สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อวิชชาสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อวิชชาสูตร แต่ก่อนพระพุทธเจ้าภาษาคำว่าอวิชชาก็มีแต่สภาวะรู้จักอวิชชาไม่มี เล่ม 24 ข้อ 61 อวิชชาสูตร [61] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชาควรจะกล่าวว่านิวรณ์ 5 แม้นิวรณ์ 5 เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ 5 ควรกล่าวว่า ทุจริต 3 แม้ทุจริต 3 เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต 3 ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่าการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเรา ก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรมควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมยังการไม่ฟัง สัทธรรมให้บริบูรณ์
การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบ
อ่านต่อ
ูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต 3 ให้บริบูรณ์ ทุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ 5 ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ 5 ที่บริบูรณ์ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ
พ่อครูว่า...เพราะฉะนั้นทุจริต 3 คือกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต คุณมีกรรม 3 กายวาจาใจ ตลอด หากอวิชชาคุณก็ทำทุจริตกรรม 3 ตลอด ทำกิเลสใส่จิตตลอดเวลาเลยจึงเรียกว่าทุจริต สู่แดนธรรมว่า ...พ่อครูเคยบอกว่า การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติดัดจากทุจริตมาให้สุจริต แต่เขาทำเป็นคำประชดว่าดัดจริต พ่อครูว่า...การทำใจในใจไม่แยบคาย คืออโยนิโสมนสิการ หากโยนิโสมนสิการไม่เป็นคุณปฏิบัติธรรมไม่ได้เลย โยนิโสมนสิการเป็นองค์ที่ 7 ของสุริยเปยยาลสูตร โยนิโสมนสิการเป็นคู่ของปรโตโฆษะ ที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ในปัญญาวุฒฑิ 4 ก็มี สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248)
คนที่ไม่มีศรัทธาโพธิรักษ์เป็นผู้ที่มีอวิชชา คุณจะไม่มีสิทธิ์โยนิโสมนสิการ คุณจะทำการ อโยนิโสมนสิการตลอดเลยเพราะไม่ศรัทธาโพธิรักษ์ คุณไม่คบอาตมาตีทิ้งอาตมาก็เจ๊งแล้ว อาตมาเอาพระไตรปิฎกมาประกอบการอธิบาย บางคนก็ฟังโพธิรักษ์แต่ฟังอย่างจับผิด ไม่มีสัมผัส อาบน้ำกลัวเปียก พวกนี้จะไม่รู้ว่าอาตมากล่าวถึงมูลสูตรอย่างไร จะไม่ get ไม่เข้าใจ มูลสูตร 10 เป็นต้นทางจริงๆ ไม่มีฉันทะไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้เลย หากมีฉันทะ 10% อีก90% ผิดจะไปปฏิบัติผัสสะก็ผิด ยิ่งเวทนาก็จะเอาแต่สุข ข้องในถ้ำ ไกลห่างวิเวก _สู่แดนธรรมว่า...มูลสูตรคืออะไรที่หยั่งลงสมาธิก็หยั่งลงจากเวทนา เหมือนหยั่งสู่รากแก้ว หากไม่หยั่งลงก็จะได้แต่รากหญ้าฝอย ปลิวไปกับลมได้ เล่ม 24 ข้อ 61 (ต่อ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขาเมื่อฝนตกหนักๆอยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็มแม่น้ำน้อยที่เต็มย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็มย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทรสาครนั้น มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... นิวรณ์ 5 ที่บริบูรณ์ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ 7 แม้โพชฌงค์ 7 เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ 7 ควรกล่าวว่า สติปัฏฐาน 4 แม้สติปัฏฐาน 4 เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน 4 ควรกล่าวว่า สุจริต 3แม้สุจริต 3 เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสุจริต 3 ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะแม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ควรกล่าวว่าศรัทธา แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธาควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม แม้การฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การคบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต 3ให้บริบูรณ์ สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ย่อมยังโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขาเมื่อฝนตกหนักๆอยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็มย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็มมหาสมุทรสาครนั้นมีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายการคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ จบสูตรที่ 1 พ่อครูว่า...ผู้ที่จะสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ 10 คุณต้องพบ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คนนั้นต้องมีสยังอภิญญา สยัง แปลว่าของตน เริ่มแต่ปัจจัตตัง มาเป็นปัจเจก แล้วเป็นสยังอภิญญา พอมากขึ้นก็เป็นสยัมภูคือ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาพูดความจริง ไม่ได้พูดเท็จอวดอ้าง แต่คนไม่เชื่อ เพราะเขาอวิชชาเต็มสมอง อวิชชาเต็มทิฏฐิ เต็มความยึดติดอุปาทานทั้งหมดเลย แล้วเขาก็นับถืออย่างผิดๆ อาตมาจึงยาก ผู้ไม่สัมมาทิฏฐิจึงเชื่อว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา ไม่ใช่ว่าอาตมาพูดมาก่อนแต่เพิ่งยืนยันอรหันต์มาไม่กี่ปี แต่อวดเป็นโพธิสัตว์อวดมาก่อนแต่เขาไม่ถือเท่ายืนยันอรหันต์ เขาถือว่าอรหันต์สูงกว่าโพธิสัตว์ เขาเลยตีความว่าพ่อท่านไม่ใช่อรหันต์ อาตมาก็ขยายความไม่ใช่บอกเฉยๆ พระโพธิสัตว์ไม่ใช่ปุถุชน แต่พวกเถรวาทเข้าใจว่าโพธิสัตว์คือปุถุชน ถ้าเป็นโพธิสัตว์แล้วจะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะว่าเขาเชื่อว่าอรหันต์ตายแล้วต้องสูญ เป็นอุจเฉทิฏฐิของเถรวาท จึงหมดผู้สืบทอดอรหันต์ ศาสนาพุทธเลยมีแค่อรหันต์ เป็นอรหันต์เสร็จแล้วตายต้องสูญ ก็สอนได้ชาติเดียวไม่มีใครต่อเลยศาสนาจึงด้วนกุดสั้น เข้าใจกันอย่างนี้ สองพันห้าร้อยกว่าปีจึงหมดเชื่อศาสนาพุทธอาตมาเลยต้องมาต่อเชื้อ สถาปนาโลกุตตรธรรมขึ้นมาอีก เพราะเขาปู้ยี่ปู้ยำศาสนาพุทธไว้มากเลย
สูตรต่อไปที่จะอ่าน ชื่อว่าอาหารสูตรเลย ต่อไป สูตรนี้ยาวมาก เล่ม 19 ข้อ 522 อาหารที่ควรจะต้องรู้จักแล้วประพฤติตนให้บรรลุผลสูงสุดชีวิตจึงจะจบสุขจบทุกข์ สมณะฟ้าไท สรุปจบ621204_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติธรรมกับอาหารในพระสูตรต่างๆ