581004 รายการวิถีอารยธรรม เพชรพุทธ 13 กะรัต.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข14 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

581004 รายการวิถีอารยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง เพชรพุทธ 13 .กะรัต โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะฟ้าไท… ขอกราบคารวะพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ขอโอกาสกราบสมณะและภิกษุทุกรูปด้วยความเคารพอย่างสูงครับ เจริญธรรมท่านผู้ชมที่อยู่ที่ราชธานีอโศกและที่อยู่ทางบ้านทุกทุกท่าน วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2558 แรม 7 ค่ำเดือน 10 ปีมะแม ตอนนี้ก็ใกล้เทศกาลกินเจตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมถึง 22 ตุลาคม ที่อุทยานนี่เปิด 11 ตุลาคม การกินเจเราก็จะหยุดต่อก่อเวรกับสัตว์ ที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายกันทั้งหมดทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าสัตว์ที่เกิดมาร่วมโลกนี้ไม่มีสัตว์ตัวใดเลย ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้องกับเรา ส่วนใหญ่แล้วเคยเกิดมาเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้องกับเราทั้งสิ้น พวกเราเคยเกิดมานับชาติไม่ถ้วนเราไม่รู้ว่าเราเคยเกิดมาเป็นอะไรบ้างแล้วข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่าเราจะเป็นอะไร ถ้าเราไม่มาถือศีลปฏิบัติธรรมรับรองว่าไม่มีทางรู้เรื่องได้เลยแน่ๆ ก่อนกินเจครั้งนี้ก็มีพวกเรามาเข้าค่ายกันเป็นค่ายแพทย์วิถีธรรม วันนี้วันที่ 4 แล้วส่วนวันที่ 5 ใครจะอยู่ต่อ ทางสวนอุทยานที่เราได้ทำกสิกรรมมีผลงาน ลูกกล้วยกล้วยไข่ 6 เดือนออกผล ที่สวนอุทยานมีนักเรียนนักศึกษาอาชีวะไปฝึกงานอยู่ที่นั่นด้วย เป็นปีแรกที่เพิ่งถมที่หมาดๆมาได้ผลงานขนาดนี้เนี่ย ใครอยากไปเรียนได้ผล ได้กล้วยขนาดนี้ก็เชิญ ไปเรียนได้ที่สวนอุทยานเสร็จแล้วจะแจกหน่อกล้วยด้วย ผลงานของอาชีวะเรื่องทำมาหากิน เป็นผลงานที่มีสีสรรของอาชีวะการเกษตร คนเห็นแล้วสดชื่นอารมณ์เบิกบานแจ่มใส คนมักไม่ค่อยอยากทำกสิกรรม มันเหนื่อย มันตัวดำ มันสกปรกเลอะเทอะ แต่ผลงานนี่คนอยากได้หมดเลยนะ ปุ๋ยเราเขามาตรวจสอบเพราะปุ๋ยเราเกษตรกรเอาไปใช้เยอะเลย เค้าเลยเอ

อ่านต่อ

าไปตรวจว่าคุณภาพเป็นอย่างไร ไร้สารพิษจริงไหม เค้าก็บอกว่าปุ๋ยท่านเรายังไม่เซ็นรับรองให้ ที่นี้ ท่านถักบุญก็เลยพาไปดูต้นข้าวที่หน้าโรงปุ๋ย พอดูต้นข้าวเห็นแล้วก็บอกว่าเซ็นเลย ต้นข้าวเราก็แปลกมาก ต้นที่อยู่ริมถนนมันสูงลิ่วแล้วต้นใหญ่มากเลย เค้าเลยบอกว่าต้นข้าวแบบนี้ต้องเซ็นให้เลยรับรองให้ได้เลย เพราะว่ามันงามกว่าข้าวอื่นๆหมดเลย คนก็บอกว่าจะออกรวงเมื่อไหร่ตอนนี้ก็ตั้งท้องแล้ว แต่เกษตรกรที่เอาปุ๋ยเราไปใช้ปลูกข้าวปีที่แล้ว ที่อื่นถูกเพลี้ยกินตายหมดเลย เหลือแต่ข้าวที่ใช้ปุ๋ยงอกงามเหลืออยู่รอดได้แล้วต้นสูงลิ่วออกรวงใหญ่ด้วย ที่อื่นตายเรียบ มันเป็นเรื่องที่เราก็มหัศจรรย์กับมัน จะดูใหญ่โตไปหมดในเรื่องของผลไม้พืชผักทั้งหลายแม้แต่ต้นข้าว คนเห็นก็สะดุดตา มันก็เป็นเรื่องแปลก พ่อครูว่า… ไม่ใช่แปลงเดียวที่ข้างโรงปุ๋ยเท่านั้นที่มันต้นงาม แปลงอื่นก็เชิญมาดูได้เลย ที่บ้านราชทำนากันรอบหมู่บ้านเลยทั่วบริเวณบ้านราช ไปดูได้เลยก็ใส่ปุ๋ยที่เราทำนี่แหละ สมณะฟ้าไท… ไม่ได้โฆษณานะแต่บอกให้ฟังเฉยๆ พ่อครูว่า… คือเราพูดความจริงให้ฟัง ย้ำยืนยันความจริงให้ฟังในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ไม่ควรจะเชื่อ มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด มันเป็นไปได้หรือ แบบนี้มันน่าอัศจรรย์ มันแปลกไปจากที่คนอื่นเค้าทำ เค้าทำไม่ได้ มันทำให้เกิดไม่ได้แล้วอย่างนี้ ทำแบบนี้ยุคนี้ มันเกิดไม่ได้แล้วอิมพอสซิเบิ้ล อย่างที่เขาว่ากันแต่เราทำได้ เค้าก็ว่าไม่เชื่อ แต่เราก็ทำให้เห็นจริงเพราะเรายืนยันให้เห็นจริงว่ามันทำได้นะ เค้าก็หาว่าเราคุยตัวหาว่าเราอยากอวด อยากเบ่งอยากอ้าง เราบอกว่าเราไม่ได้อยากอวด แต่เรายืนยันว่าคุณไม่เชื่อคนจะมาจนในยุคนี้ มาจนอยู่ในสังคมที่คุณกระเสือกกระสนอยากจะรวย อยากจะรวยกัน แล้วใครโฆษณาว่าที่นี่จะให้รวยได้ ที่นั่นคนขึ้นเต็มไปหมดเลย อย่างธรรมกายนี่ หลอกแล้วหลอกเล่า ขูดแล้วขูดเล่า ถูกเขาขูดแล้วเขาก็รวยสำนักเค้ารวยแต่คนอื่นก็จนไป เขาไม่รู้ตัวเค้าก็ยังนั้นแหละ เหมือนกับพวกแชร์แม่ชม้อยเหมือนกับแชร์ต่างๆที่ธรรมกายนี่เป็นเหมือนงูกินหาง คนที่โดนกินหัวไปหมดโดนกินหัวจนหมดแล้ว ตัวอื่นๆก็จะค่อยๆกินมา กินหางกินหัวไปเรื่อยๆอย่างนั้นแหละแต่เขายังไม่ได้พิสูจน์กัน ถ้าอยู่พิสูจน์กันไปนานๆ อาตมาว่าไม่กลัวหรอกให้เค้าพิสูจน์ไปเถอะโดยใช้เวลานานแล้วจะรู้ว่าใครจะทนกว่ากันใครจะสามารถยั่งยืนได้กว่ากันนี่ก็ขอแทรกหน่อย สมณะฟ้าไท… ขอบคุณครับถือว่าร่วมกันมอบสิ่งที่ดีให้กับประชาชน คือเราทำสิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้ไปเอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือเอาของไปขายราคาแพง แก่ประชาชน ไม่ใช่ เรายิ่งทำยิ่งขายถูกลงแต่สังคมเค้ายิ่งทำยิ่งขายแพง แต่อโศกนี่ยิ่งทำยิ่งขายถูกแต่ขออภัยเถอะอโศกนี่ซื้อของทีไรแพงทุกที

พ่อครูว่า… ซื้อของได้แพงนี่คือชาวอโศก เพราะเขาว่าชาวอโศกมันรวย เค้าไม่เชื่อว่าชาวอโศกนั้นจน เค้าไม่เชื่อๆๆๆ ไม่เชื่อจริงๆว่าชาวอโศกนั้นจน เราก็บอกว่าเราจน เค้าก็ว่าไม่เชื่อ หาว่ามันมีอะไรตั้งเยอะแยะแล้วบอกว่าจนได้ไง ชาวบ้านอื่นๆตั้งหมู่บ้านมาเป็นร้อยๆปี 50 ปี 100 ปี หมู่บ้านข้างๆเรา ของเราเป็นหมู่บ้านหมู่ที่ 10 ตำบลบุ่งไหมที่เขามี 12 ถึง 13 หมู่บ้านของตำบลบุ่งไหม เขาว่ามันเพิ่งมาสร้าง 10 ปีถึง 20 ปียังไม่ถึง 30 ปีเลย ทำไมหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ มีอะไรทุกอย่าง แล้วแจกพวกเขาด้วยเค้าก็ว่าจนอะไรวะ มันน่าอัศจรรย์ สมณะฟ้าไท… มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์จริงๆสำหรับอาตมาถ้าไม่ได้มาอยู่กับพ่อครู อาตมาก็ไม่เชื่อจริงๆ ถ้าไม่อยู่ด้วยกับท่านนะ ให้อาตมาสร้างเองก็ทำไม่ได้ เพราะบารมีไม่ถึง ความสามารถไม่ถึง แต่ว่าบารมีพระโพธิสัตว์เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับจริงๆว่ามีฝีมือจริงๆ ทำให้คนทำได้ถึงขนาดนี้ในโลกที่เขากำลังเลวร้ายขนาดนี้ เลวร้ายสุดสุด แต่ท่านทำกลับดีสุดๆ มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆต้องดึงกันเต็มที่เลยถ้าไม่มีกำลัง ไม่มีบารมีพอก็ทำไม่ได้ยาก สำหรับวันนี้ก็เรื่องนี้ก็จบไป มาเรื่องที่พ่อครูจะเทศน์วันนี้ จะเทศน์จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 9 ซึ่งจะบ่งบอกว่าศาสนาพุทธคืออะไร เป็นอย่างไร จะมีเรื่องเกี่ยวกับทิฏฐิ 62 คือทิฏฐิที่ผิด 62 ประการ

ถ้าเราเรียนรู้จะได้รู้ว่าเราอยู่ในประเภทไหนใน 62 ประการนี้พระพุทธเจ้ารวมไว้หมดแล้วเพราะท่านเป็นโพธิสัตว์มายาวนานแล้ว ศึกษามนุษยชาติรู้จักนิสัยมนุษย์ดี ไม่งั้นท่านสอนไม่ถูกหรอก แล้วสอนให้ตรง ให้เป็น ให้สามารถบรรลุทำได้เลย ฝีมือระดับอย่างนั้นไม่ธรรมดาหรอกที่จะทำได้ มันจะมีสูตรต่างๆที่จะบอกเอาไว้แล้วจะรู้ว่า ศาสนาพุทธนี่ที่คนเข้าใจผิดว่ามาปฎิบัติธรรมของพุทธคือต้องไปหลับตา อันนี้เป็นสูตรตายตัวมากเลยฟังทีไรก็หลับตาทุกที แล้วไปไหน ไปป่า แล้วทุกวันนี้ ป่าไม่ค่อยมีก็ต้องไปแสวงหาป่า ป่าทุกวันนี้ไปอยู่ก็อันตราย มีฝนตกดินถล่มตายกันอีกใช่ไหมมันก็ไม่แน่นอนอีก แต่ต้องไปบรรลุที่ป่า อ้าวแล้วมันจะยังไงนี่ มันจะสวนทางกับพระพุทธเจ้าไหมที่บอกว่าภิกษุบรรลุธรรมแล้วให้ไปในนิคม ห้ามไปที่เดียวกัน 2 องค์ ให้ไปทีละองค์แล้วมันต่างกันไหมที่คนเข้าใจอย่างนั้น มันผิดหรือเปล่า อีกอย่างคนเค้าบอกว่าชาวพุทธนี่ต้องไปฝึกสมาธิ คือถ้าปฏิบัติธรรมแบบพุทธต้องไปนั่งสมาธิแต่งชุดขาวเป็นสูตรตายตัวเลย ชุดขาวขายดีมาก ทำสมาธิคือนั่งหลับตาแต่ไม่ได้พูดเรื่องศีลเลย เรื่องถือศีล เรื่องอบายมุข ไม่มีใครพูดเลยไม่สนใจ ถ้าจะมีปัญญาก็ต้องไปนั่งหลับตาแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมาเอง แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ศีลทำให้เกิดปัญญา ถ้าศีลมีอยู่ที่ใด ปัญญาก็อยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ ณ ที่ใด ศีลก็อยู่ที่นั่นเหมือนใช้มือล้างมือ ใช้เท้าล้างเท้าคือมันต้องของคู่กัน ไม่ใช่ของทิ้งกันไป ศีลสมาธิปัญญาต้องไปด้วยกันทั้งหมดเป็นสมังคีธรรม ไม่ใช่ว่าแยกส่วนกันทำศีลไปอย่าง สมาธิไปอย่างปัญญาไปอย่าง ศีลไปอโศก สมาธิไปธรรมกาย ปัญญาไปสวนโมกข์ แล้วคนนี่มันแยกกันแบบนี้หรือชีวิต แล้วมันจะบรรลุธรรมตรงไหน มันจะเป็นไปได้อย่างไร จะถูกต้องหรือเปล่า จริงๆแล้วมันอยู่ด้วยกันเป็นสมังคีธรรม ใครมีศีลก็มีสมาธิแล้วก็มีปัญญาไปในตัวเอง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ก็ต้องให้พ่อครูอรรถาธิบายให้พวกเราฟังโดยละเอียดซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญของศาสนาใน 2 ชั่วโมงนี้อาตมาว่าเราจะได้ฟังในสิ่งเหล่านี้ถ้าเราฟังเข้าใจจ้ะเข้าใจศาสนาพุทธดีแล้ว จะสามารถพาตนเองไปสู่การบรรลุธรรมได้ทำให้สุขภาพจิตสุขภาพกายดีขึ้นก็ขอกราบนิมนต์พระครูด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า… เรามาฟังตอนนี้ก็ย้อนกลับไปเอาพระไตรปิฎก อาตมาก็เริ่มอ่านพระไตรปิฎกนี่เป็นการขอสารภาพ เป็นคำสารภาพของผู้แสนจะไม่เอาถ่านในเรื่องการศึกษา ไม่ได้ศึกษาค้นคว้า ไม่ได้เอาใจใส่การศึกษา อาตมามาชาตินี้มันอย่างไรไม่รู้ ก็แก้ตัวว่าไม่มีเวลาศึกษาจริงๆ มันก็ไม่มีเวลาจริงๆตอนนี้ก็อะไรก็ไม่ทันทำงาน อาตมาหยิบพระสูตรเล่มแรก ซึ่งเล่ม 1 ถึง 8 ของพระไตรปิฎกคือพระวินัยที่ภิกษุจะต้องเรียน แล้วก็จะต้องอยู่ในวินัยคือกฎหมายของพระของภิกษุจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามนั้นสำหรับฆราวาสก็ไม่เป็นไรอย่าพึ่งไปวุ่นวายนัก แต่ฆราวาสก็ต้องมาเริ่มเรียนรู้ระวินัย 8 เล่ม ขออภัยพูดผิดอีกวินัย 8 เล่มก็ไม่ต้องไปวุ่นวายนัก แต่ศึกษาได้ดีจะได้รู้ว่าพระปฏิบัติตามวินัยได้ไหม จะได้ควบคุมพระด้วยเอาใจใส่บ้าง ไม่ใช่ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ มันไม่ไหวศาสนาเละเพราะเหตุนี้ จากพระสูตรเล่ม 1 ถึงเล่มที่ 9 เริ่มต้นจากเล่มที่ 9 ไปถึงเล่มที่ 33 อาตมาก็เริ่มมาดูเล่มแรกนี้เท่านั้นและจึงจะเข้าใจชัดว่า ศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ พระอาจารย์เก่าโบราณาจารย์ที่ร่วมสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ มีไว้แต่อันนี้คือคณะของท่านพระมหากัสสปะ มีพระอรหันต์ 500 รูปมาทำสังคายนาคือสาธยายธรรมะพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนเอาไว้แล้วก็เอามารวบรวมลงเก็บไว้แค่ 45 เล่ม อันนี้ของเถรวาทที่ชาวไทยเราได้รับเอาไว้พระสูตรในเล่ม 9 ถึง 33 เล่ม 34 ขึ้นไปถึง 45 เป็นพระอภิธรรม ซึ่งพระอภิธรรมเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าแต่ว่าท่านพุทธทาสทาสตีทิ้งไปว่ามันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นของคนรุ่นหลัง ก็ของคนรุ่นหลังทั้งหมดนั่นแหละทั้ง 3 ปิฎกนั่นแหละทั้งพระวินัย ทั้งพระสูตร ทั้งพระอภิธรรมนี่แหละเป็นของรุ่นหลังก็คือเรื่องของสังคายนาตอนพระมหากัสสปะและพระอรหันต์ 100 รูปนั่นแหละ ก็รุ่นเดียวกันนั่นแหละแต่ท่านพุทธทาส ท่านเข้าไม่ถึงพระอภิธรรม ท่านก็เลยหาว่าเป็นพวกธรรมะเม็ดมะขามก็ตีทิ้งไม่เอา ก็เป็นความเข้าใจของท่าน ท่านจริงใจนะ ท่านรับได้เท่านั้นก็เอาแค่นั้น ที่ท่านรับไม่ได้ ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ ก็ว่าไปแต่อาตมาเห็นว่าไปติดทิ้งพระอภิธรรมนี่ก็จบพอดี ศาสนาพุทธนี่ลึกซึ้งที่พระอภิธรรม จิตเจตสิกรูปนิพพานนี่ยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้อาตมาถึงขั้นเอาพระอภิธรรมมาสาธยายกันเยอะจนพวกเราได้ตื่นตาตื่นใจได้รู้ว่ามันละเอียดละออลึกซึ้งอย่างนี้เชียวหรือ ผู้มีพื้นฐานและเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลายก็เลยเห็นชัดเจน ส่วนผู้ไม่รู้ก็ยิ่งมืดมน ยิ่งมึน ยิ่งงง แต่ก็มีผู้ที่มีบารมี มีผู้ติดตามเรียนรู้ตามอยู่โดยที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่เปิดเผยตัวด้วย อยู่ในเถระสมาคมก็มี เค้าก็พยายามเรียนรู้ เพิ่มภูมิ แสวงหาถ้าได้รับซับซาบทิศทางได้มาเรื่อยๆ พระสูตรเล่มแรกคือเล่ม 9 มี 13 สูตร อาตมาอ่านคร่าวๆ ก่อนหน้านี้แต่ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านทวนไปถึง 13 สูตรแต่ก็ดูลวกๆก็เห็นว่าโอ้โหครบหมด 13 สูตรนี้ชัด…คือ สูตรแรกสูตรที่ 1 ท่านประกาศว่าศาสนาพะพุทธเจ้าท่านขึ้นต้นด้วยศีล แล้วศีลที่เป็นของพระพุทธศาสนาคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลนี้คือมี 26 ข้อ มัชฌิมศีลมี 10 ข้อ แล้วก็มหาศีลมีอีก 7 ข้อในศีล 3 หมวดนี้ จุลศีลคือศีลที่เอามาปฏิบัติไปตามลำดับศีล 5 ศีล 8 ศีล10 ศีลมากกว่า 10 ไปเรื่อยๆ ก็เลือกเอาตามถนัด ตามเหมาะของตนเอง ในจุลศีล 26 เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะขัดเกลากิเลสของตนเองเป็นอรหันต์ได้ เอามาปฏิบัติตามฐานนานุฐานะ ตามแต่บุคคลตั้งแต่เลือกเอามา 5 ข้อ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3 ไม่ทำกรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์เรื่องเพศ นั่นแหละ ศีลข้อที่ 4 ไม่พูดเท็จ ท่านก็มาขยาย ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ แล้วก็ไปต่อที่พรากพืชคามจนกระทั่งถึงข้อ 10 ไม่วุ่นวายเรื่องขับร้อง เล่นดนตรี คือ มาลาคันธ วิเลปะนะ แล้วข้อ 11 ก็ประดับทัดทรงดอกไม้ของหอม ข้อ 12 ก็เว้นขาดจากการนั่งนอนในที่นั่งนอนอันใหญ่โต ข้อ 13 ก็เว้นขาดจากการรับเงิน อย่างนี้เป็นต้น มันก็คือ ศีลแปด ศีลสิบ แล้วก็ไล่มา ไม่รับธัญญาหารดิบ ไม่รับเนื้อดิบ ไม่รับสตรี ไม่รับกุมารี ไม่รับทาสี ไม่ทาสา ไม่รับแพะ ไม่รับสุกร ไม่รับที่ไร่ที่นา ไม่ทำทูตกรรม ไม่มีการซื้อขาย ไม่โกงด้วยตาชั่ง ไม่รับสินบน ไม่ตัด ไม่ฆ่า ไม่จองจำ เป็นศีลที่ละเอียดขึ้นไปถึง 26 ก็ตามลำดับ มัชิมศีลเป็นศีลที่ละเอียดขึ้นไปอีก ไม่พรากพืชคาม ไม่สะสมอะไรที่เป็นข้าศึกแก่กุศล เป็นอย่างไร มาขยายเว้นจากการขวนขวายในการพนัน ในที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่หรือว่าประดับตกแต่งร่างกายอย่างไร เดรัจฉานกถาอย่างไร หรือว่าการแก่งแย่งกันอย่างไร เถียงกันถกกันไม่เข้าเรื่องอย่างไร ประกอบทูตกรรมอย่างไร พูดหลอก พูดลวงพูดและเล็มเลียบเคียง อย่างที่ทุกวันนี้เต็มไปหมด พูดและเล็มเลียบเคียงเพื่อจะให้คนมาทำทาน ให้คนมาบริจาคหาเงินกันเต็มไปหมดเลย อาตมาว่า มีวัดพระแก้วที่ไม่มีเพราะไม่มีพระ วัดพระแก้วก็ไม่ได้ไปเรี่ยไรหาเงินโดยวัดพระแก้วเองก็มีแต่พระพุทธรูป วัดพระแก้วไม่มีพระสงฆ์อยู่ในนั้น นอกนั้นทุกวัดเลยเรียกอะไรตาพึดตาพรือ หาเงินหาทองตลอด ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในศีลเลย ทุกวันนี้อาตมาพูดมาก ไม่ได้ไว้หน้า พูดไม่เกรงใจเพราะแก่วัดแล้วบวชมาจะเต็ม 45 พรรษา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเดือนพฤศจิกายนวันที่ 7 จัดเต็ม 45 พรรษาอยู่ในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ก็ขอพูดเต็มเหนี่ยวเลยแหละเพราะมันไม่ไหวแล้ว มันช้าไม่ได้แล้ว ศาสนามันโอ้โห มันเลวร้าย มันฉุดรั้งทำลายดึงให้ศาสนาลงต่ำ มีอัตราก้าวหน้าในทางเสื่อมสูงมากทุกวันนี้จึงจำเป็นต้องเร่งรัดพัฒนาอย่างเร็วแรง ใครจะมาช่วยก็เชิญมาร่วมแรงร่วมใจกันช่วยพัฒนาศาสนาพุทธกู้กลับคืนมาให้ได้เพราะว่ามันสูญหมดแล้ว ไม่มีศีลแล้วทุกวันนี้ พูดจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มัชฌิมศีลซึ่งคือศีลที่ขยายให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ศีลบางข้อของจุลศีลเหมือนกัน ส่วนมหาศีลคือศีลที่บอกถึงศาสนาพุทธว่าเป็นเช่นนี้ ไม่มีเดรัจฉานวิชา ไม่มีเดรัจฉานกถานะจ ะให้เว้นขาดทั้งที่ตรัสไว้ในมหาศีลทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้วัดวาทุกวัดทุกวาเต็มไปด้วยเดรัจฉานกถาเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชชากันครบ โดยเฉพาะพูดถึงศีล และศีลมัชฌิมาศีล มหาศีล พระต่างๆท่านไม่รู้เรื่องบอกอุปัชฌาย์ไม่ได้สอน อุปัชฌาย์ไม่ได้บอก มีแต่ศีล 227 ว่างั้นนะ ศีล 227 นี่มันไม่ใช่ศีล มันวินัย เค้างงอะไรนะวินัยก็มี 227 น่ะก็อธิบายกันไปอีกว่ามันเป็นกฎเหมือนกฎหมายลูก กฎหมายธรรมนูญก็คือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่รู้จักแล้วไปอยู่แต่แค่กฎหมายลูกคือพระวินัย 227 แม้วินัย 227 ก็เละนะ ผิดกันเละระเนระนาด ไม่ใช่ว่าจะดีด้วยซ้ำไป ธรรมนูญหลักหรือกฎหมายหลักกฏหมายใหญ่ของศาสนาไม่รู้เรื่องแล้ว จึงเท่ากับศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีศีลแล้ว ศีลสูญไปจากศาสนาพุทธแล้วเหลือแต่วินัย 227 และวินัย 227 ก็ตามจับสึกกันไม่ทันทุกวันนี้ ล่อเละกันไปหมดเลยในวงการศาสนา ขออภัยจริงๆเลย อาตมาขออภัยไม่รู้แล้วรู้รอด พูดซ้ำย้ำกันอยู่นั่นแหละว่าขออภัยแต่มันต้องพูดกัน ยิ่งอาตมาก็อายุปูนนี้แล้วกัดอกกัดใจว่าจะอยู่ให้ได้ถึง 151 ปีให้ได้ ก็พูดไปพากเพียรไปด้วยไม่ใช่พูดเท่านั้น ก็พากเพียรอยู่เนี่ยเพื่อที่จะสืบสานพระศาสนาจริงๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทิฏฐิ 62 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรแรกพรหมชาลสูตร ยืนยันว่าศาสนาในยุคของท่านมีแต่นั่งสมาธิหลับตากับออกป่าเป็นหลัก ส่วนไม่ออกป่าก็เป็นพราหมณ์มหาศาล แต่ก่อนเค้าเรียกศาสนาพราหมณ์นั่นแหละไม่ใช่เรียกศาสนาพุทธหรอก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็ไม่ได้ตั้งชื่อว่าศาสนาพุทธ ยังเรียกว่าพราหมณ์อยู่ยังเรียกว่าสมณพราหมณ์อยู่ เค้าไม่ได้เรียกอื่นนะก็เรียกสมณพราหมณ์ตามเดิม ท่านไม่ได้ตั้งของท่าน ก็สืบต่อมาบอกว่าศาสนาพราหมณ์นั่นแหละก็คือพุทธเก่า พุทธมันเพี้ยนไปแล้วไปเป็นพราหมณ์ เดิมมันอันเดียวกันแต่เสร็จแล้วมันก็กลายไปเป็นศาสนาเทวนิยม กลายเป็นศาสนาที่ไม่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้จักสัจจะที่เป็นปรมัตถ์สัจจะที่แท้จริงเป็นเทวนิยมไปหมด มัน 2600 ปี เลย 2500 ปี มาถึงวันนี้นี่หมดแล้วแค่ครึ่ง 5,000 เสื่อมไปจนเกือบสิ้นแล้ว ไปเป็นศาสนาเทวนิยมเกือบหมดแล้ว อาตมาถึงวันนี้ก็เลยต้องประกาศตัวจริงๆว่า อาตมานี่แหละเป็นสยังอภิญญา เป็นผู้จะมากอบกู้สืบสาน ศาสนาเป็นพระโพธิสัตว์ ตอนนี้ยืนยันหนักแน่นเลย ตอนแรกก็ประกาศก็ยังเกรงใจก็ยังไม่พูดหนักเท่าไหร่ ตอนนี้พูดเต็มเต็มเลยแหละว่าอาตมานี่แหละคือผู้นั้นที่จะมากอบกู้ นี่พูดอย่างไม่ได้อวดดี หลงตัว หลงตนอะไร มีสติสัมปชัญญะปัญญาเห็นเหมาะเห็นควร มีสัปปุริสสธรรม 7 และมหาเทส 4 พร้อมยืนยัน ไม่ได้โมเมงมงายอะไรพูดแต่ความสัตย์จริง ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์จริงใจ ไม่ได้มีสาเฐยจิตอะไรจริงๆ ยืนยันว่าอาตมาต้องมากอบกู้สืบสาน แล้วก็ยืนยันย้ำเลยว่าทุกวันนี้นี่เข้าใจศาสนาพุทธว่า ผู้ปฏิบัติธรรมต้องหนีเข้าป่า ปฏิบัติอยู่กับเมือง อยู่กับผู้คน อยู่กับโลก อยู่กับสังคมไม่ได้ คือความเข้าใจผิดหมด เหมือนกับฤาษีดาบสในโบราณ พระพุทธเจ้าก็เลยต้องตรัสว่าอันนั้นน่ะผิด ท่านก็บอกว่าเป็นเจโตสมาธินั่งหลับตาหรือไม่ก็เป็นพวกตักกีวิมังสี หมายความว่าถ้าเป็นพวกนั่งตรึกนึกคิดเอาเอง ค้นคิดแล้วก็นั่งสร้างนิมิตเองเรื่องอะไรก็คิดเอง มันไม่ได้พร้อมกับเหตุปัจจัยข้างนอก ที่จะต้องยอมรับกันด้วยสมมุติติสัจจะ มันไม่ใช่ มันกลายเป็นเรื่องตัวเองทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นท่านก็รวบรวมไว้ในทิฏฐิที่เข้าใจผิดไว้ 62 นัยยะนี้ ที่สำคัญก็คือ1.เข้าป่า 2.ไปนั่งหลับตาสมาธิจะก็อยู่ในภพของความเป็นอดีตกับอนาคต กับตักกีวิมังสี ก็เป็นนักตรึกนักคิดเอาเอง ส่วนนักตรึกนึกคิดในป่ามีไม่มาก นักตรึกนักคิดในเมืองมีมากกว่า พระบ้านคือพระตักกีวิมังสี เป็นพระนั่งจินตนาการคิดสร้างเอาเอง ขณะนี้ตัวอย่างที่มันบรรลัยจักรจริงๆคือธรรมกาย ต้องประกาศชัดชัด ต้องบอกตรงๆ ไม่ได้เกลียดได้ชัง ไม่ได้เกลียดชังธรรมกายเลย แต่สงสารอย่างสุดซึ้งสงสารจริงๆ ว่าคุณจมในสังสารวัฏ คุณจมในเวทนา คุณหลอกกันไม่รู้แล้วรู้จบ ล้วงตับกินไส้คนอย่าง ยิ่งกว่าผีกระสือ ธรรมกายนี่มีอย่างที่ไหนสร้างสหกรณ์ สร้างธนาคารประชาชนแล้วก็หลอกให้คนไปกู้หนี้ทำสัญญาเอาเงินมาได้ ได้เงินมาแล้วเอามาทำทานมาบริจาคให้วัดหมด โดยเงินไม่ได้ผ่านมือทำสัญญาว่ากู้เท่านั้น เสียดอกเท่านั้นเสร็จ แล้วก็เอามาทำทานหมด ผู้กู้ก็ได้แต่นั่งจ่ายดอกเบี้ยหาต้นทุน เงินต้นมาคืน มีหน้าที่อย่างเดียวแล้วบอกว่าได้บุญๆ เอาบุญมาหลอกทำได้ถึงขนาดนั้น คนก็งมงายไปเชื่อได้ขนาดนี้ ถ้าอาตมาไม่เปิดเผยแล้วก็ไม่พูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างจริงจังขนาดนี้ชัดๆอย่างนี้แล้วนี่นะก็อมพะนำกันอยู่นั่น อาตมาจึงจำเป็นต้องพูด เปิดเผยความจริงด้วยความสงสารเวทนา ทั้งตัวผู้เป็นหัวเรือใหญ่ว่าหยุดบาป หยุดกรรมของท่านเถิดนะ มันเป็นบาปภัยจริงๆ มันหลอกลวง มันนรกหมกไหม้ แล้วก็หลอกว่าเป็นสวรรค์วิมานอะไรกันไป เอามาหลอกคนอยู่ตลอดเวลาหลอกได้อย่างเก่งนะฉลาด ขออภัยต้องบอกชัดชัดว่าฉลาดฉิบหายเลย นี่เป็นคำชมนะ ฉลาดฉิบหายเลย ฉลาดพาคนชิบหายวายป่วงไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาจำเป็นต้องเปิดเผย ต้องบอกความจริงด้วยความเมตตาสงสาร ไปจมในสังสารวัฏหนักจนไม่มีที่จะตกแล้ว อติวินิบาตจนกระทั่งไม่มีนรกขุมไหนที่จะลงไปอีกได้แล้ว มันตกจนมันต่ำสุดจนไม่มีที่ไปแล้วนรกน่ะมันร้ายแรง จริงๆแล้วเขาก็ทำหน้าตาเฉยหลอกคนให้หลงไปหมด ครอบงำไปหมด เถระสมาคมทั้งเถระสมาคม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งนั้นครอบงำไปหมด ขออภัยจริงๆอาตมาไม่ได้อวดดีว่าจะต้องมาเคารพนับถืออาตมา ให้ตั้งใจใช้ปัญญาตรวจสอบ สัจจะความจริงจะนับถือ อาตมาไม่ได้ว่าให้เชื่อตามมา ใช้ปัญญาของแต่ละท่านศึกษาให้ได้รู้จริงๆว่ามันเท็จ มันจริงอย่างไรเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไปหลงอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาเลย แล้วก็ไปนั่งหลับตาใสๆ แล้วก็จะมีวิมาน มีสมบัติ มีอะไรต่ออะไรไปเป็นวิชาสะกดจิต นั่งสมาธิหลับตาแล้วก็มีอาจารย์ ควบคุมให้หลับตาเข้าไปแล้วพูดกล่อมพูดนำทาง นั่นคือ Hypnotize เป็นวิชาสะกดจิต อาตมาตั้งแต่เป็นฆราวาสเรียนสะกดจิตก็เรียนมาได้ ทำได้ฝึกใช้งานสะกดจิตแล้วกำหนดประสาทความคิดให้ทำตาม ตั้งแต่เป็นฆราวาส อาตมาก็ทำมาจริงๆ พวกจิตวิทยามันทำได้นี่ เค้าก็ใช้วิชานั้น ตนเองจะมีความรู้อย่างนี้หรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ตัวเองเป็นยอดนักสะกดจิตตัวเอง จะไม่มีวิชาความรู้บอกว่าฉันทำสะกดจิต หรือบอกว่าไม่ใช่ๆก็โง่ต่อไปอีกว่าตัวเองไม่ใช่ ทั้งๆที่ตัวพ่อตัวแม่ของการสะกดจิตน่ะ มีทั้งพ่อ ทั้งแม่ทั้งปู่ ทั้งย่า ทั้งตา ทั้งยาย ทั้งหมดของการสะกดจิตแล้วก็สะกดทุกวี่ทุกวัน สะกดว่าใสแล้วก็ฟังคำสั่งของผู้ที่สะกด จึงสะกดได้หมดแล้วเชื่องมงายไปหมดเลย ยิ่งกว่าข้าทาสผู้ปล่อยไม่ไป สั่งให้ไปตายก็ไปสั่งไปให้ หาเงินก็ไปซอกๆเอามาให้หมดทุกอย่างเลย ครอบงำไปหมด มันถึงขั้นนี้แล้วหนักยิ่งกว่ารัสปูตินในรัสเซียยุคโน้น ในเมืองไทยนี่แหละเจอมารร้ายอันนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีแบบนี้ แต่ละสำนักเต็มไปหมดเหมือนกัน ยุคนี้ก็เช่นเดียวกันก็อยู่ในเมืองนี่แหละไม่ได้ไปอยู่ป่า ป่าก็สะกดจิตแบบพระป่า อยู่ในเมืองก็สะกดจิตแบบพระเมือง ที่นี้พระป่านี่เค้าก็ไม่ยุ่งกับลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขพวกโลกธรรมเท่าไหร่ เขาก็ไปของเขา แล้วเขาก็ทิ้งไปเป็นแบบหรือฤาษีดาบสเป็นแบบเชนไปเลย แบบพระมหาวีระไปแบบนั้น ส่วนในเมืองมันซ้อน มันมีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็เลยซับซ้อนใช้เชิงซ้อนสะกดจิต พวกหลับตาเข้าป่าก็สะกดจิต ส่วนพวกลืมตาอยู่ในเมืองก็สะกดจิต แล้วตอนนี้ซ้อน ในป่าเขาไม่หลอกเอาเงินไม่เรียก ไม่ร้องอะไร ตัวเองก็รู้ว่าไม่เอาลาภยศสรรเสริญหรือแม้แต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็กดข่มสะกดจิตเอาเองสะกดไว้ แต่ไม่ได้มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่ได้มาเรียน เป็นพวกเว้นผัสสะ ไม่เกี่ยว ไม่ข้อง ไม่ได้เป็นไปตามลำดับที่มีกามาวจร มีรูปาวจร อรูปาวจรไปตามลำดับ ไม่ได้เป็นลำดับอันน่ามหัศจรรย์นี้เลย ส่วนทางลืมตานี่ก็สอนเลยสะกดจิตให้ไปล่า ลาภ ยศ สรรเสริญไปเลย นี่เป็นเจ้าคุณชั้นเทพแล้ว เดี๋ยวก็คงจะเป็นชั้นธรรม เดี๋ยวก็คงเป็นชั้นพรหมเป็นสมเด็จต่อไปก็สืบสานเป็นสังฆราชต่อไปแต่อายุจะยืนถึง พระสังฆราชหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่ก็พาสชั้นได้เพราะปีเดียวก็ขึ้นชั้น แล้วก็คือทำกันอย่างน่าเกลียด ขออภัยในวจีสังขารของอาตมาเมื่อกี้ไม่ได้บอกว่าน่าเกลียดเท่านั้นมันบอกอะไรรู้มั้ย... ทุเรศ พวกคุณพูดนะอาตมาไม่ได้พูดนะ อาตมาเคยพูดอาตมาไม่กล้าพูดทุเรศแต่พูด ทุ-เร-สะ อาตมาแค่พูดทุ-เร-สะ แต่คุณพูดเต็มเต็มเอง ถ้าเผื่อว่าหลงใหลในการอยู่ในภพ ในภวังค์หลับตา แม้ว่าไม่หลับตาก็ไปเป็นตักกีวิมังสี นั่งในภพหลับตา ตัดภพสร้างภพชาติวิมานในนั้นได้ ทั้งที่หลับตาอย่างรู้รู้ตัวมิจฉาทิฐิก็สร้างได้แม้รู้ว่าสร้างเอง สร้างภาพ สร้างภพสร้างชาติ ขึ้นมาในภพเองก็สร้างได้ ก่อสร้างมาหลอกกันไปไม่ลืมตา เอาแต่สะกดจิตแบบนี้เป็นเรื่องไม่ตื่น ไม่ชาคริยา ไม่ชาคร ออกจากภพมารู้จักรู้แจ้งความจริงพร้อมทั้งสมมุติสัจจะและเรียนรู้โลกเป็นโลกวิทู โลกคือความผสมกันระหว่างรูปนาม สิ่งข้างนอกกับจิตข้างในของเราสัมพันธ์กัน แล้วมีการเกิดจิต เกิดอาการกิเลส ถ้าเกิดอาการกิเลสก็ล้างแล้วก็อยู่เหนือมัน แต่ถ้าไม่รู้ มันก็เกิดกิเลสกินตัวไปเรื่อยๆจะเป็นเรื่องอะไรข้างนอกจะเป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นวัตถุต่างๆนาๆสารพัดเป็นสัตว์บุคคลพืชต่างๆติดมันหมด หลงมันหมด ไปเป็นทาสมันหมด นั่นคือสภาพของการไม่รู้จักความจริงที่เป็นโลก ไม่รู้จิตจริงๆ ของตนเองคืออัตตาไ ม่ได้เรียนรู้โลก ไม่ได้เรียนรู้อัตตาที่แท้จริงนี่คือไม่บริบูรณ์ด้วยโลก ไม่บริบูรณ์ด้วยปรมัตถ์สัจจะคืออัตตา แล้วก็ล้างกิเลสในอัตตานั้น โดยพระพุทธเจ้าสรุปว่ามีอยู่ 62 ทิฏฐิท่านบอกว่ามีเท่านี้เป็นเรื่องของอวิชชาทั้งหมดนี้ ที่ไม่รู้ทันแล้วก็เป็นคนไม่รู้ทั้งนั้นเลยเรียกว่าอฌานาโต อปัสสโต เป็นผู้ไม่รู้ ไม่เห็นทั้งสิ้น มีแต่ความแส่หาเป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาทั้งนั้น เพราะปฏิบัติไม่รู้เท่าทันผัสสะเป็นปัจจัย หรือแม้จะมีผัสสะเป็นปัจจัย ก็เป็นผัสสะที่ยังหลงอดีต 18 หลงอนาคตอีก 44 หรือแม้จะมีปัจจุบันอีก 5 ก็เป็นมิจฉาทิฐิอยู่ในปัจจุบันนั้นอีก รวมแล้วก็ 18 + 39 + ปัจจุบันอีก 5 ก็เป็น 62 อีก นี่คือทิฏฐิทั้งหมด รวบรวมในทิฏฐิมนุษยชาติที่เป็นทิฏฐิผิด อดีตจริงๆมี 18 อนาคตจริงๆมี 39 มีปัจจุบันอยู่ในภพนั่งหลับตาหรือลืมตาก็ต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน