580301_พ่อครูประกาศอรหันต์_ปฐมนิเทศงานพุทธิภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ ๓๙ ณ ไพศาลี.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580301_ปฐมนิเทศงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 39 ที่ศาลีอโศก โดย พ่อครูโพธิรักษ์

_วันนี้วันที่ 1 มี.ค.2558 ที่ศาลีอโศก พ่อครูปฐมนิเทศงานพุทธาฯ ครั้งที่ 39 พ่อครูเกริ่นนำถึงการแยกตัวเป็นนานาสังวาสจากมหาเถรสมาคมตั้งแต่ปี 2518 ...แล้วจึงเข้าเรื่อง....ว่าเรื่องศาสนาในบ้านเมืองเราก็ร้อนแรงมาก ตอนนี้อธรรมกำแหงมาก ฝ่ายธรรมะต้องรวมตัวกัน ใช้แค่มุขสตี ปากหอก เท่านั้น เราไม่ทำเรื่องทำราว โดยเฉพาะเราเป็นนานาสังวาส แต่ผู้สังวาสเดียวกันต้องทำให้จริง

พ่อครูว่า… วันนี้อาตมาจะปฐมนิเทศ อาตมาตั้งใจจะนำเอาความมหัศจรรย์ 8 ประการในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ของเขาเอาปาฏิหาริย์แบบเดินน้ำดำดิน เป็นปาฏิหาริย์กัน แต่ทำไมไม่ชัดเจน ไม่เข้าใจว่า อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ คืออะไร การมาจนได้นี่ปาฏิหาริย์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ผัวเดียวเมียเดียวนี่ปาฏิหาริย์นะ ไม่พูดปดนี่ปาฏิหาริย์ ไม่ติดอบายนะ เป็นปาฏิหาริย์นะ ปฏิบัติได้ตามศีลของพระพุทธเจ้านี่เป็นปาฏิหาริย์ แต่ไปชื่นขมกับคนเตะบอลเข้าโกลด์ได้เป็นปาฏิหาริย์ไปโน่นเลย เดี๋ยวนี้เดรัจฉานวิชชาเต็มบ้านเต็มเมืองเลย

ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 15 ข้อ 109 ป หาราทะ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสักเท่าไรที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พระพุทธเจ้า : มี 8 ประการ ปหาราทะ : 8 ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอ

อ่านต่อ

รหัตผลโดย ต รง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 1 ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ฉันใด สาวก ทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ดูกรปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 2 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทร คลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบก ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกันบุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจาร ไม่สะอาดน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์ เสียใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา ดูกรปหาราทะ ข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปกรรม มีสมาจาร ไม่สะอาดน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญญาว่าประพฤติ พรหมจรรย์ เสียใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียทันทีแม้เขาจะนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 3 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ แม่น้ำสายใหญ่ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมหมด ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสียถึงความนับว่าสมณศากยบุตรทั้งนั้น ดูกรปหาราทะ ข้อที่วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณศากยบุตรทั้งนั้น นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 4 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศ ตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น ดูกรปหาราทะ ข้อที่ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 5 ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึง อภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติรส ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยมีรสเดียว คือวิมุตติรส นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 6 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬเงิน ทอ ง ทับทิม มรกต ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้น มีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 7 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ 100 โยชน์ 200 โยชน์ 300 โยชน์ 400 โยชน์ 500 โยชน์ มีอยู่ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือพระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามีท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งชีวิตมีในธรรมวินัยนี้มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 8 ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ดูกรปหาราทะ ในธรรมวินัยนี้ มีธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยมีมา 8 ประการนี้แล ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ จบสูตรที่ 9

พ่อครูว่า … หมายความว่านิพพานมีคงที่ คนจะเกิดมาแต่ไหนๆ ยุคไหนมากขนาดไหนก็มีนิพพานให้คนปฏิบัติได้อยู่เสมอๆ ขอให้ปฏิบัติให้เข้าถึงเถอะ ก็ได้นิพพานธาตุเสมอ นิพพานนี่ไม่เรียกว่าเป็นขันธ์ แต่เรียกว่าเป็นธาตุ คือมีหนึ่งเดียวเท่านั้น สังคมเรามีสติปัฏฐาน 4 มีการปฏิบัติกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ถ้ามางานนี้ควรให้รู้จัก การปฏิบัติกับกายให้ได้สัมมาทิฏฐิที่สุด อาตมาจะพยายามที่สุด I will try. มาปฏิบัติจรณะ 15 มีสติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 ที่เป็นกองเชียร์เสริมหนุน ตัวปฏิบัติแท้คือสติปัฏฐาน 4 หากปฏิบัติไม่ได้แท้ก็ล้มเหลวทั้งยวง ถ้าปฏิบัติไม่ถูกก็ลงเหวทั้งยวง เพราะปฏิบัติผิดทาง สติปัฏฐาน 4 นี่ต้องทำความเข้าใจให้ดีเลย 1 .การปฏิบัติของพระพุทธเจ้านี้มีลำดับขั้นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ขณะตาสัมผัสรูปเราก็อ่านให้ทัน รูปก็ยังเห็นความรู้สึกก็ยังรับรู้อยู่ ไม่ได้ปิดทวาร ความรู้สึกรับรู้นี้เราเรียกว่าสามัญสำนึก consciousness เป็นเบื้องต้น ขณะเรามีความจริงครบทวาร 6 มีองค์ประชุมอยู่เรียกว่ากาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่า อานาปานสติ ต้องไม่ทิ้งภายนอกด้วยนะและรับรู้เข้าไปภายในด้วย แม้แต่เหลือลมหายใจเป็นความรู้สึกภายนอกก็ต้องรับรู้ด้วยนะ อย่าทิ้ง ไม่ขาดกัน ต้นกลางปลาย นอกและในไม่ขาดกันทุกเวลาวาระ สามัญสำนึกต้องมีข้างนอกเป็นพื้น สามัญเบื้องต้น คือ consciousness ส่วนกลาง คือ sub consciousness ส่วนปลายคือ Unconsciousness ซึ่งต้องปฏิบัติขณะลืมตาเปิดทวารทั้งหมด สัมผัสกับข้างนอก แต่ จิตที่เป็นจิตสำนึกก็รับรู้ ปฏิบัติจิตสำนึกที่เลวร้ายให้ตายไปหมด จิตใต้สำนึกจะขึ้นมาเป็นจิตสำนึกแทน ก็ต้องมีการสัมผัสรับรู้ทางทวารทั้ง 6 เหมือนเดิม แต่ว่าในสมัยยุคพระพุทธเจ้ามีคนทำแบบหลับตานี่มากมาย ท่านก็ต้องอนุโลมมาก เมื่อเราปฏิบัติในกามาวจรได้ ลดกิเลสเบื้องกลางได้อีก กิเลสส่วนปลายเป็นรูปราคะ อรูปราคะก็จะลอยขึ้นมาให้เราจัดการได้อีก ถ้าไปปฏิบัติโดยไม่มีการสัมผัสจริง ก็จะมีแต่ความจำไม่ใช่ความจริง ไม่ครบอาการ 32 ที่เป็นสุรภาโว ที่จะต้องมีสติมันโตตื่นเต็มมารับรู้ ต้องมีนามธรรมมารับรู้ด้วย เป็นอาการที่ 33 ดาวดึงส์ เป็นเทวดาดาวดึงส์คือ อาการที่ 32 จะไม่เกิดได้เลยถ้า ไม่ มีอาการ 32 สัมผัสกับภายนอกแล้วเกิดอาการที่ 33 คนที่อวิชชาก็จะหลงอาการ 33 เป็นกามาวจร เป็นเทวดาโลกีย์หลงสุข พระพุทธเจ้าให้รู้จักเทวดา 33 แล้วฆ่าเทวดานี้เสียก็จะพ้นทุกข์พ้นสุข จากเทวดาปลอม สมมุติเทพ เทวดาเก๊ สุขขัลลิกะ สรุป ลำดับเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จึงมีลำดับในการทำให้จิตสะอาดอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นขั้นบันไดที่ร้อยเรียงงามที่สุด สะอาดที่สุด เร็วที่สุดต้องเป็นลำดับ ไม่กระโดดไปกระโดดมา นี่คือเรื่องน่าอัศจรรย์ที่สุด ทุกวันนี้กระพร่องกระแพร่งบรรยายกันผิดๆ เขาก็ว่ามาจากไหนพระโพธิรักษ์ ไม่ได้สักนักธรรมเลย ก็น่าเห็นใจเขา อย่างทุกวันนี้มีใครอธิบายโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีไหม? ก็มีแต่ที่พูดถึงเป็นอรหันต์เลย เป็นอริยะๆ อาริยะนั้นเริ่มตั้งแต่รู้จักกายของตน เป็นสักกายะ อ่านรูปและนามของตน ที่ประชุมกัน มันจะสังขารเป็น ผี หรือ เทวดาก็แล้วแต่ มันปรุงกันทันทีเลย จะเป็นเทวดาโลกีย์ก็ตามก็ต้องรู้ องค์ประชุมรูป และ นามของ ผี หรือ เทวดาที่มาเป็นแบบนี้ คุณเริ่มรู้ตัวนี้เรียกว่ารู้ “สักกายะ” ที่เกิดจากการทำงานของปสาทรูป โคจรรูป และไม่ทิ้งดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นมหาภูตรูป แล้วประชุมกันเกิด ภาวรูป 2 คือปุริสภาวะและอิตถีภาวะ ทำให้เกิดปุริสภาวะ จนสูงสุด เป็นอุตตมปุริสสะ ถ้ายังมีอิตถีภาวะอยู่มากน้อยเท่าใดก็ยังไม่ถึงอุตตมปุริสสะ สรุปสั้นๆง่ายๆคือ อิตถีคือยังไม่หมดกิเลส ยังไม่หยุด ยังไม่ถึงเอกบุรุษ ยังมีเพื่อนสองอยู่ ไม่เป็นหนึ่งเดียว อิสรเสรีเต็มรูป ไม่มีกิเลสในจิตนี่คือปุริสภาวะสมบูรณ์ เราก็ต้องเรียนรู้ล้างอิตถีภาวะได้ ผู้ชายก็ทำได้ผู้หญิงก็ทำได้ในการล้างอิตถีภาวะไป ต้องเรียนรู้จากหทยรูป แล้วมีอาหารรูป ชีวิตรูป ในรูป 28 ที่ท่านขยายความชัด ตรวจสอบได้ชัด บรรลุเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไปตามลำดับ 2 .มหาสมุทรนี้เต็มอยู่เสมอ ไม่มีล้น(ภาษาอีสานว่าไม่มีเฟือด) ท่านพูดเปรียบเหมือน สาวกของท่านจะไม่ละเมิดธรรมวินัย แม้สัตว์จะฆ่าเรา หรือศัตรูจะฆ่าเรา เราหนีได้ก็หนี เลี่ยงได้เลี่ยง ไม่ให้เขาทำบาป แต่สุดท้ายหนีไม่ได้ก็ยอมตาย คนอาจดูว่าเราอ่อนแอแต่นี่คือเรื่องมหัศจรรย์ ไม่โกหกเป็นตายอย่างไรก็ไม่โกหก 3 .มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะคลื่นจะซัดซากศพเข้าหาฝั่งโดยทันที บุคคลผู้ทุศีล คือซากศพ มีไหมเอ่ยในเมืองไทย ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ เป็นอจินไตยที่ชาวอโศกไม่ได้คิดว่าเราจะมีชื่อนำหน้าเป็นสมณะ ตอนแรกเราอยากได้คำว่าพระ แต่ว่าเขาไม่ให้เราจะใช้อย่างอื่นเขาก็ไม่ให้ สุดท้ายเหลือแต่คำว่าสมณะ ก็ตอนนี้เหลือแต่สมณะจริงๆ ตกลงทะเลก็สะอาดเหลือแต่สมณะนอกนั้นเป็นขยะทั้งนั้น แต่ว่าน่าประหลาดทำไมมีน้อย แต่ก็ไม่ประหลาดขอให้เป็นของจริง น้ำสะอาดแท้ 4 .แม่น้ำทุกสายไหลลงทะเลย มีชื่อเดียวในที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะแม่น้ำชื่อไหนๆก็ไม่เหลือชื่อเดิม เป็นมหาสมุทรเหมือนกัน ท่านเปรียบเหมือนคนมีศักดิ์ เดิมเป็นกษัตริย์ ซึ่งก็ต้องมีสารูปของกษัตริย์พอสมควรในขั้นตอน คนสูงก็ย่อมต้องเห็นว่าสูง เตี้ยก็เห็นว่าเตี้ย แต่จิตใจนั้นเสมอกัน แล้วผู้จิตใจสูงก็จะเผื่อแผ่สู่ผู้มีจิตใจต่ำไม่ใช่ข่มเลย อันนี้คือความเสมอสมานกัน ไม่ใช่ว่าจะให้เท่ากันหมดทุกคน นี่คือคนบ้าคิด เป็นจริงไม่ได้ ในมหาปรมาณูสองอันไม่มีเหมือนกัน มีความต่างเสมอ ยิ่งใหญ่ยิ่งมีความต่างกันมาก ไม่มีเสมอสมานด้วยรูป มีแต่นามที่จะเสมอกันได้ แต่เสมอได้เพราะผู้มีมากเฉลี่ยสู่ผู้มีน้อย แต่ทางโลกเขามีมากแล้วก็เอามาข่ม มาดูดเอาไปให้มากอีก เพราะ ความมหัศจรรย์ของธรรมวินัย คนจนอย่างชาวอโศกจึงเฉลี่ยให้แก่คนรวยขี้โลภ ทั้งที่เขามีมากแล้วก็ยังมาเอาจากเราอีก เราจะแบ่งให้คนขาดแคลน อย่างตลาดอาริยะ เขาก็ยังมีคนแฝงเข้ามาเอาอีก อาตมาแบ่งคนเป็นฐานะ 4 1. นักผลิตจะมีทรัพย์สินมาก เพราะเป็นผู้ผลิต 2. นักบริการเป็นคนเชื่อมโยงไม่ต้องมีสมบัติวัตถุมาก แต่ทำหน้าที่สะพัด วรรณะแพศย์ 3. นักบริหาร เป็นวรรณะกษัตริย์ คือผู้ที่ทำงานดูแลบริหารควบคุมช่วยเหลือ ซึ่งฐานะยังไม่สูงเท่านักบุญ นักบริหารถือศักดิ์ไว้ 4. นักบุญ ไม่ถือยศศักดิ์ได้ ทำงานช่วยได้ทุกอย่างการเป็นนักบวช ทำงานช่วยผู้ด้อยกว่า ช่วยประชาชนทั้งหมด เป็นพหุชนะ การช่วยนี่ไม่ใช่การรับใช้ การรับใช้คือการทำแล้วได้ของแลกเปลี่ยน หรือแม้แต่ได้กามคุณ โลกธรรม อัตตา ศักดิ์ศรีเป็นเจ้าคุณอะไรนี่ก็เป็นการใช้ลาภแลกลาภ เป็นผู้รับใช้ แต่ ผู้ทำให้ฟรีไม่เอาอามิสคือผู้ช่วยเหลือไม่ใช่ผู้รับใช้ แต่นักบวชที่หลงศักดินาก็คือการรับใช้ แม้แต่ดีไม่ดีก็มาเอาเงินจากฆราวาส ไม่รับใช้สงฆ์เพราะไม่มีเงินแจกกันก็ช่วยกันสงเคราะห์กันได้ แต่กับฆราวาสกลับเอาสิ่งแลกเปลี่ยนก็มารับใช้ฆราวาสเสียนี่ นี่เป็นการไม่พ้น ลาเภนลาภัง นิชิงคิงสนตา ในมิจฉาชีพ 5 5 .แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุ ก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น 6 .มหาสมุทรมีรสเดียวคือวิมุติรส ในโลกนี้มีแต่ โลกียรส ซึ่ง โลกียรสนั้นมีแต่รสบ้า ชอบหรือชังก็เป็นไปตามอุปาทานของแต่ละคน แต่ วิมุติรสมีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง รูป เสียง กลิ่น รส ก็รับรู้อย่างที่มันเป็นเหมือนกันหมด ถ้าประสาทไม่เสีย เราไม่มีรสบ้าที่เป็นโลกียรส 7 .มหาสมุทรนี้มีรัตนะ แยะแยะมากมาย มีโลกุตรธรรม 9 อันเกิดจากโพธิปักขิยธรรม 37 รวมเป็น โลกุตระ 46 นี่คือทรัพย์สมบัติในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า 8 . มหาสมุทรมีสัตว์น้อยใหญ่มากมาย ข้อนี้คือตัวผลเลย ก็คืออาริยบุคคลของธรรมวินัยนี้ มีหลายระดับขั้น

พ่อครูว่า… การขึ้นบันไดไปตามลำดับขั้น เขาไม่เห็นว่าน่าอัศจรรย์ แต่คนมักจะคิดว่าคนก้าวไปทีละหลายขั้นได้น่าอัศจรรย์ แต่ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี้ไม่ใช่ คนก้าวขึ้นบันไดไปตามลำดับขั้นนี่แหละคือความมหัศจรรย์ อย่างที่พูดไปแล้ว คนไม่ฆ่าสัตว์นี่เป็นความมหัศจรรย์นะ มาถึงไม่กินเนื้อสัตว์ด้วยได้เลย พระพุทธเจ้าให้กินได้แค่ ปวัตมังสะ(เดนสัตว์กิน) ส่วนอุทิสมังสะ คือไม่ใช่ว่า คือการบอกว่าต้องเจาะจงชื่อว่าสัตว์นี้ให้คนนี้กิน จึงจะกินไม่ได้ นอกนั้นกินได้ ไม่ใช่เลย ทั้งที่ภาษาบาลีมีแค่ สัญจิตจ(คืออุทิศ) ปานังชีวิตา(ชีวิตสัตว์) โมโรเปตุง(ฆ่า) ภาษาบาลีแปลไว้ชัดเจนว่า เป็นการมุ่งฆ่าชีวิตสัตว์ ทำให้ชีวิตมันตกร่วง เมืองไทยนี่มีความคิดว่า ผู้บรรลุธรรมแล้วบอกไม่ได้ เป็นอรหันต์นี้บอกคนไม่ได้ ถ้าคนไหนบอกก็คือไม่ใช่อรหันต์ไม่บรรลุอีก นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในชีวิตนี้.. มีคนถามอาตมาว่า ท่านเป็นอรหันต์หรือไม่...คนที่ 1 คือขวัญดี น้องสาวอาตมาเอง เขาถามเลยว่าบรรลุอรหันต์จริงหรือเปล่า อาตมาก็ตอบว่าจริง อาตมาบรรลุอรหันต์ นี่คือตอบก่อนที่จะตอบกับอ.แสง จันทร์งาม เคยมาถามอาตมาที่สันติอโศกเลย เขามาถามอย่างเป็นวิชาการ เซ้าซี้อาตมา อาตมาก็ว่าเมืองไทยนี่ถือสากันมาก อาตมาก็บอกไปว่าอาตมาบรรลุอรหันต์ สองคนนี้บอกตรงๆเมื่อถามก็ตอบ ก็บอกชัดๆ ขออภัยที่วันนี้พูดอะไรเต็มสภาพไป ก็เป็นพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ที่พูดไปนี่ก็ไม่ได้มีจิตอยากอวดนะ แต่นี่อาตมาสอนมา 45 ปีแล้วก็ต้องพยายามเข็นพลังงานว่าอย่าพึ่งตาย ตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าเลย

ในอภิณหปัจจเวกขณ์ 10 ข้อสุดท้าย พระพุทธเจ้าว่า...คุณวิเศษยิ่งกว่ามนุษย์สามัญ(อุตริมนุสธรรม)ที่เราบรรลุแล้ว มีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน เมื่อถูกเพื่อนบรรพชิตถาม ในกาลภายหลัง นี่อาตมาก็ตอบตามที่อ.แสง กับ อ.ขวัญดีถาม ก็บอกไป ประเด็นที่อยากย้ำคือ มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทร คลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบก ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกันบุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์ เสียใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น เรื่องนี้เป็นตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่อาตมาออกจากมหาเถรสมาคม เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าอาตมาบรรลุจริง แม้เขาไม่มีเจตนาก็มีวิบาก เขาว่ากรรมต้องมีเจตนา กรรมต้องเกิดปฏิกิริยาตั้งแต่ 2 อย่างหรือคนกับสัตว์หรือคนกับคน คุณทำแม้ไม่มีเจตนา แต่ถ้าจิตเขาถือยึด เขาก็จองเวรจองกรรม อาตมาเคยยกตัวอย่างเหมือนเหยียบสัตว์ตายโดยไม่เจตนา คุณห้ามไม่ให้มันไม่จองเวรไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าที่ถือว่าไม่เป็นกรรมถ้าไม่มีเจตนานั้นตรัสไว้ในธรรมวินัยจะไม่ปรับอาบัติ เพราะไม่เจตนา อาตมาเป็นอรหันต์ที่ไม่ใช่อรหันต์ที่ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณด้วย อาตมาไม่ใช่สายเจโต มีปฏิสัมภิทาญาณด้วย ส่วนสายโจโตไม่พูดมาก แต่อาตมาไม่เก่งแบบเจโต เล่นฤทธิ์เดชไม่เก่งแต่ก็มีบ้างตามบารมี ตอนเป็นฆราวาส แค่เสกให้กระดูกยุบ เสกรักษาไข้ ก็ทำได้ อย่างอาตมาทำนายหนังโทน ไปถามคุณสะอาด เปี่ยมพงศานต์ อาตมาทำนายไว้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้ ห้าล้าน ทั้งที่หนังสมัยนั้นถึงล้านนี่ก็ยากแล้ว แต่ห้าล้านนี้คือแบ่งจากโรงที่ฉายแล้วครึ่งหนึ่งนะ รวมแล้ว สิบล้านเลย แต่ยุคนี้นี่ตัวเลขเขารวมทั้งโรงและเจ้าตัวได้ แต่ก่อนพูดแต่ที่เจ้าตัวได้เท่านั้น

_ จากนั้นพ่อครูพาปฏิญาณ ศีล 8 คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ 3 จบ ก่อน] ณ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตนอยู่ในศีล ๘ อันได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายรุนแรง เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม อทินาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เชิงเอาเปรียบ จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว อพรหมจริยา เวรมณี จะขอตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบ เว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะ เป็นธรรม สุราเมรยมัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการเสพติดมัวเมา มีอบายมุขทั้งหลาย มีกามต่อมา มีโลกธรรม ๘ อีก และเว้นขาดการยึดภวอัตตภาพทั้งปวง วิกาลโภชนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากอาหารและเครื่องใช้ที่ ควรเว้นควรเลิก จะกินจะใช้ตามที่กำหนด จะเป็นผู้พยายามเป็นผู้มักน้อยสันโดษ นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสนา มาลาคันธะ วิเลปนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสนฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากท่าทางอันไม่สมควร คำพูดที่มีเสียงสำเนียงอันไม่สมควร เช่น ฟ้อนรำ ดนตรี เป็นต้น เว้นขาดจากดอกไม้ของหอม เครื่องตกแต่งพอกทา เว้นขาดจากฐานะแห่งการแต่งงามประดิษฐ์ประดอย อุจจาสยนะ มหาสยนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติเว้นขาดจากที่นั่งที่นอนใหญ่ เว้นขาดจากการรักของใหญ่ เว้นขาดจากการสะสมของใหญ่ ที่สุดเว้นขาดการหลงติดความใหญ่ ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ตามธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักตั้งใจศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะ ได้นำพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันด้วยดี ให้สุดความสามารถ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งปฏิญญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ตามนี้.

จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน