580706_ธรรมาธรรมะสงคราม ความวนแบบโลกียะกับแบบโลกุตระ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580706_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ความวนแบบโลกียะกับแบบโลกุตระ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้จันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2558 แรม 6 ค่ำเดือน 8 ปีมะแม วันนี้คงจะได้ขยายที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้ อาตมาได้พยายามพูดกว้างถึงโลกต่างๆ แล้วก็เจาะลึกถึงโลกอัตตา ถึงอำนาจ ที่เป็นพลังงานทั้งหลายในโลก ที่อาตมาได้นำมาเทียบเคียง ว่าโลกก็มีพลังงาน เขาก็ค้นพบแล้วเอามาใช้ประโยชน์ แล้วพลังงานทางจิตก็มีแน่นอนแล้วรู้จักโลกด้วย ทางธรรมจึงรู้ทั้งทางโลกและทางจิต แล้วสามารถใช้ได้ด้วย จริงๆแล้วพลังงานทางโลกเขารู้สุดถึงนิวเคลียร์ ทำลายนิวเคลียสออกมาเป็นพลังงานนิวเคลียร์แต่คุมไม่ได้ ทำลายล้างสูง แต่พลังงานจิตก็เช่นกัน ทำลายนิวเคลียส แล้วมีพลังงานแตกตัว เป็นนิวเคลียร์แต่จับได้ควบคุมได้ เอามาใช้ประโยชน์ได้ พลังงานหรือเรียกว่าอธิปไตย เป็นพลังงานของสังคม มนุษยชาติ มีจิตวิญญาณของมนุษยชาติเป็นตัวหลัก พลังถึงกัมมันตรังสี ละเอียดมาก คุมยาก เหมือนพลังงานสสารกัมมันตรังสีก็ควบคุมยาก พลังงานนามธรรมก็คุมได้ยาก เป็นกัมมันตภาพหรือรังสี เกิดจากกรรม ไอสไตน์ค้นพบ Space and time of continuum เป็น chain reaction ไปเรื่อยๆ พลังจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน สามารถแตกตัวเอาไปทำงาน เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ควบคุมได้ ของไอสไตน์คือ Space and time of continuum ของพระพุทธเจ้าเป็น Kama and time of continuum จิตเร็วกว่าแสง ทางโลกแสงเร็ว= c แต่จิตเร็วกว่าแสง ถ้าทำความเร็วได้เท่ากับแสง ยกกำลังสอง เป็น A bomb of love. ของไอสไตน์ ที่เขียนจ ด หมายทิ้งไว้ เพราะเปิดเผยตอนนั้นคนไม่เข้าใจ
โลกสอง คือโลกโลกียะกับโลกโลกุตระ โลกคือความหมุนวน เกิดแรงเคลื่อน มีแรงดูดและแรงกระจาย สองสภาพ แล้วโลกที่ว่าเกี่ยวกับคน คือโลกธรรม 8
อ่านต่อ
เป็นเหตุเป็นปัจจัยในโลก ที่ผู้ยังอวิชชาหลงติดยึดแล้วก็วนเวียนในโลก เขามีวิธีให้หยุดวน แต่หยุดอย่างดื้อๆ เฉยๆ วิธีนี้รู้กันทั่วโลก มันก็หยุดได้บ้างชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่รับรองว่าอนาคต หรือชาติต่อไปจะหยุดได้ บางที่เอามากกว่าเก่าเหมือนคนอดเหล้า จนกว่าจะมาเกิดญาณปัญญาว่ามันเป็นของเท็จ แต่เรายึดไว้มันไม่ถอดถอน ในทุกข์อาริยสัจ หากจะมีอารมณ์สุขทุกข์มันพักยกไว้ ก็ไม่พ้นอวิชชา ไม่พ้นความไม่รู้อย่างสมบูรณ์ มันแค่เคหสิตอุเบกขา หยุดได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งยังไม่ได้ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ จนเป็นอารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์(อุเบกขา) แบบสิ้นเหตุแห่งสุขทุกข์ได้ มีธรรมรส และจะชัดเจนในโลกียรสเพราะมันต่างกัน อ่านออกเห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง ว่ารสโลกียะกับรสโลกุตระต่างกัน เดินสวนกัน 180 องศา ปฏิโสตัง ทำไปตามลำดับ เรากำหนดเขต ปริตตัง ว่าเราวนอยู่กับเรื่องนี้ เช่น กินเหล้า สูบยา กามคุณ 5 เราจับให้ได้ ไม่ใช่ทำอย่างไม่ประมาณ อะไรก็กิเลสหมด ไม่ใช่รู้อย่างหลวมๆ แต่รู้แจ้งรู้จริงตามลำดับ จะได้รูปแบบโครงสร้างละเอียดลออ แม้เป็นนามธรรมที่รู้ยากก็รู้ได้ แจ้งจริง คนทำได้จะรู้ว่ามันหยุดจริงๆ ถาวร อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตามพระพุทธเจ้าสอน ก็ไม่หมดโลก จนเป็นผู้ประเสริฐสุด อย่างสิ้นทุกข์ สิ้นภัยในโลก เราอยู่กับโลก โลกเขามี เขาเป็นกัน ติดยึดกัน อย่างสัมมาปฏฺิบัติ ไม่ไปหลงติดกับโลกนั้นอีก ที่เขายังสังสัคคะกัน แต่เราอสังสัคคะ เราออกมาไม่เป็นสมาชิกอย่างเด็ดขาด โลกระดับโลกธรรมก็คือของปุถุชน เขาก็ย่อมหวงแหน แย่งชิง จนเกิดการทะเลาะวิวาทกัน เวทนามันต้องการสุข มันก็มีตัณหาคือเหตุ เกิดการแสวงหา จึงเกิดลาภ ถ้าไม่ได้สะดวกโดยสุจริตก็ทำทุจริต แม้สุจริตก็หามาบำเรอชีวิต หากไม่มีรสโลกีย์นี้ชีวิตอยู่ไม่ได้ เวลาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าให้ทำอย่างปริตตาภา คือรู้กำหนดกรอบขอบเขต อ่านออกว่าจิตเราติดยึดอย่างนี้ กรอบนี้ เราก็เรียนรู้อาริยสัจ จนทำลายกิเลสที่เป็นมารออกไปได้หมด จิตสะอาดก็เป็นพรหม เป็นอุป ปั ติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ มีอธิไปตามลำดับ เป็นต้น กลาง ปลายที่งดงามมาก ของพระพุทธเจ้านี่
เพราะอาศัยเวทนา จึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภ จึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจ จึงเกิดการรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจ จึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกัน จึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก มิใช่น้อย คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น
ผู้สามารถรู้เหตุมันเกิดเลวร้ายเพราะจิตมันเป็นเช่นนี้ มันอยากได้ กาม โลกธรรม อัตตา เมื่อมาเรียนรู้ก็จะค่อยลดละปลดปลงไป จนหมดรอบนอกไม่เป็นภัยกับใคร ไม่ต้องมีความอยากมาบำเรอภายนอกแล้ว เราไม่เอาไม่ต้องแล้ว ก็เป็นอนาคามีภูมิ เหลือแต่อัตตาแท้ๆ แม้เหลือรูปภพ อรูปภพก็ยึดเป็นเราเป็นของเรา ยึดขันธ์ 5 อยู่ ถ้ายึดอยู่ก็เป็นเหตุปัจจัยต่อกันและกัน มันไม่มีอันเดียวต้องมีสองทั้งนั้น กระทบกันให้เกิดเวทนา มันรวมกันที่เวทนา เป็นสุขนี่แหละ เมื่อสัมผัสแล้วเกิดอาการ ถ้าไม่มีอาการก็อ่านรู้ไม่ได้ คนตั้งชื่อเรียกสิ่งภายนอกเยอะแยะ แต่ว่านามธรรมนี่มีชนิดมากกว่ารูปธรรมมาก แต่มีการตั้งชื่อน้อยกว่ารูปกายคือส ิ่ งภายนอกเยอะเลย แต่เรียนรู้แล้วเอาไปทดแทนได้โดยปริยาย คือมีอาวุธอันนี้ฆ่าช้างได้ก็ฆ่าควายได้ ฆ่าอย่างอื่นได้ แต่ถ้าสัตว์เล็กถึงจุลินทรีย์ก็ฆ่าไม่ได้แล้ว ก็ต้องหาอาวุธละเอียดกว่านั้นไปจัดการมัน ผู้ใดไม่เข้าใจโลกก็ติดโลกต่อไปก็คือยังติดในอัตตา พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ในปฏิจจสมุปบาท ที่เรียงไว้อย่างดีแล้ว แต่ต้องมีสัมผัส ให้มันมีการเคลื่อนจึงรู้อาการได้ แต่ว่ามันนิ่งก็รู้ไม่ได้ มันนิ่งรู้ไม่ได้จึงอาศัยสัมผัส ซึ่งไม่เสียหาย ให้เรียนรู้อ่านอาการ กำหนดให้แม่นตามที่เรียนมา อย่างที่เรากำลังพูดนี่ เป็นระดับจิตนิยาม มันก็มีธรรมะสองตั้งแต่ genome ถูกกระแทกก็เป็นสายพลังงาน เป็น isotope ก็เป็นพลังงานสอง มี fusion กับ fission คือแบบรวมตัว กับแบบกระจาย เราไม่เก่งก็จับตัวที่รวมกันก่อน เมื่อเก่งก็จับตัวกระจาย มันมีสอง มีศัพท์เลยว่า Autosome กับ sex chromosomes ของพระพุทธเจ้านี้รู้ว่า สิ่งที่ยังมีจะเป็นธรรมะสองตลอด และจะไม่เหมือนกันด้วยสองอันนี้แม้จะเล็กแค่ไหน มันมีลิงค ต้องอ่านความต่างนี้ให้ออก พระพุทธเจ้าเรียกว่า รูปกับนาม ตั้งแต ่ ว่ามีตัวเราเป็นนาม แล้วมีอีกส ิ่ งหนึ่งที่ถูกรู้ นามกับรูปนี่พอมันอยู่ด้วยกันเรียกว่ากาย ต้องมีปฏิกิริยาด้วยจึงเรียกว่า กาย ถ้าไม่มีปฏิกิริยาก็ไม่มีกาย กายไม่ใช่รูปร่างสรีระ กายจริงๆคือกรรมกิริยา เป็นตัวการใหญ่ Kama and time of continuum รูปหมายถึงภาวะที่ถูกรู้ เป็น object ไม่ว่าส ิ่ งนอกแล้วมีนาม เรามีทวาร 5 ไปรับรู้ ส่วนที่ไปรู้คือนามของผู้เรียนผู้รู้ แม้ไม่เรียนก็รู้ แต่รู้อย่างตามประสา หาทุกข์ใส่ตัวไป พัฒนามาไม่รู้กี่ล้านๆปี จนพัฒนามาเป็นอัตภาพที่เรียกว่ามนุษย์ วนเวียนในนรก/สวรรค์ นานนับล้านชาติ ขนาดเจโตนี่นะ ใครเคยอ่านประวัติอ.มั่น เคยบอกว่าระลึกรู้ว่าตนเคยเกิดเป็นหมา 500 ชาติ คำว่า 500 ชาติคือสำนวน แต่แท้จริงมากมาย ถ้าเป็นสำนวนบาลีจะใช้ 84,000 คือมากมาย ส ิ่ งที่ถูกรู้ คือ Object ส่วนตัวรู้เรียกว่า Subject เราต้องรู้นามรูป สองอย่างนี้ โดยการเรียนรู้ เราต้องใช้ตัวที่ไปทำงาน เรียกว่า สัญญา เป็นพ ลัง งานหลักเลย เรามีการกำหนดหมายรู้แล้วก็จดจำไว้ แล้วก็ใช้สัญญาอ่านเวทนา และอ่านสังขาร ที่แจกสังขารเป็น (เจตนา ผัสสะ มนสิการ) เจตนาคือมุ่งหมาย มีสองทิศ คือเพิ่มความเป็นโลกียะหรือออกจากโลกียะ คือเนกขัมมะ ผู้ปฏิบัติจะแยกออก ทีนี้เราจะรู้ได้ชัดๆต้องมีผัสสะเป็นเหตุเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย ปฏิบัติจากพรหม ปริตตาภา มาเป็น อัปปมาณาภา จนเป็นอาภัสราคือแสงแห่งความรู้ว่าจิตลดกิเลสได้สะอาดขึ้นๆ ส่วนโลกีย์สายหลงสว่างอาภัสราเช่นกันแต่ว่าไม่สิ้นสุด อย่างธรรมกาย หลงใส ผิดทางไปสร้างภพชาติ เป็นอุปาทาน มโนมยอัตตา ไม่ได้อาภัสราใสสว่างจากหมดกิเลส ส่วนอีกสายก็ไปปิดแสงสว่าง สายนี้ตรงข้ามกับอาภัสราก็เรียกว่า ปริตตสุภาภูมิ อัปปมาณสุภาภูมิ แล้วได้ผลเป็น สุภกิณหาภูมิ หากสายดับก็เป็นอสัญญีสัตว์ต่อไป สายสว่างก็เป็นเวหัปผลา คือผลแห่งเวหา เป็นเจ้าเวหาเลย สรุปแล้วมีสองทิศทาง เป็นพรหมโลกีย์ ปั้นเป็นเทวนิยม รูปร่างตัวตน แทนที่จะบรรยายเป็นวิมุติ อย่างมหัปผลาคือผลใหญ่ ดับทางนิโรธ เป็นผลที่ดับกิเลสได้สนิทจริง มันต่างกันที่สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ จากนั้นก็เป็น สุทธาวาสอีก 5 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ คือต้นรากของอัตตา ตัวตน ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ
ผู้สามารถรู้ นาม 5 วิธีปฏิบัติจับเจตนาโลกียะกับเจตนาโลกุตระได้แล้วทำออกจากโลกียะสู่โลกุุตระได้โดยมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วทำมนสิการ ปรับแต่งใจตนได้ ผู้ใดทำมนสิการไม่เป็นทำไม่ถึงที่เกิด ส ิ่ งที่สัมผัสออก ถูกรู้ได้ แม้เป็นจิต เจตสิกก็คือรูป ยิ่งดิน น้ำ ไฟ ลม ภายนอก แล้วเรามีปสาทรูปไปรู้ได้ รูปนามท่านก็แจกเป็น รูป 28 อาการองค์ประชุมของรูปและนามเรียกว่า กาย ขาดจากนามธรรมไม่ได้ นักปฏิบัติธรรมทางดับก็ไปสร้างภพชาติภายใน เป็นอาการ 33 เป็นสุขภายใน เป็น ดาวดึงส์ แล้วให้ยาวนานที่สุดคือ ยามา อย่างเป็นมหาราชคือ จาตุมหาราชิกา มีอำนาจ โบราณจึงเขียนภาพเป็นยักษ์เขี้ยวใหญ่ถือกระบอง อาวุธ ตาโปนๆ แล้วก็ได้มาก็เสพรสเป็นดาวดึงส์จะให้นานคือยามา ได้แล้วก็พักยกเป็น ดุสิต (สงบ) เสร็จแล้วก็สร้างเก่งเป็น นิมมานรดี เป็น ปริมินิตวสวตี คุณรู้แล้วก็เลิกมีเขี้ยวเล็บตาโปน วางอาวุธ เลิกเสพติดไปตามลำดับ อาการที่ 33 ที่เป็นสุข จึงเข้าหาสุขสงบที่แท้จริง เป็นดุสิตที่แท้จริง แม้ในเทวดา 6 เหล่าก็อธิบายโลกุตระกับโลกียะก็ได้ อ่านอาการลิงค นิมิต อุเทสได้ อุเทสคือที่อาตมายกหัวข้อมานี่ เทวดา 6 พรหมอีก 16 อรูปอีก 4 ไม่ได้อธิบาย อรูปพรหมโลกีย์ก็อธิบายได้ แต่พุทธลืมตา แต่เข้าใจความว่างจากกิเลส ตามพระพุทธเจ้าอธิบายในจุลสุญตสูตรว่า ควรว่างจากอะไร คำว่า สุ แปลว่าดี คำว่า ข แปลว่า ว่าง ความว่างนั้นแหละดี แต่เขาหลงเป็นสุขเท็จ อัลลิกะ พยัญชนะยืนยันสภาวะ แล้วก็รู้ว่าหลงอย่างไรก็มาแจก สรุปแล้วเราจะรู้ปรมัตถ์ จิตเจตสิก โดยเฉพาะรูป 28 คือสิ่งที่ถูกรู้ แล้วเราก็เกี่ยวข้องสัมผัส กับมหาภูตรูป ก็เกิดภาวรูป 2 ชนิด คือธรรมะสอง แตกเพศเป็นเพศหญิงชายแล้วแตกเผ่าพันธุ์ไป จนฆ่ากินลูกไปก็ไม่รู้ มีลูกมาอีกก็ฆ่าอีกตลอดทางไม่รู้กี่ชาติ ต่อกี่ชาติ นิทานที่พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างมากับกวฬิงการาหาร ก็หลงเสพ โลกีย์ กามคุณ โลกธรรม อัตตาไปตลอดกาล แล้วไม่รู้เรื่อง กินลูกตัวเองก็ไม่รู้ นิทานของพระพุทธเจ้านี่สุดลึกสุดซึ้งเลย เพราะไม่รู้อาหารคือเวทนา ที่เป็นอารมณ์ 3 ไม่รู้จักเจตนา 3 อยากในกาม อยากในภพ รูปภพ อรูปภพไม่รู้จัก เมื่อรู้จักก็ล้างเจตนาเลวไปเรื่อยๆเพราะรู้นามรู้รูป วิญญาณคือกาย คือองค์ประกอบของนามรูป คือจิตบ้าง คือมโนบ้าง เกิดจากผัสสะ 3 มีรูปนามกระทบกันจึงเกิดวิญญาณ มีภาวรูป 2 เป็นธรรมะสองแล้วทำให้เป็นเอกสโมสรณา หยุดปรุงเป็นรสโลกีย์ แต่รับรู้ของจริงตามความเป็นจริง แต่ไม่มีอารมณ์พิเศษ รสทิพย์เสียงทิพย์ รู้ความจริงตามความเป็นจริงที่ทุกคนทุกชาติรู้รวมกันได้ แต่อารมณ์ที่เสริมมาว่าชอบหรือไม่ชอบคือที่เป็นโลกีย์ ตนเองหลงเสพเป็นสุขทุกข์ จนรู้ทันดับเหตุแห่งทุกข์ได้ สุขก็ดับไปด้วย ผู้ใดรู้โครงสร้างทำ อิตถินทรีย์ให้เป็นปุริสสินทรีย์จนหมดเพศเป็นนปุงสกลิงค์ ต่อไปเป็นชีวิตรูป แล้วทำให้มันหมดชีวิตชีวา หมดความเคลื่อนไหว นิ่ง ไม่แฝงด้วย ไม่มี potential energy ชัดเจนมันหมดชีวะแล้ว นั่นคือเป้าหมายที่ต้องทำ ต้องหาจุดที่ทำให้ได้เรียกว่าหทยรูปแล้ว ดูอาหารรูป ทั้งสิ้นคืออาหาร 4 แล้วมาเรียนรู้จับตัวจุดที่อยู่ในเรา หทย จับอาการ ลิงค นิมิต นี่คือบทบาทของเจตสิก ไม่มีสถานที่ นอกตัวเราแต่อยู่ในกายยาววา หนาคืบกว้างศอกนี่แหละ ไม่ต้องถึงหลับตาดู แต่ใช้ธัมวิจัยอ่านจับตัวมันได้ ให้มันจบไปเป็นตอนๆบทๆวรรคๆ ไปเรื่อยเป็นปริเฉทะ ให้มันเกิดจบเรียกว่า อากาสธาตุ ก็เสร็จสำเร็จ ผู้นี้ก็อ่านออกมา เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ อ่านเข้าถึงมโน จัดการมันให้ได้ วิตกวิจาร วิจัย ทำให้เป็นถึงวิการได้ เป็นวิการรูป จะให้เบาแค่ไหนเป็นลหุตา จนจิตสามารถควบคุมได้ เป็นจิตหัวอ่อน ปัญญาไว ปรับตัวได้ง่าย มุทุตา จนมีฐานมุทุตาเป็นตัวเอกเลย เป็นจิตเอก สามารถให้เกิดกรรม ก็เป็นกัมมัญญตา การงานอันเหมาะควร เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะมาจากสัมมาทิฏฐิ เป็นประธานที่ทำออกมาได้ ทำแล้วเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ วิการรูปจึงมี 5 จนสุดท้ายเหลือลักษณะที่จะมีอยู่ตลอด เราก็ควบคุมได้ ให้เกิด อุปจยะได้ ถ้าเกิดแล้วจะต่อก็สันตติ แต่จะต่ออย่างไรมันก็จะมีความเสื่อม แม้นิวเคลียร์ฟิชชั่นก็เสื่อมลง เป็น ครึ่งชีวิตลงไปเรื่อยๆ T 1/2 แต่จิตวิญญาณมีแต่จะเพิ่มกิเลสให้หนาขึ้นอย่างไม่รู้ เจตสิกไม่ต้องเรียนให้ปวดหัวหรอก แต่เรียนไว้ก็ดี แต่รูป 28 หากไม่รู้ก็จัดสรรไม่ได้ คุณต้องมีนามธรรมไปรู้รูป 28 นี้ เราสามารถเรียนรู้กาย รูป และจัดการนามธรรมของเราเองให้มันจบ บริบูรณ์ให้ถึงจุดสำเร็จได้ เราก็จะรู้จักความจริงตั้งแต่ภาวรูป เพราะเรามีปสาทรูปแล้วก็มีกรรมกิริยา เป็นโคจรรูปตลอดเวลา เมื่อมีภาวรูปก็มีเพศต้องทำให้เป็นบุรุษเพศให้ได้ เป็นเซลล์เพศ ต้องทำให้เป็นหนึ่งหยุดปฏิกิริยาที่มันหาทางทำลูกอยู่เรื่อย เราต้องอ่านความต่างของนามธรรม ที่ถูกญาณปัญญาของเราไปรู้ได้ มีเจโตปริยญาณ ที่ท่านให้รู้สัตว์อื่น บุคคลอื่น ไม่ได้หมายถึงไปรู้ใจคนอื่นหรือสัตว์อื่น (ท่านแปลในพระไตรฯแบบเป็นตัวตนทำให้เข้าใจผิดได้) ซึ่งความเป็นสัตว์ เช่น สัตตาวาส หรือสัตว์นรก สัตว์พรหม ความเป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ ต่างหาก ไม่ใช่สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาแต่อย่างใด แต่ให้รู้สัตว์โอปปาติกะ(สัตว์ทางจิต)
1 .สัตว์ปุถุชน คนทั่วไปก็เป็นเช่นนี้ สัตว์หลงโลก แต่เรามาเป็นสัตว์อื่น ปรสัตตานัง เป็นสัตว์อื่น ปรสัตตานัง หรือเป็นบุคคลอื่น ปรปุคคลานัง แต่ไม่ใช่แยกไปของคนอื่น แต่ของเรานี่แหละ นี่แจกให้ฟังอย่าง เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ผู้สามารถอ่านลักษณะของเพศ เป็นอิตถีเพศ ก็สร้างสัตว์ที่จะต้องออกลูกตลอด มาเป็นบุรุษเพศกำความเป็นผู้พาเกิดให้ได้ แล้วอิตถีเพศก็ไม่มีสิทธิ์เกิด เจ้าของเผ่าพันธ์คือบุรุษไม่ใช่สตรี เซลล์เจ้าของเผ่าพันธุ์คือ XY ไม่ใช่ XX ผู้ไม่รู้ก็ตกเป็นทาสอำนาจหญิง ครอบงำ ต้องไปร่วมให้เกิด ไม่สามารถเป็นเอกบุรุษไม่ต้องให้เกิดทางโลกียะได้ แต่ให้เกิดเป็นชีวิตโลกุตระได้ดีกว่า ปล่อยให้เขาไม่รู้จักภาระวนเวียนกันไปในโลก แล้วมันมีวิบากคู่มากนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเกิดมาไม่มีใครเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็คือเป็นคู่สืบพันธ์ุมาแล้วก่อวิบากกันมานับไม่ถ้วน ไม่รู้ใครต่อใครผสมผเสปนเปนับไม่ถ้วน จะไปหลงยึดมั่นถือมั่นกันทำไม มันน่าหยุดนะ อีกนานนับชาติ ก็แล้วแต่ ถ้าไม่มาเรียนรู้ลดอาการใคร่อยากอีกก็วนเวียนต่อไป ชาตินี้อาตมาบอกตรงๆไม่เคยคิดจะไม่มีคู่ ไม่เคยคิดหยุด แต่มันเป็นความหลุดพ้นของอาตมาโดยธรรม ทำให้แคล้วคลาด แม้แฟนสามคนก็จากกันด้วยดีหมด คนแรกเขาทำตัวเขาเองแล้วก็ไป คนที่สองก็อยู่กันจนเลิกไป คนที่สามก็ยังตุ้งติ้ง เขาก็มาปฏิบัติด้วยไม่ได้ จากพบกันอาทิตย์ละครั้ง มาเป็นสองอาทิตย์ครั้ง แต่มาเป็นเดือนละครั้ง แล้วก็สองเดือนครั้ง ไม่กี่เดือนก็ว่าไม่ต้องนับแล้ว เขาก็ปล่อยมา เขาก็ยังคิดอยู่ว่าอาตมาจะกลับไป เขาก็รออาตมา 6 ปี แล้วก็ไปแต่งงานกับฝรั่งไปอยู่เมืองนอก มีลูกชายคนหนึ่ง จบดร.แล้ว เขาไปเป็นตำรวจหญิงอยู่เมืองนอก อยู่ที่นี่ทำงานอยู่ UN กับฝรั่ง นอกนั้นก็ง่าย แต่คนสุดท้ายนี้พ่อกับแม่เขาไม่ชอบอาตมา ก็ลำบากลำบน อาตมาเขาไม่ชอบหน้า เพราะฐานะไม่ดี เป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ผู้ใดรู้ควบคุมความเป็นเพศได้สำเร็จหยุดความเป็นเพศที่ไปสร้างเผ่าพันธุ์ได้ หยุดสร้างเผ่าพันธ์ุโลกียะได้มาเป็นเผ่าพันธ์ุของพระพุทธเจ้ามามีลูกทางจิตวิญญาณโลกุตระ มีลูกเป็นพันเป็นเอนก แล้วอาศัยกรรมที่ไม่ต้องไปต่อเผ่าพันธ์ุโลกียะที่ไม่หมดง่ายหรอกในแต่ละชาติ ขนาดเป็นพระพุทธเจ้ายังมีคู่เลย อาตมาจึงตั้งจิตที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีคู่ แต่มันก็ไม่ค่อยสวยมีวิบาก มันยังไม่เรียบร้อย มีคู่รักเปิดเผยทีละคนก็ 3 คน แต่นอกนั้นก็มีไม่เป็นตัวตนก็มีเรื่องก่อเหตุมา กรรมมันบันทึกไว้หมด ไม่มีหกตกหล่น พระพุทธเจ้าว่ากรรมชั่วแม้น้อยนิดอย่าทำเสียเลย ไม่เช่นน้ันไปไม่รอด พยายามทำให้ถึงอรหันต์ให้เร็วจะได้มีหลักประกัน อย่างน้อยก็อนาคามี เรื่องเพศก็ตบมือข้างเดียว ขนาดนั้นก็ยังมีวิบากมาเลย อย่างอาตมาคิดว่าต้องแต่งงานนะตอนเป็นฆราวาส ดีแต่เป็นคนดีจึงรอดมาได้
คนเราเกิดมาแต่ละชาติเอากรรมมาชุดหนึ่งมาเกิด ไม่ได้เอามาทั้งหมด คู่วิบากกับคู่รักไม่ได้มาพร้อมกันหมด เพราะมันนับไม่ถ้วน ไม่มาเกิดพร้อมกัน ส่วนหนึ่งแล้วคุณก็โง่ไปหาใหม่อีก เวรของเก่ายังไม่หมดดันโง่อวิชชาไปหาใหม่อีก ต่างคนต่างโง่ไปสร้างใหม่อีก มีคู่วิบากไม่รู้หยุดหย่อน พอทีเถอะ แต่ละคนกว่าจะเกิดมาได้พบทางออก ทุกคนเละเทะลงนรกขึ้นสวรรค์นับไม่ถ้วนแล้ว ตายเป็นตายมาอุตสาหะวิริยะให้เต็มที่เลย ไม่ได้บังคับนะ เราสามารถลดคู่ต่อสู้หรือสงครามไม่ว่าเรื่องแย่งลาภยศสรรเสริญ หรือเรื่องเพศ เรื่องโทสะก็ตาม เราสามารถมีปรมัตถ์ที่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพานได้ คุณอ่านไม่ละเอียดไปอรหันต์ไม่ได้หรอก ต้องรู้ว่ามันมีการเคลื่อนไหว แม้มันเป็น potential energy คุณก็ค่อยทำให้มันขึ้นมาตามลำดับ ไม่ต้องทำให้ขึ้นมาหมดหรอก จนทำให้มันไม่เคลื่อนไหว แม้จะมีอะไรมากระทบก็ตามก็ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ คุณก็ได้ XX เต็ม ซึ่งในเพศชายมี XY แต่ Yตัวนี้สามารถปรับให้เป็นตัวไหนก็ได้มีมุทุภูตธาตุ พระอรหันต์จึงมี XXY คือ C 2 คือพลังยกกำลังสอง จะเรียกว่า X XY แต่ XX ของเพศหญิงไม่มีกำลัง แต่ XX ของเพศชายนี่มีพลังงานพิเศษเป็นอัตราก้าวหน้ายกกำลังสอง กำลังสี่ กำลังแปดได้เลย ก็ใช้ภาษาวิทย์ ภาษาบาลีอธิบาย ถ้าเป็นโลกียะเปลี่ยนเวทนาในเวทนาไม่ได้แต่ พระพุทธเจ้าว่า เวทนาคือที่ประชุมลง ต้องเรียนรู้เวทนา 2 3 5 6 18 36 108 นี่เป็นจุดสำคัญ โดยเฉพาะแยกเพศได้ว่าเป็นเนกขัมสิตะกับเคหสิตะ แบบโลกีย์ไม่สามารถเปลียนเพศได้ ชาวพุทธทุกวันนี้ไม่สามารถจัดการเวทนาให้รวมเป็นหนึ่งได้ เพราะไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่สามารถทำกายในกายให้เป็นธรรมกายได้ ผู้ใดเห็นธรรรมผู้นั้นเห็นพรหม ผู้นั้นเห็นพระเจ้า เป็นองค์ประชุมรูปนามที่เป็นพรหมจริง การสะกดจิตเข้าภวังค์มีแต่รูปจิตอรูปจิตไม่สามารถทำให้เกิดโลกุตระได้ ผู้ไม่มีธรรมกายจึงอย่าอวดโอ่เลย มันบาป หลอกของตนผิดเองก็บาปแล้ว แล้วก็แถมไปหลอกคนอื่นพาคนลงนรกอีกด้วยกันที่บอกจะเอามากๆเป็นล้านๆ อาตมาได้แต่สงสาร ความไม่รู้ของคนสร้างนรกให้แก่ตนอย่างอัปมัญญา ไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ใครไม่มีอำนาจเหนือสามัญที่เป็นโลกุตระ ก็ไม่สามารถทำปฏิฆสัมผัสโสที่นิวเคลียส จากโลกียะเป็นโลกุตระได้ พลังงานของสัตบุรุษจริง จึงจะทำปฏิฆสัมผัสโส ทีนิวเคลียสของตนจนเปลี่ยน genome gene DNA ทำอิตถินทรีย์ให้เป็นปุริสสินทรีย์ได้ทำให้กลายเป็นเวทนาที่รวมเป็นหนึ่งได้ จากเคหสิตเวทนา กลายเป็นเนกขัมสิตเวทนา ถึงเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เปลี่ยนเพศจากเพศที่ไม่เที่ยงเป็นหญิงบ้างชายบ้าง จนทำให้ไม่มีเพศได้ นปุงสกลิงค์ก็สุดยอด จบ