580223_ธรรมาธรรมะสงคราม(ปฐมฯ) ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกส่ิงทั้งโลก ในที่สุด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580223 ธรรมาธรรมะสงคราม(ปฐมฯ) ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกส ิ่ งทั้งโลก ในที่สุด
อ.กฤษฎาว่า...วันนี้เราจัดรายการสดที่ปฐมอโศก วันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2558 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ที่ วันนี้รายการธรรมาธรรมะสงครามก็ตรงกับ ที่สังคมกำลังเกิดสงครามธรรมะกันหรือเปล่า หลายท่านสงสัยเหมือนผมไหม? ประเด็นสำคัญคือ สังคมสับสน เรื่องของคำว่า คุกคามพระพุทธศาสนา คำนี้กำลังใช้กันมาก ผมสงสัยว่าอย่างไรเรียกว่าถูกคุกคาม แล้วคนก็จะออกมาปกป้องพุทธศาสนา ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ถ้าตามฟังพ่อครูจะรู้ว่าสงฆ์กลุ่มอโศกได้เป็นนานาสังวาสกันสงฆ์กระแสหลักด้วย หลายศาสนาเอาคำสอนศาสดามาเป็นกฎหมายด้วย แต่ไม่ใช่ในไทย แต่ก็มีกฎหมายที่จะมาดูแลศาสนา ความเป็นไปตรงนี้หลายคนก็ว่าน่าจะถึงเวลาปฏิรูปนะ เพราะบัดนี้มีพุทธพาณิชย์เกิดขึ้นแล้วซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นพุทธ ตกลงอย่างไรจึงจะเรียกว่ามาปกป้องพุทธศาสนา แล้วพุทธมามกะ จะต้องทำอย่างไร? พ่อครูว่า...เป็นคำถามที่คิดว่า ทั้งนั้นเลยใครที่กำลังรู้กระแสของสังคมไทย ขณะนี้ก็คงจะมีความกังวลอย่างที่คุณกฤษฎาได้เกริ่นไป คือมีคำที่บอกว่า 1 .ปกป้อง และ 2 .คำว่าคุกคาม เป็นอย่างไร? การปกป้องศาสนานั้น อาตมาขอตีหัวเข้าบ้านเลยว่า การปกป้องศาสนามีวิธีเดียว คือทำตนให้ดีที่สุดบริสุทธิ์ที่สุด จะชนะทุกสิ่งในโลก ในที่สุด เพราะฉะนั้นใครจะไปปกป้องใคร ทางศาสนาคนที่จะปกป้องคือคนที่มีธรรมาธิปไตย ไม่ใช่มีโลกาธิปไตยหรืออัตตาธิปไตย ที่จะไปเอาอำนาจบาทใหญ่ที่จะไปกร่าง อะไรต่างๆนานา ศาสนาไม่ใช่เรื่องคุกคามกัน หรือตีรันฟันแทงทำร้ายกัน สามารถพูดคัดค้านขัดแย้งกันได้ อย่าไปดัดจริตว่า อย่าไปพูดว่าคนนั้นคนนี้ อย่างนี้ดัดจริตเกินไป เพราะความเป็นจริงนั้นต้องมีการคัดค้านมีความเห็นต่างกันได้ จะเป็นศาสนาเดียวกันหรือ
อ่านต่อ
ต่างศาสนา แต่ต่างศาสนาเราจะรักษามารยาทกัน เพราะชัดเจนว่าเป็นความเห็นคนละอย่าง มารยาทสากลเขาก็รู้กันว่าอย่าไปละลาบละล้วงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของเขา ก็คบหาสมาคมในส่วนที่จะสมานกันได้ เท่านั้น ส่วนเรื่องทฤษฎีหลักการ ความจริงความรู้ความสามารถก็อย่าไปละลาบละล้วงกัน แต่ถ้าศาสนาเดียวกัน ที่เป็นเรื่องก็คือเป็นพุทธร่วมกัน ศาสนาเดียวกันก็เช่นเดียวกัน และยิ่งเป็นศาสนาเดียวกันยิ่งจะต้องประท้วงกัน วิเคราะห์วิจัยกันแตกหัก แตกหักคือวิเคราะห์วิจัยกันว่าอะไรถูกหรือผิด ไม่ใช่ไปปิดปากว่ากันไม่ได้ อาตมาทำงานศาสนานี่เจอมานัก ทำมา 40 กว่าปีแล้วไม่เคยห้ามใครมาว่าหรือวิจารณ์เรา ก็แสดงออกได้เต็มที่ แต่หยาบคายมาก็ไม่ควร แต่พูดคำแรงคำชัด แต่ไม่หยาบคาย เจตนาเราจะด่าทอ กับที่จะใช้เพื่อเอาเนื้อหาสาระ เช่นอาตมาจะพูดคำว่าฉิบหาย นี่ไม่ได้หยาบนะ เป็นการใช้ขยายความหมายให้ชัดขึ้น ในบริบทที่ใช้ เพื่อเสริมให้ความหมายชัดขึ้น เป็นการสื่อให้รู้ถึงสาระเนื้อหาธรรมะได้ชัดขึ้น คำว่า ปกป้องนั้น ทุกคนจะทำได้คนๆ นั้นต้องเป็นคนถูกต้อง หากไม่ถูกต้องก็ปกป้องได้อย่างผิดๆ เพราะคุณเองก็ไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ก็เลอะเทอะ จะปกป้องต้องรู้ว่าเจ้าไหนไม่ถูกต้อง เสียหาย แต่มันห้ามไม่ได้ คนเราหลง อวิชชา เข้าใจผิดได้ คิดว่าตนถูกได้ จึงเกิดการขัดแย้งโต้เถียงกัน ก็โต้เถียงได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่นิยมให้แตกนิกาย แตกกันเหมือนคนละศาสนา ท่านถือว่าเป็นอนันตริยกรรม ที่จะแตกแยกกัน ท่านมีลักษณะหนึ่งคือ นานาสังวาสเท่านั้น เป็นหลักการสูงสุดของศาสนาพุทธ อยู่ร่วมกันได้แต่มีความเห็นต่างกัน แต่เป็นพุทธร่วมกัน ใช้พระไตรปิฎกร่วมกัน มีวินัย มีศีลในตำราเดียวกัน แต่คนหนึ่งถือ อีกคนหนึ่งไม่ถือ ส่วน วินัยก็คือกฎหมาย ส่วนศีลคือหลักเกณฑ์หลักของศาสนาพุทธ แต่เดี๋ยวนี้ภิกษุไม่เอาศีล เอาแต่วินัย ซึ่งวินัยมีบทลงโทษ ต่างกับศีลที่เหมือนรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทลงโทษ แต่จะเอาแค่หลักการย่อย ไม่เอาศีล ก็เห็นแย้งกัน นานาสังวาสกัน แต่สิ่งที่เสียหาย คือ ตอนนี้ถึงขั้นปาราชิก แต่มันแรงนี่ เมื่อปาราชิกแล้วก็แปดเปื้อนเสียหาย เน่าไปแล้ว คำว่าปาราชิก นี่ผู้ใดผิดเข้าแล้วถือว่าหัวขาด ตายไปจากศาสนาในชาตินี้เลย แต่ทุกวันนี้เพี้ยนไปไกลถือว่าพวกปาราชิกนี่มาบวชไม่ได้ คำว่าบวชนี่คือการประพฤติธรรม ถ้าเข้าใจถูกก็ใช้ คือมาบวชหรือประพฤติธรรมกับคณะพุทธไม่ได้เลย ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นบทลงโทษที่หนักที่สุด หนักกว่าโทษใดๆ ในศาสนาพุทธ โทษที่รองลงมาคือพรหมทัณฑ์ คือคุณมีอยู่ได้ แต่ว่าเหมือนไม่มีตัวตนในสังคม ไม่บอกไม่สอน เป็นการลงโทษที่ทรมานเหมือนกัน แต่ปาราชิกนี่ชาตินี้ตัดทางที่จะให้ได้รับความรู้ทางพุทธเลย เช่นเราบรรยายธรรมะนี่ผู้เป็นสมีมานี่เราก็แสดงธรรมไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่เลย ร้ายแรงกว่าพรหมทัณฑ์ แต่ทุกวันนี้เข้าใจว่า ปาราชิกคือมาบวชไม่ได้แค่นั้น แต่ว่าบวชนี่เขาเข้าใจแค่ว่ามาแต่งเครื่องนุ่งห่ม ทำพิธีเท่านั้น นอกนั้นก็ทำได้เหมือนคนทั่วไป มีผิดแค่บวชไม่ได้ ดีไม่ดีให้สอนคนอีกเป็นมัคนายกอีก ก็คนล้มละลายจากศาสนาแล้วจะให้มาได้อย่างไร มันต้องกลัวโทษเพราะหัวขา ด จากศาสนาพุทธแล้ว คือตา ย ยอดด้วย แยกขาดอย่างไม่มีการต่อติดได้เลย แต่เพี้ยนไปจนกลายเป็นคนไม่กลัวปาราชิก ศาสนาเสื่อมหมดเลย ขออภัยที่ต้องกล่าวในสงฆ์หมู่ใหญ่มีพระที่ปาราชิก ปนกันอยู่ในนั้น อยู่ในคราบพระแต่ปาราชิกมีไหม? ถ้าปาราชิกมีอยู่นั่นแหละคือความเสื่อมสุด ถ้าผู้สมีหรือปาราชิกไปร่วมด้วยก็แปดเปื้อนมาก ไม่ควรร่วมอาตมาจึงขอแยกเป็นนานาสังวาส เพราะอาตมาพอมีเหตุผลหลักฐานว่า เขาคลุกคลีกันอยู่จริง นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลในหลายเหตุผลที่ขอแยกมา เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้ระแวงได้ว่า ที่เข้าข้างผู้ปาราชิกแล้วไม่ให้ปาราชิกนี่รักศาสนาหรือรักคนที่ปาราชิกกันแน่ หลักฐานมันชัดเจน แต่ก็อุ้มปกป้องกัน แล้วใครมาท้วงไม่ได้ ประชาชนมีสิทธิ์ประท้วงพระ สมัยพระพุทธเจ้านี่มาบวชไม่มีสมบัตินะ มีแต่บาตร เขาคว่ำบาตรก็อยู่ไม่ได้แล้ว แต่สมัยนี้มาบวชแล้วสะสมสมบัติมากมายจนผู้หญิงแย่งกันให้สึกออกไปเลยเพราะรวย ศาสนาพุทธเลอะไปไกลแล้วก็เลยทำให้ลำบากใจ แต่เราก็ต้องพูด ให้ผู้ที่ไม่รู้ก็จะได้รู้สิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องไม่ใช่อมพะนำ แล้วอ้าง ขออภัยที่ต้องพูด คนที่ยกคำว่าปรองดองมาอ้างอันนี้เป็นคนที่สิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีอะไรมาอ้างก็อ้างอันนี้มากันท่า ห้ามได้อย่างไร พระพุทธเจ้าสอนว่า นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคหารหัง ตำหนิคนที่ควรตำหนิ ชมคนที่ควรชม ที่ปรองดองกันไม่ได้ เน่ากับเน่าก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่ทางธรรมมันก็น่าจะมีวุฒิอะไรสูงกว่ากันหน่อย ก็ไปใช้ลูกเดียวกันกับทางโลกคือปรองดองๆ สิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ มันต้องให้รู้ดำรู้แดง ให้รู้ว่าผิดหรือถูก หลักการปรองดองคือติณวัตถารกวินัย คือกลบเกลื่อนได้นั้นสำหรับเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องใหญ่คอขาดบาดตายนี่ เป็นคุรุกรรมนี่มาปรองดอง มันพูดในคนไม่มีความคิดไม่เป็นเลย อาตมาขอแสดงความเห็นไปในโลกด้วยว่า คำว่าปรองดองนี่ปิดไปแล้วอย่าเอามาใช้ เพราะไม่อยู่ในหลักติณวัตถารกวินัย อย่างที่ทำกันนี้ ถ้าอยู่ในคณะเดียวกันก็ควรทำให้ชัดให้รู้ถูกหรือผิดไปได้เลย ให้รู้ชัด แต่ว่าฐานะอย่างอาตมานี่ เป็นนานาสังวาส ใช้ได้แค่ปฏิกโกสนา ได้แค่ปากหอก มุขสตี นี่คือการปกป้อง ส่วนคำว่า คุกคาม เป็นเรื่องเลวร้ายแล้วล่ะ คือมันหาเรื่องให้มันร้ายแรง ถ้าจะว่ากันจริงๆคือถึงขั้นจะตีรันฟันแทง มีความหมายเช่นนั้น ถ้าถึงขั้นคุกคามก็อย่าให้เป็น ไปตีความกันก็ต่างกันไป ถ้าเรื่องเบาๆเราก็ไม่เรียกคุกคาม แสดงออกเป็นเรื่องเสียหายจริง แต่ว่าน้ำหนักการพูดอาจแรงแต่ไม่ใช่เรื่องขู่เข็ญอาฆาตมาดร้ายฆ่าแกงกัน ถ้าพูดด้วยเหตุผลหลักการ ก็ไม่เรียกว่าคุกคาม แต่คนที่เรียกว่าคุกคามคือเอาภาษามาปกป้องตนเองเท่านั้น จะบอกให้เขาหยุดเพราะว่าตนถูกคุกคามแล้ว แต่แท้จริงเขาเพียงแสดงออกให้ชัดเจนแยกขาวแยกดำให้ชัดเท่านั้น แต่เอาคำว่าถูกคุกคามมาปกป้องตนเองเท่านั้น ก็ลอกเลียนกันมาทั้งทางโลกทางธรรม การใช้ภาษาสำนวน ที่จะมาใช้ให้เกิดผลอย่างที่ตนต้องการ ใช้คำว่าคุกคามเป็นต้น คำว่าคุกคามต้องดูว่า มีการพูดจะฆ่าจะแกงกัน เอาเป็นเอาตาย เช่นคำว่า เผาเลย ผมรับผิดชอบคนเดียว นี่คือคุกคามแน่ หรือแม้แต่จะพูดไม่แรง แต่ว่า เอ็งอย่านะ ข้าเอาเอ็งตายนะ อย่างนี้คุกคาม การสื่อแสดงออกต้องรู้นัยว่าอยู่ในข่ายของการคุกคามไหม? ไม่อย่างนั้นคนไม่รู้ทันโวหารเขาก็จะตามไม่ทัน ใครจะใช้ภาษาไม่ตรง อาตมาก็เข้าใจภาษาแล้วทำให้ตรงตามสัจจะ อาตมาโดนมามาก อาตมาก็พิจารณาคำท้วงของเขาแม้ไม่ถูกบางทีอาตมาก็ยอมทำ อ.กฤษฎาว่า..มักมีคำพูดว่าเรื่องของศาสนาจักร นั้น อาณาจักรไม่ควรมายุ่งด้วย แต่ตอนก่อนหน้านี้มีคนอยากให้ใส่ลงไปเลยว่าศาสนาพุทธให้บรรจุไว้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติเลย อาตมาเคยพูดมาหลายทีว่า ศาสนากับปชต. หรือกับระบบการปกครอง ศาสนากับการเมือง นั้น คืออันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกกัน แต่เพราะไปแยกกัน ก็เลยทำให้สังคมไม่สงบ สังคมเดือดร้อน เพราะไปเข้าใจผิดว่าศาสนากับการเมืองเป็นการแยกกัน ทำให้สังคมเดือดร้อนไม่เจริญ การเมือง ศาสนา ต้องการสร้างคนดีทั้งนั้น การสร้างคนดีนั้น ยิ่งศาสนานี่แหละ คือตัวแท้ๆของวิชาการ พฤติกรรม การฝึกฝนเพื่อให้คนเป็นคนดี ตัวแท้กว่าการเมืองอีก ถ้าเข้าใจเช่นนี้ก็จะเข้าใจได้ว่าการเมืองจะต้องมีศาสนาอยู่ด้วย เพราะคนดีคือนักการศาสนา การเมืองต้องมีธรรมะ แต่ไปขีดเส้นว่าการเมืองไม่เกี่ยวกับศาสนา คนพูดเช่นนี้คือคนกันความดีออกจากศาสนา การบริหารประเทศงานการเมือง เป็นหน้าที่ๆผูกมัด เป็นการตกลงให้รับผิดชอบ แต่เรื่องธรรมะไม่มีข้อตกลงบังคับ แต่จริงๆ นั้น ศาสนานั้นเป็นเรื่อง ผูกมัดอย่างอิสระ มันเป็นนามธรรมต้องให้คนเป็นคนดี ยิ่งนักบริหารปกครองนี่แหละนักธรรมะต้องพยายามเข้าหาทำให้นักปกครองมีความดีที่ถูกต้อง การเมืองกับการศาสนาแยกกันไม่ได้ แต่ว่านักการศาสนาที่มาบวชแล้วนี่ คำชัดของอาตมาคือ นักบวชนั้นล้มเหลวแล้ว เพราะฉะนั้นจะให้ไปยุ่งกับการเมืองจะให้ไปสอนการเมืองจึงทำไม่ได้ ดีไม่ดีแก้นักการเมืองด้วย จึงต้องมีกฎเกณฑ์ไว้ว่า นักบวชห้ามไปยุ่งกับการเมือง เดี๋ยวเอาความเหลวเละไปสอนคนอีก ก็เห็นใจว่าวงการนักบวชมันเหลวเละไปแล้วก็เลยไม่ให้ไปวุ่นวายกับการเมือง เพราะขนมจีนกับน้ำยามันก็ผสมกันพอดีจึงต้องยอม แต่พระพุทธเจ้าว่า ต้องทำคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง เพราะนักบวชเป็นผู้สืบสานคุณงามความดีตนต้องมีคุณอันสมควรก่อน อย่าไปยุ่งกับคนอื่นที่ไม่ดี กันไว้ก่อน ผู้มีวุฒิภาวะคุณธรรมเพียงพอจึงต้องไปยุ่ง แต่เมื่อไปกันธรรมะออกจากศาสนา ทางการบ้านการเมืองก็ต้องมีอาจารย์ทางธรรม จึงมีอยู่จริงในสังคมว่า เป็นลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์นั้นอาจารย์นี้ ของใครก็แล้วแต่ก็ต้องมีบ้าง ก็แทบทั้งนั้นจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เมื่อมีแล้วก็แสดงว่าต้องได้รับการถ่ายทอดคุณงามความดีจากพระนั้นมา แต่ที่ปรากฏจริงเป็น Phenomenal ปรากฏไหมว่า เขามีธรรมะเท่ากับครูบาอาจารย์ได้เท่านั้น จะสูงกว่าครูก็คงยาก สรุปแล้วสังคมคนไทยที่ได้รับถ่ายทอดคุณธรรมจากนักบวชมาก็ได้คุณธรรมเท่านี้ เป็นเครื่องชี้บ่งว่า ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์มีคุณธรรมเท่าไหร่? อ.กฤษฎาว่า..ตอนนี้มีนักคิดนักเขียนแสดงออกมา ระหว่างพระวินัยบัญญัติ ปาราชิก วันนี้ผมเกริ่นแต่แรกว่า ขณะที่ในไทยมีการปกครองคณะสงฆ์ เป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายแล้วมีอำนาจปกครอง แต่ในอดีตไม่ได้ใช้กฎหมาย แต่ใช้ระบบอาวุโส แต่ปัจจุบันมีการตรากฎหมาย แล้วมีการปกครองทางสงฆ์ คนเขามักพูดว่า ยศช้าง ขุนนางพระ คนก็สับสนว่า ทำไมศาสนาสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น แต่ทุกวันนี้ที่บอกว่าจะปกป้องศาสนา แต่ว่าแท้จริงเหมือนเป็นการปกป้องยศศักดิ์เท่านั้น ความสำคัญที่แท้จริงอยู่ตรงไหน? พ่อครูตอบ...เป็นเรื่องลึกซึ้ง ศาสนาพุทธนั้นคำว่าโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย คำว่าอธิปไตยคืออำนาจคือแรงกำลัง ถ้าศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ได้ธรรมะเป็นอำนาจคือธรรมาธิปไตย ก็ไม่เข้าข่ายนักธรรมะ ก็เลยไปใช้อำนาจโลก กับอำนาจอัตตา อำนาจโลกคืออำนาจองค์รวม ที่จะพยายามล่า ซื้ออำนาจ จากคนอื่นๆ หรือใช้อามิสทั้งหลาย ของคนฉลาดเอาเปรียบเอาชนะ จึงใช้สิ่งเหล่านี้มาสร้างอำนาจเรียกว่าโลกาธิปไตย จึงเกิดใช้ตำแหน่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย์ อามิส โลกๆ มาเป็นเครื่องประกอบให้ได้อำนาจ ถ้าไม่ได้อำนาจนี้จะบริหารกันไม่ได้ ไม่ประสพผลสำเร็จยิ่งใหญ่ได้ อย่างโลกๆ ศาสนานี่โดยเฉพาะศาสนาพุทธเป็นเรื่องปรมัตถธรรม คำว่าอัตตาธิปไตย คือการเอาอำนาจทางจิต ส่วนโลกาธิปไตยเป็นวัตถุวิสัย คนที่ไม่เอาวัตถุก็ไปเสพติดทางจิต ทำให้จิตมีอำนาจ แม้ว่าจะพอเข้าใจอยู่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ท่านให้ใช้อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์แต่เขาทำไม่ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน เขาก็ไปหลงอัตตา หลงจิต ไม่เข้าใจปรมัตถ์ เป็นศาสนาที่เสพติดจิต เสพติดสมาธิ เหมือนยาเสพติดเลย แล้วใช้อำนาจนั้นให้คนยอมรับนับถือ ว่าคนนี้เก่งฤทธิ์ เก่งทำนายใจ เป็นเรื่องจิตนิยม อัตวิสัยเป็นอัตตาธิปไตยเลย เขาก็คิดว่า เจ้านี้ไม่เอา โลกธรรมแล้ว แต่เก่งทางจิต มีฤทธิ์ ทางมหานิยม ค้าขายร่ำรวย ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก แคล้วคลาดก็แล้วแต่ ก็เลยกลายเป็นศาสนาอย่างนั้นหมดเลย นี่คือความเพี้ยน ไม่มีธรรมาธิปไตย กับโลกาธิปไตย สรุปแล้วศาสนาพุทธ เลยเต็มไปด้วยโลกาธิปไตยกับ อัตตาธิปไตยเท่านั้น ธรรมะที่พูดเป็นเพียงเปลือก เนื้อในไม่ใช่โลกุตรธรม มันต้องเข้าใจทั้งอัตวิสัยและโลกวิสัย แล้วไม่ติดทั้งสองอย่างได้ ละกิเลสได้ทั้งสองด้าน จนหมด ซึ่งก็ของหยาบคือกามหมดก่อน แล้วก็ล้างโลกธรรม อัตตาต่อไป ผู้จะมีธรรมาธิปไตยคือต้องล้างโลกาธิปไตยและอัตตาธิปไตย คือผู้มีอำนาจโดยธรรม Sovereignty ไม่ใช่อำนาจเบ่งข่ม คนยอมรับนับถือโดยธรรมะไม่ใช่ไปนับถือเพราะมีฤทธิ์เดชแต่อย่างใด แต่ของพุทธนั้นเป็นผู้มักน้อยสันโดษได้ท่าม กลางสังคมที่มักมาก เป็นอุเบกขา ไม่เสพไม่ติด พระพุทธเจ้าสอนไว้มีคุณลักษณะองค์ธรรม ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จิตบริสุทธิ์จากอัตตา จากโลก จิตอุเบ ก ขาเป็นฐานนิพพานแล้ว เป็นเนก ขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ว่างจริงโดยสัจธรรม ว่างจากโลกและอัตตา เป็นลำดับขั้น จิตเช่นนี้ไม่ได้หนี บริสุทธิ์ อยู่กับโลกแต่ก็สะอาดได้ขาวผ่องได้ มีจิต หัวอ่อน มุทุ วิเศษ รู้เร็ว ปรับได้เร็ว แต่ไม่ได้มีปัญญาว่าเร็วเพราะเลวร้าย แต่เร็วรับลูกได้เท่าทันปรับได้ไว ฐานเจโตก็ปรับได้ ปัญญาก็รู้เท่าทัน อนุโลมได้ช่วยโลกช่วยสังคมได้ ครบ 3 โลก โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) นอกจากมีมุทุ แล้วก็มีจิตกัมมัญญา คือทำงานได้อยู่กับโลก อารมณ์ก็ผ่องใส ประภัสสรา จิตเป็นจริงจะทำงานกับโลกได้อย่างแท้จริง อยู่กับโลกก็ไม่หนีโลก อยู่กับโลกาธิปไตย แต่อยู่เหนือโลกไม่ได้เป็นทาสโลก ไม่โลภโมโทสันด้วย ให้กับโลก ช่วยเหลือโลก นี่คือคุณสมบัติที่แท้ของศาสนาพุทธที่ผู้บรรลุธรรมจะมี อุตริมนุสธรรมจะทำตามนี้ได้จริง อาตมายังภาคภูมิใจในคำสอนที่ยังมีหลักฐานอยู่ แต่เขาอธิบายได้ตื้นและเพี้ยนไป อาตมาก็ยังยืนยันพูดว่าพุทธศาสนานั้นเนื้อแท้คือโลกุตรธรรม ซึ่งไม่มีแล้ว นอกจากไม่มีก็มีแต่ติรัจฉานวิชชา เป็นพุทธพาณิชย์ไป โฆษณากัน แล้วผู้โฆษณาก็ไม่ช่วยกันรักษาศาสนาเลย เป็นการทำลายศาสนาไปเสีย แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ สักการะก่อนในลัทธิอื่นนอกพุทธ คือเขาจะไปเคารพบูชาพวกนอกรีตอยู่มาก พวกที่อยู่ในพุทธเขาดูถูกไม่เคารพและด่าทอด้วย พระนั้นไม่ต้องมาวุ่นวายหาเงินหรอกให้เป็นหน้าที่ฆราวาสเขา แล้วยังมีหน้าไปเรี่ยไร แถมมีแบบให้กู้เงินมาทำบุญได้ด้วย มีดอกเบี้ยด้วยนะ ลัทธิที่เขากำลังมีเรื่องนี่ เขาทำกัน ให้มีการจ่ายดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาทำบุญ แล้วเสียดอกเบี้ยปีละ 12 บาทแพงด้วย แล้วกู้แล้ว เงินก็ไม่ได้ ให้ผ่านเข้าวัดเลย แล้วต้นทุนคุณต้องตามส่งนะ แล้วต้นทุนนี้ออกดอกตลอดเวลา เขาช่างคิดแล้วทำได้อย่างเก่งฉิบหายเลย อ.กฤษฎาว่า...โยมแม่ผม เคยไปทำบุญ แล้วเขาว่าบุญนี้ผ่อนชำระได้ (ทำบุญให้โยมพ่อ) แม่ก็พูดกับลูกมา เพราะแม่ได้ดูรายการพ่อครูมา จึงสงสัย? นี่เพราะไทยเป็นเมืองพุทธแต่เพี้ยนไปนานแล้ว โยมแม่เป็นครู แต่ก็เพี้ยนไปได้ แต่เมื่อได้ฟังธรรมสัตบุรุษจึงรู้ได้ เมื่อเช้านี้ผมไปประชุมภาคประชาชน มีท่านหนึ่งพูดว่า ประเทศไทยนี้มีกลุ่มหนึ่งที่จะอยู่ได้คือพวกอโศกนี่แหละ ก็พูดถึงในเวทีใหญ่ วันนี้ผมถึงตั้งคำถามว่าเราจะปกป้องศาสนาได้อย่างไร เพราะมีการเอาองค์กรใหญ่ทางศาสนามารับรองให้คนบิดพลิ้วธรรมวินัยก็จะทำให้สาระหดหายไปอีก อาตมา ว่า...ถ้าเข้าใจที่อาตมาพูดมา ศาสนาพุทธตอนนี้เป็นโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย พวกพระบ้านก็เป็นยศช้างขุนนางพระ เป็นโลกาธิปไตย แต่พระป่าก็เป็นอัตตาธิปไตย ไม่มีธรรมาธิปไตย ถ้าไทยมีธรรมาธิปไตย จะไม่มีการแบ่งบุญไปให้ผู้ตาย เพราะศาสนาพุทธนั้น คนตายไปแล้ว กายสเภทา ปรัมมรณา หลังจากตายแล้วมีนรกเป็นที่หมาย เพราะนรกเป็นทุกข์อาริยสัจ ส่วนสุขนั้นเป็นอัลลิกะ ผู้รู้ทุกข์จะล้างทุกข์ได้ ส่วนสุขเป็นของหลอก สุขทุกข์คู่กัน ที่เรียกว่าความจริง ก็เป็นความจริงในสมมุติสัจจะ เพราะผู้ศึกษาไม่ถึงก็มีทุกข์ ทุกข์เป็นเรื่องสมมุติที่เป็นจริงในจิตวิญญาณ แต่ถ้าศึกษาบรรลุธรรมเป็นเนื้อแท้แล้ว จะรู้ว่าจิตวิญญาณหลังตายไปแล้ว จิตวิญญาณไม่มีสรีระ ไม่มีตัวตน ก็เรียนกัน อสรีรัง อัตตา จิตวิญญาณที่ตายไปแล้วเรียกว่าเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม มีแต่นามธรรมเท่านั้น ไม่มีรูปธรรม ไม่มีกายธรรมเลย มีแต่นามธรรมคือธาตุจิต คือธาตุรับรู้ ยกตัวอย่างคุณนอนหลับไม่ได้ออกมารับรู้ภายนอกเลย มีแต่นามในจิตที่มีอุปาทานเป็นมโนมยอัตตา ก็จะมีแต่ความจำไม่มีความจริงไม่มีผัสสะ ตายไปแล้ว คุณมีแต่นาม คุณจะรับทุกข์อย่างเดียว สุขนั้นเป็นเรื่องสมมุติสัจจะที่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย สุขในใจมีแต่โสมนัส คืออารมณ์พอใจ ส่วนโทมนัสคืออารมณ์ทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาทมี โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ เมื่อมีแต่จิตนั้นจะมีแต่อนุสัย เป็นอุปาทาน มีแต่ทุกข์ แต่สุขนั้นเป็นของเท็จ แวบเดียว ต าย แต่คุณจำไว้ในใจ แล้วความจำนั้นเป็นความจำจริงๆ คุณอยากได้นะ สะสมความอยากได้ แต่ในเวลาตายไปคุณไม่มีภายนอกนะ แต่อุปาทานที่ฝังไว้คืออยากได้สุข แต่มันไม่มีให้เสพภายนอกนะ แล้วคุณจะดิ้นอย่างเดียว ตกนรกนานมากด้วย เพราะยังอยากอยู่ตามอุปาทาน แต่ไม่มีให้เสพของจริง คนที่ไปวุ่นกับเรื่องหลังตายคือคนที่หากินกับศาสนาพุทธ มีน้อยมากที่พระพุทธเจ้าว่าคนตายไปจะไปสวรรค์ (โลกุตระ) อาตมาจึงเห็นว่า ขออภัยที่ต้องพูดว่าเขาไม่ได้เข้าใจโลกุตระหรือปรมัตถ์เลย จึงเกิดลัทธิส่งบุญไปให้คนตายได้ มันส่งไม่ได้หรอกพุทธไม่มีการส่งบุญบาปให้กันได้ เขาก็เถียงว่าการตายมีการอุทิศส่วนกุศลกันได้ ที่จริง อุทิศแปลว่ามุ่งหมาย ไม่ใช่เรื่องให้ คือว่าจะเอาไปให้คนตายมันให้ไม่ได้หรอก คนเข้าใจแค่นี้ไม่ได้คือคนล้มเหลวจากศาสนาพุทธแล้ว คนตายไปแล้วมีแต่ต้องไปตามวิบากของนามธรรมตนเองเฉพาะตน อ.กฤษฎาว่า..ศาสนาพุทธนั้นผิดไปแล้วทั้งบ้านทั้งเมือง ผมบอกกับลูกไว้ว่า อย่ามัวไปดูแลพ่อตอนตาย วันนี้ลูกคดข้าวให้พ่อกินก็ถือว่าได้ตักบาตรทำกุศลแล้ว อาตมา ว่า...เรื่องการช่วยพ่อแม่นี่นะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เนื้อความว่า ผู้ที่จะผู้ที่ถือว่าได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่คือให้พ่อแม่ได้อาริยทรัพย์ 4 คือ (ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ) หรืออาริยทรัพย์ 7 (ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ จาคะ ปัญญา) แล้วศรัทธาก็ไม่ใช่โลกียะ แต่เป็นศรัทธาโลกุตระด้วย ส่วนศีล เดี๋ยวนี้เขาเป็นยิ่งกว่าศีลพตุปาทาน หรือศีลพตปรามาส ต้องเข้าใจสัมมาทิฏฐิ จึงให้พ่อแม่มีอาริยทรัพย์ได้ 1 . ทาน คือการเอาความโลภออก แต่ว่ากับเข้าใจว่า ทำทานแล้วได้วิมาน ภพชาติ ใหญ่โต ยิ่งทานยิ่งกิเลสหนา นี่คือไม่ได้พาให้มี อาริยทรัพย์ เลย มีแต่กิเลสหนา ถ้าไปทำให้พ่อให้แม่ก็ไม่มีทาง พระพุทธเจ้าตรัสว่า การช่วยพ่อช่วยแม่ อย่างหาเงินหาทองหาบัลลังก์หาวัตถุ จนได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือแม้แบกไว้บนบ่าดูแล อย่างเท้าไม่ให้ติดดินเลย อย่างนี้ก็ยังถือว่าไม่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ต้องได้ได้อาริยทรัพย์จึงคือตอบแทนพ่อแม่ 2 . ยิตถัง คือศีลพรต คือยัญพิธี ก็ไม่รู้ว่าให้ได้ผลลดกิเลสอย่างไร เป็นอัตถิยิตถัง กลายเป็นศีลพตุปาทานไปหมดแล้ว ทุกวันนี้ปฏิบัติธรรมจึงไม่มีผล 3 . หุตัง หรือภาวนามัย คือบวงสรวงที่สังเวยแล้ว คือจิตที่ทำทานปฏิบัติศีลแล้ว จิตวิญญาณได้ผลหรือไม่ ก็ตรวจสอบก็ขึ้นอยู่กับปฏิบัติศีล ซึ่ง ทาน ศีล ภาวนาก็คือบุญกิริยาวัตถุ พระพุทธเจ้าท่านวางโรดแม็พไว้ละเอียดยิ่งกว่าแผ่นที่ อย่างทิฏฐิ 10 นี่ก็ไม่อธิบายกันให้ถูก 4 . โลกนี้โลกหน้า คือโลกนี้แหละ แล้วทำให้เกิดเป็นโลกหน้าตอนนี้แหละ ไม่ใช่ไปตายไปก่อนค่อยไปเกิดใหม่อีกเป็นโลกหน้า ไม่ใช่เลย แบบนี้ตกจากพุทธแล้ว 5 , 6 , 7 เรื่องแม่เรื่องพ่อ และสัตตาโอปปาติกา สัตว์โอปปาติกะคือสัตว์ทางจิตวิญญาณ มีผู้นำให้เกิดคือพ่อและแม่ คือสภาวธรรมอิตถีภาวะและปุริสภาวะ สองอย่างนี้จะช่วยกันให้สัตว์โอปปาติกะเกิดเป็น อาริยะ ปรสัตตานัง ปรปุคคลา นัง ต้องรู้ว่าสัตว์ในโลกนี้คือโลกียะ ส่วนสัตว์ในโลกหน้าคือสัตว์โลกุตระ หากเข้าใจไม่ได้ก็ไม่สามารถให้จิตวิญญาณเกิดเป็นสัตว์โลกุตระได้ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ช่วยทำให้จิตเกิด เหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ช่วยกัน แค่สัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นประธานของมรรค 8 องค์ เมื่อประธานไม่มีสัมมา ก็จะไปปฏิบัติ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะอย่างไรก็ไม่ได้ผลบรรลุ จะไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นสมาธินอกศาสนาพุทธก็ไม่ได้ผลบรรลุ ไปดูได้ในสัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร ที่ท่านว่า ปฏิบัติมรรค 7 องค์เพื่อสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็เหลวหมดตลอดทางเลย มีแต่มิจฉาไปหมด อ.กฤษฎาว่า..มีคนเขียนมาว่า เคยมีสาวกของวัดที่กำลังดัง มาชวนน้องสาวให้ทำบุญ สร้างเสา เสาละ ห้าพันบาท น้องบอกว่าไม่สะดวกเขาก็คะยั้นคะยอว่า ถ้าทำบุญให้ ต่อไปอโศกมีอะไรเขาจะช่วยทำบุญด้วย น้องสาวเป็นญาติธรรมอโศก น้องสาวเลยบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ อโศกไม่รับเงินจากคนนอกง่ายๆ ขอบคุณ... อ.กฤษฎาว่า...คนถูกหลอกให้กู้หนี้มาทำบุญกับวัดดังเพราะอยากได้สวรรค์วิมาน ได้รวยๆ เขาจะได้บุญไหม? อาตมา ว่า..ตอบอย่างสับธงเลยว่า มีแต่นรก เขาได้แต่นรก คนที่บอกให้ไปกู้มาทำบุญก็ได้นรกตั้งแต่ไปหลอกให้คนมาเป็นหนี้ เป็นคนตะกละมาก แล้วพระที่กำลังดังในกระแสสังคมนี่ เป็น Talk of the town ทั่วเมือง แล้วมีอย่างที่คนเขียนมาว่าให้ช่วยทำบุญสร้างเสาละห้าพันบาท แล้วที่คนเขาตอบว่าอโศกเขาไม่รับเงินคนนอกง่ายๆ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่สุดตั้งแต่อาตมาทำงานศาสนามา แล้วตอนนี้ก็ทำอยู่ คืออาตมาเห็นว่าการจะหลอกเอาเงินคนไม่ยากหรอก คือใช้จิตวิทยา เอากระแสสังคมหลอก ให้คนรู้สึกรักหลงได้ อาตมาเคยเป็นโฆษกมานะ ทางโทรทัศน์รู้ว่าอย่างไรจะได้รับคะแนน อาตมาทำเป็นนะ สำนักที่กำลังดังนี่ใช้วิธีสะกดจิตโดยตรงเลยนะ อาตมาเคยเรียนเคยทำมาด้วย แต่มันชั่วอาตมาก็ไม่ทำ ที่บอกว่าอาตมาจะหาเงินนั้นทำได้ง่าย แต่ว่ามาบวชแล้วนี่ ถ้าเผื่อว่ามาบวชแล้วเป็นพระแล้วยังหาเงินอยู่ ผู้นั้นกำลังทำลายศาสนา วัดไหนมาหาเงินอยู่ก็คือวัดที่ทำลายศาสนา อาตมาเลยป้องกันไว้ก่อน ที่เขาว่าทำบุญทำทานบริจาคให้พระนั้นมันง่ายมาก อาตมาจึงตั้งกติกาว่าไม่ให้ง่าย คุณต้องตั้งใจมาศึกษาอย่างน้อย 7 ครั้ง หรืออ่านหนังสือไม่ถึง 7 เล่ม จนเข้าใจพอสมควรถึงมา บริจาคได้ แต่ก่อนต้องฟังเทป 70 ม้วนด้วยถึงมีสิทธิ์มาทำทานกับเราได้ เราใช้หลักเช่นนี้มาตลอด เราไม่ได้ทำด้วยจิตวิทยาด้วย ไม่เชื่อก็มาลองเป็นไส้ศึกลองสอบ ถาม ดูได้ มันมีอยู่อย่างเดียวคือตอนเราไปทำงานกับสังคมภายนอก ทุนเราไม่มาก เราก็ต้องรับจากภายนอกด้วย เราก็ไม่ได้พูดมากด้วย คนเขารู้ก็มาทำ แต่เงินนี้เราจัดเพื่อทำงานนี้โดยเฉพาะเลยไม่ได้เอาไปทำเพื่ออย่างอื่นเลยนะ ต้องบอกไว้ ว่าตอนไปประท้วงรับบริจาคอยู่ อันนั้นเป็นงานเฉพาะกาล ถ้าเลิกแล้วเราก็ไม่รับ
_แล้วหลวงปู่คะ ทำไมคนเราต้องมีความทุกข์ด้วย ตอบ . ..เพราะอวิชชา เราไม่รู้ว่าทุกข์ คืออะไร ทุกข์กับสุขนั้นอันเดียวกัน มีเหตุคือตัณหาอุปาทานคือเหตุแห่งทุกข์ ต้องให้อ่านอาการทุกข์ แล้วล้างตัวเหตุที่ทำให้ทุกข์ให้ได้ ที่ไม่รู้เพราะไม่เรียน
_แมงเม่ามันจะได้กุศลไหม ถึงจะไม่ฟังหลวงปู่ แล้วจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่านี้ไหม? ตอบ...แมงเม่านี่เป็นอเวไนยสัตว์ฟังไม่รู้หรอก แต่ว่าคนนี่ แม้จะไม่ฟังแต่เข้าหู ไม่รู้เรื่อง แต่ว่ามันก็บันทึกไว้ เหมือนคอมพิวเตอร์นะ สักวันถึงเวลามันจะออกมาให้เราได้ใช้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive