ปฏิบัติศีล 3 ข้อจนพ้นสัตตาวาส 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข14 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติศีล 3 ข้อจนพ้นสัตตาวาส 9 _พ่อครูว่า... มาเข้าสู่หลักต้นเลยคือศีล ศีลข้อ 1 อาตมาก็ขยายความตรงนี้ ข้อ 2 ข้อ 3 มันก็เป็นศีล 3 ข้อนี้แหละขยายความไปจนจบเท่าไหร่ก็ได้ เป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ พระพุทธเจ้าให้ศึกษาเป็นลำดับมหัศจรรย์ ให้รู้ละเอียดลออถึงเรื่องคนที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ โดยเฉพาะกับสัตว์คน สัตว์เดรัจฉานมันพูดกันไม่รู้เรื่อง จัดการกับมันก็ยาก ให้มาช่วยคนก่อน แค่คนได้รู้เรื่องให้คนไปจัดการกับตัวเอง แก้ไขปรับปรุงให้เจริญบรรลุธรรมงอกงามไพบูลย์ขึ้นมา จะได้ช่วยสัตว์อื่น ช่วยกันจนกระทั่งถึงพืชพันธุ์ธัญญาหารหมดครบช่วยกระทั่งแม้กระทั่งวัตถุดินน้ำไฟลม อย่างอาตมาในชาตินี้ต้องช่วยแม้แต่ดินน้ำไฟลม ที่ว่าช่วยนี้ก็ไม่ได้ช่วยแต่ไม่ไปแย่งชิงดินน้ำไฟลมใคร ไม่ไปเบียดเบียนดินน้ำไฟลมใคร เพราะฉะนั้นเหมือนกับสร้างดินน้ำไฟลมเอง ซึ่งมันเป็นสมบัติของมหาจักรวาลเอกภพ อาตมาก็เอามารวบรวม ซื้อแผ่นดิน บ้านราชฯนี้ซื้อทุกแผ่นเลย ขนาดมีที่สาธารณะอยู่ คนที่เคยอยู่เขายึดมั่นถือมั่น ว่าฉันจะอยู่ ทั้งๆที่เขาไม่ใช่คนถิ่นนี้ สังกัดเขาก็อยู่หมู่บ้านอื่น แต่ฉันจะอยู่ สาธารณะฉันจะอยู่.. เราก็ไม่ว่าอะไรจะอยู่ก็อยู่ไปเราก็พอมีพอใช้อยู่ที่ดิน อย่างนี้เป็นต้นนี้ก็มีตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ก็เหลือน้อยแล้วพวกที่ยืนหยัดยืนยันว่า ตัวเอง คือเราเป็นคนเมตตาไม่ได้เป็นคนรุนแรง จะอยู่ก็อยู่ไปไม่ว่ากัน แต่มันก็มีหลักเกณฑ์เท่านั้นเอง

ศีลแล้วก็มีหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 ขาดไม่ได้ หากขาดก็ไม่เป็นผล มีศีลข้อที่ 1 ก็ต้องมาปฏิบัติหลัก 3 นี้ มีศีลข้อที่ 2 ก็ปฏิบัติหลัก 3 มีศีลข้อ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ต้องมาปฏิบัติหลัก 3 เพราะฉะนั้นศีลคือหลักกำหนด กำหนดข้อ 2 คือสัตว์ ข้อที่ 3 คือวัตถุกับพืช ก็แยกมา เพราะวัตถุกับพื

อ่านต่อ

ชมันต่างกับสัตว์ สัตว์เป็นจิตนิยาม วัตถุกับพืชเป็นพืชนิยามกับอุตุนิยาม ก็ขยายความไปละเอียดลออหมดแล้ว ขออภัยที่จะพูดว่าไม่มีใครจะมาขยายรายละเอียดอย่างที่อาตมาอธิบายหรอก แล้วพวกคุณรู้เรื่องไหม ปฏิบัติกับสิ่งที่อาตมาอธิบายนี้ไหม ไม่ใช่สิ่งเปล่าดายเพ้อเจ้อ จะเอาไปทำกับอะไรก็ทำกับวัตถุกับพืชกับสัตว์ทำกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นี่แหละ นี่คือหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ตีหัวกบาลพวกหลับตาได้อีกที เมื่อไปนั่งหลับตาแล้วรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันไม่มี มันไม่มีให้คุณได้ศึกษาเลยคุณก็จมอยู่ในกะลาครอบอยู่อย่างเดิม มันไม่งอกงามอะไรขึ้นมาอีกหรอกพวกหลับตาเอ๋ย เมื่อยจริงๆ กับคนพวกนี้ จะบอกว่าเขาไม่มีปัญญาพอฟังรู้เรื่องมันก็ไม่ใช่แต่มันยึด เอ็งเป็นใครนะ รูปก็ไม่หล่อพ่อก็ไม่รวย ยศศักดิ์ฐานะอะไรก็ไม่มี ปริญญาจัตวาปริญญาตรีโทเอกก็ไม่มี เปรียญ 1 เปรียญ 2 เปรียญ 3 ก็ไม่มี นักธรรมตรี โท เอก ก็ไม่มี มันก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกันไม่มีหลักฐานให้ยืนยันเลย อาตมามีหลักฐานอธิบายธรรมะพวกนี้ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน นั่นคือคุณเข้าใจไม่ได้ 2. คนอื่นที่เข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติมีผลธรรมปรากฏสำเร็จนี่ไง เขาก็ยังไม่เชื่อว่าสำเร็จก็ไม่ว่า ก็ใช่สิคุณจะเป็นแบบของคุณ บรรลุอรหันต์หลับตา ของเราอรหันต์ลืมตาจะไปเหมือนผกันได้อย่างไร เป็นอรหันต์หลับตา กล้วยๆ หยุดนิ่งเฉย ไม่มีอะไร คุณจะหยุดนิ่งเฉยคุณระงับสัญญาเครื่องกำหนดอาการกำหนด หน้าที่กำหนดเองรู้ไหม คุณดับไม่ให้มันทำหน้าที่ไปเลย คุณดับแล้วก็ไม่รู้มีแต่ความรู้สึกเวทนาก็ไม่รู้สึก คุณก็เรียกรวมว่าดับทั้งเวทนาสัญญา อสัญญีสัตว์พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้หมด ผู้ที่ไม่รู้ไปดับ คำว่าดับคือไปดับเวทนาดับสัญญา คุณก็เป็นอสัญญีสัตว์ คุณมิจฉาทิฐิอยู่ไปปฏิบัติเพื่อที่จะให้ทิ้งความเป็นสัตว์ 4 ประการ สัตตาวาส 1 2 3 4 คุณปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่ตรงตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า คุณได้ผลเหมือนกัน ได้ผลเป็นสัตว์อยู่นั่นแหละ สัตว์ประเภทที่ 1 คุณก็เห็นต่างกันไปหมด กายต่างกันสัญญาก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง พวกนี้พูดกันไปเดี๋ยวก็ทะเลาะกันง่ายๆ เพราะพวกคุณไม่มีความรู้เรื่องกาย เรื่องสัญญาเลย ในสัตตาวาสข้อที่ 1

พูดไปก็แย้งกันไกล ต่างกัน สัญญาต่างกัน มันแทบจะไม่ลงกันเลย เห็นความเป็นมนุษย์เห็นความเป็นเทวดาเห็นความเป็นพรหมต่างกันหมด จนกระทั่งเริ่มมีจุดที่ร่วมกันได้ คือทำความหยุด เรียกว่า ปฐมฌาน ทำความหยุด ในความหยุดก็ต่างกัน สัตตาวาส ก็คือ เป็นสัตว์ เลิกความเป็นสัตว์ก็เป็นเทวดาเป็นอุบัติเทพวิสุทธิเทพ แต่คุณก็ยังมีทิฏฐิมีความต่าง แม้จะได้ปฐมฌาน ในข้อที่ 2 คุณก็ได้อย่างหลับตา ลืมตาออกมาคุณไม่ได้ กายที่มีความรู้ต่างๆหูจมูกลิ้นกายคุณหยุดอย่างนั้นให้นานๆ ถาวร ลืมตาแล้วไม่มีกิเลสเกิดเลยคุณทำไม่ได้ คุณได้แต่หลับตามันก็ต่าง ทิฏฐิต่างกัน เพราะฉะนั้นสัญญาก็ต่างกัน อาจจะได้กายอย่างเดียวกันคือ ไม่รู้เรื่องเป็นหนึ่ง จิตเป็นหนึ่ง ไม่รู้อะไรมากก็หนึ่ง 2 3 4 5 6 7 ไม่รู้คุณก็ได้ตำแหน่งและบอกว่านี่เป็นเอกัคคตารมณ์ หนึ่งยิ่งใหญ่แต่ยิ่งใหญ่แบบที่หลับตาอยู่ในภวังค์ ลืมตามาคุณไม่ได้แล้ว กำหนดไม่ได้ ถูกกระทบกระแทกกระเทือนไปไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จนกระทั่งคุณหลงไปกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หลงไปในลาภยศสรรเสริญสุข คุณก็ไม่รู้เรื่องว่าคุณเองคนหลงงมงายติดยึดกับสิ่งเหล่านี้ ก็ยังจมกับมันอยู่นั่นแหละ สัตตาวาสข้อที่ 1 กับวิญญาณฐีติข้อที่ 1 ภาษาเหมือนกัน แต่ทิฏฐิ ต่างกัน ข้อที่สองภาษาก็เหมือนกัน วิญญาณฐีติเป็นสัมมาทิฏฐิ สัตตาวาสเป็นมิจฉาทิฏฐิ ข้อที่ 3 ภาษาก็เหมือนกัน แต่มันต่างกันไปด้วยเลยในรายละเอียดลึกซึ้ง อย่างข้อที่ 3 รู้กาย เป็นอาภัสรากับรู้กาย เขาก็กำหนดภาษาว่า อาภัสราเหมือนกัน เหมือนอย่างคณะธรรมกาย แม้ภาษาถึงข้อที่ 8 ก็เหมือนกัน แต่สัตตาวาส มีอสัญญีสัตว์ มันก็เลยเป็น 9 แต่วิญญาณฐีติไม่มี นอกจาก วิญญาณฐีติไม่มี 9 และไม่มี 8 ด้วย วิญญาณฐีติก็มี 7

มาสรุปกับสิ่งที่เป็นจริง หมู่ชนชาวอโศก เรียนรู้ตาม พยัญชนะ อนุสาสนีของพระพุทธเจ้ามีปาฏิหาริย์หรือมีความมหัศจรรย์ มันน่าภาคภูมิ มันไม่มีอาริยทรัพย์อะไร น่าได้น่ามีน่าเป็นเท่านี้เลย ถึงขั้นสุภันเตวอธิมุตโตโหติ ในวิโมกข์ข้อที่ 3 รายละเอียดพวกนี้ไม่ง่ายที่จะรู้จักสภาวะ มันละเอียดลออที่จะสับสนปนเปกันง่าย จึงไม่มีสภาวะ ถูกคนซักก็จะเวียนหัวเลย ตั้งใจดีๆเรียนรู้ปฏิบัติให้เกิดสภาวะ อย่างพวกเรามีสภาวะกับพยัญชนะลงตัวทั้งหมด มันจึงไม่งงไม่สับสนและลำบาก แต่คนที่เขาไม่รู้ก็น่าเห็นใจลำบาก ดำเนินไปพวกเราสามารถประสบผลสำเร็จ อาตมาก็พาทำ ตอนนี้พาทำ เพื่อที่จะขยายผลเรื่องของการสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นคนดี สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร เชื่ออาตมาไหม .เชื่อ พยายามกันสร้างให้อุดมสมบูรณ์ คนสร้างแล้วก็เอามาโชว์ผูกโบว์ให้ด้วย ผักกาดกรอบๆ มันของน่าโชว์ บีทรูท ผูกโบว์ หัวบักใหญ่ บักเวอ มะกรูดยักษ์มะนาวยักษ์ สิ่งเหล่านี้จำเป็นทุกคนไม่ว่าศาสนาไหน ไม่ว่าคนประเทศไหน แม้แต่ตะวันออกกลางแม้แต่เอธิโอเปีย นิวกินี ขั้วโลกเหนือ กินได้เลี้ยงชีพได้ขอยืนยัน รอดและอายุยืนด้วย ไม่เหมือนเนื้อสัตว์เพราะว่าคนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อสัตว์ ซึ่งคนก็ยากที่จะเชื่อถือ เพราะมันติดมันยึด มันอร่อยติดอยู่ทางโน้นเยอะ เพราะฉะนั้น อาตมาก็ยังไม่อยากตายเพราะว่ามันติดต่อเชื่อมโยงต่อเนื่องกันอยู่ยังไม่อยากขาดตอน ถ้าหากอาตมาตายก็ต้องมาเกิดอีก แต่กว่าจะมีอายุโตขึ้นจะมาสอน มีคนเชื่อถือ มันต้องอายุเลย 7 ขวบมา ต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี ทิ้งช่วง ตอนนี้ก็เลยรอก่อน ให้พวกเราแข็งแรงมีอะไรจะสืบทอดต่ออาตมาได้พอสมควร แล้วอาตมาจึงจะตาย แล้วก็เลยถือเคล็ดตรงนี้ว่า อย่าไปฉลาดเร็วนะ ฉลาดช้าๆเดี๋ยวพ่อท่านจะตาย ยังไม่ถึงตรงนี้อีกละ มันย้อนแย้งพูดอะไรมันย้อนแย้งได้หมด 650213 พ่อครูเทศน์เปิดงานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 พาปฏิญาณศีล 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน