หนังสือ ปัญญาที่จบอนุปาทิเสสนิพพานธาตุสำเร็จ.docx

โฟลเดอร์หนังสือพ่อครู ไฟล์ word ที่รอเขียนต่อ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาที่จบอนุปาทิเสสนิพพานธาตุสำเร็จ 04.10 น. วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา พ่อครูลุกขึ้นมาเขียนและอธิบายธรรมะเรื่อง ปัญญาที่เป็น“อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”ไว้ว่า.... ปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากธาตุรู้สุดวิเศษแปลกประหลาด ซึ่งมันเป็น“ธาตุรู้ตัวใหม่” ที่แยกแปลกไปจาก“ธาตุรู้ของคน”อันเคยมีมา“คู่โลกคู่มหาจักรวาลคู่กาล คู่เอกภพ” และคนชาวโลกทั้งหลายก็จะมี“ความรู้”“คู่”กันไปอย่างนี้ตราบนิรันดร ไม่มีวัน“จบ”ด้วย “ธาตุรู้ของธรรมชาติ”ที่เคยมีมาคู่โลก-คู่มหาจักรวาล-คู่เอกภพ-คู่กาล-คู่วัฏฏสงสารนั้นเป็น“ภาวะคู่”ที่พากัน“หมุนวนจากซ้ายไปขวา” ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างนี้ เท่านี้ ตลอดกาลนานสุดแสนนานมา ไม่มีวัน ไม่มีวินาที ไม่มีคน ไม่มีใครจะจะเห็น“ทวนกระแส”หรือแปลกแยกไปจากนี้ไม่ว่าปราชญ์ศาสดาใดยิ่งใหญ่ปานไหน ก็ไม่มี“ความรู้”เห็นแยกเห็นแปลกไปได้เลย ไม่ว่า หมอดู นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ หรือยอดรู้นักปราชญ์ หรือนักธรรมชาติวิทยา หรือจะเป็นศาสดาทั้งหลายประดามีในโลก ก็ไม่เคยมีใครจะมี “ความรู้”ชนิดที่เป็น“ความคิดทวนกระแสโลก”ได้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบที่“จบกิจ-จบกาล”กันได้เช่นนี้ “ความคิดทวนกระแสโลก” ต้องเรียกว่า “ปัญญา”นี้ เป็น“ธาตุรู้”ชื่อว่า “โลกุตรธรรม” ซึ่งมีที่สุดเป็นที่สุดได้ถึง “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”ปานฉะนั้นทีเดียว “ปัญญา”จึงเป็น“ความรูู้้”ที่มี“ธาตุ”เป็น“โลกุตระ” ส่วน“เฉโก”นั้นเป็น“ความรู้”ที่มี“ธาตุ”เป็น“โลกียะ” ดังนั้น “ปัญญา”กับ“เฉโก”จึงมี“ธาตุ”คนละราก คนละเชื้อ คนละเผ่าพันธุ์ นั่นคือ ปกติสามัญเดิมของโลก“หมุนวนจาก ซ้ายไปขวา” และ“ความรู้”ที่“รู้”แบบนี้ ก็เป็นธรรมดาเรียกว่า“เฉโก” อันเป็น“ความรู้แบบโลกียะ”มาแต่เดิมที่ เกิดอยู่ในมหาจักรวาลเอกภพแต่ไหนแต่

อ่านต่อ

ไร กระทั่งปัจจุบันนี้ “โลก”ธรรมชาติทั้งอวกาศก็มีการหมุนของเอกภพมหาจักรวาลที่“หมุนวนจากซ้ายไปขวา”ทางเดียวตลอดกาลมานิรันดร และแม้ทุกวันนี้ ก็ยังคงหมุนอยู่เช่นนี้ คนในโลกสามัญทั้งหลายจึงมี“ความรู้”และใช้ “ความรู้”กันเป็นสามัญตามธรรมชาติที่มีนี้ คือ “ล้วนหมุนวนจากซ้ายไปขวา”อย่างเดียวกันทั้งนั้นถ้วนทั่ว แต่พระพุทธเจ้าทรงสามารถค้นพบ“การหมุนทวนกระแสโลกสามัญ (ปฏิโสตัง) ”นี้ โดยเฉพาะ“การหมุนทวนกระแสโลกทางจิตวิญญาณ” พระองค์จึงทรงพบ“ความจบ” ของ“อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” อันเป็น“จิตธาตุ”หรือเป็น“วิญญาณธาตุ”ของมนุษยชาติ ที่สุดสมบูรณ์แบบ “ความรู้”ชนิดนี้เป็นของพระพุทธเจ้าโดยแท้ ที่ไม่มีศาสดาใดๆในเทฺวนิยมโลกียะจะสามารถมีได้ เพราะเป็น“ความรู้”หนึ่งเดียว ที่จะสามารถทำ “วิญญาณธาตุ”หรือทำ“จิตธาตุ”หรือทำ“จิตนิยาม”อันเป็น “ธาตุรู้”ของคนทุกคน ของมนุษย์ทุกมนุษย์ ให้บรรลุถึง ขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” ซึ่งต้องใช้“ความรู้”ชนิด พิเศษวิเศษที่เรียก “ปัญญา” ซึ่งความรู้ที่เรียกว่า “เฉโก”นั้นไม่สามารถทำให้บรรลุ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้ แม้แต่แค่“นิพพาน”เท่านั้น ความรู้แบบ“เฉโก”ก็ไม่สามารถมีได้ ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ธาตุจิต-ธาตุวิญญาณ”ถึงที่สุดทำให้เป็น“อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”ได้อย่างเป็นที่สุดแห่งที่สุด ไม่เหลืออยู่ใน“กาล”ใน“เอกภพมหาจักรวาล”ใน“วัฏฏสงสาร”อีกเลยนิรันดร “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”แปลว่า “ธาตุ”ที่ไม่เหลือเชื้อ คือ ไม่เหลือ“อุปาทิ” เรียก“ธาตุ”นี้ว่า “นิพพาน” ซึ่งเทฺวนิยมโลกียะทั้งหลายทั้งหมดไม่มี“นิพพาน” “ธาตุ”ที่เป็น“นามธาตุหรือจิตธาตุหรือวิญญาณธาตุ”ในความเป็น“คนหรือมนุษย์”นั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต”ที่ทรงค้นพบวิธีปฏิบัติให้บรรลุธรรม”ได้อย่างวิเศษสุดๆ มีความสามารถทำตนให้“จบกิจ”ได้ถึง“๔ ขั้น”เป็นอย่างน้อยทีเดียว นั่่นคือ มี“ความรู้”ที่เป็นลักษณะ“โลกุตระ”หรือ “อาริยกะ”ที่หลุดพ้นจากความเป็น“มิลักขะ”ที่แท้จริง ที่เรียกว่า “ปัญญา”นี่เอง “ความรู้”ชนิดนี้ เป็น“ความรู้่ชนิดใหม่” ที่มี“ธาตุ” ตัวใหม่ อันเป็น“อื่น ( อัญญะ) ”ไปจากความรู้ชนิดที่เรียกว่า “เฉโก” ที่มี“ความรู้”อยู่เพียงแค่“หมุนวนเวียนจากซ้ายไปหาขวา”อยู่ทิศทางเดียว ตามธรรมดาโลก ไม่ว่า ปราชญ์ขั้นศาสดา หรือนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ หรือหมอดู ต่างก็ใช้“ความรู้”ที่“หมุนวนเวียนจากซ้ายไปขวา”ทั้งสิ้น เพราะไม่เคยมี“ความรู้”ที่เป็น“ธาตุรู้”ตัวใหม่ เรียกว่า “ปัญญา”อันเป็น“ความรู้”ที่“หมุนวนเวียนจากขวาไปซ้ายที่“ทวนกระแสโลก”ก็ได้ หรือจะหมุนวนเวียนจากซ้ายไปขวา”นั้นมันไม่ยาก มันธรรมดา ก็ทำได้อยู่แล้ว อย่างดียิ่งด้วย จึงเป็นความบริบูรณ์สัมบูรณ์สุดๆ มนุษย์ทั่วโลกทั้งหลายส่วนมากเกือบทั้งโลกทุกวันนี้มันก็ยังมีธาตุรู้“เฉโก”อยู่เดิม คือเป็นแบบโลกียะเป็นแค่“ความรู้ที่หมุนวนเวียนจากซ้ายไปขวา”กันอยู่ทั้งนั้้น แต่พระพุทธเจ้ามาเจอตัวใหม่ ซึ่งมันไม่ได้เดินเป็นความรู้ที่เดินเหมือนกับความรู้หรือว่าความเป็นไปของธรรมชาติ“โลก”หรือ“โลกียะ”ที่มีอยู่นิรันดร ตั้งแต่โลกเกิด แม้กระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังคง“เวียนจากซ้ายหมุนไปหาทางขวากันเป็นธรรมดาทั้งทางรูป ทั้งทางนาม” ซึ่งเป็นธรรมดาธรรมชาติโลกที่มันเดิน“หมุนเวียนทางเดียว”คือทางเวียนซ้ายไปขวา ทั้งเป็นเรื่องของ“รูปธรรม” แม้เรื่องของ“นามธรรม”ชาวโลกเทฺวนิยมโลกียะ”ทั้งหลายก็ยังคงมี“ความรู้”แค่“เฉโก”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความหมุนวน”กันอยู่ก็เพียงแค่“ความหมุนวนจากซ้ายไปขวา”กันอยู่ ตามกระแสเรียกว่า“เวียนจากซ้ายไปขวา” ธรรมดาโลก หรือจักรวาล มันก็หมุนเวียนกันอยู่”ไปทางเดียวฉะนี้นิรันดรมา และก็ยังนิรันดรกันไปตามธรรมดาโลก จักรวาล แต่ของพระพุทธเจ้านี่ สามารถ“เวียนขวามาซ้ายได้ด้วย” อันเป็น“คุณวิเศษ”ที่ต้องเรียกว่า อุตตริมนุสสธรรม เพราะมันเป็น“ความรู้”ทีเป็น“ธรรมที่ยวดยิ่งของมนุษย์” หรือเป็น“ธรรมที่ล้ำมนุษย์สามัญ”ไปจริงๆ นั่นคือ “ความรู้”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความหมุนวน”ได้ทั้ง“ความตามกระแส’และทั้“ความทวนกระแส” นั่นก็เพราะมี“วิชชา ๘ ”และมี“ปัญญา ๘” หลุดพ้นจาก“อวิชชาสวะ ๘” เป็นผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“รู้จบ“ ทั้ง“กรรม” ทั้ง“กิจ” ทั้ง“กาล” ซึ่งเป็นการเวียนหมุนทาง“จิตวิญญาณ” มัน“ทวนกระแสโลก”ได้ หรือ“ทวนกระแสโลกียะ” ซึ่งเป็นความสามารถวิเศษพิเศษกว่าโลกียะสามัญธรรมดาโลกจักรวาล ที่เขามีเขาเป็นกันอยู่นิรันดรมา นั่นคือ โลกนั้น“หมุนเวียนจากซ้ายไปขวา”อยู่เช่นนี้ ทิศทางเดียวตลอดมา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ทุกวันนี้โลกก็ยัง“หมุนเวียนจากซ้ายไปขวา”อยู่ ธรรมชาติของโลกียะ คือ สามัญจักรวาลนั้นเป็น อยู่ทิศทางเดียว “ไม่หมุนวนทวนกลับไปอีกข้างหนึ่ง” สามัญของปุถุชนโลกียะเทฺวนิยมทั่วโลก ไม่เฉลียวใจว่า เรื่องทวนกระแส“ความหมุนวนขวาทวนกลับไปหาซ้าย” นี่..จะเป็น“นััยสำคัญ”ที่พาให้“รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ”ที่ยิ่งใหญ่ ได้ ในโลกเอกภพมหาจักรวาลนี้ โลกหมุนก็ดี จักรวาลทั้งมหาจักรวาลหมุนก็ดี ล้วน“หมุนจากซ้ายไปขวา”นิรันดรเช่นนั้นตลอดกาล พระพุทธเจ้าทรงสามารถค้นพบ“ความหมุนวน ขวาทวนกลับไปหาซ้าย”ได้อย่างพิเศษวิเศษสุด ซึ่งเป็น การทำได้ทาง“จิตวิญญาณ”เท่านั้นด้วย เรื่องนี้จึงเป็น“วิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่” การหมุนทวนกระแสธรรมชาติโลกมหาจักรวาลเอกภพทาง“จิตวิญญาณ”นี้ มันทำให้เกิด‘ความรู้”ที่“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”อดีต”คือเป็นผู้มี“ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ”คือ “การระลึกชาติอดีต ได้” คือ เราระลึก“ถึงชาติที่ตนเคยเกิด-แล้วเคยตายลง” และเมื่อ“ตายไปแล้ว-เกิดอีก”เป็น“คน”อีก ก็ระลึกเอา “ความจำจากชาติเก่า”ที่ผ่านมานั้นได้ ซึ่งมีทั้ง“รูปธรรม”บ้างและ“นามธรรม”บ้าง บางคนระลึกเอา“รูปธรรม”ขึ้นมารู้ได้มาก บางคนก็ระลึกเอา“นามธรรม”ขึ้นมาได้มากหรือน้อย ก็แล้วแต่บารมีขงแต่ละคนจริง ซึ่งล้วนระลึกจาก“สัญญา”คือ“คลังความจำ”ของตนเอง นั่นเอง ทั้งนั้น ย่อมระลึกเอา“ความจำ”ของใครอื่นขึ้นมา“รู้”ในตนนั้น ไม่ได้ จะระลึกได้แต่สิ่งที่ตนเคยไปเกี่ยวข้องมาแล้วในชาติก่อนๆ ตนเองเกิดมาในชาติใหม่ใด ชาตินั้นมี“ญาณหยั่งรู้ในอดีต (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ”ได้เก่ง สามารถย้อนระลึกเอา“ความจริงของอดีตที่ตนเคยเกี่ยวข้องมาแล้วขึ้นมาได้จริงตามจริง” ไม่ใช่เรื่องเจตนาคิดขึ้นมาหลอก หรือไม่ใช่เรื่องไม่จริงแต่ตนหลงว่าจริงเองของตน ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เป็นจริงมีจริงในสัญญาของคน ดังนั้น ผู้ระลึกได้ในเรื่องที่เป็น“พฤติการณ์ทางรูปธรรม” ก็สามารถนำความเป็นรูปธรรมนั้นๆที่ตนเคยมี“ความรู้”ขึ้้นมาใช้งานในชาติใหม่นี้ได้ ตาม“ความรู้ที่ตนมีในความจำของตนมาก่อนแล้ว” เป็นต้น เช่น ระลึกได้ด้วยแต่“รูปธรรม” หรือระลึกได้แต่ แค่“นามธรรม” หรือระลึกได้ทั้ง“รูปธรรมและนามธรรม” เมื่อสามารถระลึกได้ จึงพิสูจน์“ความจริง”ของ“การทวนกระแส” หมายความว่า คนผู็นั้นสาารถ“ย้อนระลึกกลับไปสู่สิ่งเก่าที่ผ่านมาแล้วได้” จึงพิสูจนได้์ว่า ใน“จิตวิญญาณ”ของคนนี้มันมี“ความจำอดีต”คือ “สัญญา” ซึ่งเป็น“การบันทึกความจำได้เก่าๆก่อนๆไว้” จึงทำให้“เจ้าตัว”สามารถระลึก“ภาวะนั้น”ขึ้นมาได้ ประเด็นนี้แหละ ที่เป็นการ“ทำลายความรู้ความสามารถ”ของสามัญปุถุชนโลกียะคนเทฺวนิยม ที่มีแต่“ความรู้-ความสามารถ”เป็นไปอยู่ทิศทางเดียวมาตลอดกาลนาน คือ ได้แต่“เดินไปข้างหน้า” ทว่า“ย้อนทวนอดีต”ไม่ได้ ไม่ว่า ย้อนไปรู้“รูปธรรม”หรือ“นามธรรม” คือ “ความรู้”ของปุถุชนโลกียะคนเทฺวนิยมนั้น ไม่สามารถทวนกลับระลึกไปหา“อดีต”ได้ การระลึก‘ทวนกระแส”นี้เองที่เป็น“ความรู้” ซึ่งไม่มี “ศาสดาใด”มีความรู้มาก่อน และไม่เคยเห็นเป็นสำคัญ “อวิชชาสวะ ๘”ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มี (๑) ไม่รู้ทุกข์ (๒) ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (๓) ไม่รู้ความดับทุกข์ (๔) ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (๕) ไม่รู้ในส่วนอดีต (๖) ไม่รู้ในส่วนอนาคต (๗) ไม่รู้ในส่วนอดีตและอนาคต (๘) ไม่รู้ใน ปฏิจจสมุปบาท ว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ นั้น เป็นเรื่องของ“กรรม” หรือ GOD ข้อ ๕ ถึงข้อ ๗ นั้น เป็นเรื่องของ “กาล” ข้อ ๘ จึงจะเป็นเรื่องของ “กิจ” หรือ กิจจ มนุษย์หรือคนนั้น เกิดมาแล้วทุกชีวิต เริ่มตั้งแต่ สัตว์เซลล์เดียว ก็มี“กรรม”เป็นของของตน ไปทีเดียว แล้วเซลล์ที่เป็น“สัตว์”นั้น “ธาตุรู้”ของมันก็ยึดเซลล์ของมัน เป็น“ตัวตน”ชื่อว่า “อัตตา” จึงมี“สุข”มี“ทุกข์” ซึ่งแตกต่างจาก“พืช”หรือ“พีชนิยาม”่สำคัญมากยิ่ง ยวดยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ตรงที่่มันยึดเซลล์ที่มันอาศัยแล้ว แต่มันยังไม่ยึดว่า เป็น“ตัวกูของกู”ของมัน ตรงนี้เอง ที่เป็นจุดสำคัญยิ่งใหญ่สุดยอด ย้ำ...มันยังไม่ยึดว่า เป็น“ตัวกูของกู”ของมัน หากคนผู้ใดสามารถ“ทำใจในใจ”ของตนนี้แหละ ให้“ไม่ยึดตัวกูของกู”ของตนได้ เหมือน“พืช” คนผู้นั้น ก็จะมี“ชีวะ”ที่“ไม่สุข-ไม่ทุกข์” นั่นทีเดียว อารมณ์นี้ หรือความรู้สึกนี้แลคือ ความรู้สึกที่เป็น“นิพพาน” ภาวะของ“ชีวะ”ที่“ไม่สุข-ไม่ทุกข์”นี่เอง ซึ่งเพียงภาษา ใครๆก็เข้าใจได้ ไม่ยากเลย นั่นก็แค่รู้ ผู้มีปฏิภาณเล็กน้อยก็รู้ ก็เข้าใจได้แล้วว่า คืออะไร? แต่ความเป็น“สภาวธรรม”ของ‘กาย’ก็ดี ของ ‘เวทนา’ก็ดี ของ“จิต’ก็ดี ของ‘ธรรม’ก็ดี ในตนคนผู้นั้นเกิดจริงเป็นจริงอย่างไรกันแท้ๆ นี่สิ! ที่ตนคนผู้ใดจะรู้ชัดได้้ทั้งด้วย“ปัญญา”ตนเอง และทั้งมี“สภาวะของจิต (ธรรม) ”ตนเอง มันมีจริงมันเป็นจริงได้ ทั้ง“รู้”และทั้ง“เป็นได้จริง”ครบ ๒”คือ มี“ปัญญารู้”ก็จริง และ“จิตเกิดภาวะนั้นๆ (ธรรม) ”ก็จริง คนผู้มีทั้ง“๒ ภาวะ”นี้ จึงจะชื่อว่า “ผู้บรรลุธรรม” ความเป็น“คน”นั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ“ความจริง”ที่เป็น“ราก”สุดสำคัญมาก มีถึง“๑๐ ราก (มูลกา) ” และ“ความจริง”นี้ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบพิสูจน์ “ความจริง”ได้ จนกระทั่งถึง“ราก (มูลกา) ”ครบบริบูรณ์กันจริง ตามที่ตนตั้งแต่เริ่มรู้มาเป็น“ปริยัติ” แล้ว“ปฏิบัติ” เกิดผล จนกระทั่ง“จบกิจ”เป็น“ปฏิเวธ”กันแท้ๆนั้น“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน” มัน“เกิด”ถูกต้องถ่องแท้ลงไปถึงที่เกิด (โยนิโส มนสิการ) และมัน“ดับ (นิโรธ) ”ถูก“กิเลส”ถึงขั้น ดับ“อาสวะ”ได้มั้ย? ...ยังไม่ต้องกล่าวถึงขั้น“อนุสัย” คนต้องดับ“กิเลส”ที่เป็น“อาสวะ”ก่อนขั้น“อนุสัย” ส่วนขั้น“อนุสัย”นั้น ยังเป็น“ภาวะลึกซึ้งละเอียด” ภาวะแห่งความเป็น“ชีวะ”นั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ละเอียดได้ยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายใดๆในโลกจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบได้เท่าเทียมพระองค์ เช่น ความเป็น“ธรรมนิยาม ๕” เป็นต้น “ธรรมนิยาม ๕”นั้น ได้แก่ (๑)อุตุนิยาม (๒)พีชนิยาม (๓)จิตนิยาม (๔)กรรมนิยาม (๕)ธรรมนิยาม คนผู้ใดยังไม่สามารถ“ทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ”ของตน ให้เป็น“อารมณ์อย่างพืช”ได้ คนผู้นั้นยังไม่มี“วิมุตติ”อันเป็น“แก่น (สาระ) ”สุดสำคัญของความเป็น“คน”ได้หรอก คนผู้ใดสามารถมี“การทำใจในใจ )(มนสิการ) ”ของตนให้เป็นเยี่ยง“พืช”ไม่ได้ คนผู้นั้น ยังเป็นภัยของโลกอยู่ และยังเป็นทุกข์อยู่ในตน ในโลกต่อไปอยู่แน่นอน เพราะ“พืช”มันไม่เป็นภัยต่อใครอื่น“เขา”เลย มัน เอาแต่“ตัวมันเอง“ มันยึดชีวะเฉพาะของมันเองเท่านั้น “พืช”จึงเป็นแต่ประโยชน์ ไม่เป็นโทษแก่ใคร ที่สำคัญ“พืช”มันไม่มี“ความรู้สึก (เวทนา) ”ที่เป็น“สุข” หรือเป็น“ทุกข์”ในตัวมันเอง เพราะ“พืช”ยังไม่มี“เวทนา” “พืช”มีแค่“สังขาร (การปรุงแต่งกันอยู่) ”กับ”สัญญา (ความกำหนดรู้และความจำ) ” “พืช”มันมีแต่“ความรู้”ที่เกี่ยวกับ“ตัวเอง“ มันยังไ่ม่มีี“กาย” แม้มันจะมีความเกี่ยวข้องอยู่กับ“ภายนอก”ใดอื่นต่างๆสารพัดอยู่ก็ตาม “พืช”มันมีความเป็น“ตัวเอง” แต่มันยังไม่ใช่“ธาตุ” ที่ยึดถือหรือยึดเอาความเป็น“ตัวเอง”ไปเป็นภัยหรือเป็นโทษแก่คนแก่สัตว์อื่นใด มันมีแต่ประโยชน์แก่อื่นๆ ในความเป็น“พืช”นั้นคือความเป็น“ธาตุชีวะ”แล้วขั้นหนึ่ง ซึ่ง“พืช”ยังไม่มี“ความรู้สึก”จึงเรียกไม่ได้ว่า“สัตว์” แต่ขั้น“จิตนิยาม”นั้นสูงกว่า“พืช”อีกด้วยตรงที่มี “เวทนา” เพราะมี“ความรู้สึก”หรือมี“เวททนา”จึงถือว่ามีความเป็น“สัตว์” ที่มีทั้งความเป็น“พืช”ด้วยใน“จินั้น “เวทนา”คือ อย่างไร? “เวทนา”คือ “ความรู้สึก”ที่มีใน“จิต”และใน“กาย” ครบความเป็น“เทฺว”ตามสัจจะที่ต้องมี“ภาวะ ๒” ดังนั้น “กาย”ที่ไม่มี“เวทนา”จึงไม่ชื่อว่า “จิตนิยาม” หรือไม่ชื่อว่า เป็น“สัตว์”หรือเป็น“คน” “คน”ที่ทำตนให้ไม่มี“เวทนา” เพราะตนทำตนให้ไม่มี“ผัสสะ” มันจึงเท่ากับตนทำตนให้เป็น“วัตถุ”หรือเป็น “อุตุนิยาม”ที่ทำให้ตัวเองกลายเป็น“มหาภูต ๔”ไปเลย จึงเป็นคนไม่มี“กาย”ที่“สัมมาทิฏฐิ” เพราะหลงผิดไปทำให้ตัวเองมี“ภาวะ”แค่“๑”เดียวที่เป็นแค่“ร่าง (สรีระ) ” ที่ไม่มี“นาม”ร่วมด้วย ผู้นั้นก็กลายเป็น“แท่งวัตถุ”เท่านั้น ซึ่ง“กาย”จะต้องมี“ภาวะ ๒”ขึ้นไป คือ มีทั้ง“นาม” กับ“รูป”ด้วยเสมอ จึงจะชื่อว่า “จิตนิยาม”ของ“คน,สัตว์” คนผู้“หลับตา”ปฏิบัติ หรือไม่รับรู้ทาง“กาย”ภาย นอกไปแล้ว ในภาวะอย่างนี้ คนผู้นี้ก็ไม่เป็น“คน”เต็มคน เท่ากับเป็น“คนพิการ”ไป ผู้ไม่มี“จิตนิยาม”ที่ครบความเป็น“คน” ก็ไม่สามารถศึกษา“เวทนา”ที่จะเรียนรู้ “อริยสัจ ๔” เพราะกลายเป็นแค่“สัมภเวสี”ที่มี“แต่“จิต” ทวารเดียว ไม่มี“กาย”ภายนอกอีก ๕ ทวาร “สัมภเวสี”ที่เป็น“วิญญาณ”ล่องลอยอยู่ ยังไม่่เกิด มาเป็น“คน” ก็ยังไม่มี“ทวาร ๕ ภายนอกสัมผัสได้ครบ ๕“ แม้แต่ขณะใดที่คน“หลับตา”ตัดความรับรู้ภายนอก จิตวิญญาณก็จะมีแค่“ทวารเดียว”อยู่ใน“ภวังคจิต”ของตนคนเดียว ก็เป็น“สัมภเวสี”ของตนคนเดียว ในขณะนั้น เพราะไม่มี“กาย”ภายนออีก“๕ ทวาร” ที่“สัมผัส”รับรู้ได้อยู่ในขณะนั้น ก็ไม่มี“เวทนา”เป็น“ฐาน (ที่ตั้ง) ”ให้ปฏิบัติ “ฐานปฏิบัติ”คือ“กรรมฐาน”ก็มีอยู่แค่“ฐานเดียว” คือ “ภายในจิต ๑ ทวารเท่านั้น” คือ “อยู่แต่ในภวังคจิต” คนที่“หลับตา”ปฏิบัตินี้ ก็เท่ากับผู้เป็น“สัมภเวสี” แท้ๆ ที่มีแต่“จิต”ภายในของตนคนเดียว ไม่มีส่วนรับรู้ร่วมกับใครเลย แม้แค่“กายภายนอกของตน”ก็ไม่มี คผู้นี้มีแต่“ความจริง-ความรู้ของตนคนเดียว” ซึ่งจะดำรินึกคิดอะไรอย่างไรก็เป็นของตนเดี่ยวๆเดียวๆเท่านั้น ไม่มีคนหนึ่งคนใดจะรับรองว่าเป็น“ความจริง” ร่วมด้วยเลยสักคน “ภาวะอย่างนี้”แหละที่มันเป็นของตนคนเดียว เดี่ยวๆ มันเป็น“ความจริง”ไม่ได้ ไม่มีใครร่วมรับรองรับรู้ด้วย ไม่มีคนอื่นไหนยืนยันด้วยเลย “หลับตา”ปฏิบัติ ไม่รับรู้ภายนอกคือ “สัมภเวสี” ยังไม่ใช่“จิตวิญญาณ”ของคนเต็มความเป็น“คน” ดังนั้น “หลับตา”ปฏิบัติจึงสูญเปล่าจากการปฏิบัติ เพราะมันไม่สามารถมี“ปัญญา”ครบ“๖ ทวาร”รู้จักรู้แจ้ง รู้จริง“ความจริง”ได้ครบถ้วนได้เด็ดขาด มันมีแค่“เฉโก” คือ รู้อยู่“ทวารเดียว”มีแต่“ภายในภวังค์”ของตนแค่นั้น ไม่มี“โลก” มีแต่“อัตตา”ตนเองที่“ลึกลับ”อยู่แต่ในตนของตนคนเดียวทึ่“รู้ไป-เพ้อไปคนเดียว” ภาวะที่เกิดขณะนี้กับคนผู้นี้ก็มีแต่“นิรมานกาย ๓” จะสุข-จะทุกข์อย่างไรก็ไปตามอำนาจ“กิเลส”ของตนคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับใครเลย ไม่มีใคร“ร่วมความรู้-ความจริง”ที่คนผู้นี้อยู่ใน“ภาวะขณะเป็นสัมภเวสี”นี้ได้้ จึงเป็นตนที่มีแต่“อัตตา”ตนเองที่“ลึกลับ”อยู่แต่กับ“ตนเอง”เดียวดายแต่ละตน เป็น“สัมภเวสี” ซึ่ง่ไม่มี สิทธิ์่จะสามารถรู้“ความจริง”ร่วมกับใครได้แท้จริงเลย เพราะจิตคนผู้นี้อยู่ในภาวะ“สัมภเวสี”เท่านั้น ภาวะ“สัมภเวสี” คือ จิตวิญญาณของคนที่ตายจากร่างกายนี้ไปแล้ว และยังไม่เกิดมาได้ร่างเป็น“คน”ที่มีชีวิตครบ“ทวาร ๕”ในโลกนี้ นี่คือ “สัมภเวสี”ชนิดหนึ่ง อีกชนิดหนึ่ง ก็คือ “คนเป็นๆที่ยังไม่ตาย”นี้แหละ แต่มี“ความรับรู้และคิดนึกอยู่แต่ในภวังคจิตของตนเฉพาะตนคนเดียวอยู่เท่านั้น” ไม่มี“กายภายนอก”ร่วม“สัมผัส รับรู้ทางกายภายนอกกับใครอื่นด้วยเลย” นี่ก็“สัมภเวสี” “สัมภเวสี” คือ ภาวะของจิตหรือวิญญาณที่ยังไม่มี“ความรับรู้กับกายภายนอก ๕ ทวาร” ทั้งในคนเป็นๆ หรือทั้งในคนตายไปแล้ว ยังไมเกิดมามีร่างกาย ซึ่ง“กาย”นั้นต้องมีส่วนของ“ร่างภายนอกกับจิตภายใน”ที่เป็น“ภาวะ ๒” จึงจะครบความเป็น“กาย” เช่น คนผู้“หลับตา”ไม่มีความรับรู้สึกภายนอกอยู่ นี่ก็คือ จิตคนผู้นี้ขณะนี้เป็น“สัมภเวสี” นัยสำคัญยิ่งของ“สัมภเวสี”คือสร้างได้แต่“นิรมานกาย ๓”ของตน ที่เป็น“กายเก๊”ของตนหลงมีอยู่คนเดียว” อย่างเก่งที่มีได้ ก็ได้แค่มี“สัมโภคกาย” อั่นต่างก็เป็น“อุปาทานหมู่”ร่วมกันหลงผิดอยู่เท่านั้น หมายความว่า “มีความหลงงมงายร่วมกันกับผู้อื่นอยู่” ซึ่งล้วนต่างก็ยังเป็น“อุปาทาน”คือ“ความยึดมั่นถือมั่น”กันอยูใน“ภวังคจิต” ของแต่ละคนของใครของมัน ยังนำ“ความลึกลับ”นั้น ออกมายืนยัน1“สัมผัสด้วยทวารภายนอกร่วมกับคนอื่นทั้งหลาย”ว่า “จริงตรงกัน”ไม่ได้ เพราะล้วนมีแต่“อทิสสมานกาย”กันทั้งนั้น “อทิสสมาน”แปลว่า ไม่ปรากฏ, ซึ่งมองไม่เห็น “อทิสสมานกาย”ก็หมายความว่า “ไม่มีใครเห็น ‘กาย’ภายนอกนั้น ไม่มี“กายภายนอก”ปรากฏต่อกันและกัน “กาย”นั้นยัง“ลึกลับ”อยู่ จึงต่่างคนก็ต่าง“สัมผัสกายนั้น”ทางตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก”ร่วมกันไม่ได้เลย “กาย”นั้นจะมีจริงหรือไม่จริง ก็ไม่มีใครรู้ใครเห็นของใครกันได้ มันก็ยืนยันหรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็น“ความจริง”อันสัมผัสด้วย“ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกร่วมกับคนอื่นทั้งหลายที่มี“ใจ”ร่วมรับรู้“ความจริง”นั้นๆกันอยู่ในโลกหลัดๆ“สัมผัสกายนั้น”กันเป็นปัจจุบันร่วมกันได้โต้งๆ ผู้อยู่ในภาวะ“สัมภเวสี”ทุกรูปแบบ เรียนรู้อย่างไรก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ความจริง”ครบถ้วนได้ คนผู้นั้นจึงต้องเป็นคนโง่”ผู้“อวิชชา”ที่หมดสิทธิ์่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะที่เรียกว่า“ความจริง”ที่เป็น“ปัจจุบันชาติ”ร่วมกันคนที่มี“ทวาร ๕ ภายนอก”สัมผัสร่วมรู้กับผู้อื่นยืนยันว่าเป็น“ความจริง”ในปัจจุบันชาตินั้นๆได้ คนผู้นี้จึงไม่มีความ“รู้จบ”อยู่ตลอดกาลแน่นอน เพราะไม่มี“ปัญญา”ที่จะแม้แค่“รู้จัก”เวทนาที่เป็นทุกข์-เป็นสุข อันเป็น“จอมมายา”ตัวเอกยิ่งใหญ่ผู้ทำให้“คนงมงายอยู่กับ“ภาวะ ๒”นี้ชั่วกาลนาน ก็ไม่ได้ จะรู้กันบ้างก็แต่“ความเลวชั่วหรือความดี”อันเป็น “สมมุติธรรม”กันเท่านั้น และ“เกิดแล้วตาย-ตายแล้วเกิด’หลงอยู่กับ“สุข-ทุกข์”ไปนิรันดร เป็น“สุขนิยม” เพราะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบในความเป็น “เวทนาในเวทนา”นี่เอง หรือที่บริบูรณ์คือ ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”นั่นเอง ซึ่งผู้จะมี“ปัญญา”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“สุข-ทุกข์” นั้น ก็ต้องเรียนรู้จาก“เวทนา”คือ“ความรู้สึก”กันจริงๆแท้ๆ ซึ่งเป็นผู้มี“ปัญญา”รู้ใน“เวทนา ๑๐๘”อย่างครบถ้วนที่แท้จริง จึงจะสามารถรู้ได้สำเร็จจบบริบูรณ์สัมบูรณ์ “เวทนา ๓”มีแค่“สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์”นี้แหละ มันเป็น“สุข” เป็น“ทุกข์” หรือเป็น“ไม่สุขไม่ทุกข์” มันเป็น“ธาตุรู้”ของคน เป็นส่วนย่อยของจิต และ“สุข-ทุกข์”นี้แหละที่ทำให้คนติดอยู่ในวัฏฏสงสาร หรือไม่หลุดพ้นไปจากวัฏฏสงสาร องค์ประกอบของธรรมชาติปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นเซลล์ถึงขั้นสัตว์ เริ่มนับว่ามี“ชีวะ” ที่พัฒนาขึ้นมาจาก“มหาภูต ๔” มาเป็น“ภูตคาม” แล้วก็เป็น“พีชคาม” สู่ความเป็น“พีชนิยาม”หรือ“พืช”เต็มสภาพ แล้วจึงก้าวสู่ความเป็น“เจตภูต” จาก“เจตภูต”ก็พัฒนาเป็น“เจตสิก” แล้วจึงเป็น “ปาณะ” และเป็น“สัตต” สู่ความเป็น“จิตนิิยาม”ที่ติดยึดเป็น“ตัวตนของตน”อยู่ในความเป็น“สุข-ทุกข์”กันอย่างเต็ม‘อวิชชา” ส่วน“พืช”นั้น ยังไม่“อวิชชา” ยังไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ความไม่มีอาการ“สุข” ไม่มีอาการ“ทุกข์”นี้เอง ที่มันยังไม่ติดไม่ยึดตน ไม่วนอยู่ในวัฏฏสงสาร ซึ่งแยกความแตกต่างกัน ของ“พืชกับสัตว์” ก็ตรงที่“ธาตุชีวะ”นั้นมีความรู้สึก“สุข-ทุกข์” นับเอาตรงที่ว่า ภาวะใดที่มี“ความรู้สึกยึดสุข-ทุกข์ขึ้นในตน” ภาวะนั้นเริ่มนับเป็น“สัตว์” ที่แตกต่างจาก“พืช”ตรงนัยสำคัญนี้ และที่ยิ่งใหญ่สำคัญสุดคือ “พืช”ยังไม่มี“กรรมวิบาก” แต่เมื่อ“ธาตุชีวะ”เริ่มมี“สัตว์”เริ่มมี“กรรมวิบาก” “กรรมวิบาก”คือ “การกระทำที่มี‘ผล’สั่งสมลงเป็นอัตตา” เพราะเริ่มเป็น“จิต”ที่“อวิชชา”ยึดตัวยึดตน “กรรม”ก็เริ่มเป็น“กุศล-อกุศล” “ธาตุชีวะ”เข้าขั้น“สัตว์”กก็จะเริ่มมี“กรรมเป็นของของตน-ตนมีกรรมเป็นมรดกของตนหรือเป็นทายาทของกรรมของตนเอง ตนทำเองเกิดเองเป็นไปเอง-กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของตน เอง-กรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัยของตนเอง” และหลงยึด“นาม-รูป”ว่า เป็น“ตน (อัตตา) ”ที่หลง “ติดสุข-เสพสุข”ที่เป็น“ภาวะ ๒” อันแยกกับ“ทุกข์”ไม่ได้ แต่“สัตว์”ที่ยัง“อวิชชา”ยังไม่สามารถ“ลบล้าง”หรือ “ดับ”เหตุที่มัน“โง่”หลงติดยึดความเป็น“สุข-ทุกข์”ของตนเอง จึงยังมี“อัตตา” “สุข” นี่คือ เรื่องใหญ่ยิ่งที่สุดในคนหรือสัตวโลก ที่เกิดมาเป็น“จิตนิยาม” เพราะมันมี“คู่หู”คือ“ทุกข์”ที่แยกกันไม่ได้เลยเป็นธรรดาสามัญมาตลอดกาลนิรันดร “ทุกข์”มันจึงหลอกคน“อวิชชา”อยู่ว่า เป็น“สุข” “ความรู้”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สุข”ว่า แท้ๆ มันคือ “ทุกข์” นี้แล“สุดยอดแห่งความรู้”ของ“อาริยชน”กันจริงๆ ทุกข์-สุข”มันคือ “มาร ๒ หน้า”ที่หลอกไปหลอกมา มันสับปลับกลับกลอก หลอกคน ที่มี“ความโง่”อยู่จริงๆ “มาร”มันจะอยู่กับ“คนโง่” “คนโง่‘คือคนที่ยัง ไม่มีความฉลาด” “ความโง่”คือ คนผู้มี“ความรู้”เพียงแค่“ทวารเดียว” คนผู้เกิด“ปัญญา”คือ คนผู้“ฉลาด”มี“ความรู้”ได้ครบถ้วนทั้ง“๖ ทวาร” ครบ“ฉลายตนะ” คือ “อายตนะ ๖” “ฉลายตนะ”แปลว่า “อายตนะ ๖” และ“ฉลายตนะ” นี้เองที่กร่อนมาเป็นภาษาไทยสนิทเนียนว่า “ฉลาด” ซึ่งคนผู้มี“ความรู้ทวนกระแสธรรมชาติ”หรือ“ทวนกระแสโลกหมุน-ทวนกระแสจักรวาลหมุน” จึงจะสามารถย้อนกลับไปพบ“อดีต” จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อดีต”ที่“ตนเองเคยผ่าน เคยเป็น เคยมี ข้ามชาติมาได้อย่างแท้จริง “อดีต”ก็ดี “อนาคต”ก็ดี “ปัจจุบัน”ก็ดี ล้วนคือ “ภาวะ”ที่คทุกคนเคยเกิดผ่าน“กาล ๓”กันมาแล้วทั้งนั้น คนผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ครบครันถ้วนรอบได้นั้น ก็จะต้องเรียนรู้ได้จาก”ปัจจุบันชาติ” ที่มัน“เกิด (ชาติ) ” มันล้วน“เกิด”อยู่กับคนทุกคน พระพุทธเจ้า ทรงให้เรียนรู้จาก“สุข-ทุกข์”นี่เอง ที่เป็น“ธาตุรู้”หรือ“ธาตุจิตนิยาม”ของสัตว์ โดยเฉพาะของคน ซึ่งจะสามารถศึกษาเรียนรู้ปฏิบัติสัมผัส“ความจริง” ของ“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” ไปถึงขั้น“กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม” กระทั่งสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบได้ด้วย“ปัญญาอันยิ่ง” ซึ่งก็เรียนรู้จาก“เวทนา”คือ“คามรู้สึกสุข-ทุกข์”นี้เอง เป็น“กรรมฐาน” แล้วจะบรรลุ“ความจริงอันประเสริฐสุด” ที่จะสามารถศึกษาปฏิบัติพิสูจน์“ความเป็นตัวตน”ได้ทั้งหมด ก็จะ“จบกิจ”ในเรื่องของ“

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน