หนังสือ อาริยะของพุทธ (เริ่มเขียน ๔ก.พ.๕๘).docx
เนื้อหาในไฟล์
อาริยะของพุทธ (เริ่มเขียน ๔ก.พ.๕๘) ๏ อาริยะคืออะไร? อาริยะคือความดีความเจริญของคนอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า“อาริยะ”ในคนผู้เกิดคุณสมบัติถึงขั้น“อุตตริมนุสสธรรม” “อุตตริมนุสสธรรม”คือคุณธรรมขั้น“ปรมัตถธรรม” “ปรมัตถธรรม”คือความจริงที่เข้าขั้นจัดการ (อภิสังขาร) พัฒนาจิต๘๙-เจตสิก๕๒-รูป๒๘-นิพพานได้ด้วย“วิชชา๘”ชนิดที่มี“สัมมาทิฏฐิ๑๐”ผลที่ได้เรียกว่า“อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ซึ่งมิใช่อิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์แน่ๆเลย คนละอย่างกันจริงๆ ชัดๆง่ายๆ“อนุสาสนีปาฏิหาริย์”ก็คือมีความน่าอัศจรรย์เพราะสามารถทำให้เกิดคุณสมบัติที่เป็นคุณธรรมถึงขั้น“คุณวิเศษ” (อุตตริมนุสสธรรม) ให้แก่ตนได้สำเร็จไปตามลำดับ เบื้องต้น-เบื้องกลาง-เบื้องปลายได้ถูกต้องจริงชนิดที่ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลเหมือมหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ไม่ขรุขระไม่ตะปุ่มตะป่ำ ไม่ลัดขั้นตอน ไม่กลับไปกลับมา ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นความมหัศจรรย์ทีเดียว (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๓ ข้อ ๑๐๙ ปหาราทสูตร) “คุณวิเศษ”ที่ภาษาบาลี ว่า “อุตตริมนุสสธรรม”ก็คือ ความดีงามขั้นพิเศษที่ เกินกว่าสามัญปุถุชนเขาทำ-เขาเป็น-เขามีกันอยู่เป็นปกติ นั่นคือ ไม่เห็นแก่ตัว เพราะปฏิบัติให้ความเห็นแก่ตัวลดน้อยลงๆไปตามลำดับ ได้จริง ถึงขั้นหมดสิ้นความเห็นแก่ตัว เป็นอรหันต์ ซึ่งฆราวาสนี่แหละเป็นอรหันต์ ไม่ใช่จะเป็นได้แต่ในสภาพนักบวช แม้คนในสังคมปัจจุบันนี้ก็บรรลุพุทธธรรมมีอาริยธรรมได้ฆราวาสนี้แลที่เป็นคนส่วนมากและเป็นได้มากกว่าคนในคราบนักบวชโดยการจัดการ (อภิสังขาร) พัฒนาจิต๘๙-เจตสิก๕๒-รูป๒๘-นิพพาน๑ได้ด้วย“วิชชา๘”ชนิดที่มี“สัมมาทิฏฐิ๑๐”ให้ได้จริงๆก็แล้วกันจึงสามารถลดความโลภ-ความโกรธ-ความหลงได้แท้เปลี่ยนจากความเป็นปุถุชนที่เคยโลภ-เคยโกรธ-เคยหลงได้อย่
อ่านต่อ
างปาฏิหาริย์มหัศจรรย์จริงๆ ซึ่ง“อาริยบุคคล”จนถึงขั้น“อรหันต์” ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่คนลึกลับหรือคนแปลกประหลาดไปจากคนในสังคมธรรมดาเลย อาริยบุคคลหรืออรหันด์แท้ๆที่สัมมาทิฏฐิจริง คือคนที่ทำงานเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากว่าเอาเปรียบสังคมจริงๆถึงขั้นรับใช้สังคมอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งสามารถเกิดได้เป็นได้จริงถึงขั้นไม่สะสมอะไรต่ออะไรที่สังคมหลอกให้อยากได้-อยากเป็นมาเป็นตนเป็นของตนชนิดที่รู้เท่าทันโลก (มีโลกวิทู) “อาริยบุคคล”คือ บุคคลปกติ เช่นคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งแตกต่างจาก“อารยบุคคล”และ“อริยบุคคล”ที่คนพากันยกย่องเชิดชูกันในสังคมยุคนี้ แต่สังคมยุคนี้จะไม่รู้จัก“อาริยบุคคล”กันแล้ว เพราะความรู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“อาริยธรรม” ได้มิจฉาทิฏฐิกันไปหลงนับถือยกย่องเชิดชู “อารยธรรม”และอริยธรรม”กันเกือบหมดสิ้นเกลี้ยงกันแล้ว จนทุกวันนี้“อารยธรรม”ก็เป็นคุณงามความดีอย่างหนึ่ง และ“อริยธรรม”ก็เป็นคุณงามความดีอีกอย่างหนึ่งไปแล้ว ความเป็น“ปรมัตถธรรม”ที่เป็น“คุณวิเศษ” (อุตตริมนุสสธรรม) ตรงตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเลือนไปจากความจริงทั้งหลายที่เรียนกันในยุคนี้ เช่น ความเจริญของ“อารยบุคคล”ก็คือคนที่เก่งสามารถในการเอาเปรียบเอารัดสังคม แม้จะสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ถึงขั้นไม่ผิดศีลธรรมจริยธรรมสามัญปุถุชนกันได้ ก็เถอะ ก็เป็นการใช้ความรู้ความสามารถทำให้คนหลงนับถือบูชาในความร่ำรวยและสร้างคุณงามความดีที่ฉาบพอกภายนอกผิวเผินมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในสังคม เพราะเป็นคนที่มีทั้งความรู้ความสามารถที่คิดและทำให้ตนได้เปรียบชนิดที่คนในสังคมจำนนว่าสุจริต ไม่ผิดกฎเกณฑ์ทางสังคม แม้จะไม่สุจริตเลยในบางเรื่อง แต่ด้วยความเก่งความฉลาดที่มากมายเชี่ยวชาญจนสามารถใช้เล่ห์เชิงทั้งวัตถุทั้งเชิงความคิดที่มีเหตุผลหรือสิ่งอ้างอิงจนถึงขั้นครอบงำด้วยอำนาจโดยการบำเรอกิเลสซึ่งอาศัยการบริจาคหรือใช้ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-กามสุข-อัตตทัตถสุขเป็นต้น เป็นเครื่องครอบงำคนให้ตกอยู่ใต้อำนาจ เมื่อความเป็นทาสลาภ-ยศ-สรรเสริญ -กามสุข-อัตตทัตถสุขยังมีอยู่ในสังคมกันมาก ผู้ที่จะต้องได้เปรียบด้วยโลกธรรมจึงใช้ลาภ-ยศ-สรรเสริญ ความมากด้วยลาภเป็นเครื่องมือจึงเป็นอำนาจมากขึ้นๆ ความสูงส่งด้วยฐานะตำแหน่งยศศักดิ์เป็นเครื่องมือจึงเป็นอำนาจมากขึ้นๆ ความเด่นดังมีคนสรรเสริญเป็นเครื่องมือจึงเป็นอำนาจมากขึ้นๆ คนก็ใช้สารพัดรูปแบบวิธี จึงเกลื่อนกล่นด้วยความสวยงามหรูหรา-ไพเราะเสนาะเสียง-หอมหวาน-เอร็ดอร่อย-สนุกเพลิดเพลินเร้าอารมณ์สารพัดที่จัดจ้านสัมผัสภาวะที่จัดจ้าบรรเจิดเลิศเลอไปด้วยกามคุณ ๕ หนาเปรอะและบำเรออัตตา ๓ อย่างมืดมัวโมหันต์ โดยเฉพาะสร้างความใหญ่มโหฬารที่ข่มคนอื่นเป็นอำนาจบาตรใหญ่ เป็นภาพหลอกที่ซับซ้อนให้คนไม่ฉลาดที่รู้ไม่เท่าทันต้องตกเป็นเหยื่อได้เก่งสุดๆ สังคมจึงมากมายแข่งกันเต็มหมด ไม่ว่านักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง หรือนักบวชทุกวันนี้้สร้างความเป็น“อารยบุคคล” ด้วยนัยนี้กันทั้งนั้น “อารยบุคคล”จึงจัดอยู่ในพวกที่สะสมให้ตนด้วย“วัตถุวิสัย-โลกวิสัย (objective) และทั้งด้วยจิตวิสัย-อัตวิสัย (subjective) ” โดยสร้างสะสมกอบโกยด้วยความเก่งทั้งทาง“วัตถุ” (object) และด้วยความเก่งทั้งทาง“จิต” (psychologies) “อารยบุคคล”จึงมีความเจริญชนิดที่ไม่ยอมจนลงๆ ไม่ยอมลดหรือสละสมบัติทรัพย์ศฤงคารของตน มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆเพราะตนเก่งที่สำคัญคือตนยังยึดติด จึงไม่กล้าจนจะไม่กล้ามีชีวิตที่มักน้อย-สันโดษอย่างเป็นจริงได้เป็นอันขาดทฤษฎี“เศรษฐกิจพอเพียง”ที่ในหลวงของไทยทรงพระราชทานให้นักบริหารและนักธุรกิจผู้ได้บัลลังก์ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุขเสียแล้วมาปฏิบัติให้เกิดเป็นจริงแก่สังคมไทยจึงเกิดไม่ได้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะจิต“สันโดษ”คือ“ใจพอ”ยังไม่เกิดในจิตจริงจึงไม่รู้จัก“พอ”ยังไม่เห็นดีในคำว่า“พอ”ไม่เห็นจริงซาบซึ้งในคำว่า“พอ”ก็ปฏิบัติตนเป็น“คนพอ”ไม่ได้เด็ดขาดการพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นความมักน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นขั้นต่อไปก็ไม่มีสิทธิ์จึงเป็น“คนมักน้อยหรือกล้าจน”ยิ่งๆขึ้นๆๆๆกระทั่งถึงภูมิ“นิพพาน”อันเป็นขั้นผู้หมดเนื้อหมดตัวหรือหมดตัวหมดตน(สิ้นอัตตา)สัมบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้นคน“อารยะ”หรือ“อารยบุคคล”จึงเป็นหมู่ชนหรือสังคมของคนที่เจริญด้วยลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขด้วยกามคุณ๕(รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส)และสุขด้วยอัตตา๓”(โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา)อยู่เรื่อยไปตลอดไป“อารยบุคคล”ก็คือคนร่ำรวยไม่จบใหญ่ไม่เสร็จอร่อยไม่มีวันรู้แล้วสะสมไม่มีขอบเขตไปตลอดนิรันดร “อารยบุคคล”ก็คือคนร่ำรวยคนมียศชั้นสูงส่งในโลกคนมีสรรเสริญแม้ที่สุดพากันหลงสรรเสริญที่เก่งในความเป็นอบายมุขแท้ๆสูญเสียทำร้ายทำลายสังคมผู้คนหนักจัดร้ายกาจแค่ไหนก็ไม่เข้าใจไม่รู้ว่าที่ตนงมงายหลงจมกับการประพฤติอยู่นั้นเป็นอบายมุข เช่นพฤติกรรมของนักการเมืองที่สามารถโกงกินอย่างชาญฉลาดชั่วยิ่งใหญ่อยู่ในสังคมเขาก็หลงภาคภูมิใจในอบายมุขนี้อยู่พฤติกรรมของความบันเทิงการละเล่นกีฬาที่เกินเขตแห่งประโยชน์แล้วมีแต่บำเรออารมณ์สร้างอุปาทานให้ติดหนักยิ่งๆยึดรสสนุกรสเพลิดเพลินสะใจให้รุนแรงsadisimหรือให้ทรมานตนหนักจัดmasochismยิ่งๆขนาดไหนก็ไม่สามารถรู้ตัวเองหลงแต่ว่ามันคือการสร้างอารมณ์ขึ้นมาให้ตนได้เสพยิ่งๆขึ้นโดยไม่รู้ว่ามันทำลายทั้งเศรษฐกิจของชีวิตของสังคมและมันทำร้ายชีวิตเป็นพิษเป็นโทษถึงตายจริงๆเขาก็ไม่ฉุกใจไหวไม่ทันจุดนี้เลยเพราะอวิชชาไม่รู้ว่านั่นคือความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ที่แท้มันเป็นแค่อามรณ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มีตัวตนของ“ความมีจริง”ที่ยั่งยืนอยู่ในที่ไหนเลย มันคืออารมณ์เปล่าดายแท้ๆเกิดในชั่วขณะที่มีสัมผัสนั้นเท่านั้นจบแล้วก็ผ่านไปไม่เหลือ“ของจริง”ไม่มี“ของจริง”นั้นเหลืออยู่ในที่ไหนๆจะเหลืออยู่ก็แต่“ความจำ”บางทีก็จำไม่ได้หรือไม่นานก็จำมันไม่ได้เลยนอกจากคนผู้นั้นจะหลงผนึกให้มันแน่นไว้ใน“อนุสัย”มันก็เป็น“อนุสัยกิเลส”ที่คนหลงติดมันแท้ๆเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่“สาระชีวิต”หรือ“สาระสังคม”ที่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงต้องเสียเวลาต้องเสียแรงงานทางกายทางสมองให้มันกันถึงขนาดนั้นสังคมก็อยู่ได้คนที่เขาไม่หลงติดไม่หลงเสพด้วยเขาไม่ต้องเสียเวลากับมันไม่ต้องใช้ทุนรอนไปให้มันไม่ต้องสูญเสียแรงงานทางกายทางสมองกับมันก็มีอีกมากกว่ามากด้วยซ้ำในโลก และสุดท้ายมันก็จะเบื่อมันไม่เที่ยงจริงๆถ้ามันซ้ำซากแล้วไม่สร้างอุปาทานให้มันจัดจ้านหนักยิ่งขึ้นไม่นานก็จะเบื่อความสุขโลกีย์แบบนี้มันไม่เสถียรหรอกต้องเบื่อในวัยหรือในวันอันสมควรแน่ๆคนผู้ต้องการให้มันไม่เบื่อจึงต้องคิดอ่านปรุงแต่งต้องคิดประดิษฐ์สร้างให้แปลกใหม่(create)ขึ้นไปเรื่อยๆหยุดไม่ได้ทรมานจริงๆนี่คือกิลมถะแท้ๆมันคือ“สุขเท็จ”สุขัลลิกะสุข+อลิกะ หากไม่เรียนรู้สัจจะนี้จนเลิกติด“สุขเท็จ”ที่ว่านี้จนสำเร็จสัมบูรณ์ก็ต้องคิดอ่านสร้างประดิษฐ์(create)ให้มันแปลกใหม่ให้ยิ่งๆอยู่ไม่สิ้นสุดก็วนเวียนหลอกกันเก่าไป-ใหม่มาอยู่นั่นเองนิรันดรแค่คิดก็เหนื่อยแล้วยิ่งพูดยิ่งเหนื่อยแต่คนอวิชชาที่หลงติดแม้เหนื่อยก็ยอม “อบายมุข”จึงถูกสร้างทับถมทวีล้ำหน้ามาถึงทุกวันนี้ร้ายกาจพิลึกกึกกือแต่ก็หลงกันว่าใหญ่โตยิ่งมโหฬารยอดมันก็ทำร้ายคนทำลายสังคมอย่างไม่ปรานีปราสัยไม่บันยะบันยังกับความเปล่าดายนี้ต่อไปจนกว่าคนผู้ใดจะตื่นรู้ขึ้นมาแก้ไขให้ตนพ้นจากอวิชชา ปุถุชนจึงหลงความแปลก-ความใหม่ไปเรื่อยชื่นชมหลงใหลความแปลก-ความใหม่เป็นอวิชชาบทสำคัญที่คนใช้มอมเมากันและหลอกกันตลอดมาคนก็คิดแปลก-คิดใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆทับถมโลกไม่มีหยุดหย่อนพิสดารบ้าๆบอๆไปอย่างที่ปุถุชนเป็นและเห็นกัน นอกจากความแปลก-ความใหม่แล้วแนวความคิดในเลือดและวิญญาณของคนที่“เกี่ยวกับการปรุงแต่งประดิษฐ์ประดอย”(creative=สังขาร)ก็จะมีเลือดและวิญญาณแห่ง“มหิ+อิจฉะ”คือ“เต็มไปด้วยความปรารถนาหรือมากไปด้วยความอยากใหญ่อยากโต”อีกดังนั้นในเลือดและวิญญาณสามัญของปุถุชนจึงฝังลึกด้วย“ความมักใหญ่-ความมักมาก-ความมักโต”(มหิจฉตา)เป็นอุปาทานในอนุสัยลึกๆเพราะเป็น“ความหลง”(โมหะ)สั่งสมใส่จิตใจมาแต่ไหนแต่ไร ผู้“อวิชชา”จะทึ่งจะยอมจะยกให้จะเชิดชูถึงขั้นหลงใหล“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”กันแม้ที่สุดถึงขั้นกลัวมันหลงเห็นไปว่ามันมี“อำนาจ”(อธิปไตย)มันเป็น“ใหญ่”(อธิปไตย)มันก็เลยกลายเป็นความมี“อำนาจ”ที่คนฉลาดใช้กำราบกันในหมู่คนอวิชชา “ความใหญ่-ความมาก-ความโต”จึงสามารถเอาชนะความเล็กกว่า-น้อยกว่าหรือต้านหรือข่มหรือทับถมปราบสิ่งที่เล็กกว่าได้จริงคนมีไหวพริบจึงนำเชิงฉลาดอันนี้มาใช้“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”(มหิจฉตา)เพื่อข่มเพื่ออวดอ้างเพื่อเบ่งเพื่อทับถมเพื่อปราบผู้อื่นอยู่ในสังคมคนปุถุชนได้จริง การใช้“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”จึงมีทั้งในการใช้ด้วยอกุศลจิต-ด้วยทุจริตของคนชั่วเพื่อประโยชน์ตน-เห็นแก่ตนและมีทั้งที่ใช้ด้วยกุศลจิต-ด้วยสุจริตของคนดีเพื่อประโยชน์ผู้อื่น-ไม่ได้เห็นแก่ตัวไม่มีความเห็นแก่พวกตนแต่เพื่อส่วนรวมจริงๆ สำหรับผู้“พ้นอวิชชา”ก็จะไม่กลัวอำนาจแห่ง“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”(มหิจฉตา)นี้แต่จะนำมาใช้เป็นประโยชน์ตามสัจจะอันควรตามเหตุปัจจัยและกาละที่ควรใช้ทั้งในสังคมปุถุชนและในสังคมอาริยชนด้วยการประมาณตามสัปปุริสธรรม๗และมหาปเทส๔ความใหญ่-ความมาก-ความโตจึงเป็นโทษก็ได้ทั้งประโยชน์ก็ได้ ผู้“พ้นอวิชชา”จึงใช้“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้ส่วนยัง“ไม่พ้นอวิชชา”ก็ใช้“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”เป็นโทษเป็นความไร้ประโยชน์ถึงขั้นทำลายทำร้ายจริง ที่จริงนั้นโดยสัจจะ“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”นั้นมันก็สามารถข่ม-ทับ-กลบทำลายหรือสลายความเล็ก-ความน้อยได้หรือทำให้ฝ่ายน้อยยอมยกให้ยอมแพ้อย่างเป็นจริงมันเป็นเช่นนั้นได้จริงมันเป็นธรรมชาติจริงตามนั้นหรือเป็นสัจจะส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้“พ้นอวิชชา”ใช้อย่างรู้ดีด้วยกุศลจิตเป็นประโยชน์เป็นคุณแท้แต่ผู้ยัง“อวิชชา”นั้นใช้อย่างหลงอย่างไม่รู้ดีด้วยอกุศลจิตจึงเป็นโทษเป็นภัยจริง คนทั้งปวงจึงมี“ความเชื่อ”ปลายโต่งอย่างหนึ่งอยู่ลึกๆในอนุสัยกันทั้งนั้นมันฝังลึกคือ“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”(มหิจฉตา)มีฤทธิ์มีอำนาจตามสัจจะว่าความมาก-ความใหญ่-ความโตย่อมข่มหรือทับถมหรือเอาชนะความเล็ก-ความน้อยกว่าได้จริง โลกของ“อารยธรรม”ปุถุชนคนโลกๆสามัญทั่วไปจึงเต็มไปด้วยความยึดถือในความจริงประเด็นนี้กันมาตลอดกาล โลกและมนุษย์จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าความมาก-ความใหญ่-ความโตย่อมข่มหรือทับถมหรือเอาชนะความเล็ก-ความน้อยกว่าได้จริงตามสภาพที่มีจริงเป็นจริงคนจึงใช้อำนาจชนิดนี้เป็นสามัญ เพียงแต่ว่าผู้ใช้นั้นเป็นคนใช้ด้วยกิเลสหรือเป็นคนที่ใช้ไม่ด้วยกิเลสกันเท่านั้น ความมักใหญ่-มักมาก-มักโตจึงเป็นสามัญของคนอวิชชาก็จะใช้“ความมาก-ความใหญ่-ความโต”เป็นเครื่องมือเอาชนะคะคานผู้อื่นหรือเอาชนะศัตรูคู่แข่งอยู่เป็นธรรมดา แต่อาริยชนจะรู้จักการใช้“ความมาก-ความใหญ่-ความโต”เป็นประโยชน์โดยมีเมตตาจริงใช้ความมาก-ความใหญ่-ความโตเพื่อคุณค่าประโยชน์แก่มวลชนเองอย่างเป็นจริงไม่ใช่ใช้“ความมาก-ความใหญ่-ความโต”เพื่อเอาชนะคนอื่นเพื่อข่มเพื่อปราบคนอื่น ปุถุชนไม่เป็นอย่างนี้เขาใช้“ความมาก-ความใหญ่-ความโต”เพื่อข่มเพื่อเอาชนะเพื่อปราบ-เพื่อทำลายทำร้ายผู้อื่นสัจธรรมนี้มันต่างกันด้วยคุณธรรมแท้ของคนจริงเช่นนี้เอง การใช้“ความมาก-ความใหญ่-ความโต”ในสังคมจึงมาจากมโนสัญเจตนาที่เป็นอกุศลหรือเป็นกุศลด้วยความจริงของจิตอาริยะแท้หรือจิตของปุถุชนจริงด้วยประการฉะนี้ คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า“ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมากธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคตหรือธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อยธรรมนั้นวินัยนั้นของเราตถาคต”จึงมีความหมายไม่ธรรมดาแต่ต้องรู้ในนัยะที่ลึกซึ้งนี้จริงๆ ความเสื่อมหรือ“อบาย”จึงเกิดได้เพราะกิเลสในตัวปุถุชนนั่นแหละคือตัวการสำคัญกิเลสจึงเป็นตัวผีร้ายที่สุดของมนุษย์โดยเฉพาะกิเลสที่หลง“ความใหญ่-ความมาก-ความโต” ดังนั้นตราบใดที่ยังมีกิเลสโลกก็ย่อมถูกสร้าง“ความเสื่อม”หรือ“อบาย”ด้วยน้ำมือของคนผู้อวิชชาเพราะไม่รู้ความจริงทั้งไม่รู้ตัวทั้งไม่รู้โทษอยู่อย่างไม่หยุดหย่อนทับถมลงไปในสังคมในโลก พอจะเห็นได้บ้างแล้วใช่มั้ย?ว่าอบายคือความเสื่อมของคนของสังคมอบายมุขคือความเสื่อมต่ำของคนของสังคมที่คนปรุงแต่งขึ้นมาหลอกกันในโลกของปุถุชนนั้นมันคืออะรไ?“อารยบุคคล-อารยประเทศ”ที่ไม่มี“วิชชา”จะสามารถทำให้รู้เท่าทัน“อบายมุข”หรือความเสื่อมต่ำดังว่านี้ได้ยากมากเพราะ“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”นี้เองเป็น“เหตุ”หลักที่เขาหลงหกันอย่างไม่ฉุกใจเลยจึงหลงความเป็น“อารยธรรม”แบบนี้ไปหนักหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยสัจจะ“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”ก็เป็นประโยชน์ยิ่งจริงๆตามความเหมาะสมด้วย“สัปปุริสธรรม๗”ซึ่งสัตบุรุษจึงใช้“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”ตามควรจริงอย่างมีคุณค่า ถ้ายังมีกิเลสและยังไม่มีปฏิภาณจริงใน“สัปปุริสธรรม๗”คนจะประมาณความพอเหมาะพอสมไม่ถูกหรือไม่ได้เลยจึงเกิดโทษ จงติดตามดูกันต่อไปเถิดจะเห็นความจริงที่ลึกซึ้งว่าโลกหรือสังคม“อารยธรรม”นั้นเจริญด้วยความไม่สงบอยู่ตลอดกาลและเจริญด้วย“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”อย่างไม่เคยรู้ความเป็นโทษของ“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”สุดโต่งไปข้างฝ่ายนี้กันจริงๆ “อารยธรรม”จึงคือความเจริญแบบหนึ่งที่ยังไม่บริบูรณ์ ส่วนความเจริญอีกแบบหนึ่งที่ยังไม่บริบูรณ์เช่นกันก็คือความเจริยแบบ“อริยธรรม” ความเจริญของ“อริยบุคคล”นั้นก็คือคนพยายามที่จะไม่รวยพยายามที่จะไม่ให้เป็น“ความใหญ่-ความมาก-ความโต”คนพยายามที่จะไม่มียศชั้นสูงส่งในโลกคนพยายามไม่หลงสรรเสริญแม้ที่สุดพากันพยายามจะไม่ติดความเป็นอบายมุขแต่ก็ไม่เข้าใจพอไม่รู้ว่าอบายมุขคืออย่างไรกันชัดเจนแท้ละเอียดพอเป็นคนตั้งใจจริงมีสำนึกแล้วว่า“ความสุขที่ได้โลกธรรม”แล้วหลงเสพว่า“สุข”นั้นมีปฏิภาณรู้แล้วว่ามันไม่สมควรไม่น่าได้ไม่น่ามีจึงตั้งใจจะไม่ให้มีในตน แต่ยังไม่“สัมมาทิฏฐิ”และวิธีปฏิบัติก็ไม่มีเบื้องต้น-เบื้องกลาง-เบื้องปลายอย่างลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลหรือเสมือนมหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับไม่ขรุขระตะปุ่มตะป่ำไม่โกรกชันเหมือนเหวตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น“ความมหัศจรรย์”ที่มีนัยสำคัญจริงๆ ความเป็นลำดับเบื้องต้น-เบื้องกลาง-เบื้องปลายนี้สำคัญมากในการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนาที่ต้องเรียงลำดับถูกต้องมีเบื้องต้นกันจริงๆแล้วรู้จักเบื้องกลางที่จะปฏิบัติเชื่อมต่อกันไปให้ถูกสภาวะธรรมจริงๆตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะของท่านเป็นลำดับซึ่งเป็นความยิ่งใหญ่ขั้น“มหัศจรรย์”ทีเดียวมันเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุพุทธธรรมที่ไม่เป็นลำดับ(พระไตรปิฎกเล่ม๒๓ข้อ๑๐) ซึ่งนักปฏิบัติธรรมของพุทธที่หลง“อริยธรรม”กันในปัจจุบันนี้ก็หลง“สุดโต่ง”ไปข้างฝ่าย“ความมักน้อย”(อัปปิจฉะ)เกินควรเหมือนกับพวก“เทวนิยม”นักพรตดาบสฤาษีที่มีอยู่เดิมมาแต่ก่อนเก่าเขาก็เป็นพวกสุดโต่งแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรอยู่ในโลกมาตลอดกาลนาน ความเสื่อมมันก็พาไปหามิจฉาทิฏฐิแบบนี้แหละตามหลักไตรลักษณ์เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-เสื่อมไปในคนผู้ยังไม่มีปรมัตถธรรมขั้นนิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปังย่อมเสื่อมไปตามไตรลักษณ์เป็นธรรมดายกเว้นผู้บรรลุนิพพานแท้ซึ่งต้องมีความเสถียรของจิตที่อบรมจนกระทั่งมีภาวะนิพพานที่นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปังกันจริงๆ ในเมื่อพระวจนะสำคัญที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าบันทึกไว้ถูกต้องก็ยังมีอยู่และที่สำคัญคำตรัสที่ว่า“สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกมีอยู่”(พระไตรปิฎกเล่ม๑๔ข้อ๒๕๗)เป็นพระวจนะยืนยันให้คนค้นหาบุคคลผู้มี“สยังอภิญญา”นี้ให้พบ ก็เสาะหาบุคคลดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นี้ให้พบเถิดถ้าใครหาไม่พบชาตินี้ก็ไม่ได้สัมมาทิฏฐิแน่เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาสวากภูมิ[พุทธเป็นศาสนาที่ต้องได้รับฟังมาจากผู้บรรลุธรรมแล้วจริงมาก่อนจึงจะได้รู้พุทธธรรมที่สัมมาทิฏฐิจะรู้เองบรรลุเองไม่ได้ผู้รู้เองเจ้าของธรรมมีพระพุทธเจ้าเท่านั้น]ผู้ต้องการรู้จึงต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าหรือได้ฟังจากสัตบุรุษผู้มีปัจจัตตังหรือผู้มี“สยังอภิญญา”มาก่อนเป็นปัจเจกภูมิมาแล้วจริงจึงจะได้ฟังสัทธรรม(ธรรมที่ดีถูกต้อง)ไม่เช่นนั้นก็จะได้ฟังแต่อสัทธรรม(ธรรมที่เพี้ยนผิดไม่ถูกต้อง)ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันอย่างนี้ไว้มากมายหลายสูตรหลายที่มาก แต่ถ้าในโลกปัจจุบันนี้บุคคลที่เป็นสัตบุรุษไม่มีแล้วจริงสูญสิ้นไปหมดแล้วก็ไม่มีให้เสาะหากันแน่นอนหรือหาอย่างไรก็ไม่พบหรอกยุคนั้นก็เป็นยุคที่คนเสื่อมจากศาสนาพุทธไปจนกู้ไม่ได้แล้ว แต่ยุคปัจจุบันนี้หลักฐานพระไตรปิฎกที่เรานับถือเชื่อถือกันก็ยังมีอยู่ผู้รู้ภาษาที่บันทึกคำสอนพระพุทธเจ้าไว้ก็มีอยู่นักปราชญ์ที่พอจะรู้ความจริงก็มีอยู่พระไตรปิฎกฉบับนี้ยังมีผู้รับรองอยู่อีกด้วยข้อสำคัญพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้แล้วยืนยันอยู่ว่า“สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกมีอยู่”คำตรัสนี้ยังเหลือยังมีหลักฐานให้เรารู้ก็พยายามพากเพียรหาเสาะหาให้พบคนผู้ที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดหมายไว้นี้ให้ได้เถิด จะได้ปฏิบัติถูกต้องไม่เป็นผู้“หนีโลก”(โลกันตะ)ออกนอกหมู่ไปอยู่แต่ผู้เดียวไปปฏิบัติแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไร้มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีอันเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์อันเป็นคำสอนสำคัญยิ่งของพระบรมศาสดา แต่“อริยบุคคล”ในปัจจุบันนี้ปฏิบัติแบบหลงออกนอกหมู่ไม่มีมิตรดี-สหายดี-สังคมสิ่งแวดล้อมดีที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าเป็น“แสงอรุณ๗”ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องได้พบก่อนจึงจะปฏิบัติ“มรรคองค์๘”เป็น“สัมมามรรค-สัมมาผล”ได้จริง ประเด็นที่เป็นภาษาธรรมที่หลงผิดกันอยู่คือคำว่า“อยู่แต่ผู้เดียว”ก็ดี“ปลีกออกจากหมู่”ก็ดีไม่มีเพื่อนสอง”ก็ดีไม่คลุกคลีด้วยหมู่”ก็ดี“ยินดีในเสนาสนะป่า”ก็ดีมีนัยสำคัญที่ไม่ใช่ภาษาคนที่หมายถึง“ตัวตนบุคคลเราเขา”เลยหมายถึง“ปรมัตถสัจจะ”แท้ๆค่อยอธิบายกันในโอกาสหน้า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีความเป็น“สงฆ์”แท้ๆคือเป็นคณะเป็นหมู่ไม่ใช่ศาสนาอยู่เดี่ยวปลีกเดี่ยวเหมือนศาสนาอื่นๆในยุคก่อนๆเป็นศาสนาที่มีการขัดเกลากันและกันคือมี“สัลเลขธรรม”มี“สัมผัสเป็นปัจจัยในการปฏิบัติไม่ใช่ศาสนาหลบเข้าไปอยู่ในภวังค์ ซึ่งยุคปัจจุบันนี้ไม่รู้เรื่องเหล่านี้กันแล้วแม้แต่“ศีล”(จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล)ก็ไม่นับถือกันแล้วไม่มีกันแล้วยืนยันกันแต่ว่ามี“วินัย๒๒๗”ไม่รู้จัก“ศีล”กันจริงๆจึงได้พากันละเมิด“ศีล”หรือไม่ปฏิบัติตาม“ศีล”อันเป็น“ธรรมนูญ”ของพุทธแท้ๆไปจึงหมดแม้แต่“รูป”ของความเป็นศาสนาพุทธกันแล้วเช่น“มหาภูตรูป๔”เป็นต้นไม่ต้องพูดถึง“นาม”กันเลยเพราะ“ปสาทรูป๕”ก็ปิดประตูนอกหมดโคจรรูป๕”จึงไม่มีทางมีได้เลยแล้วจะเกิด“ภาวะรูป๒”ให้ปฏิบัติเรียนรู้“รูปนาม”ที่มีสภาวะพร้อมทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม”บริบูรณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนากันตรงไหน? แม้แต่“ศีล”ก็ไม่มีดังกล่าวในวัดในวาของพุทธทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยการละเมิด“มหาศีล”กันเฉยเลยเป็นต้นในสำนักศาสนาพุทธจึงมีรูปลักษณ์ที่เห็นได้ยืนยันชัดๆว่าแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธอย่างชัดเจนจะแจ้งมีเดรัจฉานวิชากันเป็นปกติหลงประพฤติแบบเทวนิยมกันเป็นปกติจึงเป็นการหลอกคนว่าเป็นศาสนาพุทธอย่างไม่สะดุดใจไม่สะดุ้งสะเทือนไม่สำนึกแต่อย่างใดแล้วจะได้มรรคผลเป็น“อเทวนิยม”กันแต่ไหนเล่า..!!? แม้แต่“ศีล”ก็ไม่มีแม้จะปฏิบัติ“อธิจิต”ก็ไปหลงวิธีปฏิบัติที่ไม่มี“กายในกาย”ให้ปฏิบัติได้เลยเริ่ม“สติปัฏฐาน๔”ข้อแรกก็ไม่มีจึงไม่มีพุทธแค่ภาคปฏิบัติที่เป็น“โลกุตรมรรค”ข้อที่๑ใน“โลกุตรธรรม๓๗หรือโลกุตรธรรม๔๖”(พระไตรปิฎกเล่ม๓๑ข้อ๖๒๐)ไม่มีเบื้องต้นเลยแล้วจะมีเบื้องกลาง-เบื้องปลายได้แต่ที่ไหน? เพราะชาว“อริยบุคคล”ในยุคนี้ใช้วิธีตั้งใจพรากตนออกจากความมีลาภ-ยศ-สรรเสริญและสุขที่ได้โลกธรรม-หรือสุขอันเป็นกามโดยการพรากออกมาดื้อๆใช้สะกดจิตเอาบ้างลืมๆบ้างทิ้งๆบ้างหาเหตุผลกลบทับให้มากๆมันจะได้หายไปสิ้นไปโดยหลงว่ามันจะ“ดับสนิท”ได้บ้างไม่มีสัมมาทิฏฐิใน“วิปัสสนาวิธี”กันเลย ซึ่งไปนิยมวิธีหลับตา“สะกดจิต”แบบmeditationให้มันสงบด้วยเจโตสมถะจากลาภยศสรรเสริญและรสกามความระลึกถึงโลกธรรมระลึกถึงกามนี่แหละเป็นหลักใหญ่ของฝ่าย“อริยธรรม” การทิ้งออกมาดื้อๆไม่มีการสัมผัสเกี่ยวข้องเลยไม่เรียนรู้ภาวะนั้นจริงเป็นบื้องต้น-เบื้องกลาง-เบื้องปลายอย่างมีลำดับลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลมีแต่หาวิธีทำให้มันลืมให้มันไม่นึกไม่คิดถึงอีกด้วยวิธีทำ“เจโตสมถะ”ที่ทำกันอยู่ทั้งหลายซึ่งออกหนีไปจากมันเอาดื้อๆให้ไกลแล้วหลับตาทำสมาธิที่เป็น“เจโตสมถะ”คือmeditationไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในวิปัสสนาวิธีที่สัมมาทิฏฐิจึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“กาย”เช่นสักกายก็ปฏิบัติกายในกายไม่ได้กายคตาสติจึงปฏิบัติไม่สัมมาปฏิบัติเพราะไม่สัมมาทิฏฐิแต่ต้นก็ไม่สามารถเกิด“สัมมาสมาธิ”แบบพุทธแท้อันจะเกิดsupraconcentration ผู้ปฏิบัติสาย“อริยธรรม”จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงโลกธรรมหรือไม่รู้จักวิญญาณที่เป็น“กามจิต”ที่เป็น“อัตตา”ขั้นต้นคือ“สักกาย”ก็ยังไม่มีให้ปฏิบัติเป็นเบื้องต้น“สังโยชน์ข้อที่๑จึงไม่ได้เริ่มต้นเลยแล้วการปฏิบัติที่บรรลุเป็นลำดับจะเกิดกันตรงไหน? เป็นอันหมดทางที่จะชำระกิเลสตั้งแต่เบื้องต้นไม่ต้องไปกล่าวถึง“อนุสัย”เลยจึงเห็นได้ว่าแม้แต่สิ่งเสพติดตื้นๆหยาบๆเช่นยังเสพยังติด“รูปที่เกิดทางตา”บางอย่าง“เสียงที่เกิดทางหู”บางอย่าง“กลิ่นที่เกิดทางจมูก”บางอย่าง“รสที่เกิดทางลิ้น”บางอย่าง“โผฏฐัพพารมณ์ที่เกิดทางกาย”บางอย่างอันเป็นทาง“กามคุณ๕”และหรือยังวนกลับไปหลง“โลกธรรม”อันเป็นลาภเป็นยศเป็นสรรเสริญสรรเสริญนี่แหละที่ชัดที่ยึดเป็น“อัตตา”อย่างกินลึกไม่รู้ทันได้ง่ายเพราะยังหลงติดใน“อัตตา”ที่เกิดจากลาภบ้างยศบ้างสรรเสริญบ้างอัตตทัตถสุขบ้างเพราะรู้“กามคุณ๕”หรือรู้“อัตตา๓”ไม่บริบูรณ์ไม่ได้เรียนรู้อย่างบริบูรณ์ตามลำดับเบื้องต้นเบื้องกลางเบื้องปลายลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลเนื่องจาก“อริยบุคคล”เอาแต่หนีโลกหนีสังคมเอาแต่ทำสมาธิแบบ“เจโตสมถะ”ที่เป็น“meditation”เป็น“สมาธิ”ที่ไม่มี“กาย”จึงไม่มี“จิต-เจสิก”อันบริบูรณ์ก็ไม่มีโอกาสได้“สัมมาสมาธิ”ที่เป็นsupraconcentration “อริยบุคคล”นั้นจะเป็นคนที่เก่งสามารถเกี่ยวกับทาง“จิตวิสัย-อัตวิสัย”(subjective)ที่เป็นแต่“เจโตสมถะ”ทว่าไม่เก่งทาง“วิเคราะห์จิต”(psychoanalyze)จะพยายามไม่เอา“โลกวิสัย-วัตถุวิสัย”(objective)แต่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกวิสัย-วัตถุวิสัย”(objective)เพราะพยายามหนี“โลก”หนี“วัตถุ”จึงไม่รู้เท่าทัน“โลกวิสัย-วัตถุวิสัย”ไม่มีโลกวิทู “อริยบุคคล”จะเก่งสามารถใน“สมาธิที่เป็น“เจโตสมถะ”(meditation)แต่จะไม่เก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive