581218_ธรรมาธรรมะสงคราม สามัญผลสูตร ตอน ๑.docx
เนื้อหาในไฟล์
581218_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่องสามัญผลสูตร ตอน 1 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558 ขึ้น 8 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแม เราได้สรุป พรหมชาลสูตร มาได้แค่ 18 ของอดีต บุพพันตะ ท่านก็พูดถึงเรื่องอัตตาและโลก ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่มีสิทธิ์รู้อัตตา ไม่รู้จักโลกได้รอบถ้วน ถ้าไปศึกษาแบบนั่งหลับตาทำสมาธิก็จะไปจมอยู่ในอดีตหรือไม่ก็ตักกีวีมังสี ตรึกคิดเอาก็ใช้ไม่ได้ เป็นต้น อีกอันหนึ่งก็เป็นอนาคต อปรันตะ ที่ท่านตรัสว่า มันเกิดจากวิธีปฏิบัติ เขาปฏิบัติกันในยุคนั้น ก็นั่งสมาธิหลับตาก็ได้เจโตสมาธิ ถ้าไม่นั่งเจโตสมาธิก็มีแต่ตักกีวีมังสี มีแต่การนั่งคิดหาเหตุหาผล เหมือนนักศึกษาปัจจุบันนี้ ไม่ได้ปฏิบัติอย่างมีหลัก ที่ท่านตรัสไว้ชัดเจนมากที่สุด ชัดเจนตรงที่ว่า เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ ไม่เป็นฐานะที่มีได้ อันนี้เป็นปัจจุบันแล้วก็ต้องเต็มสภาพของ สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส เป็นมนุษย์ชมพูทวีป ตื่นเต็มพร้อมทุกองคาพยพ ทุกส่วนสัดในชีวิตร่างกายมีความรับรู้ทุกทวาร คือมีผัสสะ มีเวทนา ถ้าเราไปนั่งนึกเอาหลับตาเข้าไป มีสัญญาคำนึงถึงความรู้สึก ก็คำนึงระลึกถึงได้ถึงความรู้สึกที่เคยผ่านมา แต่มันไม่ใช่ความจริง ระลึกถึงที่เคยเป็นจริงผ่านมา แม้เป็นเรื่องจริงก็เป็นอดีต แม้จะเป็นจริงในสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่ก็เป็นอนาคตแม้ถูกต้องจริง จริงๆแล้วมันปิดประตูเลย อาตมาถึงบอกว่าผู้มีปัญญาต่างๆมีตั้งเยอะแม้สูตรนี้สูตรเดียว มันบอกแจ้งชัดเจนว่า การปฏิบัติแบบฌาน meditation คือฌานหลับตา ไม่ใช่วิธีของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสว่ามรรคองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แต่ที่ท่านตรัสถึงการนั่งหลับตา เพราะสมัยนั้นคนเขาติดจะไปตีทิ้งทันทีตัดรอนทันทีไม่ได
อ่านต่อ
้ แล้วถ้ารู้วิธีนั่งหลับตาแบบสัมมาทิฏฐิก็ใช้เตวิชโชได้ ก็อาจจะไม่ต้องถึงนั่งหลับตา การเตวิชโช ไม่ใช่เวลาปฏิบัติ แต่เป็นเวลาตรวจสอบบัญชีทบทวนสิ่งที่ทำผ่านมา ไปนั่งหลับตาไม่มีหรอก อาสวักขยญาณ หรือจริงๆแล้ว คำว่า “อาสักขยญาณ” ในเตวิชโชคือสัมมาทิฏฐิ ลงทะเบียนทบทวนตรวจสอบ ว่าใช่ ถูกต้องจริง ว่าอาสวะสิ้นแล้ว ทบทวนกี่ทีก็ต้องทบทวนว่าทำได้อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) หรือคุณต้องตรวจสอบต้องรักษาผล ว่าไม่มีแว่บ ไม่มีผิดพลาด จนเป็นเอง เป็นตถตา เป็นอัตโตมัติ เป็นเอง ก็ตรวจสอบที่ผ่านมาแต่ละวันๆ หรือทวนสัก 7 วันก็ได้ ยกยอดเป็นเดือนก็ได้ แต่ทุกวันนี้มันผิดเพี้ยนไปมากแล้ว ไปตัดของพระพุทธเจ้า ที่สัมมาทิฏฐิเอาไปหมด จะดูว่าสักวันหนึ่งเขาจะตัดจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ออกไหม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพุทธ ต้องมีแบบนี้ ไม่มีแบบนี้ แต่ทุกวันนี้กลับมาละเมิดหมด จะเหลือของพุทธอะไร ก็เลยน่าสังเวชใจในเรื่องของศาสนา มาต่อในพระไตรปิฎก อัตตาเหนือไปจากการตาย มีสัญญา นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
[72] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บัญญัติว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยเหตุ 8 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย [73] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า ขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 7 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย [74] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน บัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการ แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้านั้นละเอียดลออ ท่านก็สรุปที่ว่า ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ การจะปฏิบัติต้องมีที่ตั้งสถานะ หรือฐานะ ให้เกิดการวุฏฐานะ ที่เป็นผล เป็นการออกมาจากโลกีย์ ศาสนาพุทธมีขาดสูญได้ ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ แต่เป็นสมุจเฉท โดยเฉพาะได้อรหัตผล จะมีนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) โลกโลกุตระที่มีสัมมาทิฏฐิและถึงที่สุดจะเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดกาล ไม่แปรเปลี่ยน ในทิฏฐิ 62 นี้ รู้หมดว่าอะไรผิดเป็นถูก อะไรเป็นความเกิดความดับ เพราะว่าสามารถปฏิบัติรู้ความเกิดความดับ เห็นทุกอย่างชัดเจน ตั้งแต่ข้อ 50 ท่านก็ว่า ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยนั้น "เขาเหล่านั้นที่บัญญัติทิฐิต่างๆ ขึ้นมา เพราะต้องอาศัยผัสสะ เว้นผัสสะเสียแล้วจะรู้สึกได้นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้" คือท่านรู้ชัดว่าอย่างนั้นเขาเป็นกันแต่ท่านก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วก็ทราบความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป คุณและโทษ ของเวทนาเหล่านั้น พร้อมทั้งมีอุบายเครื่องออก บอกให้เห็นว่าทิฏฐิ 62 นี้ท่านรู้หมด แล้วท่านก็ไม่ยึด รู้เกิดดับคุณโทษ รู้อุบายเครื่องออกที่เป็นสัมมาอาริยมรรค เป็นเครื่องออกจากเวทนา ผู้ใดหลับหูหลับตาปฏิบัติจึงไม่มีเวทนา 6 ไม่เป็นฐานะที่ปฏิบัติได้ ส่วนทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าทำได้หมด อาตมาก็ทำได้ แล้วเราก็มีอุบายเครื่องออกจาก 62 ทิฏฐิ อาตมาก็มี ก็โพธิปักขิยธรรม 37 มีวิญญาณ 6 ผัสสะ 6 สังขาร 3 อ่านนามรูป มีสัมผัสจึงเกิดอายตนะ 6 ก็เข้าใจรู้จักเวทนา 6 ที่เป็นฐานที่ตั้งอยู่ที่แท้จริง เรียกว่ามีวิญญาณฐีติ ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ปฏิบัติอ่านรู้กาย รู้ธรรมะ 2 รู้รูปรู้นาม เป็นของจริงหลัดๆ สิ่งนั้นรู้อยู่เห็นอยู่ สำเร็จอิริยาบถอยู่เป็นปัจจุบันนั้นเชียว สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่มีผัสสะแล้วไม่มีที่ตั้งแห่งเหตุปัจจัย ก็ไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ ที่ปฏิบัติไม่ตรงสัมมามรรค เพราะปฏิบัติโดยไม่มีอุบายเครื่องออกจากเวทนาเหล่านั้น เพราะไม่มีเวทนา 6 ให้ปฏิบัติเป็นกรรมฐาน มันมีแต่เวจ ที่แปลว่าส้วม ฐานของเวจ แปลว่าที่ขี้ แต่คำว่าส้วมคือที่นอนของลูกสาวนะ ต้องรู้ชัดอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงรู้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป คุณและโทษ ของเวทนาเหล่านั้น จึงไม่ยึดมั่นถือมั่น การปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิจึงไม่มีอะไรเกิดจริงเป็นจริง ปฏิบัติอย่างไม่มีฐานให้ปฏิบัติ ต้องที่อารมณ์สุขทุกข์ หรือเวทนา ต้องทำตรงนี้ ทุกข์สุขไม่ได้เกิดที่สัญญา แต่เกิดที่เวทนาต้องรู้เวทนา หยั่งรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการของเวทนากับสัญญา มันมีลิงคต่างกันอย่างไรก็รู้ แม้เวทนาในเวทนา ก็เอาเหตุที่มันเกิดทุกขเวทนา เมื่อดับเหตุ เวทนาที่เป็นทุกข์ก็ดับ เมื่อเวทนาที่เป็นทุกข์ดับอย่างแท้จริง สุขมันก็ดับ เพราะสุขมันไม่มี สุขมันเป็นเท็จ แต่ที่สุขกันในโลกีย์ ของจริงในปรมัตถสัจจะนั้นไม่มี มันมีในความเท็จที่คุณยึดว่ามี มันสุญญตา อนัตตา อาการที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อาตมาได้อธิบายไปอย่างรูปธรรม คุณเกาผิวหนังถ้าคุณเกาตรงที่มีเชื้อคันคุณก็ชอบก็มัน แต่ถ้ามีเชื้อเจ็บคุณเกาถูกก็ไม่ชอบ ถ้ามันมีเชื้อของชอบหรือชังก็เกิดเวทนา ถ้าเกาตรงที่มันเจ็บไม่มากก็อาจไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณเกาถูกตรงที่คันแม้นิดหน่อยก็ชอบแล้ว ก็ต้องอ่านอาการ ที่สัมผัสรูปกาย แต่ถ้าคุณไปเกาตรงที่มันไม่มีรูปร่างกายก็ไม่รู้ว่าคัน ไปเกาที่อื่นที่ไม่ใช่กายก็ไม่รู้สึก ต้องมีนามธรรมอยู่ร่วม ถ้าไม่มีนามธรรม มีประสาทก็มีแต่นามธรรมไม่เข้าไปร่วมสัมพันธ์ คุณไปแตะเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึก อย่างคนเป็นอัมพฤกต์อัมพาต เหมือนแขนขาหายไป เพราะประสาทไม่เชื่อมโยงมาถึงความรู้สึก อย่างนั้นมันไม่มีทางปฏิบัติที่จะบรรลุมรรคผล ตีทิ้งได้เลย ถ้าไม่มีสัมผัสทวารนอกทั้ง 5 เป็นการปฏิบัตินอกรีตศาสนาพุทธตามสูตรที่ 1 ของศาสนาพุทธเป็นพระสูตรบทแรก ที่เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็มาบอกวิธีที่ถูกต้องในสามัญผลสูตรคือสูตรที่ 2 นี้ มาขึ้นสูตรที่ 2
2. สามัญญผลสูตร เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรู [91] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับ ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1,250 รูป วันนั้นเป็นวันอุโบสถ15 ค่ำเป็นวันครบ 4 เดือน ฤดูดอกโกมุทบาน ในราตรีเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรูเวเทหีบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ประทับนั่ง ณ พระมหาปราสาทชั้นบน ขณะนั้น ท้าวเธอทรงเปล่งพระอุทานว่า ดูกรอำมาตย์ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์หนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง ช่างงามจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าชมจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าเบิกบานจริงหนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง เข้าลักษณะจริงหนอ วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้าไปหาพึงเลื่อมใสได้ ครั้นท้าวเธอดำรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปูรณะกัสสป ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสปนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณะ กัสสป พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้น กราบทูลอย่างนี้แล้วท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่ อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านมักขลิ โคศาล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านมักขลิ โคศาลพระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่ อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านอชิต เกสกัมพล ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพล นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านอชิต เกสกัมพลพระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่ อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านปกุธะ กัจจายนะ ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี เป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะกัจจายนะนั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปกุธะ กัจจายนะ พระหฤทัยพึงเลื่อมใส. เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่ อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัย เวลัฏฐบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านสญชัยเวลัฏฐบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่ อำมาตย์อีกคนหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่ บวชมานาน มีอายุล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์ นาฏบุตร นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถ์นาฏบุตร พระหฤทัยพึงเลื่อมใส เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่
กถาปรารภพระพุทธคุณ [92] สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจจ์ นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร. ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสกะหมอชีวก โกมารภัจจ์ ว่าชีวกผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า. หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สวนอัมพวันของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1,250 รูป พระเกียรติศัพท์อันงามของพระองค์ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมดังนี้ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระฤทัยพึงเลื่อมใส ท้าวเธอจึงมีพระราชดำรัสว่า ชีวกผู้สหาย ถ้าอย่างนั้นท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้ หมอชีวก โกมารภัจจ์ รับสนองพระราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพังประมาณ 500 เชือก และช้างพระที่นั่งเสร็จแล้วจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าสั่งให้เตรียมหัตถียานพร้อมแล้ว เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จได้พระเจ้าข้า (สวนของหมอชีวกฯกับพระราชวังไม่ได้ไกลกัน เลย) ลำดับนั้น ท้าวเธอโปรดให้พวกสตรีขึ้นช้างพัง 500 เชือกๆ ละนาง แล้วจึงทรงช้างพระที่นั่งมีผู้ถือคบเพลิง เสด็จออกจากพระนครราชคฤห์ ด้วยพระราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวก โกมารภัจจ์. พอใกล้จะถึง ท้าวเธอเกิดทรงหวาดหวั่นครั่นคร้าม และทรงมีความสยดสยองขึ้น ครั้นท้าวเธอทรงกลัว ทรงหวาดหวั่น มีพระโลมชาตชูชันแล้ว จึงตรัสกับหมอชีวก โกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ ชีวกผู้สหาย ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ศัตรูหรือ เหตุไฉนเล่า ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ตั้ง 1,250 รูป จึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอม เสียงพึมพำเลย หมอชีวก โกมารภัจจ์กราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดหวั่นเกรงกลัวเลยพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลย พระเจ้าข้า ขอเดชะ เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิดๆ นั่นประทีปที่โรงกลมยังตามอยู่ ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างพระที่นั่งไปจนสุดทาง เสด็จลงทรงพระดำเนินเข้าประตูโรงกลม แล้วจึงรับสั่งกะหมอชีวกโกมารภัจจ์ว่า ชีวกผู้สหาย ไหนพระผู้มีพระภาค หมอชีวก โกมารภัจจ์ กราบทูลว่า ขอเดชะ นั่นพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่. ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส ทรงเปล่งพระอุทานว่า ขอให้อุทยภัทท์กุมารของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้
พ่อครูว่า… ที่พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่เห็นพระพุทธเจ้าเพราะว่า พระพุทธเจ้านุ่งห่มเหมือนกับภิกษุทุกรูป เพราะสมัยนั้น พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ต้องเด่นกว่าใคร แต่ทำไมนั่งแล้วเหมือนกันหมด หมอชีวกฯก็เลยบอกว่าองค์ที่อยู่ตรงนั้น นั่งตรงนั้นๆ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาทั้งความรัก แล้วท้าวเธอทูลรับว่า พระเจ้าข้า อุทยภัทท์กุมารเป็นที่รักของหม่อมฉัน ขอให้อุทยภัทท์กุมารของหม่อมฉันจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด [93] ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วทรงประนมอัญชลีแก่ภิกษุสงฆ์ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย ถ้าพระองค์จะประทานพระวโรกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน พ. เชิญถามเถิด มหาบพิตร ถ้าทรงพระประสงค์ อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถพลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตรพลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง พวกบุตรทาส ช่างทำขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคำนวณพวกนับคะแนน (นักการบัญชี) หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใดที่มีคติเหมือนอย่างนี้ คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตรอำมาตย์ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้บ้างหรือไม่? พ. มหาบพิตร ทรงจำได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ มหาบพิตรได้ตรัสถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จำได้อยู่ ปัญหาข้อนี้ หม่อมฉันได้ถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว พ. ดูกรมหาบพิตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์อย่างไร ถ้ามหาบพิตรไม่หนักพระทัย ก็ตรัสเถิด อ. ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคหรือท่านผู้เปรียบดังพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ พระเจ้าข้า พ. ถ้าอย่างนั้น มหาบพิตรตรัสเถิด
วาทะของศาสดาปูรณะ กัสสป [94] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปูรณะกัสสป ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับปูรณะ กัสสป ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วหม่อมฉันได้กล่าวคำนี้กะปูรณะ กัสสปว่า ท่านกัสสปศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือพลช้าง พลม้า พลรบ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พนักงานจัดส่งเสบียง พวกอุคคราชบุตร พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะหนัง พวกบุตรทาส ช่างทำขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคำนวณ พวกนับคะแนน (นักการบัญชี)หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใดที่มีคติเหมือนอย่างนี้ คนเหล่านั้น ย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตนมารดาบิดา บุตรภริยา มิตร อำมาตย์ ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายฉันใด ท่านอาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่ เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูปูรณะ กัสสป ได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า ดูกรมหาบพิตร เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก ทำเขาให้ลำบากเอง ใช้ผู้อื่นทำเขาให้ลำบาก ดิ้นรนเอง ทำเขาให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ตัดที่ต่อ ปล้นไม่ให้เหลือ ทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียว ซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยว ทำชู้ภริยาเขา พูดเท็จ ผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาป แม้หาผู้ใดจะใช้จักรซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกน สังหารเหล่าสัตว์ในปัฐพีนี้ ให้เป็นลาน เป็นกองมังสะอันเดียวกัน บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียนบาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ด้วยการให้ทาน การทรมาน อินทรีย์ การสำรวมศีลการกล่าวคำสัตย์ บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ ย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้ (ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณะ กัสสป กลับตอบถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำเปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วง ฉะนั้น หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครูปูรณะ กัสสป ไม่พอใจ แต่ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป
วาทะของศาสดามักขลิ โคศาล [95] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูมักขลิ โคศาลถึงที่อยู่ ... ได้กล่าวว่า ท่านโคศาล ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง ... คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์ เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตร อำมาตย์ ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ท่านอาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่ เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูมักขลิ โคศาล ได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า ดูกรมหาบพิตร ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาสาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมเศร้าหมอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายหาสาเหตุมิได้ หาปัจจัยมิได้ ย่อมบริสุทธิ์ ไม่มีการกระทำของตนเองbไม่มีการกระทำของผู้อื่น ไม่มีการกระทำของบุรุษ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษ ไม่มีความบากบั่นของบุรุษ สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตะทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ล้วนไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร แปรไปตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ตามความประจวบตามความเป็นเอง ย่อมเสวยสุข เสวยทุกข์ในอภิชาติทั้งหก เท่านั้น หนึ่ง กำเนิดที่เป็นประธาน 1,406,600 กรรม 100 กรรม 5 กรรม 3 กรรม 1 กรรมกึ่ง ปฏิปทา 62 อันตรกัป 62 อภิชาติ 6 ปุริสภูมิ 8 อาชีวก 4,900 ปริพาชก 4,900 นาควาส 4,900 อินทรีย์ 2,000 นรก 3,000 รโชธาตุ 36 สัญญีครรภ์ 7 อสัญญีครรภ์ 7 นิคัณฐีครรภ์ 7 เทวดา 7 มนุษย์ 7 ปีศาจ 7 สระ 7 ปวุฏะ 7 ปวุฏะ 700 เหวใหญ่ 7 เหวน้อย 700 มหาสุบิน 7 สุบิน 700 จุลมหากัป 8,000,000 เหล่านี้ ที่พาลและบัณฑิตเร่ร่อน ท่องเที่ยวไป แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ ความสมหวังว่าเราจักอบรมกรรมที่ยังไม่อำนวยผลให้อำนวยผล หรือเราสัมผัสถูกต้องกรรมที่อำนวยผลแล้ว จักทำให้สุดสิ้นด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ ไม่มีในที่นั้น สุขทุกข์ที่ทำให้มีที่สิ้นสุดได้ เหมือนตวงของให้หมดด้วยทะนาน ย่อมไม่มีในสงสารด้วยอาการอย่างนี้เลย ไม่มีความเสื่อมความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นเลื่อนลง พาลและบัณฑิตเร่ร่อน ท่องเที่ยวไป จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูมักขลิ โคศาลกลับพยากรณ์ถึงความบริสุทธิ์ด้วยการเวียนว่าย ฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ครูมักขลิ โคศาล กลับพยากรณ์ ถึงความบริสุทธิ์ ด้วยการเวียนว่ายเปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง ตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ ตอบมะม่วง ฉะนั้น หม่อมฉันมีความดำริว่า ไฉน คนอย่างเรา จะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้ แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครู มักขลิ โคศาล ไม่พอใจ แต่ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งหลีกไป
วาทะของศาสดาอชิตะ เกสกัมพล [96] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูอชิตะเกสกัมพล ถึงที่อยู่ ... ได้กล่าวว่า ท่านอชิต ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือพลช้าง ...คนเหล่านั้น ย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์ เลี้ยงชีพในปัจจุบันด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน มารดาบิดา บุตรภริยา มิตร อำมาตย์ ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญบำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล ให้เกิดในสวรรค์ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฉันใด ท่านอาจบัญญัติสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่ เมื่อหม่อมฉันกล่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive