หนังสือ ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ที่ไขกันไม่“จบกิจ”.docx
เนื้อหาในไฟล์
ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ที่ไขกันไม่“จบกิจ” ๑) GDP ที่คนหลงนับถือกันว่า เป็น GOD GDP หะแรกนี้เราจะเริ่มด้วยภาษาคำว่า “พระเจ้า” หรือ GOD กันเป็นการเบิกฤกษ์ แต่จะยังไม่ได้กำหนดหมายว่า G คือ GOD เราจะหมายถึง แค่ Gross กันก่อน และเรื่องที่เราจะขอเริ่มนี้ก็คือ GDP อันเกี่ยวกับเงินๆทองๆ เกี่ยวกับ“รายได้องค์รวม”นั่นเอง G หะแรกนี้จึงยังไม่ใช่ GOD ดอกนะ! แต่ G คือ Gross GDP หะแรกนี้จึงคือ Gross Domestic Product คำว่า “พระเจ้า”ที่หมายถึง “พระจิตวิญญาณ” คือ GOD ของชาวเทฺวนิยมเคารพนับถือกันอย่างสูงยิ่ง ใหญ่ยิ่งนั้น ซึ่งหมายถึง “พระเจ้า”คือ“วิญญาณ”หรือ “พระศาสดา”ของแต่ละศาสนาที่ทรงคุณงามความดีแท้ กันทุกพระองค์ที่เป็น GOD หรือ“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยม ทั้งหลายบูชาเคารพนับถือกันอยู่ เราก็ให้ความเคารพอยู่ เช่นกัน เพราะ GOD อันหมายถึง “พระจิตวิญญาณ”ที่เป็น“ธาตุรู้”หรือ“นามธรรม”ยิ่งใหญ่นั้น มีผู้คนนับถือมาก เราย่อมเคารพพระผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งนั้นๆด้วย ไม่ว่า “พระจิตวิญญาณ”หรือ GOD ของศาสนาไหน ชาติเชื้อใดด้วยเช่นกัน แน่นอน ๑) หะแรกนี้ เรากำลังกำหนดเอา G คือ Gross “รายได้องค์รวม” ที่เป็น“เงินๆทองๆ”อันเป็น“วัตถุ”แท้ๆ ซึ่งคนไปหลงงมงายวุ่นวายเอาเป็นเอาตายกับ“เงินๆทองๆ”กันอยู่ และหนักจัดยึดติด“สมมุติสัจจะ”กันหัวปักหัวปำ ซึ่งไปหลงมัวเมางมงายนับถือ“เงินทอง”เป็น God ยิ่งชีวิตกันอยู่ ก็ขอเอา“สัจจะ”ที่เป็น“สมมุติ”จุดนี้มาพูดกันก่อน ดังนั้นขั้นนี้ อาตมาหมายเอาตรง“พระเจ้า”หรือ God ที่หมายถึงแค่“เงินๆทองๆ” ซึ่งชาวเทฺวนิยมโลกีย์เขายังหลงเอาเป็นเอาตายกันเป็น“พระเจ้า”หรือ God อยู่ ทั้งๆที่ชาวพุทธมีโลกุตรธรรมกันแท้ๆ ชาวพุทธส่วนใหญ่ก็ยังหัวปักหัวปำอยู่กับ“เงินๆทองๆ หลงมัวเมางมงายนับถือ
อ่านต่อ
“เงินทอง”เป็น God อยู่เช่นกัน แม้แต่“ยศสักการะสรรเสริญ”คนที่เป็นพุทธโง่ๆก็ยังหัวปักหัวปำมัวเมางมงายอยู่กับยศสักการะสรรเสริญ อาตมาเป็น“พุทธโลกุตระ” จึงเห็น GDP แบบโลกุตระที่จัดการด้วย“ปัญญา”นั้นแตกต่างจากนักเศรษฐ ศาสตร์หรือนักการเมือง ที่ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”อันเป็น“เฉโก”โลกียะจัดการยืนยันผล อย่างมีนัยสำคัญอยู่แท้ ซึ่งผู้มี“ปัญญา”ที่บรรลุโลกุตรธรรม เป็นอาริยบุคคล ๔ คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมืองที่มี“ความรู้-ความสามารถ”จัดการกับ“เศรษฐกิจ”และ“การเมือง”ของตนชนิดที่“จบกิจ” ทั้ง“กิจ”ที่เป็น“เศรษฐศาสตร์” ทั้ง“กิจ”ที่เป็น“รัฐศาสตร์”หรือการเมือง ไม่มีปัญหา ไม่ก่อปัญหา ให้แก่หมู่ ให้แก่สังคม ให้แก่ประเทศ หมู่กลุมชุมชน“ชาวอโิศก”หรือชาว“สันติอโศก”ที่คนทั่วไปเขาเรียกขานกัน จึงเป็นสังคมกลุ่มหมู่ที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีปัญหาการเมือง อยู่ในประเทศไทย ๒) ผู้บริหารประเทศที่ดีคือ “จอมยุทธ”โลกุตระ ผู้บริหารประเทศที่ดีคือ “จอมยุทธ” ผู้มี“ปัญญา” กันจริง ก็จะมี“ความรู้-ความสามารถ”ระดับโลกุตระ ที่มี “เคร็ดวิชา ๙ ประการ” ทำงานอยู่ในสังคมประเทศ เช่น (๑)ป้องกันตนเองได้ (๒)ไม่ทำร้ายใคร (๓)ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย (๔)มีปฏิภาณปัญญาเป็นโลกุตระ (ที่สัมมาทิฏฐิ) (๕)เป็นคนผู้เสียสละอยู่เป็นปกติของชีวิต (๖)สำนักของจอมยุทธนี้ก็จะพาคนมาจน (๗)สำนักนี้อยู่กันอย่างสาธารณโภคี (๘)จอมยุทธจะพยายามพาคนให้มาเป็นกสิกร ทำอาชีพสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นหลักให้มากๆ จะโน้มนำให้คนที่มีอาชีพอื่นใดอยู่ก็มาเป็น“กสิกร”กันให้มากๆ ควรแปรชีวิตมาเป็นกสิกร“ดีที่สุด” จะไม่พากันไปสร้างอาวุธเลย (๙)“จอมยุทธโลกุตระมือหนึ่งในยุทธจักร” คือ ผู้ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“เทฺว”ด้วย“ปัญญา ๘” ผู้สำเร็จจบครบเคร็ดวิชาทั้ง ๙ นี้ คือ คนผู้มี“พหุ ชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เพราะเป็นผู้ มีทั้ง“สมาธิ-สติ-ปัญญา”สามารถทำ“อธิปไตย”ได้เพราะ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลก-อัตตา-ธรรม”ครบถ้วนกระบวนการจึงอยู่เหนือ“โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย” “จอมยุทธ”ผู้“อยู่เหนือ”ซึ่งภาษาก็ว่า“อุตตระ”จึง เป็นผู้สามารถพาสังคมหมู่กลุ่ม“พ้นปัญหาเศรษฐกิจ”ที่ เป็นเรื่อง“เงินทอง” และ“พ้นปัญหาการเมือง”ที่“จบกิจ”ในเรื่อง Gross Democratic Product ด้วยฝีมืออันเก่งกาจ เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบครบทั้ง ๑)เศรษฐศาสตร์ การวัตถุเงินทอง ๒)รัฐศาสตร์การเมือง ๓)สังคมศาสตร์การธรรม” ว่า “วัตถุเงินทอง”ก็ดี “เมืองและสังคมพลเมือง”ก็ดี “ธรรมะ”ก็ดี จะจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะควรที่สุด จอมยุทธจัดการได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”นั้นๆจริงด้วย“ความรู้่”แบบโลกุตระ ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา” ๓) “ความรู้”โลกุตระในยุคนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันเอง และ“ความรู้ความเห็น”ที่อาตมาแสดงออกไปนี้ เป็น“ความรู้เฉพาะของอาตมาเอง”ที่อาตมาได้มาจากพระพุทธเจ้า อันไม่ใช่แบบ“โลกียะเทฺวนิยม”ที่ชาวโลกซึ่งยังถูก“เทฺว”ครอบงำเล่นเล่ห์หลอกอยู่มากมายในโลก เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ภาวะของเทฺว” ซึ่ง“ความรู้”ภาวะของเทฺวนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันด้วย ตัวเอง ความเป็น“เทฺว”นั้นต้องรู้“ด้วยตัวเอง”จึงจะแท้และต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วย“ความรู้”ที่เป็น“ปัญญา”อันเข้าขั้น“โลกุตระ”จึงจะ“รู้จบ-ทำจบ”ได้ ยุคนี้ไม่มีใครในโลกปัจจุบันจะสามารถ“ตัดสิน” ความเป็น“โลกุตระ”ได้เด็ดขาด ว่า ถูกต้องแท้คือไฉน? แต่คนสามัญทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า “แตกต่าง” จาก“ความรู้”ที่มันยังมีความเป็น“โลกียะ”กันไม่ยากเลย ตรงที่มัน“ทวนกระแส” มันแปลกประหลาดมาก! เช่น คนโลกียะจะนิยม“ความรวย” แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความจน” เป็นต้น หรือคนโลกียะจะนิยม“ความสุข”กัน แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความไม่สุขไม่ทุกข์” เรื่อง“สุข-ทุกข์”นี้แหละที่เป็น“ความรู้”ที่แปลกแยกแตกต่างจากคนโลกียะหรือเทฺวนิยมไปชนิดที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งยวด เพราะคนโลกียะจะรู้สึกตื้นๆง่ายๆว่า มีด้วยหรือที่คนจะ“ไม่เอาสุข” ถ้าไม่เอา“ทุกข์”ใครๆก็เข้าใจได้ แต่คนที่ไพล่ไปคิด“ไม่เอาสุข”นั้น จะคิดบ้าๆ แปลกประหลาด พิกลพิการ วิตถารไปหรือเปล่า? สำคัญไปกว่านั้นคือ ทั้งๆที่เป็น“ความรู้”เรียกว่าโลกุตระ แต่มันประหลาดแปลกแตกต่างไปจากความเป็น“โลกียะ”ชนิดที่เดาเอาไม่ได้ ถึงกระนั้นมันก็ยังมีคนปฏิบัติบรรลุธรรมได้สำเร็จจริงด้วย และผู้ทำได้เป็นได้ก็จะยืนยันด้วยว่า มัน“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”แท้จริง แม้แต่คนผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรมได้น้อยนิดก็ตาม ก็มีความรู้่สึก“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”ไปตามลำดับด้วยจริง แล้วจะนับว่า เป็น“ความจริง”หรือเป็น“ความถูกต้อง”กันหรือไม่? ได้อย่างไร? ใครจะเป็นผู้ตัดสิน? ก็ให้นับเอาจาก“คน”ที่มี“อาการของพฤติกรรม” ทางกาย-วาจา-ใจ ดำเนินชีวิตปรากฏให้เห็นได้อยู่ว่า มันเข้าข่าย“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเอง ว่า มันจริงมั้ย? คำ ๘ คำสำคัญนี้เป็น“ภาวะอันเยี่ยมยิ่งวิเศษยอด” ที่คน สังคมคน ควรได้ ควรมี ควรเป็น ตามที่อาตมาเห็นนี้ อาตมาพูดอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่า ชาว“โลกียะ”จะเห็นว่า มันเข้าท่ามั้ย? อาตมาก็ไม่อาจทราบได้ เพราะ“ความรู้ทางโลกียะ”ที่ไปเล่าเรียนเอาจากมหาวิทยาลัยนั้น อาตมามีน้อยนิดจริงๆ อาตมาเล่าเรียนไม่เคยจบแม้ปริญญาตรี ไม่เคยไปเมืองนอกในชาตินี้เลย “ความรู้”ที่อาตมาจะแสดงออกไปนี้จึงเป็นความรู้ ความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่ออย่างมั่นใจ ว่าเป็นแบบ“โลกุตระ”ที่อาตมามีติดตัวข้ามชาติมาแต่ชาติ ปางก่อน เพราะอาตมาได้บำเพ็ญ“โพธิสัตวภูมิ”สั่งสม “สัมภารวิบาก”อยู่ ซึ่งก็เป็นอจินไตยที่ยังเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ “โลกุตรธรรม”นั้นแน่นอนว่า มันย่อมแตกต่างไป ไม่ตรงกับผู้รู้เศรษฐศาสตร์โลกียะ หรือไม่ตรงกับผู้มีครูมีอาจารย์มีตำราเรียนกันมาแบบสากลในโลกเทฺวนิยมทั้งหลายนั้นแน่ยิ่งกว่าแน่ แม้ชาวพุทธผู้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ ๔) “เศรษฐกิจ” ต้องแก้ปัญหากันทาง“จิตวิญญาณ” “เศรษฐศาสตร์”คือ“ภาวะแห่งความเป็นจริง” ที่เป็น“สัจธรรม”ทาง“จิตวิญญาณ” ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “เงินๆทองๆ”ที่หลงยึดถือกันสูง หลงหนักจัดว่า “ตัวเลข” นั่นแหละ คือ“พระเจ้า” หรือเคารพบูชากันอยู่แต่จำนวน ของ“ตัวเลข”ที่แข่งขันกันสูง-แก่งแย่งกันมากยิ่งๆเท่านั้น ที่จริิงแล้วมันต้องสำคัญกันที่“จิตวิญญาณ”จึงจะดีแท้ ถูกต้องจริง แต่ถ้าแม้น“จิตวิญญาณ”หลงเงินๆทองๆกันหนักหนา หนักหน้ากันอย่างที่เป็นๆกันอยู่ รับรองเด็ดขาดว่า เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ“ไม่เสร็จ” ไม่“จบกิจ” ได้นิรันดรเด็ดขาด ถ้าไปหลงมุ่นแก้กันอยู่แค่“ตัวเลข” เพราะมันวิปลาสหลงผิดไปแล้ว เขาไม่รู้ตัวกันเลยหรือว่า เขาหลงบูชานับถือ“วัตถุเงินทอง-ตัวเลข”กันหนักหนาสาหัสนั้น นั่นคือ หลงจำนวน“ตัวเลข”โดยหลงยึดถือ เอา“รายได้องค์รวม”ที่เป็นเงินทอง แล้วก็นับจำนวน“ตัว เลข”มาเป็นเครื่องชี้บ่งยืนยันความเจริญ“เศรษฐกิจ” มันก็เป็นการหลงผิดว่า ความสำคัญของมนุษย์ทั้งหลาย อยู่ที่“เงินทอง” หลงผิดกันว่า ชีวิตคนจะยิ่งใหญ่ทำให้อยู่ดีมีสุขได้ด้วย“เงินทอง”เท่านั้น “เงินทอง”สำคัญยิ่งใหญ่ที่สุด เป็น “ที่พึ่ง”คือ“พระเจ้า”คือ God ของชีวิตคนทั้งหลายทั้งหมด ก็ขอยืนยันว่า “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันแต่ “ตัวเลข-วัตถุ”นั้น ไม่มีทางสำเร็จเสร็จสิ้น ถึงขั้นไม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอีก “จบกิจ”เด็ดขาด ได้แน่นอน และยิ่งไปหลงยึดเอา“ความสูงของตัวเลข”ที่เป็น “จำนวนรายได้ทางวัตถุ”มาเป็นเครื่องวัดสำคัญยิ่งกัน ซึ่งชาว“โลกียะ”สามัญปุถุชนทั่วไปในโลกเขาใช้กันอยู่นั้น ก็ขอรับรองว่า “ไม่มีที่สิ้นที่สุด”ได้สำเร็จเด็ดขาด ถ้าแม้นไม่หันมา“แก้ปัญหาเศรษฐกิจกันทางจิตวิญญาณ” ซึ่งต้องเกิด“ปัญญา” โดยเฉพาะใช้“ทฤษฎี”ของพระพุทธเจ้าที่เป็น“โลกุตระ”กันให้“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะได้ เพราะมันไม่มีขีดจำกัดเลย ว่า “ความสิ้นสุดของความโลภ”หรือ“ความสิ้นสุดของความต้องการอยากได้ของคนที่เป็นเรื่องของ“จิต” มันจะรู้จัก“พอ”กันตรงไหน? “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ด้วย“ทฤษฎี”ชาวโลกที่มี“ความรู้-ความฉลาด”แค่ชาว“เทฺวนิยม”มีกัน จะสูงส่ง เก่งกาจเต็มที่ปานใดๆก็ตาม มันก็มีแต่แบบ“โลกียะ”อยู่ เป็นแค่“ความรู้-ความฉลาด”ที่ยังเป็น“เฉโก”กันเท่านั้น มันยังไม่ใช่“ทฤษฎี”ของชาว“โลกุตระ”ที่มีความรู้ -ความฉลาดของ“พุทธ”ที่เป็น“อเทฺวนิยม”คือ ผู้รู้จักรู้แจ้ง รู้จริงรู้จบ“เทฺว”อย่างสัมมาทิฏฐิ และจัดการกับ“เทฺว”ได้ สูงสุดถึงขั้น“อนัตตา-นิพพาน”และทำสำเร็จ“สูญ”นิรันดร จึงจะสามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จกิจ “จบกิจ”กันถึงขั้น“ไม่ต้องแก้ปัญหา”กันแล้วๆเล่าๆ เพราะมี“ความสำเร็จเสร็จจบ”ที่บริบูรณ์สัมบูรณ์นิรันดร โลกียะ กับ โลกุตระ มีประเด็นที่แตกต่างกันอย่างสำคัญยิ่งใหญ่ยิ่งยอด คือ... คนโลกียะนั้นเหน็ดเหนื่อย หนักหนา สาหัส จะเป็นจะตายกันก็แต่ว่า ใครจะหาทางได้ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุดเก่งกว่ากัน แล้วก็แข่งกัน“หาเสียง” ว่า “ข้านี่แหละ” ตนเองนี่แหละจะเป็นผู้ทำให้คนร่ำรวย อยู่ดีมีสุขกับการมีลาภ เสพลาภ มียศ เสพยศ มีสรรเสริญสักการะมากยิ่งๆ ก็เสพ สรรเสริญสักการะ ได้ยิ่งๆ อยู่นานยิ่งๆ เสพกันให้หนักยิ่งๆ แต่คนโลกุตระ ก็เหน็ดเหนื่อย หนักหนา สาหัส ที่จะให้คนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “ลาภยศสรรเสริญสุข”นั้น “คนโง่”พากันวิ่งไล่ ยื้อแย่ง ฆ่าแกงกันมานานับชาติไม่ถ้วนแล้ว ซึ่งคนโง่ยิ่งงมงายสะสม“วิบาก”ให้แก่ตน“โง่หนักทับถมโง่”ใส่จิตไปอีกยิ่งขึ้นให้ยิ่ง“ชั่ว” ยิ่ง“เลว” ยิ่ง“ร้าย” ยิ่ง“แรง”หนักหนาไปไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่รู้ว่า“ชั่ว-เลว-ร้าย” “คนโลกียะ”คือผู้ยังมี“อวิชชา”ซึ่งมันยังมี“ความโง่” คนโลกียะทั้งหลายก็จะ“วนเวียน”อยู่กับ“สมบัติผลัดกันชม”กันไป ไม่มีสิ้นสุด หยุด“จบกิจ”จริงกันได้เลย คนโลกียะทั้งหลาย“เลิกโง่-หยุดโ่ง่”กันไม่ได้นิรันดร เพราะยัง“อวิชชา” หรือยัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่แท้ เขาจึงมุ่งมั่น“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง”อยู่แต่“วัตถุ-ตัวเลข” ใช้“ทฤษฎีโลกียะ” ไม่รู้“จุดแท้”ที่จะแก้ ไมรู้ว่า“เหตุ” ที่เป็น“จุดแท้”ที่ต้องแก้กันนั้น คือ ทาง“จิตวิญญาณ” ที่ต้องให้คนรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ว่า “ความจน”ก็ดี “ความพอ”ก็ดี “ความไม่สะสม”ก็ดี นั้น เป็น“คุณวิเศษ”ที่เป็น“อุตตริมนุสสธรรม”ของคนผู้เป็น“อาริยะ”แท้ ผู้ประเสริฐแท้ เพราะมี“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น“ปัญญา” “จิตวิญญาณ”เลิก“เฉโก” ไปเป็น“ปัญญา” “เฉโก”นั้นคือ “ความฉลาดที่บงการด้วยกิเลส” ส่วน“ปัญญา”คือ “ความฉลาดที่บงการด้วยการลดกิเลส”ไปได้เรื่อยๆตามลำดับ กระทั่งจิต“ไม่มีกิเลส” ๕) “ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ” “ทฤษฎี”ของชาวเทฺวนิยม หรือชาวโลกที่ยังไม่มี “ทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ”ไม่มี“จุดสำเร็จ”ของ“ปัญหา”ว่า จะ “จบปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”แท้จริงได้เลย เพราะ“คำตอบ”ของคนร่ำรวยหรือของผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ที่ยังไม่มี“ปัญญา”นั้น จะไม่มีคำว่า “เพียงพอ”หรือ“พอ”เป็นอันขาด คนผู้ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงทาง“จิตวิญญาณ”จากการเรียนรู้และปฏิบัติ จนกระทั่งเกิด“ปัญญา”แท้ใน“อาริยสัจ ๔”เท่านั้น ที่จะ“ยุติ”การ กอบโกย-การเอาเปรียบจากสังคม “ความรู้-ควมฉลาด“แค่“เฉโก”แก้ปัญหาไม่“จบกิจ” ถ้าไม่ศึกษาหรือทำให้เกิดความรู้-ความฉลาดทาง“จิตวิญญาณ”เจริญจาก“เฉโก”ขึ้นเป็น“ปัญญา”ให้แก่ประชาชนเกิดรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “เงินๆทองๆ”นั้นไม่ใช่ “พระเจ้า” แต่เป็น“ซาตาน” หรือเป็นผี เป็นมารต่างหาก คนก็ไม่มี“ปัญญา”ต้องตกเป็นทาส“เงินๆทองๆ” เพราะรู้ไม่ได้ว่า เงินทองมันคือ งูร้าย คือ ผี มาร ซาตาน “เงินๆทองๆ”ไม่ใช่“พระเจ้า” ไมใช่ผี มาร ซาตาน แต่“คน”ที่“โง่”อยู่ต่างหากคือผี มาร ซาตาน เอง แท้จริง“เงินๆทองๆ”มันไม่รู้ตัวหรอก”ว่า มันเป็น“งูร้าย” หรือมันเป็น ผี มาร ซาตาน เพราะมันแค่เป็น“วัตถุ” คนต่างหากที่“โง่” ที่ไม่มี“ธาตุรู้”จนสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ว่า ตนหลงโง่เองว่า “งูร้าย”คือ “เงินๆทองๆ” นั้นมันไม่ใช่“พระเจ้า”เลย มันเป็นแค่สิ่งสมมุติขึ้นใช้แทน“ค่า”เป็น“ตัวเลข”ให้รู้“จำนวน”กันเท่านั้น “เงินทอง”นั้นไม่ใช่“เนื้อแท้”ที่จะ“กิน”เข้าไปเป็น “อาหาร”ทำให้สังเคราะห์“ชีวิตสังขาร”ของเราได้เลย ผู้โง่งมงายในเงินทองอยู่จึงยังมี“ทุกข์”เพราะเงิน ซึ่งคน“ขี้โลภ” คนผู้ไม่มีปัญญารู้จัก“ทุกข์”เท่านั้นที่ต้องจมอยู่กับ“ทุกข์”จึงยัง“ขี้โลภ”แย่งเงินทอง กอบโกยเงินทอง ขี้เหนียวเงินทองเป็น“ชีวิต” เป็น“จิตวิญญาณ” เป็นอัตตา” เป็นตัวกูของกู เชิดชู“เงินทอง”คือ“พระเจ้า” “วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตวิญญาณ”หรือ “ความรู้-ความฉลาด”ของคนปุุถุชนคนโลกียะเทฺวนิยมทัั่วไปนั้น จะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“พระเจ้า”ที่ชื่อว่า “เงินๆทองๆ”คือ ผี มาร ซาตาน งูร้าย ได้ จนกระทั่ง“อยู่เหนือ (อุตตระ) ”มัน ไม่เป็น“ทาส”เงินๆทองๆกันสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”จริง ทำไมจึงเป็น“ทาสเงินๆทองๆ” หรือเป็น“ทาสพระเจ้า”กันนัก งมงายอยู่กับ GDP กันไม่เงยหูเงยหัว ทำไมไม่เห็นความสำคัญของ“จิตใจของคน”อันเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง”ของคนในสังคม”มากกว่า“เงินๆทองๆ” แล้วแก้ปัญหากันที่“จิตใจของคน”กันให้ได้ มันถึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันได้จริง ไม่ต้องแก้กันอยู่ตลอดกาลนาน ด้วยอวิชชาอยู่ อย่างที่ตำราหรือทฤษฎีของชาวโลกียะเทฺวนิยมมีกันทำกันอยู่ เพราะแม้จะ“รู้สึก”กันว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้บ้าง ที่แก้ด้วยวิธีจัดการกันแต่ทาง“วัตถุ”และดูกันที่“ตัว เลข”ของ“รายได้”นั้น มันก็แค่“เกมที่จัดการแข่งขันกัน” ทำให้“สมบัติผลัดกันชม”ไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมันก็แก้ปัญหากันไป ดูดีได้ก็ไม่นาน “ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนมั่นคงถาวร”สำเร็จเสร็จจบกันเด็ดขาดได้เลย เพราะมัน“ไม่แก้ปัญหาตรงจุดแท้ๆนั่นเอง เนื่องจาก“ไม่มีทฤษฎี”แบบ“โลกุตระ” มันก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันไม่“จบกิจ”เด็ดขาดแน่นอน ๖) คนมี“ปัญญา”แบบ“โลกุตระ”แก้ปัญหา“จบกิจ” ถ้าคนมี“ปัญญา” มีความรู้-ความฉลาด”ทำคนให้ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ความเป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภร) - ความเป็นคนพัฒนาง่าย (สุโปส) -คนที่มักน้อยหรือกล้าจน (อัปปิจฉะ) -คนมีใจพอ (สันโดษหรือสันตุฏฐิ) -คนที่ขัดเกลาตนเอง (สัลเลข) -คนที่ มีข้อปฏิบัติพาสูงส่งเจริญยิ่งๆ (ธูต) -คนที่มีอาการเป็นที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิก) -คนไม่สะสม (อปจย) -คนขยันเสมอ (วิริยารัมภ) ”สำเร็จได้จริง เป็น“คนประเสริฐ” เป็น“อาริยบุคคล”แท้ก็จะมีผลสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันจริงๆแท้ๆได้อย่างวิเศษ ผลสำเร็จก็จะพาสังคมหมู่กลุ่มประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุขมี“สาราณียธรรม ๖” ที่ครบด้วย“เมตตากายกรรม-เมตตาวจีกรรม-เมตตามโนกรรม-มีลาภที่ได้โดยธรรมก็นำมารวมกันเป็นกองกลางกินใช้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเรียกว่าเป็น“สาธารณโภคี”-ต่างก็เป็นอยู่ด้วย“ศีล”เสมอสมานกันไปเท่าที่แต่ละคนมี-ต่างคนต่างก็เป็นอยู่ด้วย“ทิฏฐิ”เสมอสมานกันไปเท่าที่ตนมีของแต่ละคน ตามฐานานุฐานะ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัส“ทฤษฎี”หรือ“ทิฏฐิ”ที่เป็นโลกุตระ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ”ไว้ให้ปฏิบัติอย่าง“สัมมาปฏิบัติ” จนบรรลุ“ปัญญา”ตามแบบพระพุทธ เจ้าสำเร็จเสร็จ“จบกิจ”กันอย่างยั่งยืนถาวรไปตลอดกาลนิรันดรได้ นั่นคือ สามารถรู้เรื่อง“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” และเรียนรู้ปฏิบัติตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้เจริญ งอกงาม ไพบูลย์เป็นที่สุดได้จริง ซึ่งสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“อาการของจิตวิญญาณ” ชนิดที่แยกเป็น“เจตสิก”ย่อยออกไปละเอียดลออ ถึงขั้นสามารถทำ“เวทนาเจตสิก” ด้วยความมี“กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” แล้วแยก“กายในกาย-วทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ “ความจบกิจ”จริงแท้เด็ดขาด จึงสำเร็จกันได้ “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือแก้ปัญหา“การเมือง” ตามตำราหรืิอทฎษฎีที่เรียนกันมาจากเมืองนอกอันมีแต่ “ความรู้”ของชาว“เทฺวนิยม”ที่เป็น“โลกียภูมิ”เท่านั้น รับรอง ได้ว่า จะไม่มีวัน“จบกิจ”ในการ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือ ไม่มีวัน“จบกิจ”ในการแก้ปัญหา“การเมือง”เด็ดขาดได้แน่ๆ เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ประดามีของชาวโลก ทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นแค่“โลกียภูมิ”นั้นยังเป็นแค่“เฉโก” แม้จะเก่งกาจปานใดก็ไม่สามารถ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” หรือ“แก้ปัญหาการเมือง”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”สุดสิ้นที่ เป็น“เศรษฐกิจ”เป็น“การเมือง”ได้มั่นคงยั่งยืนถาวรยาวนาน ต้องทำคนให้เกิด“ปัญญา”มี“ความรู้” ที่เป็นพุทธขั้น“โลกุตระ”เป็นชาว“อเทฺวนิยม”ที่แก้ปัญหากันด้วย“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”จึงจะจัดการกับ“พระเจ้า” ที่เป็น“เงินๆทองๆ” ซึ่งจะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”ทั้งที่เป็น“จิตวิญญาณ”อย่างถึงแก่นแท้ครบทั้ง“พระเจ้า”ทั้ง“เงินทอง” เพราะมี“ความรู้-ความฉลาด”ขั้น“ปัญญา”โลกุตระ “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ตามตำราหรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่เรียนกันในเมืองไทยที่มี“ศาสนาพุทธ” ให้“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาได้จริง ตำราหรือทฤษฎีของศาสดา เทฺวนิยมแค่“เฉโก”แก้ไม่สำเร็จสร็จ“จบกิจ”เศรษฐกิจแน่ ซึ่งในประเทศไทยยุคนี้แหละมีประชาชนคนจริงในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งได้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์”สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมมนุษย์ได้จริงยืนยันให้พิสูจน์ได้อย่างบริสุทธิ์สะอาดใจ นั่นคือ กลุ่มชนคนไทยที่เรียกกันว่า ชาวอโศก หรือ“สันติอโศก”นี่เอง เชิญ! เอหปัสสิโก ไปเห็นแจ้ง“ของจริง”ได้ด้วย การเห็นหรือ“สัมผัส”ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจเองเลย ว่า “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”หรือ“การแก้ปัญหา มนุษย์สังคม”แบบพระพุทธเจ้าที่เป็น“โลกุตระ”นั้นแก้ได้ ขอยืนยันว่า ตำราเรียนหรือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเมืองนอกที่ร่ำเรียนมาจนจบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากยุโรปตะวันตกอเมริกาจีนอินเดีย รัสเซีย เกาหลีทั้งใต้ทั้งเหนือ ตะวันออกกลาง ฯลฯ หรือแม้จะเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาก็ตาม ในยุคนี้ไม่มี“สัมมาทิฏฐิ”ที่จะ“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”ของปัญหาเศรษฐิกิจได้ดอก “ทฤษฎี”ที่แก้ได้มีอยู่แท้นั้น มีในเมืองไทยนี่เอง คือทฤษฎีพุทธ และเป็นพุทธอันมี“โลกุตรธรรม”ด้วยนะ! ไม่ใช่พุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ โดยเฉพาะที่แน่ๆก็เชิญพิสูจน์กันได้ใน“ชาวอโศก”ผู้มี“ปัญญา”โลกุตรธรรม ๗) “เศรษฐศาสตร์”แบบ“โลกุตระ”มีจริงๆหนะหรือ? มาเจาะลึกวินิจฉัยกันให้ละเอียดๆดูทีรึ? ว่า อะไร? ตรงไหน? ที่มันหลงกำหนดหมายผิดเพี้ยนกันอยู่ มันไม่สำเร็จเสร็จจบอย่างไร? จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบใน“ความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงผิดนั้น”กันเสียที อาตมาขอหยิบยกเอาข้อความต่อไปนี้ มาจาก“กูเกิ้ล” มาเป็นจุดเริ่มต้นสธยาย “คำว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Pro- duct หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม” นอกจากคำว่า GDP เขาแถม GNP : Gross National Product มาให้อีกด้วยนะ! ยิ่งใช้คำว่า GNP : Gross National Product นั้นแหละยิ่งเน้นให้หมายเจาะลงไปที่“เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นของตนเองในชาติตนเองแท้ๆเท่านั้น” มันก็ยิ่งชัดเจนว่า เศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะได้ว่า ไม่มี“โลกุตระ” เศรษฐศาสตร์แบบพุทธที่เป็น“โลกุตรธรรม”นั้น แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะหรือแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาว“ทุนนิยม”สากลทั่วไปที่ทั้งหลาย ทั้งหมด อย่างมีนัยสำคัญลึกล้ำมาก แต่คนเห็นว่า “โลกุตรธรรม”นั้น“สุดโต่ง”เกินไป และเชื่อว่า ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อสังคม ต่อโลก หรือเชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่สากล เป็นของคนส่วนน้อย “มีได้”กลุ่มเดียว กระจุกเดียว เล็กๆ ไม่สากลทั่วถ้วน “โลกุตระ”กระจายสยายเฉลี่ยเนิ้อหาออกไปสู่คน ทั้งหลายไม่ได้ เพราะเขามองได้ตื้นๆแค่“รูปธรรม”ด้วย “นามธรรม”หรือ“ธาตุรู้”ที่ยังเพียงเป็น“โลกียะ”อยู่เท่านั้น “โลกียะ”ยังไม่มีความรู้ใน“อิทัปปัจจยตา” อัน เป็นความเกี่ยวเนื่องกันไปของ“ภาวะ ๒”ในทุกสรรพสิ่ง หรือความเกี่ยวเนื่องกันไปของ“เทฺว”ในทุกสรรพสิ่ง จึง ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เหตุ”กับ“ปัจจัย”ร่วมกันเกี่ยวเนื่องกัน จึงไม่มีปัญญาในความเป็น“เหตุ”เป็น“ผล”สัมพันธ์ กันไป ทั้งที่เป็นขั้นเป็นตอน เป็นขนาด ทั้งที่ไม่ขาดตอน แต่ต้นจนครบถ้วน หรือไม่เป็น“เหตุ”เป็น“ผล”กันไปกระทั่ง หาที่สุดมิได้ ของ“ภาวะ ๒”ในทุกสรรพสิ่ง เกี่ยวเนื่องกันไป มี“ความสูงสุดยอด” ที่ผุ้มี“ปัญญา”สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความสูงสุดยอด”นี้ถ้าผู้ใดไม่มี หรือมีไม่ได้ ย่อม ไม่รู้ ไม่เห็น หรือเห็นไม่ได้ก็ถูกแล้วแน่นอน ก็เป็นจริง คนที่เห็นว่า“โลกุตระ”สุดโต่งนั้น เขาไม่เข้าใจว่า ความเป็นคน มี“จิตวิญญาณ”ที่ซึมซาบลึกล้ำเป็น“อิทัปปัจจยตา” มีปัจจยาการ มีปฏิสัมพันธ์อันละเอียดลออของจิตวิญญาณเยี่ยมยอดลาดลุ่มเรียบปานฝั่งทะเล อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง เกินกว่าที่จะคิดได้ คือ อจินไตยเกินกว่าคิด ซึ่งความรู้“โลกุตระ”หรือ“ปัญญา”นั้นสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้งที่ความเป็นกรอบแต่ละกรอบ-รอบแต่ละรอบ-โลกแต่ละโลก อันมี“ต้น-กลาง-ปลาย”ที่แบ่งเป็นสัดส่วน และทั้งที่เป็นความร่วมกันปรุงแต่งกันไปเป็นสายอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กันชนิดที่มีผลเจริญขยายเป็นประโยชน์ และชนิดที่มีผลทำความเสื่อมสลายหายนะ ความเป็น“โลกุตรธรรม”มีความเป็น“ยอดสูงสุด”นั้นมีจริงในคน แต่คนผู้“ไม่มีปัญญา”จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบในความเป็น“ยอด”นี้ เขาก็ว่า นั่นเป็น“ความสุดโต่ง” มันเกินไป มันก็จริงที่ชาวโลกียะ เขาสุดเอื้อมใน“โลกุตระ” “โลกียะ”จึงมีความรู้สึกไม่ต่างจาก“หมาเห็นองุ่นเปรี้ยว” ฉันใดฉันนั้น แล้วชาว“โลกียะ”ก็รู้สึกตามที่“หมา” ตัวนั้นมีความเห็น ที่จริงนั้น ไม่สุดโต่งหรอก มันเป็นไปได้ในความเป็น คน ทำไมต้องดูถูกตนเองก่อนอย่างนั้น อย่าตีตนไปก่อน ไข้เลย คนสามารถสร้างอินทรีย์พละใส่ตนได้ คนสามารถศึกษาปฏิบัติบรรลุธรรม“โลกุตรธรรม” ได้ ขอให้ตั้งใจศึกษา“สัมมาทิฏฐิ”กันได้แท้จริงเถิด คนจะหมด“ปัญหาไม่เป็นทุกข์-ไม่เป็นสุข” ด้วย “การทำใจในใจ”คือ“มนสิการ”จิตใจของตน มี“ปัญญา” ปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”จริง จึงทำได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ” ในเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาการเมืองกันแท้ๆ ยืนยัน“ตัวอย่าง”ใน“คน”ที่มีความเป็น“คน”เช่นเดียวกันกับคนทั้งหลายในโลก ว่า วิชชาการสุดวิเศษ ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive