580419_วิถีอาริยธรรม-สันติอโศก-เรื่อง-มนุษย์ชมพูทวีป_อมรโคยาน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

580419_ วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและสมณะเพาะพุทธ สันติอโศก ชมพูทวีป-อมรโคยาน-อุตรกุรุทวีป

ส มณะเ พาะพุทธว่า … วันนี้วันที่ 19 เมษายน 2558 ที่สันติอโศก ช่วงนี้ พ่อครูกลับมาจากการไปร่วมงานที่บ้านราชฯ วันนี้พ่อครูจะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับชมพูทวีป ... เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่มีความหลากหลาย ใน พระไตรปิฎก ล. 20 ซึ่งมีสูตรที่เกี่ยวกับอะไรที่ควรเปิดเผยหรือควรปิดบัง …

ปฏิจฉันนสูตร [ 571 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง 3 อย่างนี้ ปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ 3 อย่างเป็นไฉน คือ มาตุคาม ปิดบังเอาไว้จึงจะงดงาม เปิดเผยไม่งดงาม 1 มนต์ของพราหมณ์ ปิดบังเข้าไว้จึงรุ่งเรือง เปิดเผยไม่รุ่งเรือง 1 มิจฉาทิฐิ ปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง 3 อย่างนี้แล ปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง 3 อย่างนี้เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง 3 อย่างเป็นไฉน คือ ดวงจันทร์ เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง 1 ดวงอาทิตย์ เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง 1 ธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้ว เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง 3 อย่างนี้แล เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง ฯ

และมีเรื่องรอยขีด 3 แบบ บนแผนหิน บนแผ่นดิน บนแผ่นน้ำ คือใครห้ามโกรธไม่ได้ ให้โกรธแบบเหมือนรอยขีดบนแผ่นน้ำ

และมีบุคคลหาได้ยาก 3 ประเภท คือ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสดงธรรมของตถาคต และกตัญญุกตเวทีบุคคล

และว่าด้วยบุคคลที่หาไม่ได้ 3 ประเภท

[ 555 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 3 จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก 3 จำพวก เป็นไฉน คือ สุปปเมยยบุคคล 1 ทุปปเมยยบุคคล อัปปเมยยบุคคล 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุปปเมยยบุคคล เป็นไฉน คือ บุคค

อ่านต่อ

ลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตไม่แน่นอน ไม่สำรวมอินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุปปเมยยบุคคล ผู้พึงประมาณได้โดยง่าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุปปเมยยบุคคล เป็นไฉน คือบุคคลบางคนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่โลเล ปากไม่กล้า ไม่พูดพร่ำเพรื่อ ดำรงสติมั่น มีสัมปชัญญะมีจิตตั้งมั่น มีจิตแน่วแน่ สำรวมอินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุปปเมยยบุคคล ผู้พึงประมาณได้โดยยาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัปปเมยยบุคคล เป็นไฉน คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ นี้เรียกว่า อัปปเมยยบุคคลผู้พึงประมาณไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 3 จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาจะเอาคำว่ามนุษย์มาขยายความให้ฟัง ในพระไตรฯ ท่านจะกล่าวถึงสัตว์เป็นจิตนิยาม ในมนุษย์นี่แหละมียอดนิยายของโลก ที่อาตมากำลังจะตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะคนเราไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ ที่จะเข้าถึง จิต เจตสิก รูปนิพพาน ถ้าไม่เข้าใจ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ไม่เข้าใจนามธรรมที่อย่างนี้จัดเข้าโลกีย์ ระดับต่ำมาก อบายนี่ในระดับต่ำกามภูมิ

กามภูมิเป็นภูมิของมนุสโลก มนุษย์ทั่วไป เราเรียกกามภูมินี้ว่าชมพูทวีป ที่จะต้องประกอบไปด้วย อาการ 32 (ทวัตติงสาการ) แล้วก็มามีอีกอาการหนึ่งคือ อาการ 33

อาการ 32 ท่านประมวลตั้งแต่ผมขนเล็บฟันหนัง ภายนอก จนถึงอวัยวะภายใน ที่รวมเป็นร่างกายมนุษย์เรียก อาการ 32 ว่าสุรภาโว ส่วนนามธรรม ท่านตรัสไว้คำเดียวว่า ตาวติงสาการ (อาการที่ 33 ) หรือเรียกภาษาไทยว่า ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในคนนี่แหละเป็นภพนามธรรม แล้วคนก็หลงดาวดึงส์นี่แหละเป็นอารมณ์สุข ที่เป็นอารมณ์ปลอม มันได้ก็เป็นสุข หากไม่ได้ก็เป็นทุกข์ มันก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น

เราจะไขเรื่องนี้แหละ ที่เรามามีร่างกายที่รู้ร่วมกันหมด เป็นสมมุติที่มีองค์ประกอบครบ อาการ 32 และอาการ 33 นี้ และจะเรียนรู้ได้ทั้งแบบดีและเลว แต่ถ้า คุณขาดอาการ 32 คุณจะกำหนดอาการสุขที่ว่านี้ไม่ได้ เพราะมันจะไปตามวิบาก

ที่นั่งกันอยู่ที่นี่หรือทางบ้านนี้เป็นมนุษย์ชมพูทวีปทั้งนั้น ที่จะสามารถมีภูมิเข้าถึงนิพพานได้ ตอนนี้เลื่อนมาอยู่ในเมืองไทยแล้ว แต่ก่อนอยู่ในอินเดีย แต่ตอนนี้ที่อินเดียเสื่อมไปแล้ว มีแต่ในเมืองไทยนี่แหละ

มนุษย์ชมพูทวีปคือความมีเหตุปัจจัยที่จะเรียนอะไรได้ครบ แต่คนไม่ค่อยเรียนรู้กลับไปเรียนรู้ความรู้เทคนิคโลกมากมาย แต่ความรู้ที่เป็นโลกุตระไม่มีแล้ว มีแต่ในอโศก ซึ่งที่อื่นเขากำหนดหมายว่า โลกุตระ แต่เขาก็กำหนดเนื้อหาสาระเป็นอีกแบบ เช่นทานนี่สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร ที่จะพาบรรลุโลกุตรธรรมเขาไม่รู้ในทิฏฐิ 10 จิตที่จะได้รับผล หุตัง ก็ไม่ได้แล้ว จิตที่จะบรรลุโลกุตระเขาก็ไม่ได้ เขาจะเข้าสู่โลกใหม่ก็ไม่ได้ เขาจะจมในโลกียะ เขาจะได้แค่ปรโลก แบบตายไปแล้วปรับใหม่ คนเราตาย ที ก็ปรับวิบากใหม่ได้ร่างสุรภาโว สติมันโตใหม่ แดนนี้แหละที่จะเรียนรู้ได้ทุกอย่าง จะเป็นมนุษย์ดาวดึงส์ มนุษย์อุตรกุรุทวีป มนุษย์บุพพวิเทหทวีป หรือ มนุษย์อมรโคยาน หรือโลกดาวดึงส์ หรือโลกพรหม ก็ได้หมด

ในมนุษย์ชมพูทวีปนี่จะได้เรียนรู้ครบในแดนนี้แหละ แดนอื่นเรียนรู้ไม่ได้ ซึ่ง อาการ 32 มันก็ทำอาการมันตามเหตุปัจจัย แล้วมันก็มีธาตุรู้หรือวิญญาณเข้าไปเกี่ยวข้อง จนบางอย่างเกี่ยวข้องไม่ได้ อย่างเล็บ ผม ขน ฟัน หนัง ที่ไม่รู้สึกได้แล้ว ส่วนลึกเข้าไปที่มีส่วนเชื่อมต่อก็รู้สึกได้ มันอาศัยธาตุน้ำเป็นเหตุปัจจัย น้ำเป็นสื่อให้ไปได้ แล้วธาตุน้ำนี่เดาไม่ได้ บางโลหะหรือธาตุบางอย่าง ไฟฟ้าวิ่งไปได้ เหมือนไม่มีน้ำ แต่พลังงานไฟฟ้าวิ่งไปได้ กระแสบางอย่างเราเรียกว่าคลื่นวิทยุบางอย่างไปได้ บางอย่างไปไม่ได้

สรุปก่อน มนุษย์ชมพูทวีปคือเป็นที่ๆ อื่นนอกจากแดนนี้ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะเอาอะไรมา ให้ศึกษาสมบูรณ์ได้ ใครจะมาศึกษาได้ก็ต้องอาศัยอาการ 32 พร้อม นี่แหละ ใครเกิดมามีอาการครบ 32 (ทวัตติงสาการ) และมีธาตุของนามคืออาการจิตที่มีความรู้สึกได้ ทั้งภายในและภายนอก สัมผัสกันอยู่ แล้วมีอายตนะด้วย เป็นเครื่องเชื่อมต่อ เป็นสะพาน ถ้าขาดอายตนะไม่มีการรับรู้ได้ อย่างมือนี่แตะของแล้ว แต่ถ้าอายตนะไม่เกิดก็ไม่รู้ว่าเย็นร้อน อ่อนแข็งแต่อย่างใด แต่ถ้ามีอายตนะก็จะรับรู้สึกได้ ดาวดึงส์ ( 33 ) จิต ก็มีทางออกทางสัมผัสรวมเรียก อายตนะ 6 ทั้งภายนอกและภายใน ไม่ขาดขณะ จะใช้เมื่อไหร่ก็ใช้อันนั้น ในสมัยใดใช้อันใดก็มีอันนั้น มีอันอื่นไม่ได้ แต่เรารู้เร็วได้ จนเหมือนรู้สองอัน ถ้าจิตคุณเร็วจะรู้เร็วกว่าอันอื่น อย่างแสงกับเสียงนี่คุณรู้ได้เร็วกว่ามันเลย จิตคุณเร็วก็รู้ได้ ทั้งภายนอกภายในไม่ขาดสาย ภาวะที่รู้อยู่ทั้งภายนอกภายในไม่ขาดสายนี่เรียกว่า สติมันโต จะเร็วหรือช้าก็อยู่ที่คุณฝึกเอา แล้วก็ปรุงแต่งกันอยู่ทั้งสองภาค คือทั้งภาครูปและภาคนาม

รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ แม้ตัวรู้นี้จะไปรู้นามด้วยกันเอง นามนั้นก็คือตัวที่ถูกรู้ เป็นรูปอย่างหนึ่ง

นามคือจิต แต่พอพูดถึง นามที่ถูกรู้ ก็คือรูป อันนี้เขาไม่ได้เรียนรู้กันเลย ในพระไตรฯ พระพุทธเจ้า ล. 14 ว่า นามมี 5 อย่างที่จะให้เรียนรู้ ในปฏิจจสมุปบาทคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ (สังขารแจกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ)

ใครไม่เข้าใจ เจตตา แล้วมีผัสสะก็เกิดนิทานเป็นมนสิการ ที่เกิดในโลก เป็นนิทานนิยายในโลก มีเรื่องเดียวคือเรื่องโลภ โกรธ หลง แต่ถ้าใครไม่มีโลภ โกรธ หลง นิยายเขามีเรื่องเดียวคือ อุเบกขา

เราคิดอะไรที่ว่า ทำไมสื่อไม่สื่อคนดีออกมาเลย เขาสื่อแต่คนชั่ว นิยายโลกจะสื่อแต่โลภ โกรธ หลง แต่นิยายที่มีคนดี คนมีเมตตานี่เขาไม่สื่อหรอก เพราะไม่ใช่นิยายที่เขามันส์ เขาไม่มันส์ด้วย เขาจะสื่อแต่เรื่องของเขา

ก็มีรูปกับนามปรุงแต่ง เมื่อยังมีอวิชชา องค์รวมของรูปกับนามที่เรียกว่า กาย ที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ สัตว์ทางจิตวิญญาณนามธรรม แล้วหลงปรุงแต่งรสชาติของสัตว์ขึ้นมาเป็นนามธรรมนั้น หาที่สุดมิได้ ไป บ่ ฮู้ ทีป (ทวีป) เลย ทวีปคือแดน แต่นี่ไปหาแดนหาทวีปไม่ได้เลย แล้วสร้างทวีปเองเป็นแดนบ้าๆ บอๆ ของคุณเอง คุณยึดคนเดียวก็สร้างคนเดียว แต่นี่พากันหลงยึดก็เป็นกันเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างที่มี ปรุงแต่งไปหาที่สุดมิได้ ติดยึดเป็นโลกียรส ผู้ใดมีอยู่ก็มีอยู่ แต่อรหันต์ท่านไม่มีรส แต่ว่าจำรสได้ มีสัญญารู้ได้

หรือรสปุถุชน กัลยาณชนก็เป็นรส.. ไม่หมดหรอก เพราะว่ารสนั้นเป็นอาการที่ 33 ชื่อว่า ดาวดึงส์ ซึ่งอาศัยอาการ 32 นี้แหละ คุณอย่านึกว่าน้ำเหลืองไม่ช่วยให้เกิดวิญญาณนะ อุจจาระของคุณถ้าอยู่ในตัวคุณมันมีส่วนช่วยให้เกิดอาการ 33 นะ แต่ถ้าถ่ายออกไปแล้วมันไม่ช่วยนะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังนี่ เป็นส่วนนอกที่ถ้าติดอยู่กับคุณนี่ทำให้เกิดอาการ 33 ได้ แต่ถ้าตัดออกไปแล้วไม่เกิดอาการ 33 ได้นะ

ตอนนี้เราเรียนธรรมะมีผู้เข้าใจได้เพิ่มขึ้นในภาษาธรรม อาตมาก็กำลังตามหาญาติ ลูกหลานตลอดเวลา ผู้แสวงหาก็ยังมี ก็ต้องเผยแพร่ไป ในสื่อโทรทัศน์ก็เป็นสื่อที่อาตมาใช้เผยแพร่ เป็นสื่อสำคัญหนังสือก็เผยแพร่แต่ออกไม่ไกล แต่ว่าโทรทัศน์นี่ออกได้ถึงกว่า แล้วก็เวียนซ้ำได้อีก

อาตมาว่า อาตมาได้อวดอุตรมนุสธรรมพอสมควร คำว่าอุตริ คืออุตระ คือเหนือสามัญของโลก มันเป็นโลกนามธรรมจิตวิญญาณ อาตมาทำงานมา 40 กว่าปี มีกลุ่มบุคคลเป็นปึกแผ่น จนตราว่าเป็นแผ่นดินพุทธที่ราชธานีอโศก เป็นบ้าราชฯ เมืองเรือ แล้วมีเรือเป็นกระสัยเป็นสื่อเป็นเครื่องนำ แล้วจะอาศัยน้ำ เป็นบ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน จะอาศัยไม้ ต้นไม้ที่เป็นพีชะ เป็นไม้แห้งไม้สดก็ตาม บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ คำว่างามนี้งามในภาษาธรรมนะ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ สะอาดจากอกุศล จากบาป จากทุจริต จากความไม่ดีไม่งามของมนุษยชาติ จะเจริญแต่กุศล เกื้อกว้างต่อมวลมนุษยชาติ แต่จะมีคนที่บริสุทธิ์ถึงอรหันต์ได้เป็นบ้านพิสุทธิ์ เมืองอมตะ คำว่าอมตะคือไม่ตาย คำว่าอมตะหรืออมระ (อมร แปลว่า ไม่ตาย)

คำว่า อมระ ถ้าประกอบกับคำว่า โคยาน เรียกว่า อมรโคยานหรือเรียกเพี้ยนไปเป็น อปรโคยานก็ ผู้ปฏิบัติธรรมถ้าถึงวิมุติ ก็คืออมตบุคคล ใน มูลสูตร 10 ที่มีฉันทะ เป็นมูล รากเหง้า (มูลกา) บางคนบางศาสนาอื่นเขามีฉันทะต่อศาสนาตนเองอย่างเดียว ไม่มีการเปิดจิตต่อศาสนาอื่นเลย แม้บางคนเป็นศาสนิกอื่นแต่มาศึกษาบัญญัติศาสนาพุทธได้เก่ง รู้มาก แต่ก็เพื่อเอาไว้พูดหรือเก่งเท่านั้น ไม่ได้ศึกษาแบบเข้าถึงอ่านจิตเป็นได้เลย

[ 225 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป ประเสริฐกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือไม่มีทุกข์ 1 ไม่มีความหวงแหน 1 มีอายุแน่นอน 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปประเสริฐกว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ พ่อครูว่า … นี่คือสิ่งที่เป็นคุณสมบัติวิเศษที่มนุษ ย์ อุตรกุรุทวีปเหนือกว่าอันอื่น แต่ มนุษย์อุตรกุรุปทวีป นั้นเป็นคุณสมบัติที่จะมีอยู่แต่ในมนุษย์ชมพูทวีปเท่านั้น ตายไปแล้วไม่มีมนุษย์อุตรกุรุทวีป แล้วมนุษย์อุตรกุรุปทวีปนั้นท่านจะต่อหรือจะตัดก็ได้ ตายหรืออยู่ต่อก็ได้ ท่านจะสูญเลย เลิกเลยก็ได้ แต่ถ้าจะอยู่ต่อภพภูมิก็ได้)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและ พวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 1 สุขทิพย์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ พ่อครูว่า...อายุทิพย์ คือ ยามา มีสุขทิพย์คือสุขเท็จ พวกอวิชชาต้องการไปเป็นมนุษย์ดาวดึงส์เท่านั้น แต่ต้องเป็นๆเท่านั้นจึงไปได้สร้างให้เป็นมนุษย์ดาวดึงได้เป็นพรหมก็ได้ด้วย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่า พวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้กล้า 1 เป็นผู้มีสติ 1 เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่า พวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1

พ่อครูว่า...อาการที่ 33 คือ จิต คือนามธรรม ตั้งแต่มีสติมันโต สัมปชาโน จนมีปัญญาแจ้งว่าอะไรควรมี อะไรไม่ควรมี จะสมาทานอย่างไหนก็รู้ ต้องถึงขีดที่จะรู้ได้ด้วย สรุปคือ มนุษย์ชมพูทวีป สามารถปฏบัติเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปได้ หรือจะหลงเป็นมนุษย์ดาวดึงส์ก็ได้ แม้ไม่อยากหลงแต่ก็หลงอยู่ มันยากจริงๆ

ผู้ถึงอรหันต์ท่านเสแสร้งให้เป็นเหมือนดาวดึงส์ได้ แต่คุณต้องหมดจริงๆ นะ แล้วจึงมีสัจจานุโลมมิกญาณ ค นที่ผ่าน มุญจิตุกัมยตาญาณ ก็ทำสั่งสมให้เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา จนเป็นญาณอุเบกขาที่ทนทาน สังขารุเปกขาญาณ สามารถปรุงร่วมอนุโลมให้เขาได้ แต่ก็จะประมาณให้พอเหมาะไม่หัวทิ่มบ่อไปด้วยกับเขา ท่านไม่ได้อยากได้อะไรแล้วท่านก็จะประมาณได้ดีไม่ให้เสียได้ แต่คนโลกๆ ไม่ประมาณหรอก..จะประมาท แต่อรหันต์แล้วท่านไม่ประมาท แต่ท่านจะประมาณ คนทั่วไปนิยมชื่อประมาณแต่เขาประมาท

ในมนุษย์ ...สามอย่างนี้มีสิ่งที่เหนือชั้นกว่ากันได้อย่างนี้ สรุปว่า มนุษย์ชมพูทวีปนี้แหละเป็นได้หมดทุกอย่าง เป็นอรหันต์ก็ได้ เป็นดาวดึงส์ก็ได้ เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปก็ได้ เป็นอรหันต์แล้วจะตั้งจิตต่อก็ได้ หรือจะปรินิพพานก็ได้ แยกธาตุน้ำเป็นออกซิเจนกับไฮโดรเจน พระพุทธเจ้าว่า เหมือนมะม่วงหล่นจากขั้วแล้ว แตกกระจายเอามาต่ออีกไม่ได้

ล. 20 ข. 520 พ ระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ นั้นเป็นสาวก ส่วนพระตถาคตนับไม่ถ้วน ท่านพระอานนท์ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคแม้เป็นครั้งที่ 3 ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ว่า ดูกรอานนท์ สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า อภิภู สถิตอยู่ในพรหมโลก ทำให้พันแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ ด้วยเสียง พระเจ้าข้า ส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า ทรงสามารถที่จะทำโลกธาตุเท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วย พระสุรเสียง ฯ พ ระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ เธอได้ฟังเรื่องพันโลกธาตุ เพียงเล็กน้อย ฯ ท่านพระอา นนท์ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นกาลเวลาแห่งเทศนาที่พระองค์ จะพึงตรัส ภิกษุทั้งหลายได้สดับธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ ระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่ง มีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์ พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขา สิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอปรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่า โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ดูกรอานนท์ ตถาคตมุ่งหมายอยู่ พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย ฯ ท่านพระอานนท์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคพึงทำ โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสน โกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งด้วยพระสุรเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมายอย่างไร ฯ พ ระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ พระตถาคตในโลกนี้ พึงแผ่รัศมีไปทั่วโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณ แสนโกฏิจักรวาล เมื่อใด หมู่สัตว์พึงจำแสงสว่างนั้นได้ เมื่อนั้นพระตถาคต พึงเปล่งพระสุรเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน พระตถาคตพึงทำ ให้โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง หรือพึงทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย ด้วยอาการเช่นนี้แล ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลว่า เป็นลาภของข้าพระองค์หนอ ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอ ที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้

เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะ ท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าศาสดาของท่านมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ ถ้าอานนท์ยังไม่หมดราคะเช่นนี้ พึงทำกาละไป เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา 7 ครั้ง พึงเป็นเจ้าจักพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ 7 ครั้ง เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น ดูกรอุทายี ก็แต่ว่า อานนท์จักปรินิพพานในอัตภาพนี้เอง ฯ จบอานันทวรรคที่ 3

พ่อครูว่า … ที่พวกคุณฟังเป็น ปรมัตถธรรม แต่ถ้าทั่วไปฟังก็จะเป็นบุคคลาธิษฐาน เป็นตัวตนแท่งก้อน บุคคล เราเขา มีรูปร่าง แต่เอาไปปฏิบัติไม่ได้ แต่ถ้าพวกคุณฟังนี่จะเอาไปปฏิบัติได้ ฟังเป็นธรรมาธิษฐาน

มนุษย์ชมพูทวีป คือ มนุษย์ที่มีร่างกายครบอาการ 32 พร้อมสติมันโต แล้วได้รวมทั้งอาการ 33 ที่เป็นดาวดึงส์ด้วย ที่คุณไปหลงความสุข เป็นอาการที่ 33 อย่างที่เขาตั้งหน้าตั้งตาหลอกกัน จนเป็นหนี้ก็เพื่อที่จะได้อาการ 33 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง เป็นวิมานหลอกคน หลอกให้หาเงินมาให้เข าอย่างหลงใหล แม้ถึงยอมเป็นหนี้ก็ยอมทำ ทุกคนแบบนี้ก็ตั้งจิตไปดาวดึงส์ทั้งนั้น เพราะอวิชชา

ถ้าศึกษาให้ดี จะพ้นอมรโคยาน กับ อุตรกุรุทวีป คำว่าอมรโคยาน คือผู้มีการดำเนินไปสู่อมร หรืออมตะ ก็คือมนุษย์อุตรกุรุทวีป คือผู้ผ่านมนุษย์แล้ว

ในมูลสูตร หากใครศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแต่ทำมนสิการไม่เป็น ทำใจในใจไม่เป็น ต้องทำจิตเป็น ทำให้หยุด ทำให้อ่อนจาง แข็งแรงขึ้น หนา แรง หรือเบาได้ หรือทำให้หยุดไม่เกิดเลยตลอดกาลก็ได้

มนุษย์ที่มีอุตระได้ และเป็นกุรุ เป็นครูเขาได้แล้วนี่คือ อุตรกุรุทวีป คือเป็นตัวเป็นคือรูป ส่วนอมรโคยานคือตัวรู้เป็นนาม

แล้วก็มี บุพพวิเทหทวีป คืออดีต เป็นก้อนเป็นแท่ง เป็นเทวหวัตถุแท่งทึบ รวมอวกาศหมด ทั้งพลังงานและสสารทั้งหมด คำว่า วิ มีสองนัยคือวิเศษกับโง่ รวมแล้วในนี้หมด บุพพวิเทหทวีป คนไม่เรียนรู้อดีตตนว่าสั่งสมเป็นอนุสัยเท่าไหร่ สั่งสมแล้วเป็นของจริงในแดนจิตตน คุณเอาไปทิ้งไหนก็ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้ แค่กัมมันตรังสีก็ไม่รู้จะไปทิ้งไหนเลย เอาใส่ที่กักไว้แล้วไม่ให้ระเบิดออกมาเท่านั้น แต่อนุสัยก็คือระเบิดปรมาณูที่ไม่ระเหิดระเหยไปไหม ทำอย่างไรก็ต้องมีตัวกั้น ไม่ให้อยู่ใกล้ ให้ไกลออกไปในที่ไหนๆ เลยก็พ้นได้ จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็พ้นได้ คุณปฏิบัติมนสิการได้ ที่แดนเกิด เป็นสมุทัย ต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะปฏิบัติไม่ได้ พร้อมอาการ 32 ที่มีสัมผัส แล้วเกิดการรับรู้ แล้วจะพัฒนาให้ดี หรือทำให้หายนะก็ได้

ต้องมีสมุทัย คือ ผัสสะ แต่ถ้าออกป่าเขาถ้ำก็ไม่เข้าทางพุทธ แต่ถ้าของพุทธจะไปศึกษาบ้างในป่า ก็ได้แต่ก็ไม่ใช่ทางเอก ในสิ่งที่สะสมไปแล้วแก้ไม่ได้แต่สั่งสมกรรมใหม่เป็นมนุษย์อมรโคยาน และอุตรกุรุทวีปได้ อมรโคยานเหมือนตนหน เป็นนามเป็น kinetic energy แต่อุตรกุรุทวีปเหมือนรูป เป็นต้นกล เป็น potential energy แต่ต้องปฏิบัติที่ชมพูทวีปนี้เท่านั้น ต้องมี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส นี้เท่านั้น ปฏิบัติมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วจะรวมลงที่เวทนา เป็นธรรมะสอง ที่รวมลงเป็นหนึ่ง ทำทีละคู่ จนแล้วเป็นหนึ่งแล้วก็มีส่วนสองอยู่

จะมีอาการ 32 อยู่ พร้อมวิญญาณ คุณก็จะสามารถรู้ทั้งเคหสิตเวทน และเนกขัมสิตเวทนา แล้วทำให้เป็น อุเบกขา เนกขัมมะอย่าง ที่เรียกว่า นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เป็นอมตบุคคล ทำได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตก็ตัดสินได้ว่า กิเลสสูญ ตัดสินเอง

เมื่อคนปฏิบัติธรรมจ ะทำให้เกิดสั่งสมเป็นสมาธิ เป็นประมุขเป็นฌานมีกิเลสลด ตั้งมั่นเป็นมาหิตัง จิตตัง ตั้งมั่นแล้ว จะมีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่งในตน เป็นสติของมนุษย์อุตรกุรุทวีป ไม่ใช่ว่าจะรู้เร็วไว ตลอดเวลาเลย ขึ้นอยู่กับชวนจิตของใคร ถ้าจะเร็วที่สุดต้องยกให้พระพุทธเจ้า หรือให้อรหันตสาวกใหญ่ท่าน อาตมาไม่เร็วต้องแบ่งมาใช้ทางเร็วและทางแข็งแรง เอาอันไหนมาใช้ก็จะพร่องอีกอัน นี่ไม่ได้พูดเพื่อโก้เก๋อะไรนะ

สั่งสมเกิดสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นอุตระ อยู่เหนือ ผู้ครบสมบูรณ์ด้วยขั้นนี้ ในมูลสูตร มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58 )

ผู้มีวิมุติคืออมตบุคคล นี่คือ อมรโคยาน หรือ อุตรกุรุทวีป ที่จะเป็นธัมมกถึกต่อไป แล้วเป็นผู้เผยแพร่ธรรม สอนธรรม เปิดเผยธรรมะของพระพุทธเจ้า . .. แต่ผู้เป็นธัมกถึกที่ไปสอนคนตอนนี้ ไม่มีคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนคนอื่น จึงมัวหมอง

ผู้อมตะคือต้องอาศัยมนุษย์ชมพูทวีปนี้ศึกษา จึงจะเป็นอมตบุคคลได้ หรืออมรโคยาน และอุตรกุรุทวีป

เราเป็นโสดาบันก็สอนแค่โสดาบัน แต่ถ้าไม่มีเลยแม้แค่โสดาบันก็อย่าสอนเลย สอนแล้วไม่มีใครได้หรอก ได้บาปคือคุณได้บาปนั่นแหละ อย่าสอนเลย แต่นี่เผยแพร่กันไปในโลกเลย ไม่ควรทำ เมื่อผู้เป็นอมตบุคคล สุดท้ายก็นิพพาน เป็นที่สุด ท่านจะปรินิพพานหรือไม่ก็เรื่องของท่านอย่าไปยุ่งกับท่าน

สายเถรวาทไม่เข้าใจเรื่องนี้และยากมาก ที่อาตมาเปิดเผยนี้เป็นโอปปาติกสัตว์ทั้งสิ้น อาตมามีหน้าที่จะมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ ถ้าอาตมาไม่มาจะรู้กันไหมนี่ แล้วขณะที่อธิบายไปนี่รู้กันเท่าไหร่? ...ส่วนใหญ่ก็พอรู้ได้ อาตมาก็ไม่สูญเปล่า อาตมาก็ทั้งเคี่ยวเข็นเคี่ยวข้นให้ปฏิบัติ ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติให้ได้ เพราะโลกต้องการ

อาตมาประกาศไปแล้วว่ามนุษย์ชมพูทวีปนั้นได้เกิดแล้วในเมืองไทย ที่จริงก็คือแดน แต่มันไล่เสพแต่ดาวดึงส์ ไม่มาเรียนมนุษย์อุตรกุรุปทวีป มันเอาแต่ดาวดึงส์จะเอาแต่โลกีย์ แต่ขณะนี้มีคนมาเรียนอุตรกุรุปทวีปบ้างแล้ว ได้บ้างแล้ว มีอมรโคยานแล้ว บางคนมียานล้ำหน้าอาตมาก็มี แล้วแยกตัวไป การแยกตัวนี้พระพุทธเจ้าว่าอนันตริยกรรมข้อที่ 6 เคยสัมมาทิฏฐิแล้วหนีไปอยู่กับใครหรือตั้งตนเองใหม่ มาขัดแย้งกับสิ่งสัมมาทิฏฐิ เป็นอนันตริยกรรม น่าสงสาร

ลักษณะมนุสโส คือเขาเจตนาให้จิตสูง ใครเข้าใจก็จะรู้ว่ามนุษย์ดาวดึงส์ก็อยู่ในชมพูทวีป ซึ่งถ้าตายไปแล้วก็จะไปอยู่ดาวดึงส์ ดาวดึงส์นี่คือของเท็จ มันจึงมีอนิจจังเร็ว แต่อยากได้นี่มันฝังในอนุสัย ฟังให้ดี อยากได้นี่แหละเป็นแกนหลักของชีวิต คืออยากได้เป็นตัวจิต เป็นอนุสัย ส่วนเสพนั้นได้ตามเหตุปัจจัย คุณตายไปแล้วเป็นดาวดึงส์นั้นไม่มีจริง คุณสุขได้แ ต่บำเรอก าม ได้อัตตา แต่ว่าตายไปแล้วไม่มีโอฬาริกอัตตา ตายไปแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไว้เสพนะ แต่ความอยากได้คุณก็ยังมีอยู่ คุณก็ไม่ได้เสพ แล้วก็ยิ่งอยากได้ก็ยิ่งดิ้นรนไปหา ไปเอา เมื่อไม่ได้ก็ยิ่งดิ้นไป นี่คือนิรยภูมิ คือภูมิร้อน เป็นความร้อนที่ยิ่งกว่าพระอาทิตย์กี่ลูกก็ตาม ใครอยากได้อยากร้อนก็เอาเลย อยากเข้าไป...มาศึกษาให้ลดความอยากความเสพนี่แหละจะบรรเทาได้

ดาวดึงส์เป็นความหลงในสัญญาแวบเดียว แต่ตัวจริงที่ได้คือนรก ทั้งนั้น ดาวดึงส์ได้แค่สัญญาแต่ละแวบที่สุข แต่อุตรกุรทวีปคือผู้พ้นแล้ว อย่างอนาคามีก็พ้นกามคุณแล้วมีส่วนเหลือแต่ รูปราคะ อรูปราคะ มีมานะที่ใหญ่แต่กับตนเองไม่ไปใหญ่กับใครแล้ว โอฬาริกอัตตารู้แล้ว ถ้าถึงมนะแล้วเหลือแต่อรูปอัตตา บางรูปเป็นอนาคามีจึงไม่มาเกิดแล้ว อยู่ในสุธาวาส ก็นานมากไม่มีอุปกรณ์ในการฝึกฝน แต่ท่านก็ไม่ทุกข์อะไร อยู่ในสุทธาวาสไปอีกนานเท่านาน

ผู้ที่ต้องการสิ่งประเสริฐต้องกล้าทิ้งดาวดึงส์ ทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ ทิ้งรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน