580617_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เชิญฤาษีออกจากภพ เชิญกบออกนอกกะลา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์387 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

580617_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เชิญฤาษีออกจากภพ เชิญกบออกนอกกะลา

พ่อครูว่า...เรื่องขายสดงดเชื่อนี้ ขอย้ำเลยว่าต้องทำให้ได้ทำไม่ได้ไม่ใช่เลือดอโศก ไม่อย่างนั้นไม่ได้หรอก เป็นเชื้อโรคร้ายทำให้คนติดนิสัย เป็นระบบทุนนิยมอันเลวร้าย

วันนี้มีคนนิมนต์ให้เทศน์กัณฑ์ "เชิญฤาษีออกจากภพ เชิญกบออกนอกกะลา"

เป็นลักษณะของคน ที่ในศาสนาเขาก็เข้าใจผิด ทางโลกก็เข้าใจผิด ที่ใช้ภาษาว่า ฤาษีออกจากภพ เชิญกบออกนอกกะลา ก็คือคนที่ไม่รู้จักภพ ไม่รู้สภาวะ ฤาษีนี้ไปติดยึดในภพ ส่วนมากจะไม่เอาถ่านสังคม ออกป่าเขาถ้ำ ไปอยู่แต่ผู้เดียว คือความสุดโต่งอย่างหนึ่งของศาสนา เหมือนกบในกะลา ไม่รู้เหนือใต้ ไม่รู้วันเวลา นิ่งเงียบดับ ไม่ได้ใช่กรรมให้เป็นประโยชน์คุณค่า อย่างกับกบในกะลา หรือ กบจำศีล มันอยู่ในดินที่เป็นโพรง

ลักษณะเช่นนี้คือเห็นแก่ตัวเต็มรูปแบบ เห็นแก่ตัวเองเอาแต่ตัวเองเลย มันผิดลักษณะของสัตว์โขลง คนเป็นสัตว์โขลงที่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูลกัน ถ้าจิตดีจะเป็นเช่นนั้น แต่จิตไม่ดีก็ทำร้ายฆ่าแกงกันเป็นสัจจะวนเวียน ตามยุค แต่ยุคนี้มาก ซับซ้อนหลอกหลวง ดราม่า ตนเองแสนอำมหิตแต่หลอกว่าตนเมตตา หลอกจนคนเชื่อ เลวร้ายแรงมากซับซ้อนมาก

ศาสนาพุทธมีสองทิศ ทิศหนึ่งหลงฤาษีติดภพ แล้วอีกทิศเป็นเทวดาที่จะสุดโต่งอีกทาง คือเทวดาที่กว้างเกินเป็นเทวดาหลงขยายจักรวาลไม่สิ้นสุดนั่นก็สุดโต่งอีกแบบ

พวกติดภพคือศรัทธา เจโต ดูจะไม่เป็นภัยแก่ใคร แต่ทำตนให้เป็นสัตว์ไร้ค่าไปเลย พระพุทธเจ้าก็มาสอนเรื่องนี้ แม้จะอยู่กับสังคมก็ไม่เป็นเทวดาสร้างจักรวาลไม่สิ้นสุดก็ไม่เอา ตอนนี้พวกหลงจักรวาล star wars รบกันนอกโลกวุ่ยวายกัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนเรื่องนี้ให้เลิกเรื่องนี้

พวกที่เป็นฤาษีเป็นกบก็ไม่คิดอะไรให้จิตนิ่งสงบที่สุ

อ่านต่อ

ด ไม่วุ่นวายแย่งชิงกับใคร ก็ยังอยู่ดีกว่าเทวดาที่ไปแย่งจักรวาลฆ่าแกงกัน มาถึงยุคนี้ความรู้ของพุทธกร่อนเหลือแต่ ดีที่สุดแค่กบในกะลา แม้จะดีที่สุดก็เอาแต่ของเราหมู่เราหรือยึดของเราเป็นเรานี่คือติดภพ

ของพุทธเราจะทำพลังงานสองให้เป็นหนึ่ง ทำอิตถินทรีย์ให้เป็นปุริสสินทรีย์ แต่พวกฤาษีจะทำไม่ได้เพราะไม่มีการสัมผัส แม้แค่อธิวจนสัมผัสโสก็ไม่มีคือแม้แต่ชื่อก็ไม่เรียก แล้วยิ่งที่กระทบสัมผัสภายในก็ไม่ได้ศึกษา ก็ปิดประตูนิพพานเลย นั่งสงบฤาษีดับปี๋เป็นฤาษีหรือพรหมสุภกิณหะ นึกว่านิโรธ ซึ่งไม่ใช่ นิโรธของพระพุทธเจ้าคือดับกิเลส

ติดคือยึดตกคือตกภพ ใครจะทำอะไรฉันก็ไม่เกี่ยว ฉันชอบอะไรก็ทำของฉัน นั่งแคะขี้เล็บ นั่งเกลาขี้กลาก ไม่สนใจใคร ใครจะเป็นจะตาย จะมีการงานอะไรก็ไม่ยุ่งเกี่ยว อยู่กับหมู่นี่แหละแต่ก็กินแรงหมู่ หมู่จะต้องใช้สะพัดช่วยโลกก็ไม่ช่วยเลย ตอนนี้เราลดราคาปุ๋ยเราลงเพื่อช่วยประชาชน ที่บ้านราชฯ ตอนนี้ขายถูกลงมาก เราต้องทำของดี ราคาถูก ขายสด งดเชื่อ

ระบบเงินเชื่อนี่เลวร้ายมาก ใช้ความเป็นเจ้าหนี้เป็นอำนาจ เราต้องเลิกระบบขายเชื่อซื้อเชื่อมันทำให้นิสัยเรามักง่าย เราพยายามพัฒนาทุกอย่างเพื่อช่วยประชาชน เราทำขยะที่มีทั้งขยะแห้งที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เราก็ทำลายทิ้ง ขยะอันไหนใช้ได้เราก็เอามาใช้ใหม่ อะไรหมดทางก็ reject ไป นั่นคือขยะวัตถุ

อาตมาเอาขยะมาพูดไว้เป็น ๓ อาชีพกู้ชาติ หรือ ๓ อาชีพเพื่อมนุษยชาติ

ผู้ที่เป็น ฤาษีติดภพ เป็นกบในกะลา นี่แหละคือ ขยะสังคม

ขยะสังคม ขยะมันทำอะไรใครไม่ได้มันเป็นขยะแห้ง แต่ถ้าเป็นขยะเปียกนี่มันเน่าได้เกิดแบคทีเรียเป็นโรคระบาดได้ ขยะที่แตกตัวเป็นแบคทีเรียเราก็ไม่ทำ ขยะแห้งก็ไม่ให้เป็นกัมมันตภาพรังสี ถ้าเราไม่ทำถึงนิวเคลียร์ก็ปรับได้ แต่ถ้าถึงระดับนิวเคลียร์ก็ปรับยาก เพราะมันแตกตัวถึงกัมมันตรังสีพิษ ต้องมีความแรงมากของนิวตรอนที่แรงมาก แล้วเกิดปฏิฆสัมผัสโส กระทบกระแทก ถึงระเบิดออกมาก็แตกตัวเป็นภัย ที่จะเป็นภัยมาก็นิวเคลียร์ฟิชชั่นแตกตัวไอโซโทป เป็น chain reaction ไกลไม่มีที่สิ้นสุดแต่มันก็จางคลายลงเป็น half life ถ้าเราทำให้ระเบิดเราก็คุมให้ระเบิดได้สัดส่วน ถ้าเราคุมตัวพิษได้ ตัวพิษของวัตถุเราคุมไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำเลย เราจะไม่สร้างระเบิดนิวเคลียร์แม้จะทำได้

เรามาจัดการที่คน ไม่ให้คนมีใจจะไปสร้างระเบิดนิวเคลียร์ โดยการจัดการนิวเคลียร์ กำหนดค่าของพลังงาน ที่ถึงขั้นรู้จัก genome สูงสุด genome ของมนุษย์เป็นข้อมูลพันธุกรรม สามารถควบคุมถึง mitochondria genome

ในวัตถุเขาไม่รู้ genome หมด แต่ในชีวะเขารู้ genome มีพลังงานเกิดเคลื่อนไหวก็เป็นเชื้อของพลังงานจิต ที่เป็นต้นทางการเกิด chromosome อยู่ใน gene ใน DNA มี genome ศาสนาพุทธเรียนถึง genome เรียนถึงเวทนา

ตัวเวทนานี่แหละคือ Atom มี สามพลังงานนี้

อิเล็กตรอนคือพลังงานอิตถีภาวะ(อิตถีลิงค์) พลังงานโปรตอนเป็นปุริสสภาวะ (ปุงลิงค์) พลังงานนิวตรอนเป็นนปุงสกลิงค์ คือไม่มีเพศ(นปุงสกลิงค์)

พระพุทธเจ้าให้อ่าน kinetin energy ที่มันเคลื่อนเป็นเพศชาย/หญิง หรือ บวก/ลบ เราสามารถรู้สภาวะนามธรรมในจิต ตั้งแต่กระทบสัมผัส มีพลังงานเกิดเป็นเวทนาก็เรียนรู้ เวทนาในเวทนา เป็นเวทนา ๑๐๘ ตัวสำคัญคือ มโนปวิจาร ๑๘ มีโลกียะ/โลกุตระได้ แล้วสามารถควบคุมพลังงานเคหสิตเวทนาที่เป็นพลังงานกัมมันตภาพรังสีพิษไม่ให้เกิด ให้เป็นพลังงานเนกขัมสิตเวทนา

ควบคุมได้ก็เป็นเอกบุรุษ เป็นสัตตบุรุษ มีมัตตัญญุตา ควบคุมอย่างได้สัดส่วน แม้จะเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นก็ควบคุมพลังไม่ให้ไปรุนแรงต่อบุคคลใด แต่ให้เป็นพลังงานไปแก้ไขปรับปรุงคนได้ หรือปล่อยพลังงานต่อส่วนหมู่กลุ่มก็ไม่เป็นพิษ ทุกขนาด เพราะรู้จักอัตถะ ธรรมะ รู้จักองค์รวมหรือส่วนย่อย รู้พลังงานที่ดีที่สุด มีชีวิตชีวะอบอุ่นดีงามสดชื่น ภาษาของชีววิทยาเรียกว่า cytoplasm

สรุปคือควบคุมพลังงานพิษได้ ไม่ว่า fission หรือ fusion เพราะรู้จักโครโมโซมทั้ง ๔๖ แท่ง ซึ่งมีอยู่ ๒๓ คู่ ซึ่ง ๒๒ คู่นั้นเหมือนกันหมด เป็นรูปร่างเหมือนตัว X ซึ่งมันมีขาสั้นขายาว ขาบนมันสั้นขาบนมันยาว ก็มีชื่อเรียกต่างกันไป มันมี ๒๓ คู่ แต่ ๒๒คู่นี้ เป็นXX เหมือนกัน แต่มีคู่สุดท้ายที่ ๒๓ นี้ต่างกัน ของชายเป็น XY ของหญิงเป็น XX

มันมีแรงที่จะไปทำอะไรแก่คนอื่น พลังงาน XY นี้เป็นพลังงานซับซ้อนที่เป็น potential energy คนไม่รู้ก็รู้แค่ว่ามันต่างกัน แต่สุดท้ายเลย ทางวิทยาศาสตร์จึงปล่อยทิ้งเลย เขาทำอะไรพลังงาน XY นี้ไม่ได้ นี่คือพลังงาน genome ที่มีสองสภาพเหมือนกัน เขาแยกไม่ออกส่องกล้องไม่รู้ ตัว DNA นี้เป็นตัวควบแน่น ส่วน genome คือ sperm ส่วน gene คือ ไข่

อยู่ใน gene ก็เคลื่อนที่ดิ้นได้ คือ kinetic energy ส่วน DNA นี้เป็น static energy จริงๆ DNA คือเพศชาย เป็น XY แต่จริงๆมันมี XX แล้วมี Y อีกหนึ่งเป็นของแถม เมือเรียนรู้ Y นี้ไม่ได้ควบคุมไม่ได้ก็เป็นกัมมันตรังสีพิษ ผู้คุมได้จะเปลี่ยนจากความรู้สึกร้ายมาเป็นความรู้สึกดี ความรู้สึกโทสะมาเป็นไม่มีโทสะ ความรู้สึกราคะรุนแรงมาเป็นความรักเพื่อมวลมนุษยชาติ เป็นความรักมิติที่ ๗ รับใช้มนุษยชาติ ทำงานเพื่อมนุษยชาติ พระเจ้านี่เหนื่อยที่สุด ยิ่งสังคมโลกตีกันมากพระเจ้ายิ่งเหนื่อยไปห้าม

ผู้คุม XY หรือ XXY ได้ ในธาตุของชายจะมี XXY ไม่ใช่มีแค่ XY แต่คนอวิชชาจะมองไม่เห็น คิดว่าเป็นแค่ Y แต่ที่จริงมี X อยู่ มันมีมากกว่าเพศหญิงที่มีแค่ XX แต่เพศชายมี XXY นี่คือ genome ที่เป็นตัวแปรสำคัญ เราก็ทำ genome จากที่มันเป็นพิษไม่รู้ดีรู้ชั่วทำร้ายคน ก็ให้เป็นพลังงานดี มีพลังงานเปลี่ยน Y มาเป็น X โดยคลี่ขา Y ให้มาเป็น XX ก็ได้พลังงานเพิ่มมา

ถ้าสามารถอ่านอาการเวทนาที่เป็นโทสะ เป็นกามที่รักที่ไม่รวมกันอย่างกลมกลืน แต่รักอย่างแน่นเกินไป หรือมันมาอาศัยรักกันแบบกาม สัมผัสเสียดสีก็ไม่มีแล้ว ส่ิงเหล่านั้นไม่มีแล้ว สรุปคือรักอย่างไม่เป็นกาม รักอย่างไม่เป็นภัยคือความรักมิติที่ ๗ เป็นความรักที่เป็นโครโมโซมชีวิตที่ไม่เป็นพิษภัย สมบูรณ์แบบ

ผู้เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าอ่านอาการจิต ที่เป็นพลังงานที่อ่านได้ เป็นอาการ ลิงค นิมิต จนสามารถ จัดการให้เป็นพลังงานสองให้กลายเป็นหนึ่งได้ มีสองขาก็ได้เป็นขาเดียวก็ได้ ไม่ทะเลาะกันอยู่ด้วยกันอย่างดี นี่คือสุดยอดพลังของพระพุทธเจ้า

อาตมาทำงานมาครบ ๔๕ ปีแล้ว กับอีก ๑๒ วันพอดี ที่ขยายความวันนี้ละเอียดนะ ปรมัตถ์ลึกๆมักมาขยายที่ศีรษะอโศกเป็นที่แรก เป็นหัวสมองนะ ถ้าหัวสมองดีก็ดีไป แต่ถ้าเกเรก็แย่

ผู้ศึกษาจะรู้รายละเอียดพวกนี้หากเป็นฤาษีติดภพก็ไม่ได้เรียนรู้ ไม่สามารถทำให้พลังงานจิตตน บริสุทธิ์ สมบูรณ์ได้ พระพุทธเจ้ามีทฤษฎีเลย ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยไม่ใช่เอาแต่หลับตาเข้าภพ แต่การนั่งหลับตาสงบก็ใช้เป็นอุปการะได้ อาตาตอนเช้าๆก็ทำ คุยกับเทวดาในภพ เตวิชโช มีได้ทั้งของเก่าและส่ิงใหม่ที่เพ่ิมมาได้ วันนี้ที่ขยายความได้ถึงที่สุด ผู้มีปัญญาจะรู้ว่าคือพลังงานตัวจบ ถ้าใครควบคุมพลังงานนี้ได้จัดการตัวพลังงานโทษไม่ให้เกิดได้ เป็นอมตบุคคลควบคุมการเกิดการตายได้ เมื่อไม่ให้เกิดก็ไม่มีการตาย เป็นผู้ที่ใช้พลังงานแบบ อมรโคยาน คือพาหะที่จะดำเนินไป (โค) อย่างอมระคือไม่เป็นพิษเป็นภัยไม่ให้เกิดการตาย

ส่วนผู้ไม่รู้จะเป็นอปรโคยาน ปล่อยเป็นพิษไปอย่างอวิชชา ก็จะมีธาตุใหม่เป็นพิษที่คุมไม่ได้เกิดตลอด มนุษย์อุตรกุรุทวีปจะรู้อปรโคยาน อมรโคยานแล้วจะคุมการเกิดการตายได้ กำหนดการเกิดตายให้พลังงานได้ประมาณพลังงานให้แรงเท่านี้เป็นลหุตาได้ ในวิการรูป ให้เบาเท่าที่ควร แล้วให้มันทำงานอย่างกัมมัญญตาได้อย่างดีงาม เพราะจิตเป็นมุทุภูตธาตุ เป็นจิตที่ไวทั้งปัญญาทั้งจิต รู้ลึกเร็วมากแล้วปรับเป็นคุณได้หมดไม่เป็นโทษเลย ปัญญาก็ไว เจโตก็เร็วปรับได้ไม่กระด้าง ผู้ใดมีจิตแข็งเหมือนฤาษีติดภพ เหมือนกบในกะลา

ถ้าดื้อโง่ก็ไม่รู้คือ ถีนังมิทธัง

ถ้ารู้นะแต่ไม่เอาเรียกว่า อุทธัจจะกุกกุจจะ คือรู้นะว่าดีแต่ปล่อยหายไป รู้แต่กูจะดื้อ ส่วนพวกดื้อที่ไม่รู้คือพวกโง่ไม่รู้ตัว พวกดื้อไม่รู้นี่พอสงสารเพราะเขาไม่รู้จริงๆ ส่วนพวกปัญญาน่ะรู้ว่าอะไรผิดหรือถูก กูก็ไม่เอาด้วย กูจะขวางเช่นนี้ พวกนี้คบยาก คบไม่ได้

พวกกบในกะลาหรือฤาษีติดภพคือส่วนมากไม่รู้ ต้องออกมาให้รู้ ให้เขาแคะเขาตีให้แตกก็จะได้รู้ขึ้นมาไม่เช่นนั้นก็แข็งเป็นก้อนเช่นนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอน เจโตปริยญาณ ๑๖

นอกจากรู้ ราคะ โทสะ โมหะ แล้วให้ลด เป็นวีตราค วีตโทส วีตโมห ได้ถ้าลดได้ก็มีปัญญา เมื่อจัดแจงได้ตอนแรกก็ยังไม่ดีเป็นคู่ ถีนนังมิทธังกับอุทธัจจะ กุกกุจจะ ก็ได้เป็นสังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตตัง

คือคนลดกิเลสได้แต่สายถีนังมิทธังคือสังขิตตจิตก็จะจับตัวเป็นก้อน ยังไม่สมบูรณ์ก็ต้องทำต่อให้เป็นมหรรคตจิต เจริญขึ้น ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เจริญต่อ

สายอุทธัจจะก็เป็นวิกขิตตังจิตตังก็ฟุ้ง หากทำได้ต่อก็เป็นมหรรคตจิต เจริญเรื่อยๆเป็นสอุตตรจิต แล้วดีกว่านี้ยังมีอีก จนทำได้เป็นอุตตรังจิตตัง เป็นสมาหิตัง เป็นวิมุตจิต มีทั้งความรู้ตั้งมั่นแข็งแรงบริบูรณ์ เป็นเจโตปริยญาณ ๑๖ ครบทุกอย่าง

ธรรมะพระพุทธเจ้ามีครบทุกอย่าง ก็อย่าติดภพ ถ้ารู้ว่าตนขี้เกียจไม่อยากไปช่วยกลุ่มก็ต้องฝืนตนเองออกมา คนไม่ค่อยเข้าประชุมก็ต้องหมั่นเข้าประชุม ยิ่งมีอำนาจในการจัดการ แล้วคนอื่นเขายอมด้วยแล้วไม่เข้าประชุมก็เอาแต่ความเห็นตนทำไปก็จะเสียหาย หรือเป็นกบในกะลาก็คือสวะของหมู่ เป็นปาราสิต เป็นตัวเกาะกินหมู่เท่านั้นเอง เราจะต้องมาร่วมกับหมู่อยู่กับหมู่ไปเรื่อยๆ อะไรรับไม่ได้ก็เอาไว้ก่อน อะไรรับได้ก็ทำ

เจตนาให้เกิดปฏิกิริยาเกิดพลังงานกระทบกันเอง แล้วสามารถทำให้เกิดสงบรำงับ ปฏิปัสสัทธิ

โดยมี ปฏิฆสัมผัสโส-ปฏิกิริยา-ปฏิปัสสัทธิ แล้วมีวิการรูป จัดสภาพ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา อย่างมีกายวิญญัติ วจีวิญญัติที่คุมได้ ปล่อยออกมาสู่โลก

นิวเคลียสของชีวะก็มีโครโมโซมเป็นสาย

ถ้าเป็นพลังงานฟิสิกส์แตกตัวเป็นพลังงานนิวเคลียร์ fission หรือ fusion แต่เขาคุมไม่ได้ ให้มันแตกตัวไปทำลาย ฮิโรชิม่า นางาซากิ เป็นพลังงานที่ไม่รู้ เป็นพิษแรง เป็นกัมมันตภาพรังสีที่ร้ายแรง เช่นเดียวกับนัยทางจิต อำมหิตมากๆระเบิดแรงฆ่าแกงกัน รักมากๆก็กลืนกินกันตายคาปากได้เลย มันรุนแรงก็เป็นเช่นนั้น

แต่ผู้รู้จะประมาณได้อย่างปโหติ จัดแจงตรงสังกัปปะ จัดสัดส่วนตั้งแต่ในใจ เมื่อปล่อยจากมโนสู่วจีก็พอเหมาะไปสู่กัมมันตะก็พอเหมาะ ไปสู่อาชีวะก็พอเหมาะ เลี้ยงชีพทั้งเราทั้งเขาก็พอเหมาะ จึงถือว่าวายามะและสติก็พอเหมาะ มีพลังงานพยายามเต็มเลย

อารัพธาต อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ สามเส้า พอเป็น ๔ คือปรักกมธาตุก็ไปเป็นอื่นถ้าคุมไม่ได้เป็นพลังงานผีทำร้ายคนอื่น แต่ถ้าคุมได้จะเป็นพลังงาน ถามธาตุ สูงขึ้น แล้วเป็นธิติธาตุ สองหน่วย แล้วก็ต้องเกิดเป็นสามเส้า พลังงานตัวที่ ๗ เป็นพลังงานพยายามเรียกว่า อุปักกมธาตุ เป็น chain reaction ถ้าคุมไม่ได้เป็นนิวเคลียร์กัมมันตรังสี แต่ถ้าคุมได้เป็นพลังงานเอกัคคตา เป็นหน่วยหนึ่งหรือ ๐ นี่แหละ เป็น ๑๑ สุดท้าย

โครโมโซม มี ๔๔ แท่ง ที่เป็นส่วนทั่วไปอีกคู่ท้ายเป็นความต่างอีก เขาไม่สามารถทำให้เป็นหนึ่งได้เหมือนกันไม่ได้ แล้วก็คุม xy ไม่ได้ด้วย

ตอนนี้ชั้นฟ้าลอยไปมากอย่างแก่นฟ้า ก็ให้ลดลงมาสู่ดินหน่อย เป็น fissionที่แตกกระจายไปเรื่อยก็ให้มารวมตัวช่วยกันคิด ฟังกันให้คนอื่นช่วยคิดช่วยทำ ไม่ใช่เอาแต่ของเราคนเดียว จริงๆแล้วเสียหายเราก็เป็นต้นตอ แล้วถ้าดีก็ดีคนเดียว แต่หลายหัวดีกว่าหัวเดียว ถ้าเจริญก็เจริญร่วมกัน ไม่เจริญก็ไม่เจริญร่วมกัน ไม่ใช่ว่าเจริญก็เอาแต่ของฉัน แต่ถ้าไม่เจริญก็ไม่เกี่ยวกับฉัน มันก็ไม่ดีนะ

มาพูดถึงปัจจุบันสังคมที่ศีรษะอโศก ปฐมอโศก ราชธานีอโศก หรือที่อื่นก็ฟังได้หมด สีมาอโศก ภูผาฟ้าน้ำ หินผาฟ้าน้ำ อะไรก็แล้วแต่ ทะเลธรรมก็ตาม แม้จะเป็นชุมชนอื่นที่ไม่ตั้งเป็นพุทธ_สังฆสถานก็ตาม ก็ดูว่าหมู่รวมสังคมเราตอนนี้ อาตมาก็บังอาจจะพูดว่า

สังคมอโศกยังเป็นตัวหลักตัวตั้งของสังคมที่จะรวมประเทศ ตอนนี้เขาก็รวมอาเชี่ยน ที่แต่ก่อนทางยุโรปเขารวมตัวมาแย่งทรัพยากรในเอเชียไปเยอะ แต่ต่อไปเอเชียจะเจริญไม่ต้องไปสร้างอาวุธจะมีเทคโนโลยีก็มาสร้างทางพัฒนา สิ่งเป็นประโยชน์ เป็นปัจจัย ๔ มีคุณค่าช่วยสังคมประเทศชาติ ชาวอโศกเราต้องเป็นตัวอย่าง ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้หลงตัวหลงตน แต่เชื่อว่าเป็นความบริบูรณ์

พวกเราต้องสำนึกอย่าอวดตัวอวดตน แต่ที่พูดนี่ไม่่ได้อวดตัวอวดตนนะ อาตมาไม่มีสาเฐยจิต ที่เป็นอุปกิเลส ๑๖ ตั้งแต่ อภิชาวิสมโลภะที่เป็นสายดูด สายกาม ท่านรวมไว้ที่อันนี้ ส่วนจากนั้น พยาปาทะ โกธะ อุปนาหะ .....ไปจน นี่คืออุปกิเลส ๑๖

ตัว ๑๕ ตัวหลังคือสายโทสะ เป็นสาเฐยจิต มันรวมตระกูลใหญ่ของสายโทสะ

พยาบาทคือความผูกโกรธรุนแรง ข้ามชาติเลย โกรธมีสองนัย นัยหนึ่งโกรธง่ายหายเร็วคือโกธะส่วนโกรธแล้วพยาบาทเรียกว่าอุปนาหะ ตัวโกรธแล้วผูกโกรธ ส่วนโกธะกับโทสะเป็นตระกูลไม่ผูก ส่วนพยาปาทะกับอุปนาหะเป็นสายโกรธแล้วผูกใจต่อ เราจะรู้อาการจิตที่เป็นเช่นนั้น ใครรู้ตัวไหมว่าโกรธง่ายหายเร็ว...ใครรู้สึกตัวไหมว่าโกรธแล้วอยากแก้แค้นต่อเหมือนหนังจีน

หนังจีนนี่สร้างกิเลสผูกโกรธต่อกันไปมากเลย ต้องแก้แค้น บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ นี่คือหนังจีนที่เลวร้ายอาละวาดไปทั่วโลก เป็นทุภาษิตที่เลวร้าย มันต้องมาอภัยไม่ผูกโกรธ

จากนั้นไปเป็น มักขะ ปลาสะไป....

๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) ๒. พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) ๓. โกธะ (โกรธ) ๔. อุปนาหะ (ผูกโกรธ) ๕. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) ๖. ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) คือวิปลาส ไปแล้ว ๗. อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) แต่คำว่าอิจฉา นี่เป็นคำกลางๆ แต่ถ้าอิสสาเป็นอุปกิเลสตัวร้าย คือไม่ต้องการให้ใครได้ดี ๘. มัจฉริยะ (ตระหนี่) คือตระหนี่ถี่เหนียวหวงแหน เราต้องเปลี่ยนจิต ๙. มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) ๑๐. สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) ๑๑. ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) ๑๒. สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) ๑๓. มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) ๑๔. อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) ๑๕. มทะ (มัวเมา) ๑๖. ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม ๑๒ ข้อ ๙๓)

ขณะนี้มีคนลบหลู่คุณอาตมาเยอะนะ มันรู้ดีของตนเองได้อย่างไร คนอื่นผิดหมด ดีแต่ว่าอาตมามีพยัญชนะคือสยังอภิญญา ที่ไม่ใช่สยัมภู อาตมาคือสยังอภิญญาที่จะมาทำงานในยุคนี้ต่อไป เขาเข้าใจไม่ได้ก็ลบหลู่คุณ เขาเข้าใจผิด

พอทำมา ๔๕ ปีก็ลดคนลบหลู่ และยกตนข่มก็ลดไปเยอะ อย่างมหาระแบบก็ตายไปแล้ว ตอนเจอกันครั้งสุดท้ายที่ห้องส้วมสนามบิน ก็เจอกัน อาตมาก็สบตาท่านหน่อยแล้วก็รีบหลบไม่สบตาต่อ แล้วได้ข่าวว่าท่านป่วยนอนอยู่กับที่ไม่ไปไหน ที่พูดนี้ไม่ได้โกรธเกลียดท่านนะ อามาไม่เก็บความโกรธหรือเกลียดชัง ก็ขอบคุณที่ท่านกระแทกกระทบกระเทือนนี่ทุกอย่างเลยเผยออกมา แม้อาตมาต้องรับวิบากบ้างก็ตาม ต้องไปขึ้นศาลตั้ง ๖ ปี ๖ เดือน ๖ วัน ก็ไม่ได้ติดใจ ถือว่าเราได้สร้างความอดทนได้ประโยชน์ทางรูปธรรม นามธรรม จนถึงวันนี้ก็เป็นไปตามธรรม

หมู่บ้านเราก็เกิดหมู่บ้านอาริยบุคคล พูดอย่างเหมือนอวดตัวตน แต่พูดให้ชัดไม่ได้หลงเลอะ ไม่มีมายา สาเฐยยะ ไม่ได้หลอก ไม่เป็นดราม่า หรือ pretender อาจดูแข็งๆหน่อยเพราะจริงใจ ไม่มีจิตไม่ดีผสมส่วนในจิตเราก็ต้องอ่านให้ละเอียด ว่าราคะโทสะโมหะอย่างเบาแรงอย่างไรก็ให้ลด จนไม่มี อาตมาว่าอาตมาจิตสะอาดไม่มีหยิ่งผยองไม่มีมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะแต่อย่างใด

มานะ คือถือดีถือตัวเป็นอติมานะเพิ่มขึ้น จนเมาตนเองคือ มทะ และก็มีเมาหลายระดับ หยาบ กลาง ละเอียด มทะคือรวมความเมาหมดตั้งแต่หยาบกลางละเอียด สุรา เมรยะ มัชชะ ส่วนมทะก็รวมหมด ถ้าใครยังมีมทะก็กลายเป็นปมาทะเท่าที่เราจะเมาหนัก คนที่สุราเมาหนักก็ประมาทจนไม่รู้ตัว คนเมายาเสพติดหนักเป็นดำฤษณา พ่อแม่ก็ฆ่าได้เป็นต้น

คนมีพยัญชนะก่อน มีอธิวนะ เมื่อมีการสัมผัส แล้วเกิดมีนามเรียก จากการกระทบปฏิฆสัมผัสโส กระทบกันแล้วเกิดสภาวะเรียกว่า ฆ หรือคณะเป็นกลุ่มก้อนตัวตน ปฏิกิริยาระหว่างสองอย่างเกิดลูกขึ้นมาเป็น ฆ ก็ให้อ่านให้รู้เรียน ไม่ใช่นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมกัน

ต้องเจริญทางจิตใจก่อน แล้วจิตจะคุมวัตถุ ไม่สร้างสิ่งเป็นพิษ จะเป็นเครื่องมือหรือผลผลิต ก็ตาม ก็พยายามไม่ให้มีพิษภัย จึงเป็นผู้สร้างที่มีปัญญารู้จริงใจ เป็นพระเจ้า เป็นพระผู้สร้างที่สุดยอด ขออภัย สายพระเจ้านี่ สร้างเพศชายมาคืออดัมส์ แล้วก็สร้างอีฟมาอีกตน แล้วอีฟก็กลายตัวเป็นซาตานไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไปคบกับงู ตัวซาตาน งูช่วยกินแอปเปิ้ล กินแล้วอร่อยก็เกิดกิเลส อร่อยก็เอามาให้อดัมส์กินด้วยก็อร่อย แต่อดัมส์ก็สำนึกได้ เกิดลูกกระเดือก ที่ชื่อว่า Adam's Apple คือใครทักก็ไม่รู้ ก็ติดคอ

พระเจ้าก็เลยปล่อยเพราะไม่รู้ว่าพลังงานอะไรมาคุมอีฟให้กินแอปเปิ้ล ลูกหลานของอีฟคือ XX ก็คุมไม่ได้ออกมาทำลายโลกทุกวันนี้

แต่พระพุทธเจ้าให้ควบคุมจิต มโนปุพพังคมาธัมมาฯ แล้วจะปล่อยออกไปให้เป็น fusion หรือ fission ก็ตามก็ควบคุมได้หมด เป็นเวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ จากอิตถีเพศมาเป็นเอกบุรุษ สามารถทำให้เอกบุรุษนี่เป็นนปุงสกลิงค์ได้ คือเป็น ๐ สุดยอดแล้ว สามหน่วยของพระพุทธเจ้านี้เป็นอะตอมที่เป็น ๐ ๑ ๒ ไม่ใช่ ๑ ๒ ๓ แต่ ๐ ๑ ๒ นี่เป็นพีชนิยามไม่ออกไปอาละวาดใคร คุมได้ นี่อธิบายเป็นรูปร่าง

ที่นี่เป็นศีรษะควรเป็นหัวดาวหาง ที่นี่โกอินเตอร์ก่อนเขาเลยนะ ทางนามธรรมอย่าแตกระแหง พยายามช่วยกันทำ มันไม่ล้มล้างหรอกอาตมากล้าพูดได้ว่าไม่ล้มล้างหรอกศีรษะอโศก

อาตมาไม่มีการวางแผนล่วงหน้านะ แต่ว่าก็หลายคนก็ว่าอาตมามีญาณยาวไกล ก็มีจริงอย่างชื่อนี่อาตมาก็รู้ว่าทำไมเขาต้องชื่ออย่างนี้ๆ เช่นอย่างมหาระแบบทำไมไม่เชื่อระเบียบหรือระบอบ ก็เพราะเป็นระเบียบเกไง ก็ขออภัยที่วิจารณ์ท่าน ถ้าไม่มีท่านอโศกก็ไม่ได้พัฒนาเช่นนี้ เป็นที่รู้จักเช่นนี้นะ ก็ไม่ต้องคิดต้องสนใจมากเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์แต่เอาส่ิงที่จริงที่ยืนยันได้ให้จำนนกันได้เลย

เช่นสังคม ผู้รู้น่าจะจำนนอาตมาที่ว่า อาตมาพิสูจน์ทฤษฎีในหลวง และพระพุทธเจ้าที่ให้มาเอาแบบคนจนหรือขาดทุนของเราคือกำไรของเรานี่มันทำได้จริง ดีจริงนะ เราเข้าใจถูก เราพิสูจน์ว่าเราจริงใจขายขาดทุนให้สังคมจริงๆ ทุกวันนี้ตลาดอาริยะเราจัดเป็นประเพณี ปีหนึ่งทำใหญ่ครั้งหนึ่งก็ได้มากขึ้นๆ แต่นอกจากครั้งใหญ่ แล้วก็มีครั้งย่อยๆเพิ่มมาก็เจริญขึ้น เราไม่ได้ทำดราม่าหรือหาเสียง แต่เราทำอย่างรู้ๆว่าเราได้เสียสละนี่แหละคือเราได้กำไร หรือแม้แต่ขายอาหาร ๐ บาทก็ทำอยู่ อย่างเชียงใหม่ทำมา ๗ ถึง ๘ ปีแล้ว คนก็มาอาศัยกินไปตลอดชีวิตเขาก็มี คนบางคนฉลาดแกมโกงตักทีละอย่างน้อยๆกินหมดก็กินอีกอย่างตักทีละอย่างก็ได้กินสองอย่างถ้าแบ่งท้องเป็นสามอย่างก็ได้กินอาหาร ๓ อย่างก็ ๐ บาทอิ่มเลย แต่มีคนละอายเข้าใจเห็นใจ ก็กินตักหลายอย่างจ่ายให้ก็มี

ใครเข้าใจแล้วมีปัญญา แม้แต่ชาวอโศกข้างนอกก็อย่าช้า อย่ารักสบายนัก ทั้งที่รู้ว่าเราเองหมู่ก็รับรองนะ เราก็ขยันพอตัว ก็ให้เข้ามาตอนนี้ที่บ้านราชฯก็จับจองที่กัน มากกว่า ๒๐๐ หลัง ถ้ามีบ้านละ ๒รือ ๓ คนก็ทำให้บ้านราชฯเพิ่มมวล ถ้าเพิ่มอีก ๓๐๐ คนบ้านราชฯนี่เสือติดปีกแน่

มาเถอะมาอย่าช้า อยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม ก็อย่าเอามาตีมาฟันกันนะ เอามาทำรังสรรบ้านเมือง เพราะสังคมประเทศชาติต้องการลักษณะที่เป็นอาริยะ เป็นศิวิไลเซชั่นที่เจริญแท้จริง ศิวิไลซ์ทางโลกมันไม่จริงเป็นเสแสร้งหลอกลวงกันเต็มโลก เป็นภัย เรามาทำสิ่งบริสุทธิ์ใจ

มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์” ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด เราสามารถปฏิบัติธรรมล้างกามภพ รูปภพ อรูปภพ มีแต่วิภวตัณหามีพลังงานประสงค์แต่มันรู้จักดับภพ จบชาติได้จริง ไม่มีอัตตามานะ เป็นตัณหาอุดมคติ ซึ่งคนปฏิบัติธรรมพาซื่อไปดับตัณหาหมดไม่ให้มีเจตนาเลยก็บื้ออยากอะไรก็ไม่ได้ก็โง่แต่ต้นทางแล้ว อยากได้นิพพานอยากได้ไหม? คนตัดความอยากได้นิพพานแต่ต้นเลยคนนี้ตัดเส้นทางนิพพานไปเลย

อาตมาพูดมานานแล้วก็พากเพียรจนกว่าคนตาบอดเห็นได้ คนหูหนวกได้ยินเสียง คือตั้งใจทำไปแม้ยากเย็นก็จะทำให้เกิดผลที่ควรเป็นให้ได้ เพราะอาตมาไม่เห็นอะไรจะมีคุณค่ามากเท่านี้ จะไปเก่งทางโลกแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่ลบหลู่ ก็ใช้ที่พอใช้ได้แต่จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงแม้ทางเทคนิคที่ออกมาก็ตาม ก็มีจิตเป็นประธาน ทั้งหมด

เป็นศิลปินที่จะทำองค์ประกอบทั้งหมดให้สู่ interest point ที่คือจิตอารยะ โดยมี convergence ในการนำมุ่งไปสู่จุดหมาย อาตมาก็ใช้ศิลปะทั้ง ๕ แขนง(จิตรกรรม สถาปัตยกรรม นาฏกรรม วรรณกรรม ปฏิมากรรม) ตอนนี้ผู้สร้างสถาปัตยกรรมหนักคือท่านคมคิด เกิดเป็นผาแหงน ต่อมาก็คงเป็น ภูคอนโด แล้วก็จะเป็นโมโนลิท เป็น คอมเพล็กซ์ แต่ไม่เหมือนทางโลกที่เรียกลูกค้ามามอมเมา แต่ของเราจะเรียกลูกค้ามาให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต

ปฏิมากรรม เราก็มีบ้าง ตอนนี้เราก็มีพระพุทธรูป ปางตรีลักษณ์แล้วก็จะมีปางวิชิตอวิชชาไป

ส่วนจิตรกรรม อาตมาก็เอาของพวกเราและคนอื่นมาใช้งาน อาตมาเรียนจิตรกรรมโดยตรงแต่ผลงานไม่เหลือเลย มีเหลือติดมา ๑ ชิ้น ที่วิหารพระธาตุ นั่นคือสิ่งที่เหลืออยู่ ใช้สีทำจนเกือบเสียแต่ไม่เสีย ไม่ถึงเน่า ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน