สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ศิลปะในการใช้ชีวิตกับทางสายกลาง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ศิลปะในการใช้ชีวิตกับทางสายกลาง _อุทาน ทองใส : ศิลปการใช้ชีวิตกับทางสายกลางเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรขอรับ พ่อครูว่า...ศิลปะในการใช้ชีวิต คำว่าศิลปะทุกวันนี้กลายเป็นคำว่า ศิละเปรอะ สรุป ศิลปะยอดแห่งจุดหมายของคนก็คือสร้างความแปลกของตัวเองขึ้นมาไม่เหมือนใครแล้วคนชอบคนติดใจหลงใหล นี่คือนิยามคำว่าศิลปะของทุกวันนี้ซึ่งเป็นการเสียเวลาจริงๆ จริงๆแล้วพระพุทธเจ้านิยามคำว่าศิลปะไว้คือมงคลอันอุดม ศิลปะหมายความถึงสิ่งที่จะนำพาไปสู่ที่สูงที่สุดก็คือนิพพาน เพราะฉะนั้นองค์ประกอบ composition เหตุปัจจัยต่างๆเอามาสังเคราะห์กันประกอบกันแล้ว สื่อให้คนสัมผัสแล้วพาไปสู่นิพพาน ไม่ไปสู่มงคลอันอุดมสิ่งนั้นไม่ใช่ศิลปะ ถ้าหากองค์ประกอบต่างๆมีเทคนิคมีดินน้ำไฟลมแสงสีเสียงรูปกลิ่นรส เอามาประกอบกันอย่างมีเทคนิควิธีการและสื่อให้คนสัมผัส คนสัมผัสแล้วเข้าใจนำพาไปสู่การละหน่ายคลายโลกธรรม นั่นคือศิลปะ แต่ถ้ายิ่งติดในความแปลกใหม่ในโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญ นั่นคือศิละเปรอะไม่ใช่ศิลปะ ทุกวันนี้เห็นศิลปินทำงานกันแล้วน่าสงสาร คนชอบมักจะนิยมอย่างไรก็ทำให้มันถึงใจคน แล้วก็ จูงใจนำพาให้ต่อยอดไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างของจริง อย่าง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ก็เอาลายไทยมาประกอบอ่อนช้อยย้อยหยด คนก็นิยม มันเวอร์ ส่วน ถวัลย์ ดัชนี ก็ชอบแบบ บึ๊กๆ เขาคนละสายกัน อยู่จ.เชียงรายด้วยกันทั้งคู่ รวยทั้งคู่ด้วย มีเอกลักษณ์อัตลักษณ์ของตัวเองเอาสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหาลาภยศสรรเสริญให้แก่ตัวเองในชาตินี้แต่ละชาติเขาก็ได้อย่างที่เขาเป็น อาตมาเองที่จริงอาตมาเคยพูดว่าทำไมอาตมาต้องมาเรียนศิลปะ ศิลปะนั้นไม่ใช่การวาดภาพอย่างเดียว มีงานปั้น งานสิ่งก่อสร้างในวรรณกรรม ดนตรี เพลง นาฏกรรม ท่าทีลีลาเต้นแร้งเต้นกาส

อ่านต่อ

ารพัด fine art จะมี 5 อย่าง วาดภาพ ประติมากรรม วรรณกรรม Drama and Music แต่ทุกวันนี้แยกออกเป็นหลากหลายแขนง แม้แต่ศิลปะเหนือจริง เขาก็บอกว่าคุณไม่รู้หรอกมันเหนือกว่าคนคิดได้ หลอกกันได้หลอกกันดี อาตมาไปรวบรวมภาษาที่เขาแยกกันได้ อาตมาใช้นามปากกาว่า ไตรตรา นิกฃม์ ไตรตรา คือไตร่ตรอง ประกาศ ใช้เป็นนามปากกาเขียนหนังสือเล่มเดียวคือหนังสือเรื่องศิลปะหรืออนาจารโดยหยิบหนังเรื่องไททานิคมาวิจารณ์เป็นแกนของเรื่อง มันรวยเละเลยหนังเรื่องนี้ มันมีแต่ทำให้คนติดยึดดูดดึงหาโลกียะเหนียวแน่น ผู้ที่ทำอย่างนี้ก็ได้รับการยกย่องเป็นศิลปิน แต่ศิลปินจริงๆจะไม่เอาลาภยศสรรเสริญเงินทองอะไรมากมายหรอกเพราะเขาจะไม่ทำให้คนติดยึด แต่จะทำให้คนละหน่ายคลายถึงไม่เอาอะไรมากมาย สรุปศิลปะในการใช้ชีวิตก็คือการมีความรู้ศิลปะ ความรู้ในภาษาบาลีคือคำว่าศาสตร์ ศาสตร์ที่ไม่มีศิลป์ก็คือสารคดี ต้องให้คนรู้ทางออกจากโลกีย์ จากอบาย กาม รูปโลก อรูปโลก ผู้ที่มีทิศทางแล้วสื่อให้คนเลิกจากโลก อบาย กาม รูปโลก อรูปโลก ผู้นั้นคือคนที่มีศิลปะ การใช้ชีวิตศึกษาการใช้ชีวิตแล้วเราก็เป็นคนที่หลุดจากโลกไม่ติดในโลก ตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม โลกรูปโลก อรูปโลก ศิลปะในการใช้ชีวิตต้องเข้าใจศิลปะ คือการสื่อให้เป็นไปในนิพพาน แต่ถ้าสื่อแล้วไม่เป็นไปในนิพพานคืองานขวางทางนิพพาน เรียกว่าเดรัจฉานวิชชา ให้คนติดโลกที่ตนเองนึกว่าใช่ เดรัจฉาน คือความรู้ที่นำพาไปสู่การติดยึดในโลก หรือติดยึดลึกลับ ปรุงแต่งเป็นโลกีย์หยำฉ่าหนักเข้าไปมาก จมในความหลง เรียกว่าผู้ข้องอยู่ในถ้ำ ตั้งอยู่จมในความหลง ก็ยิ่งจะถูกดึงให้จมอยู่ในความหลงความงมงายความมืด สลับไปสลับมายิ่งหนัก ต้องมีความรู้ความสามารถนำพาให้ชีวิตเดินทางไปสู่นิพพานคือศิลปะของชีวิต แต่ถ้าไม่ได้เดินทางไปสู่นิพพานมีแต่โลกียะที่หนาขึ้นและเพิ่มขึ้นสลับซับซ้อนเป็นมายาหลอกตัวเองซ้ำซ้อนอีก อย่างนั้นไม่ใช่ศิลปะ กับทางสายกลาง ทางสายกลางนี่ก็เป็นศัพท์ที่เขามาบัญญัติเป็นไทย จากคำว่ามัชฌิมาปฏิปทาแล้วไปแปลกันว่าทางสายกลาง ทาง คือวิธีปฏิบัติต่างๆ วิธีปฏิบัติกลางๆไม่เอียงไปทางไหน แต่หากไม่ชัดเจนในสภาวะก็อธิบายไม่ออกหรอก ทางมีไว้ให้เดินกับจุดหมายคือกลาง กลางคือจุดหมายกับทางคือมีไว้ให้เดิน คำหนึ่งคือ กลาง (มัชฌิมา) ส่วน ทาง คือปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทา คือสูตรคือบัญญัติ ข้อปฏิบัติให้เดินทางนำพาคุณไปสู่ความ กลาง แต่ไปเข้าใจ กลาง คือ แค่ทาง อย่าเข้าข้างนั้นข้างนี้ แต่ได้แต่เดินกลางๆไป ไม่รู้ข้างนั้นข้างนี้ ก็อาศัยทางสายกลางเดินไป เหมือนในอาหาร 4 ผัวเมียคู่หนึ่งเดินทางไปในทางโลกียจะไปสู่นิพพาน ไปกับลูก พอเดินไปๆแล้วอาหารมันหมด ตายละหว่า ผัวเมียเอาตัวรอดด้วยการฆ่าลูกแล้วเอาเนื้อลูกทำเป็นเนื้อเค็ม พกกินไป เพื่อจะไปสู่จุดหมายที่ต้องการ ฆ่าลูก แล้วเอาเนื้อเป็นเสบียงอาหารให้ตัวเองกินนำทางเพื่อเดินไปสู่นิพพาน พอฆ่าลูกเสร็จก็ยังโง่ พอกินไปๆก็รำพึงรำพันว่าลูกเราไปไหน เมา ต้องการไปนิพพาน แต่หลงเลอะไม่รู้ว่าตัวเองฆ่าลูกแล้ว งมงาย กินเนื้อลูกแต่บอกว่าลูกเราไปไหน อุทาหรณ์คำเปรียบเทียบของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องสุดซับซ้อน เห็นว่าเขาเห็นแก่ตัวขนาดไหนสรุปได้อย่างนั้น นอกจากเห็นแก่ตัวแล้วโง่งมงายเมา ก็เอ็งฆ่าลูกเอ็ง แล้วก็กินเนื้อลูก เพื่อยังชีวิตตัวเองเพื่อจะเดินทางไปสู่นิพพานมันโง่อะไรขนาดนั้นแล้วมันจะไปถึงนิพพานไหมนี่ มันโง่เง่าหลงลืมเลอะเทอะ จนถึงขนาดนั้น คำเปรียบเทียบของพระพุทธเจ้านี้สุดยอด ในอาหาร 4 ที่พระพุทธเจ้าเปรียบ กวฬิงการาหาร เหมือนพ่อแม่กินเนื้อบุตร สรุป คนที่หลงทางสายกลาง กลางคือคนจะต้องรู้ 2 ข้างคือ 1. กาม 2. อัตตา ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จริงๆแล้ว กาม กับอัตตา มันก็อันเดียวกัน แต่คุณจะต้องเรียนจากข้างนอกมาหาข้างใน อบายคือกามหยาบ แล้วมาเรียนรู้ กามคุณตาหูจมูกลิ้นกาย แล้ว 5 นี้ก็ยังซ้อน โคจรรูป 5 ปสาทรูป 5 สัมผัสกัน ก็จะเกิด ภาวรูป 2 คือ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ สรุปแล้วผู้ที่เรียนทางสายกลางคุณแยก กาม แยก จิต หรือแค่แยกกาย แยกจิต แยกสภาวะสองนี่แหละยิ่งใหญ่ไม่ได้ จะแยกกายแยกจิตก็แยกไม่เป็น เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่เป็นจิต กายต้องมีภายนอกและภายในร่วมกัน แยกไม่ได้ จนกระทั่งสามารถหมดกาม ตาหูจมูกลิ้นกายเป็นกามคุณ 5 เมื่อกามคุณ 5 หมดก็จะเข้าไปสู่ รูป อรูป คุณกระทบสัมผัสรูป อรูปภายใน ก็ต้องกระทบรูปภายนอก ตาหูจมูกลิ้นกายทำงานด้วยแล้วคุณอยู่เหนือมัน ไม่ต้องทำอะไรกับมันแล้วสบายแล้วหลุดพ้นแล้ว แต่ไอ้ที่เหลือคือจิตของคุณยังไม่หมด มันไม่ออกมา ข้างนอกจะแสดงสุขทุกข์กับภายนอกไม่แล้ว ไม่เอาแล้ว มันไม่มีที่จะมีรส มีความพอใจที่จะเสพ แต่ไม่เสพแล้วแต่เสพภายใน ไม่มีใครรู้ใครเห็นด้วย เป็นรูป อรูป รส ตัวนี้เป็นเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ตัวที่ 2 กับตัวที่ 5 ของเศษวรรค 5 นี้มากกว่า 4 แต่ 4 สองอันเป็น 8 ตัว 5 ถึงเป็นตัวกลางของ 4 กับ 8 อธิบายยากที่ว่าภายนอก 4 ภายนอก 5 คำว่า กาย คือโผฏฐัพพะ คือการสัมผัสแตะต้อง หากไม่มี โผฏฐัพพะ จิตคุณไม่มีธาตุรู้เกิด เพราะฉะนั้น ธาตุรู้กับ โผฏฐัพพะ ต้องไปด้วยกัน ถ้าไม่มีภายนอก ไม่มีสัมผัสนอกจิตก็ไม่รู้เรื่องมันรู้แต่ภายใน พวกรู้แต่ใน คุณเองจะล้างกิเลส พระพุทธเจ้าอนุโลมว่า อาสวะบางอย่างหมดได้สำหรับผู้ที่มีบารมี เคยล้างกิเลสมาก่อนแล้วในอดีต แล้วเอาสัญญาขึ้นมาพิจารณาก็นึกว่าตัวเองหลุดพ้นจากการนั่งหลับตาสมาธิ ที่จริงแล้วมีของเก่าของตัวเอง ติดอยู่ในจิตไม่ออกมาข้างนอก ข้างในมีแค่ 1 ทวาร ภายนอกมี 5 ทวาร หากไม่เลิกภายนอกก่อนแล้วจะไปเลิกภายในก่อนมันเป็นไปไม่ได้ จะต้องเลือกจากภายนอกก่อนแล้วจึงไปเก็บละเอียดภายใน ข้างในคุณเก็บไม่ได้หรอก ไม่มีเบื้องต้น เพราะฉะนั้นทำให้ตายอาสวะสิ้นก็แค่ที่คุณเคยทำได้ แต่ถ้าคุณไม่เคยทำได้คุณไม่มีทางบรรลุ คุณไม่เคยพบสัตบุรุษ ไม่เคยเข้าใจโลกุตระคุณคิดเองไม่ได้ เกิดโลกุตระเองไม่ได้ นอกจากพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษที่เคยมีมาก่อนแล้ว แต่ก็ต้องเคยได้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งนั้น ถ้าคุณไม่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้า สัตบุรุษ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เองเลย621201_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศิลปะในการใช้ชีวิตให้เกิดปัญญามัชฌิมา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน