สื่อธรรมะพ่อครู(ปัญญา) ตอน ปัญญาสูตรในข้อ 1 และ2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปัญญา) ตอน ปัญญาสูตรในข้อ 1 และ2 ปัญญาสูตร 1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว อาตมาอยู่ในฐานะครู หากคุณไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษที่ตั้งในฐานะครู ที่พูดโลกุตระให้ฟัง ผู้มีโลกุตระจึงถือว่าเป็นครูแล้วก็ถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองมีเท่านั้น อย่าไปโชว์เกินกว่าที่ตนเองมี ถ้าจะบอกก็ต้องบอกว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของตัวเอง ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจับได้ว่าไม่จริงถ้าบอกว่าเป็นของตัวเองแล้วตัวเองมีไม่จริง ซึ่ง ลึกซึ้งมากเลย ต้องอาศัยผู้ที่อยู่ในฐานะของครูที่เราจะไปตั้งความละอาย ละอายต่อบาป ละอายต่อสิ่งที่ไม่ดีงาม กับพระพุทธเจ้าเป็นต้นกับครูเป็นต้น เหมือนกับพ่อแม่ที่เราไม่ต้องอาย เรามีความผิดความบกพร่องก็ไปถามพ่อแม่ถามครูถามพระศาสดา ไปเปิดเผยความโง่ ไปเปิดเผยความไม่รู้ของตน แล้วก็ละอาย แต่ไม่ต้องอายครูอายศาสดาที่จะไปเปิดเผย แต่หากอายครูก็จะไปรู้อะไร มีคำพังเพย อายครูบ่รู้วิชาอายภรรยาไม่มีบุตร แต่ภาษาว่า เข้าไปตั้งความละอาย คุณละอาย ที่ตัวเองมีบาป แต่อย่าละอายกับครูกับพระศาสดา เป็นภาษาสิริมหามายาพูดสลับไปสลับมา แต่พวกเราไม่สับสนเข้าใจแล้วไม่สับสน ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า มันจะไม่ค่อยกล้าเข้าหาครูหาศาสดา เพราะอายที่ตัวเองมีบาป แต่ไม่ต้องอาย สู้กับความอายเข้าไปหาครูหาพระศาสดา ที่เคารพรักอย่างแรงกล้า นี่เป็นข้อที่ 1 เป็นเหตุปัจจัยข้อที่1 ที่ย่อมเป็นไปเพื่อปัญญา ปัญญ

อ่านต่อ

าข้อที่ 1 คุณจะได้ต้องได้จากพระศาสดาหรือจากครูที่มีโลกุตรธรรมในตน เป็นปัจเจก หรือสยังอภิญญา ตั้งแต่ปัจจัตตัง ปัจเจก สยังอภิญญา ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะนับไปที่พระโพธิสัตว์ระดับ 9 ขั้นที่ 8 ก็ยังไม่เรียกว่าปัจเจก ขั้นที่ 9 เป็นปัจเจก จนสูงสุดเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีพระสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ท่านได้ชื่อว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาขึ้นมาในโลก ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเดี่ยวเลย เพราะว่ามีเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ ทั้งวิบากทั้งการตัดสินใจของท่าน ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาคนก็ไม่ได้เข้าใจว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง มันก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คนไม่รู้นึกว่าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นสอนคนไม่เป็นสอนคนไม่ได้ ถ้าถึงแล้วตั้งแต่พระโสดาบันก็ยังสอนกันแล้ว สอนกันเละก็มี พวกโซดาแบน สอนกันแจ้วๆ ระวังเถอะอย่าอวดดีอย่าหลงตัวเองมากเกินไป ให้เรามีแน่จริงมากพอถึงค่อยแสดง แค่ข้อที่ 1 ปัญญาจะได้คิดดูสิว่ามีเงื่อนไขขนาดไหน สรุปอีกที ปัญญาไม่ใช่ความรู้โลกีย์ แต่เป็นความรู้โลกุตระ แม้จะฉลาดขนาดไหนเป็นถึงศาสดาของเทวนิยม ก็ยังไม่ใช่ผู้มีปัญญา อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ปัญญาข้อที่ 1 จึงเป็นเรื่องที่คนเขาไม่เชื่อ อย่างอาตมาบอกว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา เป็นระดับ 7 เลยระดับ 5 6 มาแล้ว ถ้าระดับ 4 เป็นอรหันต์ ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ เริ่มต้นไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน ระดับ 6 อนิยตโพธิสัตว์ยังไม่เที่ยงแท้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยที่จะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เอ็นสะท้านเลย ยังไม่ได้นิยตะ แต่ผู้สอบผ่านได้แล้วเป็นนิยตโพธิสัตว์ ภาษาเรียกว่าเที่ยง แต่อาจจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่มหาโพธิสัตว์ยังไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ขนาดปัจเจกสัมมาสัมพุทธะที่ท่านไม่ประกาศศาสนาก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเลย นิยตโพธิสัตว์ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะรีไทร์กลางทางได้ อาตมาตั้งใจจะเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ หากว่าไปไม่ไหวแล้วไม่ประกาศศาสนาหยุดเลิก ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก แต่ความไม่เที่ยงอนิจจตา อาตมาว่าเอาเถอะถึงปัจจุบันธรรม เมื่อเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้วอาตมาจะตัดสินของอาตมาเอง ว่าอาตมาจะเป็นพุทธเจ้าดีหรือไม่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งดีหรือไม่ดี อย่ามายุ่งกับอาตมา เห็นความไม่เที่ยงที่ยาวไหม ขนาดเป็นสยัมภู เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วแต่ก็ยังไม่เที่ยง เห็นอนิจจตาไหม เพราะฉะนั้นความจริงอยู่ที่ปัจจุบัน แหลมเล็กคือความจริง ตอนนี้ยังไม่ใช่ความจริงนั้นเลย เห็นไหมลักษณะของอนิจจตา ที่ท่านตรัสไว้ใน ลักขณรูป 4 ถ้ายังไม่ถึงปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้วจะไปเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ผู้ที่เป็นถึงพระโพธิสัตว์มหาโพธิสัตว์ย่อมจะซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่าแล้ว

2.เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ ต้องไต่ถามสอบถามเป็นครั้งคราวอย่ามากไป ถามจัง ถามเช้ากลางวันเย็นกลางคืนอีก แม้แต่ผู้ที่ได้ฟังคำอธิบายขยายความแล้วยังบรรลุหมดหรือไม่ก็ยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นปัญญาที่ได้ฟังจากศาสดาฟังจากครู มันก็ยังต้องเอาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป็นปัจจัตตัง ปัจเจก สยังอภิญญา สยัมภู ปัญญาไม่ใช่ฉลาดเฉโก แบบพระศาสดาใดๆ หากไม่ใช่เนื้อหาของโลกุตระ โลกุตตระคือรู้จักกิเลสรู้จักวิธีลดกิเลสปฏิบัติเพื่อลดละกิเลสได้ขึ้นมาได้ 1 หน่วยก็เริ่มต้นเป็นพระโสดาบันได้ 2 หน่วยก็เป็นพระโสดาบัน 2 หน่วย ได้ร้อยเป็นพัน ก็เข้าหาพระสกิทาคามี เป็นเช่นนี้

3.เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ ถ้าไม่รู้ว่ากายคืออะไรจิตคืออะไรและสงบคืออะไร สงบเขาหมายถึงว่าเอาตัวเองออกป่าแล้วไปเดินผู้เดียวอยู่ผู้เดียวบิณฑบาตผู้เดียวนอนผู้เดียว อย่างที่ท่านตรัสไว้ในวิเวก 3 ในคุหัฏฐกสุตตนิทเทส ผู้ข้องในถ้ำแล้วคุณก็ออกป่า แล้วถือว่าคือกายวิเวก ออกไปนั่งสมาธิก็เป็นมิจฉา ไม่สัมมา เดี๋ยวนี้พระป่าทั้งหลายทำกัน ไม่มีภายนอกแล้วจะไปรู้กิเลสจะไปรู้ขันธ์ 5 จะไปทำการอภิสังขารได้อย่างไร อุปธิวิเวก คุณจะไปได้หรือคุณจะไปรู้ขันธ์ 5 หรือ คุณจะไปทำกันอภิสังขารได้หรือ ไม่มีการได้อุปธิวิเวก อุปธิคือขันธ์ 5 อภิสังขาร รูปข้างนอกก็ไม่เรียน เวทนาก็ไม่แยก จิตก็ไม่ได้แยก สัญญา สังขารไม่ได้แยก นั่งหลับตาไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ นั่งหลับตาซึ่งเป็นโมฆะจริงๆ ต้องมาค่อยๆศึกษา ปฏิบัติแล้วได้สัมมาผลของตัวเองถึงจะรู้จักว่าสงบกายสงบจิตคืออะไร หลับตาแล้วกระทั่ง ให้ลมหายใจหมดลงไปนี่ลงไปจนลืมไปหมดแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมาอย่างนี้มันจะเกิดได้อย่างไร อาตมาประสบผลสำเร็จภูมิใจที่เกิดมาในชาตินี้เป็นสมณะโพธิรักษ์ ทำให้พวกคุณเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าได้เข้าใจโลกุตรธรรมได้ แล้วพวกคุณก็บอกว่ามีทำได้ทิ้งอบายมุขทิ้ง กามคุณ มาอยู่ที่นี่ก็เรียนรู้ รูป อรูป กายนอกคือกาม กายในคือรูป อรูป ก็ขยับเข้ามา อาตมาถึงบอกว่าในชุมชนชาวอโศกคือชุมชนพระอนาคามีเป็นต้นไป มีเสนาสนะคือสถานที่สิ่งแวดล้อม มีบุคคล มิตรดีสหายดี มีอาหารเครื่องอาศัย มีทั้งสถานที่ บุคคลเครื่องอาศัย มีทั้งสัตว์และวัตถุ สัตว์เดรัจฉานอาตมาก็ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยว เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปเลี้ยงสัตว์ใดๆ ให้มันไปตามวิบากของมันเราไม่ต้องไปสร้างวิบากร่วมกับมันเลยไม่ว่าจะเป็นทางความรักหรือความชัง แค่วิบากเก่าก็ทำให้มันหมดเสียก่อนเถิด เกี่ยวกับคนที่สัมผัสสัมพันธ์กันแต่ละคู่วิบาก ไม่ว่าจะเป็นทางความรักหรือความชัง ให้มันขาดเสียหน่อย จะมากหรือน้อยก็ให้เห็นความจริงจนกระทั่งเห็นเป็นผู้ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ใช่ผู้ที่จะต้องมาร่วมรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ร่วมสัมผัส ลาภยศสรรเสริญสุข ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายร่วมกันไปในทางที่จะทำงานให้แก่ผู้อื่น เราเองขาดให้ได้ก็แล้วกัน หากแยกไม่ได้ก็เป็นคู่ ขี้ทูดกับหู ขี้ทูดจะกินหูก่อนไง นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท...พ่อครูสอนเราลดกิเลสขณะมีแรงอยู่ ทั้งพ่อครูก็มีแรงอยู่ หากพ่อครูไม่อยู่ก็ไม่มีคนมาเน้นย้ำจี้ให้เราพัฒนา

พ่อครูว่า...อาตมามีวจีสังขาร ว่า ถ้าหากว่าอาตมาตายแล้วพวกเราจะร้องไห้กันไหม ..ร้อง...ก็เลยยังไม่ตาย แต่ห้ามไม่ได้หรอก เพราะว่าทุกสิ่งต้องพรากจากกัน ดีไม่ดีพวกคุณไม่ได้ร้องหรอกเพราะพวกคุณตายก่อน แต่อย่าเพิ่งตายก่อนเลย ร้องก็ร้อง อาตมาตายก่อน พูดไปก็สิริมหามายา 621201_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศิลปะในการใช้ชีวิตให้เกิดปัญญามัชฌิมา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน