หนังสือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ .docx
เนื้อหาในไฟล์
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ความเห็นนี้ตามภูมิโพธิรักษ์ ส่วนใครจะเห็นด้วย และนำไปทำให้เกิดจริงก็อนุโมทนายิ่ง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความเกรงใจว่า จะเป็นการสอนจรเข้ว่ายน้ำ เพียงแต่อาตมามั่นใจในสารสัจจะของพุทธศาสนาว่านี่เป็นเนื้อหาแท้ๆของพุทธธรรมและเชื่อมั่นว่าดีจริง ไม่เคยล้าสมัย เท่านั้น ไม่ได้อวดดีหรือหลงตนว่าตนถูก-ตนดีเหนือผู้ใดเลย เพียงแต่มั่นใจใน“วิชาการ”ของพระพุทธเจ้าจริงแท้ ข้อที่ ๑. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ ๒. และยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นความคิดที่วิปริตวิตถารยิ่งใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารหรือวาทะอย่างนี้ ข้อ ๓. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่า คุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา” ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ ถ้าทำได้พระเจ้าคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้คนในโลกมี“ช่องว่างระหว่างคนรวยข่มคนจนกันเต็มสังคมโลกขนาดนี้”แน่ๆ ข้อ ๔. ตามสัจจะของพุทธนั้นชัดเจนในความเป็นคน ว่า มีทั้งสมมุติสัจจะที่คนย่อมมีความรู้ความสามารถที่มากน้อยแตกต่างกัน และมีทั้งปรมัตถสัจจะที่คนย่อมมีวิบากของแต่ละคนที่ได้สั่งสมมา แล้วต้องใช้วิบากตามน้อย-ตามมากจึง“ดี-ชั่ว ; สุข-ทุกข์”ตามวิบากและตามปัญญาของตนจริง “อรหันต์”ของพุทธจึงคือผู้“จบกิจ”ที่มี“ปัญญา” ตน เป็นคนหมดสุข-หมดทุกข์สนิท อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ ในชีวิตที่ยังมีอยู่ อรหันต์จึงคือผู้มีชีิวิตแสดงพฤติกรรมเป็นรูปธรรม ให้ปรากฏว่า คนผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็“จบกิ
อ่านต่อ
จ” ปัญหา“กิจ การงานเมืองหรือการเมือง”ก็“จบกิจ”ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็น“สังคมคนวิเศษ”แปลกประหลาดมหัศจรรย์จาก“สังคมสามัญปุถุชนคนโลกียะ”ที่ยืนยันความแตกต่าง กันอยู่ให้เห็นพิสูจน์ได้ว่า คนอาริยะโลกุตระมีจริง ไม่ใช่แค่จินตนาการ ข้อ ๕. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศ“หายจนไปทุกคน”ได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกหรือบันดาลให้ คนทั้งประเทศ“ไม่มีคนจนเลย” มันเป็นไปไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคม ให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือไปโฆษณายัดเยียดให้สังคมรวยขึ้นมากๆๆ กระทั่งถึงขั้นเพ้อกันและหลงยึดจะเอาแต่รวยๆๆๆ ชนิดที่มีแต่“ความเชื่อถือ”ว่าคนจนนั้นต่ำต้อย คนจนนั้นเป็นทุกข์ คนจนนั้นคือคนไม่มีประโยชน์ กระทั่งไม่มี“ความเชื่อ”ชนิดอื่นที่ดีวิเศษกว่านี้ ควรแก้ปัญหาด้วยการทำตนให้คนเข้าใจ“ความจน” นั้นมีนัยสำคัญอย่างประเสริฐสุด และการเป็น“คนจน”และให้เกิด“สังคมคนจน”ที่อยู่เย็นเป็นสุข ใช้ชีวิตอย่าง“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นคนชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็น“คนจน”ที่สุขสำราญเบิกบานใจ ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ สถิตย์เสถียรยั่งยืน“ตัวอย่าง”ความเป็นคนชั้นหนึ่ง ผู้เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก (classic) ”ที่เป็น“คนจน”ผู้ไม่ทุกข์-ไม่สุข และเป็นคนผู้เพิ่มพูนการเสียสละสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ให้แก่โลกยืนยันความจริงสุดวิเศษนี้ เป็นคนที่มีลักษณะพิเศษวิเศษ ที่น่าอัศจรรย์จริงๆ ข้อ ๖. คนควรมีจุดแห่งความ“พอ” เมื่อเรา“มี”วัตถุเงินทองของกินของใช้ ถึงจุด“เพียงพอ”ยังชีพสำหรับตนอยู่ได้กันแล้ว เราก็ควร“พอ” ต้องไม่บำเรอตนมากกว่านั้น การเป็นคนรู้จัก“พอ” มี“ใจพอ”นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ความเป็นผู้“สันโดษ (สันโตสหรือสันตุฏฐิ) ”คือ ผู้เป็น“อาริยะ” เป็นคนเจริญแท้จริง เป็นคนประเสริฐ เป็นคนมีความรู้ฉลาดที่ยอดเยี่ยม นั่นคือ เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก (classic) ”ในโลก คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก (classic) นี้ ซึ่งเป็นคนมี“ใจพอ” เป็นคนมีน้อย”ก็พึงพอใจ เป็นคนมีปัญญาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงการเป็น“คนจน”ผู้ประเสริฐที่มีประโยชน์สร้างสรรค์เสียสละให้แก่สังคมอยู่ ว่า เจริญยิ่งกว่าเป็นผู้ได้เปรียบอยู่ในสังคม คนผู้มีปัญญาที่ยินดีในการเป็น“คนจน”จึงเกิดขึ้นแท้จริง อย่างเต็มใจเป็น“คนจน”ยินดี“ความมีน้อย (อัปปิจฉะ) ” และเป็นคน“ใจพอ (สันโดษ,สันตุฏฐิ) ” ถึงขั้นเป็นคนไม่สะสม (อป จยะ) แต่เป็นคนยอดขยัน (วิริยารัมภะ) และเสียสละอยู่ปกติสุข คนผู้มีจิตใจและปัญญาดังว่านี้ ไม่ได้เสแสร้ง แต่เป็นความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระแท้ เป็นใจที่จริงบริสุทธิ์ จึงเป็น“ความจริง”ที่ทำตนให้“จน”ได้อย่างเต็มใจเป็น “คนจน”ผู้มีปัญญา สังคม“คนจน”ที่แต่ละคนไม่สะสม แต่เป็นคนขยันสร้างสรรพัฒนาสังคม ไม่เอาจากสังคม แต่สร้างให้แก่สังคมอยู่จริง และในคนที่มีปัญญาตรงกันนี้มารวมกันอยู่ก็เกิดสังคม“สาราณียธรรม ๖”ขึ้นได้ เป็นสังคมคนชั้นหนึ่ง เมื่อมีคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก (classic) นี้มารวมกันเป็น กลุ่มหมู่ขึ้น ก็เกิดสังคม“สาราณียธรรม ๖”ได้จริง จึงมีปรากฏ การณ์ของ“สังคมอาริยชนคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก”ที่เป็นจริง “สังคมคน”ที่ยกระดับเป็นอาริยชน“ชั้นหนึ่งหรือชั้นเอก (classic) ”ยังไม่ได้ ก็เพราะยังเป็น“สังคมหรือหมู่กลุ่มมวลมนุษย์”ที่ยังมีคุณธรรมตาม“วรรณะ ๙”ไม่มากพอถึงขั้น หรือยังมีไม่เต็มที่บริบูรณ์ คนชั้นหนึ่งหรือคนชั้นเอก (classic) จะเต็มบริบูรณ์ได้ ก็ ต้องมี“วรรณะ ๙” “วรรณะ ๙”เป็น“คุณวิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) ”ทั้ง ๙ นี้ ได้แก่ (๑)เป็นคนเลี้ยงง่าย (๒)เป็นคนบำรุงง่าย (สุภร) (๓)เป็น คนมักน้อยหรือกล้าจน (อัปปิจฉะ) (๔)เป็นคนใจพอคือสันโดษ (สันตุฏฐิ) (๕)เป็นคนปรับปรุงขัดเกลาตนเอง (สัลเลขะ) (๖)เป็นคนมีข้อปฏิบัติที่พาสูงขึ้นๆ (ธูตะ,ธุดงค์) (๗)เป็นคนมีอาการ ที่น่าเลื่อมใส (๘)เป็นคนไม่สะสม (อปจยะ) (๙)เป็นคนมีความ ขยันอยู่เสมอปกติวิสัยหรือปรารภความเพียร (วิริยารัมภะ) คนผู้ใดมี“วรรณะ ๙”เป็นคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอกแท้ ข้อ ๗. ดังนั้น การบอก“ความจริง”อันประเสริฐแก่ คนในสังคมโลก มันเป็นความดีงามแท้ จึงควรบอกให้คนทั้งหลายในโลก“เข้าใจ”หรือมี“ปัญญา”ในประเด็นนี้สำคัญยิ่งว่า คนที่มี“วรรณะ ๙” เช่น คนที่มีใจพอ หรือคนที่มักน้อยคือ กล้าจน กระทั่งทำตนเป็น“คนจน”ได้นั้น เป็นคนเจริญจริง คนประเสริฐแท้ คนมีความรู้ฉลาดแปลกไปอีกแบบหนึ่ง เป็นคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก classic) จริงๆ ไม่ใช่คน“ชั้นสอง”ที่จะตกต่ำไปจาก“ชั้นวิเศษนี้”ไปเป็นคน“ชั้นสอง”อื่นใดๆอีกเด็ดขาด คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก (classic) จึงจะเป็น“คนมีน้อยๆ, คนมักน้อย,คนกล้าจน (อัปปิจฉะ) ” ซึ่งเป็นคุณวิเศษขั้นโลกุตระตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีคุณสมบัติถึงขั้น“วรรณะ ๙” ภาษาบาลีที่มีความหมายถึง“ขั้น”หรือ“ชั้น”ที่เป็น “หนึ่ง”หรือ“เอก”ก็คือ คำว่า “วัณณะ”หรือ“พัณณะ” ส่วนภาษาสันสกฤตก็ว่า “วรรณะ” หรือ“พรรณะ” อันเป็นภาษาสื่อให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงระดับของความเจริญหรือความเสื่อมในคุณธรรมของคน เมื่อ“ดี”ขึ้นจากเดิมก็ใช้คำว่า“สุ” ถ้า“ไม่ดี””หรือ“เสื่อม”ลงก็ใช้คำว่า“ทุ” ผู้เจริญก็คือ “สุพรรณหรือสุวรรณ” บาลีก็ว่า “สุพัณณหรือสุวัณณ” ผู้เสื่อมก็คือ “ทุพรรณหรือทุวรรณ” บาลีก็ว่า “ทุพัณณหรือทุวัณณ” ไทยเราแปล “สุวรรณ”หรือ“สุพรรณ”ว่า “ทอง” ก็คือสิ่งมีคุณค่าสูงสุดในประเภทโลหะ ซึ่งก็ยอมรับนับถือกันทั้งโลกเป็นสากลว่า “ทอง”คือโลหะที่มีคุณค่าสูงสุด ความเป็น“ชั้นหนึ่ง,หรือชั้นเอก (classic) ”จึงคือ “ทอง” “คนจน”จึงเป็นคนที่มีคุณค่า”เทียบเท่ากับ“ทอง” หรือ“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก (classic) ” เพราะเป็น“คนจน”ชนิดวิเศษที่มีความสามารถขยันสร้างสรรค์ จึงอุดมสมบูรณ์ สร้างได้มากเกินกว่าที่ตนเองกินตนเองใช้ แล้วนำออกสละเจือจานเผื่อแผ่เกื้อกูลแก่ผู้อื่นอยู่ในสังคม ชนิดที่เพิ่มพูนความเสียสละ ไม่ใช่เพิ่มพูนการเอาเปรียบ แต่เป็นคนไม่หวง ไม่เก็บกักไว้ เสียสละออกไป ภาวะเช่นนี้ จึงเป็นความเจริญยิ่งจริงแท้แน่นอน พฤติกรรมของคนดังกล่าวนี้แหละคือ คนผู้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคมแก่ประเทศชาติแก่โลกจริงแท้ ข้อ ๘. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการทำให้คน ทั้งหลายเกิด“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ เข้าใจ“ความจน”ว่า เป็น“ความเลิศประเสริฐแท้”ชัดเจนแจ่มกระจ่าง เขาจึงตั้งใจ ทำตนให้เป็น“คนจน”เองอย่างเต็มใจยิ่ง เพราะมี“ปัญญา”และมี“สมรรถนะ”อยู่ในสังคมได้ดีจริงๆ ความมี“ปัญญา”นั้นเป็นความรู้-ความฉลาดที่สุดวิเศษพิเศษ เป็นความรู้-ความฉลาดของอาริยชน “ปัญญา”เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้าใช้เรียกความรู้-ความฉลาดแบบอื่น (อัญญะ) ซึ่งแตกต่างจากความรู้-ความฉลาดของปุถุชน อันคือ“เฉโก”ที่ยังเป็น“ความรู้-ความฉลาด”ที่ยังอยู่ในกรอบ“โลกียะ”เท่านั้น ข้อ ๙. “ปัญญา”ที่ว่านั้น...เห็นจริง เข้าใจจริงๆว่า ต้องเป็น“คนจน”ดีกว่าเป็น“คนรวย” ตนเป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ (อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้ (สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออกให้แก่ผู้อื่นที่ควร ที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะเกิดการสละออกไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่มีมากแล้ว ไม่รู้จักพอ ยังโลภกอบโกยมาเป็นของตัวไม่รู้จบ คอนเซพท์“เห็นแก่ตัว”อย่างนั้นไม่ควรมี “ความรู้-ความฉลาด”ขี้โลภนั้นมันยังเป็นความนิยมของชาวโลกียะ ยังเป็น“เฉโก” ที่อยู่ในกรอบความเห็นแก่ตัว มันยังไม่ได้เรียนรู้“ตัวตน” จึงยังไม่ได้“ละลดตัวตน” เพราะศาสดาของศาสนาที่มี“ความรู้-ความฉลาด”อยู่ในกรอบของ“เฉโก” ยังไม่มี“ทฤษฎี”ที่จะละลดตัวตน แต่หลงยึดว่า “ตัวตน”นั้นมีอยู่นิรันดรด้วยซ้ำ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ความเป็นตัวตนหรืออัตตา” ไม่สามารถทำ“อัตตา”ตนเองให้“สูญ”เหมือนศาสนาพุทธ “เทฺวนิยม”หรือศาสนาที่นับถือ“พระเจ้า”ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”ที่อยู่ในกรอบของ“เฉโก”อยู่เท่านั้น จึงยังไม่สามารถรู้จักกิเลส ตัวตนก็ลดละไม่ได้ หมดสิ้นตัวตนก็ไม่มี เทฺวนิยมโลกียะที่มี“พระเจ้า”จึงมี“อัตตา”นิรันดร ผู้มี“ความรู้-ความฉลาด”ขั้น“ปัญญา”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “กิเลส” จึงรู้จบความเป็น“อัตตา”สู่“อนัตตา”สำเร็จแท้ได้ ผุู้บรรลุ“อนัตตา”จึงเป็นคนไม่มีตัวตน ก็ไม่เห็นแก่ตัว ฉะนั้นจึงเป็นผู้เสียสละจริง จึงเป็น“คนจน”ที่มีปัญญาแท้ จึงสำนึกตัวเองที่เคย“โง่”เคยคิดอยากเป็น“คนรวย” จึงรู้สึกละอาย (หิริ) ตนเองอย่างแรงกล้าทีี่ไม่เคยสำนึกในความ“โง่”เช่นนี้มาก่อนเลย มีแต่หลงว่า ตนมีความรู้ความฉลาดใน“เศรษฐศาสตร์”โลกียะเดียรถีย์แบบเทฺวนิยมสุดเลิศประเสริฐศรี ที่มีแต่“อยากรวยๆๆๆ” จนกระทั่งเกิด“ปัญญา”เป็นโลกุตระรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“สัจจะ” ที่เกินกว่า“ความรู้-ความฉลาด”แบบโลกียะจะมี “ความรู้-ความฉลาด”แปลกใหม่นี้ประหลาดเหลือ ล้นมหัศจรรย์ เพราะยังไม่เคยมี“ความรู้”เช่นนี้มาก่อน มันช่าง“น่าละอายอย่างแรงกล้า (ติพพัง หิโรตัปปัง) ”แท้ๆ ที่หลงงมอยู่แต่ว่า ไม่มีอะไรใครจะเหนือกว่า“พระเจ้า”ผู้ยัง “ลึกลับ”อยู่แท้ๆ ยังไม่มีใคร“สัมผัส”พระเจ้าได้เลย “สัมผัส”ได้ก็แต่“พระบุตร”หรือ“องค์ศาสดา”เท่านั้น ที่เป็นตัวตนบุคคลจริง คนด้วยกันจึงจะ“สัมผัส”ได้ “ความรู้-ความจริง”ของ“พระเจ้า”ถือกันว่า เป็นคำสอนสูงสุดเป็น“๑”ชนิดที่ไม่มีใครจะมีใดอื่นเท่า“พระเจ้า“อีกแล้ว และเป็น“คำสอน”ที่สูงสุดตายตัวเที่ยงแท้นิรันดร ห้ามแก้ไข ซึ่ง“ความรวย”กับ“ความจน”นี้ต้องใช้“ปัญญา”ตัดสินว่า ประดาคนในสังคม ควรจะเป็น“คนรวย”หรือ“คนจน” ข้อ ๑๐. “คนจน”ผู้มีฐานะอยู่กับ“ความจน”ของตน อย่างมั่นคงสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นคนมีความรู้พอตัว มีสมรรถนะช่วยตัวเองได้ เป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ และเป็นคนสร้างสรรค์ให้เหลือให้เกินที่ตนกินตนใช้ จึงเป็น คนพึ่งตนเองได้จริงแล้ว เสียสละอยู่ ไม่ขาดแคลนง่ายๆเลย “คนจนโลกุตระ”เช่นนี้จึงเห็นใจ“คนรวย”เพราะคนรวย ยังไม่มี“ปัญญา” แม้ความสามารถคนรวยจะเหนือกว่าคนจน ด้วยซ้ำ แต่คนรวยก็ยังแก่งแย่งคนอื่นอยู่ แม้แต่แย่ง“คนจน” ก็ยังทำอยู่ ยังไม่ยอม“พอ“ “คนรวย”เมื่อเปรียบเทียบ“คนจนโลกุตระ”แล้วก็จะเห็นนัยสำคัญที่โดดเด่นยิ่ง ว่า “คนจนโลกุตระ”มีอะไรแปลกแตกต่างไปจาก“คนรวย”โลกียะ นั่นคือ “คนรวยโลกียะ”ยังไม่มี“วรรณะ ๙” พฤติกรรมของ“คนรวยโลกียะ”จึงชี้ชัด“ความจริง”ของ“คนรวยโลกียะ”ที่ประพฤติอยู่ตามใจที่จริงของเขา ก็จะเห็นได้ถึง“ความแตกต่าง”ของ‘คนรวยโลกียะ” กับ“ตคนจนโลกุตระ” ว่า “คนรวยโลกียะ”ยังยากที่จะเสียสละ เพราะ“คนรวยโลกียะ”ยังเป็น“คนมีใจพอ (สันโดษ) ”ไม่ได้ เขายังแก่งแย่ง”คนจน”อยู่ไม่หยุดหย่อน ไม่รู้จัก“พอ” แต่“คนจนโลกุตระ”ไม่แก่งแย่ง“คนรวย” “คนจโลกุตระ”รู้จัก“พอ” ซ้ำมิหนำเสียสละสะพัดของตนออกเผื่อแผ่เกื้อกูลแก่ผู้อื่นแก่สังคมแก่“คนรวย”อีกด้วย เพราะ“คนจนโลกุตระ”ไม่โลภ นั่นคือ ลดความโลภได้จริงกระทั่งถึงขั้น“จิตหมดสิ้นกิเลสโลภ”ได้จริงเป็นจริง จึงมีปรากฏการณ์จริงสุดวิเศษที่“คนจนโลกุตระ” ประพฤติตนอยู่ในสังคมมนุษย์จริงๆให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งมิใช่เป็น“การประพฤติเพื่ออวดอ้างอวดโอ่”แต่อย่างใด ดังนั้น คนผู้มี“ปัญญา”ซึ่งเป็น“ความรู้-ความฉลาด” แบบ“โลกุตระ” จึงจะมีสำนึกเช่นว่านี้ได้กันจริงๆ และเผื่อแผ่เจือจานเอื้อเฟื้อเกิ้อกว้างออกไปแก่ผู้ที่ด้อยกว่าอย่างจริงใจ จึงเป็นคนไม่กักตุนไว้ที่ตนมาก แล้วก็กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ควรมี ควรได้รับไปใช้ไปกินบ้าง ด้วยการเสียสละออก ลดกิเลสตนเองจริงๆ สังคมจึงเกิดการเฉลี่ยสะพัดแจกจ่าย มีกินมีใช้ด้วยกันทั่วถึง ผู้สละออก จึงเป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริงๆ เป็นสังคมอาริยะแท้ๆ ตรงตามคำว่า “ศิวิไลซ์ (civilise) ”ที่สากลโลกต่างประสงค์กัน เราน่าจะฉลาดเป็นคนมี“สำนึก”อย่างยิ่งในประเด็น แค่นี้กันได้ มันไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรนักหนาเลย ข้อ ๑๑. คนในสังคม ที่จำเป็นต้องช่วย ต้องให้ความอนุเคราะห์ คือ คนที่ด้อยกว่า คนที่ไม่มีปัญญา คนไม่มีสมรรถนะ คนที่จำเป็นต้องช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องสุดวิสัยเพราะเขาช่วยตนเองไม่ได้จริงๆ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่าแล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง ช่วยตนเองไม่ไหว แล้ว แม้แต่คนที่เขาทำงานช่วยคนอื่นช่วยประชาชนส่วนใหญ่อยู่ จนไม่มีโอกาสช่วยตนเองได้ คนเช่นนี้ก็ยิ่งควร ต้องช่วยอย่างสำคัญด้วยทีเดียว โดยเฉพาะคน“ขี้เกียจ”กับ“คนขี้โลภ”ที่ยังเอาเปรียบ หรือถึงขั้น“โกง”กอบโกยจากผู้อื่นอยู่ไม่ยอมเพลาไม่ยอมหยุด มันก็เป็นเรื่องจำนนที่จะต้องช่วยสังคมที่มันยังมีความโ,ภเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้แบบนี้อยู่ ข้อ ๑๒. คนขี้เกียจ กับคนขี้โกง จึงน่าปราบให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะคนขี้เกียจ และคนขี้โกงนี้เขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ มันไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาปต่อไป เขาน่าสงสารแท้ เพราะโง่ อย่ายกเว้นแม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ได้สะสมบาปวิบากใส่ตน ในการขี้เกียจและการโกงของเขาอยู่ จึงต้องช่วยเขาจริงๆ คนชนิดนี้มันต้องปราบ เพราะคนพวกนี้เขาอวิชชา สอนไม่รู้เรื่องง่ายๆ เพราะโง่ ไม่มี“ปัญญา” มีแต่“เฉโก” และคนพวกนี้จะรวยและรวยมากๆด้วยนะ! เพราะเขาโง่ไม่หาย โลภ ไม่ลดโลภ จึงไม่มีวันจบ ก็ต้องปราบ ถ้าปราบได้ด้วยวิธีให้เกิดปัญญารู้“ความจริง”ตามสัจธรรมจะเป็นการดีสุด ข้อ ๑๓. สังคมที่แย่งกันรวยนั้นเป็นสังคมคนทุกข์ แต่สังคมที่เข้าใจความจนดีและไม่แย่งกันรวย เต็มใจเป็นคนจนอย่างมีปัญญาจริง จึงเป็นสังคมสุข ที่สงบอบอุ่นสำราญใจ ข้อ ๑๔. ผู้มีปัญญาจะมีอิสระ,สบาย,สงบ,อบอุ่น,อิ่มเอม,เกษมใส,ใจเกื้อกูล,เพิ่มพูนการเสียสละอยู่ตลอดกาล ซึ่งสามารถสัมผัส“คนจริงที่มีโลกุตรธรรม”กันได้แท้ ข้อ ๑๕. ผู้มี“ปัญญา”นั้นรู้แจ้งจริงว่า “ความจน” ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอยเลย ข้อ ๑๖. “ความจน”ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่น ประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อนยุ่งยากตนเองแต่อย่าง ใด แต่ชัดเจนชัดแจ้งแท้จริงว่า “ความจน“นั้นมันยิ่งเบา กายสบายใจต่างหาก ไม่มีภาระ วุ่นวายน้อยจริงๆ และ เป็นการช่วยสังคมที่แท้ ช่วยทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมดีขึ้นโดยสัจธรรมต่างหาก ไตร่ตรองให้ลึกซึ้งถึงจุดแห่งสัจจะเถิด ข้อ ๑๗. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่เป็นสภาพที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็นสำหรับอาริยบุคคลแท้จริง อาริยะแปลว่าความประเสริฐแท้ ข้อ ๑๘. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ”นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่แก่งแย่งผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงเป็นคนมีประโยชน์แท้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นจริง จึงมีแต่มิตร มีแต่ญาติ ไร้ศัตรู ไร้ผู้จ้องยื้อแย่งทำลายทำร้าย เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตนเป็นผู้มีความรู้มีสมรรถนะ แม้จะมีไม่มาก แต่สร้างสรร-ขยัน-พากเพียรอยู่เสมอแท้จริง จึงมีผลผลิตมากได้ และอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอไม่ขาด มีมากมีล้นเกินอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ผู้อื่นได้อย่างสุจริตแท้จริง ข้อ ๑๙. ผู้มีปัญญาเป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน”ด้วย ตัวเอง มุ่งมาจน ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน โดยตนมีไว้ แต่น้อย (อัปปิจฉะ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน ซึ่งจบที่ตนมี“ใจพอ” (สันโดษ,สันตุฏฐิ) ตนสบายใจไม่โลภมากกอบโกย สะสมอีก มีขีดความพอของตน ตนรู้จักพอ จึงหยุดเอาไว้เป็นของตนเพียงน้อย ไม่มีมากก็พอจริงๆ ซึ่งมันย่อมมีขีดของมัน จึงเป็นคนพอเพียง เช่น พระสารีบุตรท่านจะพอ จะหยุดฉันอาหาร เมื่อรู้ว่า อีกสอง-สามคำจะอิ่มหรือเต็มท้อง อย่างนี้คือผู้สันโดษ (สันตุฏฐิ) ผู้สงบอยู่ (ปวิเวก) เป็นความสงบอย่างเป็นจริง ยั่งยืนถาวร ตลอดกาล ไม่เป็นอื่นอีกแล้ว เป็นคนตั้งใจมีแค่นี้ ไม่สะสม (อปจยะ) ไว้ที่ตนมากกว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ (วิริยารัมภะ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย (อัปปิจฉะ) ” ยินดีในความน้อย มีจุดพอ (สันโดษ) จึงเป็นผู้มีน้อยจริงๆ เพราะไม่สะสมไว้ที่ตนมาก แม้ตนจะทำได้มาก ก็แจกจ่ายออกไปแก่ผู้อื่นแก่สังคมส่วนรวมจริง สังคมได้รับการสะพัดด้วยปัญญาเมตตากรุณาแท้ เศรษฐกิจของประเทศของส่วนรวมก็เจริญพัฒนาดีขึ้นแน่นอน เพราะ“ความเสียสละ”หรือ“ขาดทุนของตน”นี่เอง ข้อ ๒๐. ตนจึงเป็น“คนจน”เสมออยู่จริงตลอด เป็นนักเศรษฐกิจที่มีคุณธรรมประเสริฐแท้ เพราะมีประโยชน์จริงและไม่เป็นภัย ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นภาระแก่ใครอื่นเลย จึงชื่อว่า ไม่เป็น“ผู้ร้าย”หรือ“ผู้ไม่เสื่อม” แต่เป็น“ผู้เจริญ”จริงแท้ประเสริฐแน่ เพราะมีแต่“ประโยชน์เพื่อผู้อื่นอยู่เสมอ” ข้อ ๒๑. เป็นนักเศรษฐกิจที่เป็น“คนจน”ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพราะสามารถสร้างสรรเลี้ยงตนเองได้พออยู่พอกิน และทำให้เหลือให้เกินที่่ตนกินตนใช้ได้ด้วย เป็นผู้รู้ และผู้ลงมือกระทำเองแท้ มีสมรรถนะสร้างสรรค์ เผื่อแผ่สังคมอยู่ตลอดไป ด้วยความขยัน และไม่สะสม เมื่อทำได้ก็สะพัดออกเสมอ ตนจึงไม่มีมาก ก็เป็นธรรมดาที่ต้องเป็น“คนจน” เพราะไม่เอาเปรียบ แต่จะเป็น“ผู้ขาดทุน” หรือ“เสียสละ”ให้ผู้อื่นเสมอ เพราะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้ง รู้จริงว่า “เสียสละ”ดีกว่าประเสริฐกว่า“เอาเปรียบ”จริงแท้ ไม่“โง่สลับ” ไม่กลับกลอกแล้ว ไม่สับสนอีกเลย “จบ ๑ จริง” ซึ่งเป็น“๑”ขนิดที่“ยืนยัน”กับผู้อื่น เปิดเผยให้เห็น ให้สัมผัสได้ ให้คนด้วยกันรับรู้“ความเป็น ๑”นี้ร่วมด้วยได้จริง ข้อ ๒๒. คนจนเช่นนี้จึงเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ” ทำให้ประเทศทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้ในสังคม ในประเทศจะมีคนขี้เกียจและคนขี้โกง หรือคนขี้โลภหนัก เป็นนายทุนหน้าเลือด-นายทุนใจดำ-นายทุนใจร้าย รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ กอบโกยขูดรีดไม่มีจบสิ้นอยู่บ้าง ก็มีบ้างในธรรมชาติโลกของคน เป็น“คนรวยกิเลสหนา” คนรวยที่มี“ปัญญา”ไมได้ “คนจน”จึงยิ่งเป็น“ผู้มีปัญญา”ที่ต้องประคองสังคม ช่วยอุดหนุนจุนเจือสังคมอยู่แท้ ทำให้ประเทศบรรเทา ไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งแก่งแย่ง ยากแค้นกันอย่างที่เป็นที่เห็น เพราะคนที่รวยไม่รู้จักพอกระชากชิงเอาไม่หยุด ยิ่งรวยก็ยิ่งเอาไปเป็นต้นทุนได้มากขึ้นๆ แล้วก็ออกดอกออกผลยิ่งๆขึ้น สังคมก็ทำร้ายกันมากมายรุนแรงหนักจัด เพราะคนรวยเป็นเหตุอยู่อย่างนี้แหละ “คนรวย”จึงคือ ภัยของสังคมโดยแท้ แม้จะรวยอย่างสุจริต แต่ไม่รู้จักพอ มีแต่กอบโกยเอาๆ ก็สะสมอกุศลวิบากใส่ตน “ยิ่งมีโลภหนักเป็นหนี้ซับซ้อน” ข้อ ๒๓. ผู้รู้ด้วย“ปัญญา”จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน” ที่เสียสละอย่างแท้จริง เพราะ“คนรวย”ที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมเสียสละจริงๆ “คนจน”ผู้มีปัญญา ไม่เห็นแก่ตัวจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดในสังคมที่จะช่วยประเทศไว้ ถ้าไม่มีใครเป็น“คนจน”ในสังคมเช่นที่ว่านี้ และควรจะมีถ่วงดุลมากเพียงพอ จึงจะพอรับมือสังคมโลกียะ ที่มีแต่คนฝังหัวแน่นหนักอยู่ว่า “จะรวยๆๆๆ” ไว้ได้ ผู้มี“ปัญญา”คือ ความรู้-ความฉลาดที่เป็น“โลกุตระ” เพราะลดละ“อัตตา”ที่มี“ปัญญา” ไม่เห็นแก่ตัว จึงทำตน มาเป็น“คนจน”ฉะนี้เองที่ค้ำจุนสังคม และอุ้มชูโลกได้แท้ ข้อ ๒๔. ดังนั้น “คนจน”แต่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ขยันสร้างสรรค์อยู่ และสะพัดส่วนที่ตนมีมากมีเกินตนกินตนใช้แล้ว ก็แบ่งเผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอด อย่างสุขใจจริงๆ แถมยิ่งสะพัดชนิดที่“ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วยตามที่มีปัญญาจริงนี้ จึงเป็นคนมี“คุณ”มากมี“ประโยชน์”มากอยู่เสมอต่อสังคม คนเช่นนี้จึงต้องเรียกว่า “คนจน”ที่มีความประเสริฐแบบ“โลกุตระ” เป็นคน “พอเพียง” (ตามตำตรัสของในหลวง ร.๙ ตรงตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) และเป็นคนที่มี“กำไร”ด้วยการ“ขาดทุน”ให้แก่สังคมอยู่แท้ๆ ข้อ ๒๕. คนที่ทำตนได้เช่นนี้จริง คือ ผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ชนิดที่มี“กตญาณ (ความรู้ของผู้รู้จักความสำเร็จที่ตนทำจบแล้ว) ” ว่า ตนไม่ได้มีส่วนทำลายเศรษฐกิจเลย มีแต่ช่วยเศรษฐกิจให้ดียิ่งๆขึ้น เพราะรู้จัก“ความจบตามวิสัยแล้ว”สำหรับตนเอง เรียกว่า “จบกิจ (กตัง กรณียัง) ”ในเรื่องนั้นๆ กิจนั้นๆ กรณีนั้นๆ หากไม่รู้“ความเป็นไปได้ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้“ความจบ”นี้ ก็จะไม่มีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้เสร็จ ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์อยู่ตลอด “จบสิ้นทุกข์”ไม่ได้ แต่เมื่อมีปัญญาก็รู้จริง ก็จบทุกข์ ไม่มีทุกข์อีกแล้ว และแถมอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูลเพิ่มพูนการเสียสละอีกด้วย จิต“เพิ่มพูนการเสียสละ”ตลอด ข้อ ๒๖. ดังนั้น “วิสัยทัศน์”หรือ“ความรู้องค์รวม”ของคนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน“มิติ”ที่หมายเอาแค่ว่า เขาจะทำให้ประเทศ“ไม่มีคนจน” ผู้มีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์จะทำให้“คนรวย”ให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย มันเป็นความรู้ที่ยังเฉโกอยู่แท้ เพราะวิธีที่ตั้งใจ หรือตั้งความคิด มุ่งแต่ว่า จะรวยๆ แล้วหวังจะให้คนในประเทศของตนต่างก็จะให้มีความร่ำรวย กันมากๆ รวยทั้งประเทศนั้น โดยจะเอา“ความรวย”หรือทำให้“คนรวย”เป็นจุดแก้ เป็นหลักคิด หลักทำ มันไม่เป็น วิธีที่จะแก้สำเร็จได้หรอก ลองไตร่ตรองดูดีๆให้ลึกซึ้งเถิด มันเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ มันแค่เพ้อฝันกันแท้ๆ ข้อ ๒๗. ถ้าคนทั้งหลายในสังคม โดยเฉพาะผู้บริหารสังคม ต่างก็มี“ภูมิโลกียธรรม”แบบ“เฉโก”นี้อยู่ มันก็แก้ปัญหาให้สำเร็จชนิด“จบกิจ”ไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น แก้ปัญหาหนักจนตาย ก็ไม่มีวัน“จบกิจ”ลงได้ “จบกิจ”คือ คนมี“ปัญญา”สงบได้สนิทด้วย“สันโดษ” “สันโดษ”หรือ“สันตุฏฐิ”คือ จิตมี“ความพอ”ชนิดมี “ปัญญา” แล้วจิตของผู้นั้นก็“หยุดความอยาก-สิ้นความเสพ”สำหรับตน ด้วยปัญญารู้แท้สนิทจริง จิตสิ้นแส่หา ไม่มีทุกข์ร้อนด้วยความดิ้นรน สิ้นความเสพบำเรอตน จึงสิ้นความอยากที่จะทำเพื่อเอามาให้แก่ตน แต่ทำเพื่อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่โลก ไม่มีประมาณ คนไม่มี“ปัญญา”มีแต่“เฉโก”นั้นจะ“อยากได้”มาให้ตนไม่มี“จุดจบ”ชนิดที่ชื่อว่า“จบกิจ”อย่างสำเร็จเด็ดขาด เพราะจิต“ไม่มีสันโดษ-ไม่มีความพอ”อยู่ในใจแท้ จึงจะเป็น“คนจน, คนมักน้อย (อัปปิจฉะ) ”ก็เพียงเพราะ“จำนน”เท่านั้น ในจิตมันก็ยังมีอนุสัยอัดแน่นด้วย“โลภๆ”เพิ่มยิ่งๆอยู่ตลอดกาล ไม่มีวิธีจางคลายได้ ซึ่งชาวเทฺวนิยมโลกียะไม่รู้เรื่อง“อนุสัย” แค่“ตัณหา-อุปาทาน” ชาวเทฺวนิยมโลกียะก็ไม่มีทางจะลดลงเองอยู่แล้ว แม้จะใช้วิธีที่เป็น“โลกียธรรม” ก็ได้แค่“สะกดไว้”ได้ชั่วครู่เท่านั้น แบบฤาษีในป่า หรือคนที่หลง“หลับตา”ปฏิบัติเขาทำๆกัน มันก็ได้แต่ทำกันไป จิตไม่มี“ปัญญา”รู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive