดข่มคนเสียสละ” แล้ว“ความจริง”มันจะเกิดจริงเป็นจริงกันขึ้นในโลก ในสังคมกันได้มั้ยเล่า? คนจริง-คนทำความจริง ที่ทำตนเป็นคนเสียสละจริง จึงกลายเป็น“ความขัดแย้ง”ขัดคอ-ขัดหู-ขัดตา-ขัด ความรู้สึก ของคนผู้เอาเปรียบ คนผู้เห็นแก่ตัว คนผู้พยายามให้ตนได้เปรียบกันทั้งหลาย คนที่เป็น“ทาสกิเลส”อยู่ ซึ่งมีจำนวนมากในคนในสังคมในโลก คนจริง-คนทำความจริง เลยกลายเป็นคนผิด คนไม่ดี คนไม่น่ายกย่อง คนไม่น่านับถือ คนไม่น่าส่งเสริม โลกหรือสังคมมนุษย์จึงอยู่กันอย่าง“ขัดแย้ง”โง่ๆ!!! ๒. “คนจริง”จึงทำ“ความจริง”ที่เป็น“คนจน”จริง เห็นกันจริงกันแท้มั้ยล่ะว่า พฤติกรรมจริงของคน ในสังคมในโลก ต่างก็เป็น“จริง”กันตามที่ว่านี้จริงหรือเปล่า? คำตอ

อ่านต่อ

บคือ“จริงที่สุด” คนจนที่เป็น“คนเสียเปรียบ” นี้เป็นผู้ไม่เก่งใน“การเอาเปรียบ” ความจริงที่ปรากฏจริงนี้จึงเป็นพฤติกรรมจริงอยู่ในสังคมโลก ทั่วไปทั้งโลก ดังนั้น คนจน-คนจริง-คนทำความจริง คือ ทำตนเป็น“คนจน” ทั้งๆที่เป็นคนทำ เป็นคนสร้างด้วยความรู้ความสามารถแท้ๆ แต่เป็น“คนยอมเสียเปรียบ”ต่อ“คนหลอกโลก”คือ“คนฉลาดแกมโกงที่ใช้ความฉลาดเฉโก” ตามแบบโลกียะทั้งหลายทั่วไป“เอาเปรียบและได้เปรียบ” อยู่เสมอ จึงเป็น“คนรวย” เพราะฉะนั้น “คนรวย”นั่นแหละคือ “คนเอาเปรียบ” หรือ“คนได้เปรียบ” ที่ตรงกันข้ามกับ“คนเสียสละ” ซึ่ง“คนผู้เสียสละ”ทั้งๆที่สามารถ“ได้เปรียบ”อยู่แท้ เพราะเป็“นคนผู้ทำผู้สร้างได้เอง” แต่ก็ตั้งใจเป็น“คนผู้เสียสละ” หรือ“ทาน” หรือ“บริจาค”อย่างเต็มใจ และมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “ผู้ขาดทุนคือผู้กำไรแท้” จึงตั้งใจเต็มใจเป็น“คนจน”คือ “คนเสียเปรียบ” หรือ “คนไม่เอาเปรียบ”ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยู่ในสังคม ตาม“ความจริง”อีก ผู้ทำงาน ผู้รับใช้ นั้นต่างหาก คือผู้ประเสริฐ ผู้ต้องยกย่อง แต่กลับยิ่งได้รับการข่ม เป็นคนต่ำ ดังนั้น อย่าเพิ่งชี้ชัด หรือตราเป็น“ความจริง” ว่า “คนจน”เป็นคนต่ำ เป็นคนที่ควรข่ม เป็นคนไม่น่ายกย่อง เป็นคนไม่ประเสริฐ ไปเสียทั้งหมด กันเร็วเกินไป “คนจน-คนจริง-คนเสียสละ” กับ “คนรวย-คนหลอกโลก”และ“คนเอาเปรียบ-คนได้เปรียบ”นั้นขอให้ใช้ปฏิภาณไหวพริบ ที่แต่ละคนมี ซึ่งเป็น“ความรู้”ของแต่ละคนเอง ตริตรอง ไตร่ตรอง ตรวจตรากันดูให้ลึกซึ้งกันก่อนเถิด “คนจน”ที่พากันมาทำ“ความจนอย่างจริงใจ”นั้นเขาไม่ใช่“คนโง่” แต่เขาเป็นคนผู้มี“ความรู้”ที่แตกต่างแปลกแยกไปจาก“ความรู้”สามัญของคนโลกียะทั่วไป คือ “เฉโก” ที่ยังเต็มไปด้วย“กิเลส”ทั้งหลายโดยแท้ ต่างหาก เขาเป็น“คนที่ได้เรียนรู้การลดกิเลส-ดับกิเลสตามทฤษฎี“โลกุตระ”อันเป็น“ความรู้”ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ต้องใช้ภาษาว่า “ปัญญา”กันนี้ จึงเป็น“คนจริง” “ปัญญา”นั้นเป็น“ความรู้”อีกชนิดหนึ่ง ที่แตกต่างแปลกแยกไปจาก“ความรู้”ที่ต้องเรียกว่า “เฉโก” ๓. “ความจริง”ของ“ความรู้”ในความเป็น“คน” ที่กำลังพูดอธิบายชี้แจง“ความจริง”ของ“ความรู้”อยู่ขณะนี้ ไม่ใช่การอวดตัวอวดตน ไม่ใช่การยกตนข่มท่าน หรือการทำความแตกแยก แต่ประการใด แต่เป็นการอธิบาย“ความจริง”ในความเป็น“คน” เพื่อให้เห็น“ความจริง”ของ“คนจน-คนจริง-คนเสียสละ” กับ “คนรวย-คนหลอกโลก” และ “คนเอาเปรียบ-คนได้เปรียบ” กันให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง ตาม“ความรู้”ที่เรียกว่า “ปัญญา” เท่าที่อาตมาพอมีจะอธิบายสาธยายได้ ยิ่งคนที่เต็มใจจน-ตั้งใจจน-เห็นความจริงว่า การเป็นคนจนในสังคมด้วย“การเสียสละ”ให้ได้ยิ่งๆขึ้น นั้นคือ “ความเจริญของตน” คือ“ความประเสริฐของคน” จึงมุ่งเป็นคนจน ที่พยายามเป็น“คนจน-ความจริง-คนเสียเปรียบ-คนขาดทุนให้ผู้อื่น” คนผู้เป็น“งัวงาน” เป็นคนผู้ทำงาน-เป็น ผู้สร้าง-เป็นผู้รับใช้-เป็นผู้ผลิตทรัพยากรที่คนได้อาศัย ทั้งกิน-ทั้งใช้ให้แก่พลโลก เป็น“คนชั้นหนึ่ง-คนชั้นเอก (Classic)”แท้ หรือที่สุดถึงขั้นเป็นคนผู้พยายามทำงานเป็นคนรับใช้ให้“ความรู้-ความจริง”แก่คนในโลกอย่างตั้งใจเต็มใจจริงใจ ที่จะไม่ยอมเป็น“คนรับจ้าง”เด็ดขาด ยอมเป็น“คนจน”แท้ๆ แต่ทำงาน“รับใช้”ผู้อื่น ให้สิ่งที่ตนมีสิทธิ์แก่ผู้อื่นอยู่ชนิดที่ไม่รับ“สิ่งตอบแทน” ถ้าไม่มี“คนจน-ความจริง-คนเสียเปรียบ-คนมีปัญญา”ผู้รับใช้มนุษย์ในโลกอยู่ มนุษย์ที่ยังไม่เป็น“คนจน-ความจริง-คนเสียเปรียบ-คนมีปัญญา”ทั่วไปในโลกก็ดำรงอยู่อย่างทุกข์ร้อน ไม่เกิด“ความอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”กันได้หรอก ถ้าโลกสังคมมนุษย์ยุคใด ขาด“คนจน-ความจริง-คนเสียสละ” โดยเฉพาะขาด“คนมีปัญญา”ที่เป็น“ความรู้”อีกชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างจาก“ความรู้”ของ“คนมีเฉโก” ที่ชาวโลกส่วนใหญ่อันเป็น“โลกียะสามัญ”ทั้งหลายมีกันอยู่ทั่วโลก ที่ภาษาจริงๆคือ “เฉโก” โลกนั้นก็ยังเป็น“ทุกข์” นั่นคือ โลก สังคมมนุษย์ที่มี“ทุกข์”นั้นยังเสื่อม ยังไม่มี“โลกุตรธรรม”อยู่อย่างแท้จริง ก็เป็น“ความจริง” เพราะในสังคมนั้นๆจะมีแต่คน“อยากรวย-คนพยายามเอาเปรียบ-คนหลอกโลก-คนเอาเปรียบ-คนได้เปรียบ-คนฉลาดที่โกงอยู่-คนที่หลงใหลในอำนาจบาตรใหญ่-คนที่อยากเป็นใหญ่ที่มากทั้งอำนาจทั้งทุนยิ่งกว่าใคร” “คน”ในสังคมนั้น จึง“ไม่ปรารถนาจน” เพราะยังโง่!!! ๔. “คนจน”ผู้มี“ความรู้”ที่“ไม่ใช่ปัญญา”ก็ยังโง่ “คนจน”ที่มี“ความรู้”แบบ“ไม่ใช่ปัญญา” หรือ“คน จน”ที่ยังมีแต่“ความรู้”แบบ“เฉโก”อยู่ ก็จะรู้สึกว่า ตนเป็นคนจนอยู่นั้น ตนต้องจำยอม-ตนจำนน ตนจึงจำใจ“เสียเปรียบ” จึงจำเป็น“ต้องจน”เพราะ“จำนน” ในใจยังไม่รู้สึกว่า“ความจน”นั้น “ดี” ที่คนควรเป็น เพราะเขายังไม่มี“ปัญญา”แจ่มแจ้งชัดเจนว่า “ความเสียเปรียบ”ให้คนอื่น นั้น เป็น“ความสละ” เป็นความดีงาม คนที่ยังเฉโก หรือยังโง่อยู่ก็จำนน จำยอม จำเป็น จำต้อง จำใจเป็น“ผู้เสีย” แต่ยังไม่รู้สึกดีกับการเป็น“ผู้เสีย” เพราะยังไม่มี“ปัญญา”ว่า “การเสีย”นั้นคือ“การได้” “การเสียคือการได้”นี้แท้ๆมันคือ “ความดีสุดๆแล้ว” ผู้ไม่มี“ปัญญา”ก็ยัง“โง่”อยู่กับความรู้“เฉโก”ของตน หรือไม่ก็ยังสับสน งงงวยอยู่ ยังไม่รู้“ความจริง”แท้ จึงยังมี“ความรู้”แค่“เฉโก”ตรงกันข้ามกับ“ปัญญา” อยู่ยังเข้าใจ“ความจน”ของคนผู้ตั้งใจ“เสียสละ”มาเป็น “คนจน” เพื่อช่วยเศรษฐกิจสังคมด้วย“ปัญญา”ไม่ได้ “คนรวย”ที่ยิ่งเพิ่มความรวยให้แก่ตนไม่หยุดยั้งจึงคือคน“ไม่มีปัญญา” เป็นคนมีแต่“เฉโก”เท่านั้น ๕. ความจริง”ของ“คนจริง”นั้น มี“๒ แบบ” “ปัญญา”จริงที่“สัมมาทิฏฐิ”นั้นรู้ยิ่งว่า “คนเสียสละ-คนจริง-คนจน” ผู้ผลิตความรู้ขั้นโลกุตระ ผลิตอาหาร ผลิตเครื่องใช้สารพัด ให้คนในโลกได้อาศัยทั้งกินทั้งใช้แก่พลโลกอยู่ สำหรับตนก็ดำเนินชีวิตอยู่อย่างบรรลุ“ความอิสระ-สบาย-สงบ-อบอุ่น-อิ่มเอม-เกษมใส-ใจเกื้อกูล-เพิ่มพูนเสียสละ”นี้แหละ ก็ดีแล้ว คือ คนจบแล้ว ชื่อว่าเป็นคน“จบกิจ” “จบ”ตรงที่“การเสีย”นี้คือ “การได้แท้ๆ”นี่เอง คนมี“ปัญญา”จึงเป็นคนเสียสละ-คนจน-คนจริงที่ยืนยันความจริงที่สุดอยู่ในสังคมในโลกตรงสัจจะว่า เป็นความดีแท้ เขาไม่สับสนไปกับความรู้ที่เป็นแบบอื่นของ คนอื่น ที่คนอื่นยังทำการได้เปรียบ ทำการไม่เสีย ทำการไม่สละ เขาก็รวย เขาก็เป็นคนที่มีแบบของเขาไป เขามีแบบไม่ตรงกับแบบของเรา ก็เป็น“ความแตกต่างกัน”จริง ไม่ใช่การมดเท็จ ไม่ใช่การหลอกโลกแต่อย่างใด มันเป็น ความจริงของคนจริง“๒ แบบ” ที่มันแตกต่างกัน “เฉโก”เขาก็เห็นว่า “การได้เปรียบ”เป็น“การดี” แต่“ปัญญา”ที่รู้จักก็รู้แจ้งรู้จริงว่า “ความเสียสละ- ความขยัน-การสร้างสรรค์-การรับใช้มนุษยชาติ-การได้เป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ นั้น เป็น“การดี” มันสุดประเสริฐแล้ว ก็เป็นแบบของชาว“ปัญญา” ผู้มีความรู้“ปัญญา”จริงๆก็จะไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกตามแบบคนผู้มีความรู้“เฉโก”ที่ยังไม่มี “ปัญญา”เขารู้สึกกัน เพราะชาว“เฉโก”เขายังอยู่ในกรอบโลกียะ ถูกครอบงำด้วยความรู้แบบเทวนิยมที่ยังหลง“สุข” ผู้มี“ปัญญา”สมบูรณ์ออกจากกรอบโลกียะแล้ว รู้เองได้แล้ว ไม่ยอมรับความมดเท็จที่คน“เฉโก”หลอกคนทั้งโลกกันอยู่นั้น ได้สำเร็จแล้ว จึงเต็มใจ-ตั้งใจ-มุ่งมั่นเป็น“คนเสียสละ” เป็น“คนเสียเปรียบ” ด้วยความภาคภูมิยิ่ง เพราะมี“ปัญญา”รู้ความจริงผ่านความเป็นจริง อย่างแน่ใจ มั่นใจ ซื่อตรง ไม่สับสน* ๖. “ปัญญา”คือ “ความรู้”ที่ครบ“อายตนะ ๖” เพราะความรู้แบบ“ปัญญา”นี้มีเครื่องยืนยันความรู้คือ “อายตนะ ๖” ที่บาลีว่า “ฉฬายตนะ” ผู้เป็นคนพูดและเป็นคนทำที่ครบเต็มไปด้วย“ฉฬายตนะ” จึงมี“ความฉลาด”ที่เกิดจาก“อายตนะ ทั้ง๖” เป็นผู้เต็มไปด้วยภูมิโลกุตระ ความฉลาด คือความรู้ของคนผู้มีปัญญาเชี่ยวชาญทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทั้ง ๖ ทวาร ๖ อายตนะ ทำงานอย่างมี“ผลงาน”ออกมาให้แก่ตน แก่คนอื่นได้อาศัยใช้และกิน ส่วน“คนโง่-คนอวิชชา”นั้นตั้งใจเอาเปรียบ-พยายามให้ได้เปรียบ และนำเอาผลของการได้เปรียบมาเป็นเครื่องชี้บ่งยกย่องอ้างอย่างมดเท็จใน“ความได้เปรียบ-ความเอาเปรียบสำเร็จที่ตนได้เปรียบมา” และชี้ชวนกันให้มาเป็น “คนโง่-คนอวิชชา”กันอย่างไม่ยอมฉลาดกันอยู่ร่ำไป คนผู้“อวิชชา”ด้วยกัน เขาก็เห็นตรงกันเป็นธรรมดา คน“โง่”มีอวิชชาจึงพากัน“เอาเปรียบ”กันอยู่จริงๆ “คนอวิชชา”จึงไม่เห็นว่า “การได้เปรียบ”เป็น “ความต่ำทราม” เป็น“คนโง่”แต่อย่างใด หรือคน“กระทำการเอาเปรียบอยู่นั้นมันก็ยังโง่”อยู่ นี่ก็ความรู้แบบ“เฉโก” อย่าไป“งมงาย”อยู่ตามคำโฆษณาชวนเชื่อที่ได้รับการสอนการให้“ความรู้”แค่แบบ“เฉโก”เท่านั้นอยู่เลย “ศาสดา”ที่ไม่มี“ปัญญา”ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ ใน“สัจจะสัมบูรณ์” เขาก็จะโฆษณา“เฉโก”ของเขาอยู่ไม่หยุดหย่อน ให้คนในโลกเป็น“คนได้เปรียบ”กันด้วยภูมิที่“โง่”จริงคือ ยังไม่มี“ปัญญา” เพราะเขายังมีแต่“เฉโก” ส่วน“พุทธศาสดา” จะเสนอความรู้แบบ“ปัญญา” ซึ่งเป็น“ความรู้แบบใหม่” แบบ“อื่น”ที่แปลกแยกแตกต่างไป จึงเป็นคนที่มี“ปัญญา”ทำงาน-สร้าง-รับใช้-ผลิตทรัพยากร ให้คนได้อาศัยทั้งกิน-ทั้งใช้ อยู่อย่างอิสระแท้ ผู้มี“ปัญญา”เห็น“ความเสีย-ความสละ-ความไม่เอาเปรียบ-คนไม่ได้เปรียบอย่างอิสระ มีความเชื่อในตนเอง ไม่เชื่อ“ความรู้”ของการโฆษณาของ“คนโง่” ที่เอาเปรียบ จึงไม่เป็น“ทาส”การโฆษณาของ“คนโง่”เป็นอันขาด “คนโง่”จึงคือ คนที่หลงเชื่อการโฆษณาของ“คนผู้ ไม่มีปัญญา”แล้วทำตามๆกัน พากันพยายามเป็น“คนเอาเปรียบ” พยายามที่จะ“ได้เปรียบ”อยู่เสมอ ให้ได้มากที่สุด “คนเอาเปรียบ”ก็จะพยายามหาคำหลอกโลก มาหว่านล้อมโฆษณาหาหมู่พวก หาบริวารอยู่อย่างพากเพียร “ความเอาเปรียบ-ความได้เปรียบ”นั้นมัน“ไม่ดี”เลย นับเป็น“ความชั่ว”แท้ มันเป็น“บาป” เป็น“อกุศลกรรม” คนที่ทำการเอาเปรียบและได้เปรียบจริงๆคือ“คนบาป” คือคนผู้กระทำความไม่ดีหรือทำชั่วนั่นเอง จึงมีวิบากเป็น“หนี้บาป”ให้แก่ตนเอง ที่ตนกระทำต้องเป็นอันทำแท้ๆ จริงๆ “กรรม” คือ “การกระทำ”นี้เป็น“ความจริง”ที่บันทึก ลงไว้ใน“อัตตา(ตัวเอง)”เป็นไปตาม“จริง” คือ “การไปตามผิด บาป ความปองร้ายกัน ความเกลียดชัง อันเป็นสภาวธรรมที่เรียกด้วยภาษาเต็มว่า “กรรมวิบาก” ก็คือ“ผลของการกระทำ”เองของคนทุกคนนั่นแท้ๆ ซึ่ง“กรรมวิบาก”นี้เป็น“นามธรรม”อันใช้ภาษาเรียกภาวะของ“จิต”หรือ“วิญญาณ”นี้แล ที่เป็น“อัตตา-อัตตนียา” ของคนทุกคน และมีพลังงานอยู่ในความเป็น“จิตนิยาม” “พลังงาน”ในโลกมหาจักรวาลนั้น มีพลังงานที่พระพุทธเจ้าทรงแบ่งไว้ “๕ นิยาม” ได้แก่ “อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม” “ธรรมนิยาม ๕ ประการ”นี้เป็น“ความรู้”ขั้น“โลกุตระ” ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงและรู้จบเป็น“ความรู้-ความฉลาด” ที่เป็นของพระองค์เองโดยเฉพาะ และทรงเรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา” ๗. “ปัญญา”ไม่ใช่“ความรู้”แบบ“เฉโก”นั้นอย่างไร? “ปัญญา”เป็น“ความรู้”ที่“ฉลาดพิเศษ”ต่างจาก“เฉโก” ซึ่ง“ความรู้”ของชาวเทฺวนิยมยังไม่“ฉลาด(ฉฬายตนะ)” ขออภัยอย่างยิ่ง ที่พูดนี้ ไม่ใช่คำพูดดูถูกดูแคลน อะไรหรอกนะ มันเป็นภาษาบาลี คำว่า “ฉฬายตนะ” ที่ กร่อนเสียงไปเหลือเพียง“ฉลาด” “ฉฬายตนะ”หมายถึง“สภาวธรรมที่ปรุงแต่งกันอยู่” ของ“นาม-รูป”ต้องมี“ภาวะ ๒”ครบ“เทฺว(แปลว่า ๒)” ปรุงแต่งกันอยู่ แต่ละคู่ แต่ละคู่ ทั้ง ๖ คู่ ที่ได้เรียนรู้สภาวธรรม แต่ชาวเทฺวนิยมทั้งหลายยังไม่มี“ความรู้”ชนิดนี้ นั่นคือ ไม่มี“ความรู้”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงครบ“ฉลายตนะ” อันเป็นกระบวนธรรมในความมี“ภาวะ ๒”ของ“อายตนะ ๖ คู่” จึงไม่มี“โลกุตรธรรม”ที่เกิดจาก“ปัญญา”พาบรรลุ “นิพพาน” ซึ่งเป็นความ“จบกิจ”ของมนุษย์สุดสำคัญ ที่ “จบกิจ”ได้จริงไปแต่ละขั้นๆ คำว่า “จบกิจ” บาลีว่า กตัง กรณียัง นี้ มีนัยสำคัญมาก เพราะหมายถึง “ความรู้”ที่รู้แทงทะลุถึง“ความจริง”ทั้งหลาย และมี“ความจบ”ของ“ความจริง”ทั้งหมด ตั้งแต่“จบกิจ”ในการ“ทำดี-ไม่ทำชั่ว”เลยได้ อย่าง “เที่ยงแท้”ยั่งยืน แม้จะเกิดข้ามชาติไปถึงชาติหน้าชาติใหม่อีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ ก็ยังเป็นคน“ทำดี-ไม่ทำชั่ว”ได้อย่าง“เที่ยงแท้”ยั่งยืนตลอดไป เป็น“นิยตะ” ไม่วนลงต่ำอีกเลยเด็ดขาด หรือไม่ว่าจะใน“ความสุข-ความทุกข์”ก็สามารถ “จบกิจ”เป็นผู้“ไม่สุข-ไม่ทุกข์”ได้ด้วย“ปัญญา”อย่างถาวรยั่งยืน“นิยตะ” แม้จะเกิดข้ามชาติไปถึงชาติหน้าชาติใหม่อีกกี่ชาติต่อกี่ชาต ก็ไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น และจะเพิ่มภูมิให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“กาล” ‘จบกิจ”ในการ“ทำกาละ”หรือ“ทำการตาย”ให้แก่ตนเอง ได้ทั้ง“๒ แบบ” คือ จะ“ตาย”ชนิดที่ยัง“อยู่ในกาล” ยังไม่ดับสิ้น“จิตนิยาม”หรือ“อัตตา”ของตนแบบ“ตาย”ลงใน“ชาติ”นั้นแล้วก็ยังไม่สลาย“จิตนิยาม”ของตนให้แตกตายเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป ก็ยังไม่หายไปจาก“กาล” ยังเวียน“ตาย”เวียน”เกิดมี“อัตตา”มี“จิตวิญญาณ”ของตนวนอยู่ใน“กาล”ไปอีกก็ได้ หรือจะ“ตาย”ชนิดที่ดับ“อัตตาตัวตน”หรือ“ดับจิตวิญญาณ”ของตนเอง ไม่ให้มีอยู่ใน“กาล”อีกต่อไป ดับสิ้น “จิตนิยาม”หรือ“อัตตา”ของตนให้สลายหายไปหมดสิ้นไม่มีเศษเหลือเชื้อใดของตนอยู่“กาล”อีกเลย นั่นคือ “ตาย”แบบ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”หมายถึง “ตาย”สลาย“จิตวิญญาณ”เป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป ไม่เหลือความเป็น“อัตตา”ของตนอยู่ใน“กาล”เด็ดขาดนิรันดร ซึ่งเป็น“ความรู้”แบบ“ปัญญา” อันสามารถจัดการ กระบวนธรรม“อายตนะ ๖”ของ“ตนเอง”ที่ยังติดยึด“ความสุข”อันต้องมี“ความทุกข์”คู่หูอยู่ด้วย จาก“รูป”ที่เกิดทาง“ตา” จาก“เสียง”ที่เกิดทาง“หู” จาก“กลิ่น”ที่เกิดทาง“จมูก” จาก “รส”ที่เกิดทาง“ลิ้น” จาก“กาย”ที่เกิดทาง“สัมผัสภายนอก” จาก“ใจ”ที่เกิดทาง”สัมผัสในภายใน” “จบกิจ”เสร็จเด็ดขาด “ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์”เกิดแก่ตน “ความรู้-ความจริง”ในเรื่อง“สุข-ทุกข์”นี้แหละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งที่สุด ซึ่ง“อัตตา”ของชาวเทฺวนิยมมี“ความรู้”ยังอยู่ในกรอบของ“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึง “ความจริง”ขั้นครบพร้อมด้วย“ฉฬายตะ”นี้ได้ จึงเรียก“ความรู้”ของ“เฉโก”ว่า “ความฉลาด”ไม่ได้ ๘. เพราะ“เฉโก”ยังไม่ใช่“ความรู้”ที่มี“ฉฬายตนะ” เพราะ“เฉโก”ยังไม่มี“ความรู้”ที่สามารถจักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ”ในกระบวนธรรมของ“อายตนะ ๖” จึงยังไม่“ฉลาด” “ฉลาด”นี้เป็นคำไทยที่กร่อนมาจาก“ฉฬายตนะ” ฉ หรือ ฉฬ หมายถึง ๖ บวกกับ อายตนะ ก็เป็น “ฉฬายตนะ” เมื่อเป็นคำพูดเสียงก็กร่อนมาเหลือ“ฉลาด” และอีกนัยะหนึ่ง “อายตนะ” หมายถึง ความที่มี “อาย”กับมี“ตน” ซึ่งเป็น“๒ ภาวะ” “อาย”คือ ผลประโยชน์ รายได้ กำไร ตน หรือ ตนุ คือ ตัวเอง คือ “อัตตา”นี่เอง อายตน จึงหมายถึง ประโยชน์ที่ตนเองทำเอง จาก “ภาวะ ๒” เมื่อทำเสร็จก็เกิดผลประโยชน์ขึ้นเป็น“๑ ผล” เมื่อ ฉฬ + อายตนะก็คือ“ฉฬายตนะ” อันมีทั้ง“กายภายนอก ๕”กับ“จิตภายใน ๑” รวมกันก็เป็น“๖”เรียกว่า “ฉลายตนะ” ที่คนทุกคนมีครบทั้ง“ภายนอก”กับ“ภายใน” ของ“อายตนะ”ทำงานร่วมกันทีละ“คู่”ๆละคู่ หรือที่ละ “๒ ภาวะ”เรียกว่า “กาย” ฉะนั้น“กาย”จึงต้องมี“ภาวะ ๒”เสมอ แต่ลัทธิหรือศาสนาที่ศาสดาอาจารย์ไม่ได้สอน ไม่ได้เรียนรู้ละเอียดลออชัดเจนใน“ภาวะ ๒“ที่ภาษาว่า “เทฺว”อันก็คือ“อัตตา”หรือ“วิญญาณ” ที่ต้องเรียนรู้กันด้วย“นามรูป” ที่คนทุกคนมี“นามรูป”กันคนละ“๖ คู่” ที่เกิดจาก“ตากับรูป-หูกับเสียง-จมูกกับกลิ่น-ลิ้นกับรส-กายภายนอกกับใจภายในสัมผัสกันอยู่-กายภายในกับใจภายในสัมผัสกันไป” “นาม”กับ“รูป”ก็คือ “ภาวะ ๒”ที่ต้องเรียนรู้ละเอียดลออ ได้แก่ “มหาภูตรูป ๔”กับ“อุปาทายรูป ๒๔”ที่มี“นาม ๕” ผู้มีความรูู้ที่รู้รอบถ้วนก็รู้“ภาวะ”ของ“รูป ๒๘”อัน เกิดจาก“มหาภูตรูป ๔”กับ“อุปาทายรูป ๒๔”ที่มี“นาม ๕” ๙. “เทฺว”คือ“ภาวะ ๒”ที่มี“รูป ๒๘”และ“นาม ๕” “มหาภูตรูป ๔” ได้แก่ “ดิน น้ำ ไฟ ลม” และ “อุปาทายรูป ๒๔” ได้แก่... •(ก) ปสาทรูป ๕ (รูปที่มีประสาทเป็นตัวรับรู้อารมณ์) ๑. จักขายตนะ (ตามีประสาทตาเป็นภาวะเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้คือ รูป,ภาพ) ๒. โสตายตนะ (หูมีประสาทหูเป็นภาวะเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้คือ เสียง) ๓. ฆานายตนะ (จมูกมีประสาทจมูกเป็นภาวะเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ คือ กลิ่น) ๔. ชิวหายตนะ (ลิ้นมีประสาทลิ้นเป็นภาวะเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้คือ รส) ๕. กายายตนะ (ร่างกายมีประาสาทผิวหนังเป็นภาวะที่ื่เชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ คือ โผฏฐัพพะ หรือสัมผัสภายนอก) •(ข) โคจรรูป ๕ (ประสาททั้ง ๕ มีตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย ทำงานออกไปสัมผัสภายนอกที่เรียกว่า“กาย”ที่ร่วมรู้กับจิต) เป็นวิสัยรูป ๔ (คุณสมบัติหรือความสามารถที่“กายกับจิต” คือ “ภาวะ ๒”ที่ทำงานร่วมกันเป็น“สัมผัสภายใน มีประสิทธิภาพสูงเกินกว่าผลงานขั้น“อาศัยกันและกัน”และสูงเกินกว่าผลงานขั้น“นิสัย”ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเรียกว่า “วิสัย”อันเป็นเรื่องของ“นาม”ซึ่งไม่ใช่“รูป” จึงไม่ได้นับรวมเข้าไปใน“รูป”อันเกิดจาก“รูปกับนาม ๕ คู่”ก็เหลือ ๙ ด้วยประการฉะนี้) ๑. รูปายตนะ (รูปที่ถูกสัมผัสเชื่อมต่อกันกับความรู้คือตา) ๒. สัททายตนะ (เสียงที่ถูกสัมผัสเชื่อมต่อกันกับความรู้คือหู) ๓. คันธายตนะ (กลิ่นที่ถูกสัมผัสเชื่อมต่อกันกับความรู้คือจมูก) ๔. รสายตนะ (รสที่ถูกสัมผัสเชื่อมต่อกันกับความรู้คือลิ้น) * โผฏฐฐัพพะ(สัมผัสภายนอกอันเป็น“กาย”ที่ต้องมี“จิต”ร่วมอยู่เสมอในการปฏิบัติมาตลอดแล้ว จึงไม่นับตรงนี้เป็น“รูป” เพราะไม่ใช่“รูป”แต่เป็น“ความรู้” ซึ่งเป็น“นาม” ดังนั้น จึงไม่นับเป็น“รูป”ในภาวะนี้ “วิสยรูป ก็เหลือ ๔ “รูป”ของความเป็น“กาย”) “รูป”จึงนับรวมเป็น“๙“ •(ค) ภาวรูป ๒ (รูปที่ปรากฏเครื่องชี้ให้รู้ความแตกต่างกัน) ๑๐. อิตถินทรีย์ (ภาวะของความเป็นหญิง) ๑๑. ปุริสินทรีย์ (ภาวะของความเป็นชาย) •(ง) หทัยรูป ๑ (รูปที่เป็นจิตใจ วิญญาณที่ปัญญาสามารถรู้จริงได้) ๑๒. หทัยวัตถุ(ที่ตั้งของจิตใจ เกิดที่ใดก็ตั้งอยู่ที่นั้นในขันธ์ ๕) •(จ) ชีวิตรูป ๑ (รูปที่มีชีวิตความเป็นอยู่) ๑๓. ชีวิตินทรีย์ (ภาวะอาการความประพฤติที่เป็นไปอยู่) •(ฉ) อาหารรูป ๑ (รูปที่เป็นอาหาร เป็นเครื่องอาศัย) ๑๔. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าวที่กินเลี้ยงชีวิต) •(ช) ปริจเฉทรูป ๑ (รูปที่กำหนดตัดรอบขอบเขต) ๑๕. อากาศธาตุ (สภาวะช่องว่าง ความว่างเปล่า) •(ญ) วิญญัติรูป ๒ (รูปที่เป็นการเคลื่อนไหวสื่อความหมาย) ๑๖. กายวิญญาณ (การเคลื่อนไหวกายสื่อความหมาย) ๑๗. วจีวิญญัติ (การกล่าววาจาสื่อความหมาย) •(ฎ) วิการรูป ๓ (รูปที่แสดงอาการผันแปรไป) ๑๘. ลหุตา (สภาวะความเบา ความรวดเร็ว) ๑๙. มุทุตา (สภาวะความแววไว ความไม่กระด้าง) ๒๐. กัมมัญญตา (สภาวะความควรแก่การงาน) •(ฏ) ลักขณรูป ๔ (รูปที่เป็นลักษณะอาการต่างๆ) ๒๑. อุปจยะ (ความก่อตัว ความสั่งสม) ๒๒. สันตติ (ความสืบต่อ ความเจริญ) ๒๓. ชรตา (ความชรา ความเสื่อม) ๒๔. อนิจจตา (ความไม่เที่ยง ความแตกสลาย) [พระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ “รูปวิภัตติ” ข้อ ๕๑๕-๕๓๘ พระไตรปิฎก เล่ม ๓๕ “ปัจจยาการวิภังค์” ข้อท๒๕๙ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ฉบับประมวลธรรม] ๑๐. และ“นาม ๕”ที่คู่กับ“รูป”เป็น“จิตวิญญาณ” ส่วน“นาม ๕” ก็ได้แก่ “เวทนา-สัญญา-เจตนา- ผัสสะ-มนสิการ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๗) กาย คือ ภาวะภายนอกของร่าง(สรีระ)ที่ร่วมกับจิตเสมอ เวทนา คือ ความรู้สึก ความรับรู้ที่เป็นอารมณ์ สัญญา คือ การกำหนดรู้ และความจำ เจตนา คือ อาการของจิตที่มีความมุ่งหมาย มีทิศมุ่ง ผัสสะ คือ กายภายนอกที่มีสัมผัสกับจิตภายใน มนสิการ คือ การทำใจในใจ การปฏิบัติต่อใจของตน ฉะนี้แลคือ “รูป ๒๘” และ“นาม ๕” ที่เกิด“อายตนะ ๖” อันเรียกว่า “นาม-รูป”ของ“อัตตา”หรือของ“จิต”ของ “วิญญาณ”ซึ่งผู้เกิดเป็น“คน”เรียนรู้ได้จากในความเป็น “นาม-รูป”ใน“อัตตา”ของตนเองนี้เองจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้่จบ “รู้จบ” ก็มีทั้ง“จบกิจ”ไปแต่ละรอบ แต่ละกรอบแห่งธรรม และ“จบปรินิพพานเป็นปริโยสาน” สิ้นอัตตา คือ อัตตาสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปจากวัฏฏสงสาร จากกาล ส่วนผู้ที่ยังไม่มี“ความรู้” คือยัง“ไม่รู้”ใน“นามรูป” หรือไม่รู้ใน“อายตนะ ๖”ตามที่สาธยายมานี้ ได้จริง นั่นก็คือ ยัง“อวิชชา” หรือยังเรียกชัดๆด้วยภาษาไทยว่า “โง่” ๑๑. “คนโง่”ทางศาสนานี้คือ“ความรู้ที่มีกิเลส” คนที่ยัง“โง่”ยังมี“ความรู้แกมโกง” หรือ“ความรู้ที่มีกิเลส”แม้แต่“พระเจ้า”แท้ๆในตนเองนี่แหละ บงการอยู่ใน“อัตตา”ตนเอง ด้วย“ความไม่รู้”ที่ภาษาว่า “อวิชชา” แท้ๆก็คือ “พระเจ้า”ยังไม่มีความรู้ใน“อายตนะ ๖” “พระเจ้า”ยังมีความรู้อยู่แค่“เอก”ใน“เฉก”หรือใน “เฉโก” ยังไม่รู้วิจิตรพิสดารออกไปถ้วนรอบใน“ฉ”หรือ“๖” แต่คนที่มี“ความรู้”แค่ขั้น“เฉโก”ที่ยังคือ“อวิชชา” อยู่นั้น ยังไม่มีไหวพริบแม้แต่ทวาร ๕-๖ ของตนเอง นั่นคือ ความคิดยังไม่ถึงขั้น“ฉลาด” เพราะยังไม่มี “ความรู้”ที่เกี่ยวกับ“ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ” ครบ ๖ ทวาร “ความรู้”มีอยู่แค่“ทวารเดียว” ยังไม่สามารถรู้ครบพร้อมได้ดีถ้วนรอบทั้ง ๖ ทวาร ยังไม่เป็น“อายตนะ ๖”คือ ยังไม่ครบ “ฉ”หรือ“ฉฬ” บวกกับ“อายตนะ” ก็รู้แค่นั้นอยู่ คนที่ทำงานอยู่แค่“ทวารเดียว”หรือแค่“อายตนะ ๑”เท่านั้น ย่อมเป็นประโยชน์สร้างคุณค่าเท่าเทียมคนที่ ทำงานได้ถึง“๖ ทวาร”หรือ“๖ อายตนะ”ไม่ได้แน่นอน “ความรู้”ที่ไม่พร้อมด้วย“กาย”ที่มี“๖ คู่” ย่อมสู้“ความรู้”ที่มี“กาย”ที่มี“๖ คู่”ไม่ได้ จึงทำประโยชน์ไม่ได้มากเท่าผู้มี“ความรู้”ที่ชัดเจนด้วย“เทฺว”คือ รู้ด้วย“ภาวะ ๒” หรือภาวะ“คู่” คือ“กาย”กับ“จิต”หรือ“รูป”กับ“นาม” แม้แต่“มนายตนะ”กับ“ธรรมมายตนะ”คู่สุดท้ายภายใน“จิตในจิต”แท้ ก็ต้องมี“กายภายนอก”ร่วมไปด้วยเสมอ จึงจะเรียก“ความรู้”นั้นว่า “ปัญญา” ที่ทำประโยชน์ได้มาก ได้กว้าง ได้ครบทั้งภายนอกภายในสมบูรณ์ เมื่อทำประโยชน์สร้างคุณค่าไม่ได้มาก มันย่อมเป็นประโยชน์คุณค่าไม่ได้มาก ก็เป็นธรรมดาตามที่มันเป็นจริง คนที่สร้างไม่ได้มากก็เสียสละมากไม่ได้ ก็เป็นจริงอีก หรือแม้จะสร้างได้มาก ก็ยังมี“กิเลส”ยึดเอาเป็นของตน ของพวกพ้องของตนอยู่นั่นเอง เพราะยังมี“ตัวตน” ยังมี“ความเห็นแก่ตัว”อยู่ จึงยังมี“กิเลส” แม้จะมี“ความรู้”มากมายแค่ใด ก็ยังเป็นผู้“เสียสละ”ที่สะอาดจากบตัวตนแท้จริงไม่ได้ ๑๒. “ความเสียสละ”คือ “กำไร”ของคนตามสัจจะ คนผู้เป็นประโยชน์มีคุณค่าแก่ผู้อื่นคือ ผู้“เสียสละ” ให้แก่ผู้อื่น จึงมีประโยชน์คุณค่าแก่ผู้อื่น ก็คือ ผู้มี“กำไร” “กำไร”คือ ได้เป็น“ผู้ให้” ได้เสียสละ สิ่งจะให้ จะสละ ก็คือ วัตถุ-แรงงาน-ความรู้ จากจิตวิญญาณ “ความรู้”ก็มีแบบ“โลกียะ กับ แบบ“โลกุตระ” ดังนั้น คนผู้จะเป็น“ผู้เสียสละ”ได้ ก็ต้องมีสมบัติที่เป็น“สิทธิ”ของตน จึงจะนำไปเสียสละให้ผู้อื่น สุจริตจริง คน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน