วิชชา 8 มีลำดับอันน่าอัศจรรย์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข14 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

วิชชา 8 มีลำดับอันน่าอัศจรรย์ _พ่อครูว่า... วิชชา 8 วิชชา คือ ความรู้ ขั้นปัญญา ญาณ วิชชา เป็นภาษาบาลี หมายถึงความรู้แบบโลกุตระทั้งสิ้น ความรู้อย่างนี้จึงจะสามารถลบล้างความยึดติดแบบโลกียเทวนิยมทั้งหลายแบบโลกที่เป็นกันอยู่ในมนุษย์โลกทั้งหมด ไม่มีใครละเว้น เป็นอันนี้ก่อนกว่าจะมาได้พบโลกุตระ มารู้ความรู้ที่รู้ว่าเราติดยึด ติดยึดทางโลก ความรู้ทางโลกติดยึดได้เก่งเท่าไหร่ที่สุดก็ยอดที่สุดได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ได้เป็นเจ้าแห่งความรู้แล้วมาประกาศเป็นเจ้าแห่งความรู้ คนก็มานับถือมาขึ้นต่อ ก็ได้หมู่กลุ่มบริวารจนเป็นศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ของเทวนิยม แล้วศาสดาแต่ละศาสนาของเทวนิยม ก็แข่งกัน แข่งกันอยู่ในโลกนี้แหละอย่างที่เป็นอยู่ในโลก ศาสนาเทวนิยมมีเยอะ ศาสนาต่างๆ ก็มีเก่งและเด่นขึ้นมาอยู่ทุกวันนี้ก็มีไม่กี่ศาสนาที่เรารู้ ส่วนนอกนั้นก็เป็นเจ้าลัทธิ ศาสนายิบย่อยเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน ในมนุษย์ 7 พันล้านนี้ เป็นอยู่อย่างนั้น ส่วนพุทฃธนั้น ความรู้อย่างเดียวกันไม่แย่งไม่แข่ง ไม่แย่งกันเป็นศาสนา มีศาสดาองค์เดียวศาสนาพุทธ ยอมรับกัน ผู้ไม่ยอมรับก็ยอมรับพระพุทธเจ้า เรียกว่านิกาย คนละกาย ต่างคนก็ต่างบอกว่ากายของเขาถูก ของเอ็งไม่ นิ แปลว่า ไม่ ต่างคนต่างชื่อ ของเอ็งเป็น นิกาย ของข้านี่แหละธรรมกาย ของข้านี่แหละกายของพระพุทธเจ้า เหมือนพวกชาวธรรมกายที่อยู่รังสิต ที่เขายืนยันว่าเขาเป็นเจ้าของธรรมกาย ของเองนั่นแหละนิกาย ของข้านี่แหละธรรมกาย ธรรมกาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านั่นคือชื่อของเรา ธัมมชโยก็ไปยืนยันว่านี่แหละคือธรรมกายของพระพุทธเจ้า เขาพูดว่าไม่ใช่แค่พระพุทธเจ้าเขาเหนือกว่าพระพุทธเจ้าด้วย ธัมมชโยนี่จองหองขนาดนั้น เข้าเหนือกว่าเขาเป็นต้นธาตุต้นธรรม ในความหมายของต้นธาตุต้นธรรมเขาก็ไม่

อ่านต่อ

รู้เรื่อง อย่างนี้เป็นต้น กลับก็มาที่วิชชา 8 วิปัสสนาญาณ คือความรู้ที่ต้องมีตัวเห็น ปัสสะ คือความเห็น เห็นอย่างยิ่ง วิ อยู่ปัจจุบันนี้ วิปัสสนะ วิปัสสนา เห็นอยู่ทนโท่เดี๋ยวนี้ วิปัสสนา แต่โดยสภาวะมันเห็นอยู่ตอนนี้ไม่ละวางจากปัจจุบันนี้เลยเรียกว่า ทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติ ยังมีปัจจุบันอยู่ตอนนี้ยังไม่หายไปจากปัจจุบันเลย เห็นๆอยู่ตอนนี้ทนโท่หลัดๆโต้งๆอยู่ตอนนี้ นี่เรียกว่า วิปัสสะ-นา คนที่ไปหลับตาแล้วตาก็ไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยิน จมูกก็ไม่ได้กลิ่น ลิ้นก็ไม่รับรส เป็นสัมภเวสีอยู่กับจิตล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ นั่นคือโมฆะจากศาสนาพุทธ ไม่มีวิญญาณฐีติ ไม่มีวิญญาณที่จะมารับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย คนอื่นก็เห็นรู้รวมกันได้ ยืนยันกันได้ยืนยันก็ได้บอกกันได้ว่านี่ไงรูป นี่ไง รส นี่ไงกลิ่น นี่ไงเสียง นี่ไงสัมผัส นี่ไง จึงจะชื่อว่าวิปัสสนาญาณ ไปหลับตาโมเมขี้ตู่ หลับตาและจะเกิดวิปัสสนาญาณ มาพูดเอาเอง พวกขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแก สู่แดนธรรม .. เขาว่าต้องไปวิปัสสนาในสิ่งที่ตาไม่เห็นสิ ถึงจะแน่ พ่อครูว่า... พูดกับคนตาบอดประชุมคนหูหนวกไปดูหนังใบ้ คนโง่ก็เชื่ออย่างนั้นกัน ถ้าคนที่เจริญกว่านั้นเขาก็รู้แล้ว เขารู้ว่าอันไหนเจริญก็มาเอาความเจริญกว่าก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ

อันที่ 2 มโนมยิทธิ มยัง แปลว่าอันเป็นเราตัวของเรา อิทธิคือฤทธิ์ มโนมยิทธิคือเรามีฤทธิ์ มีฤทธิ์อย่างไร คืออำนาจพลังงานที่ฆ่ากิเลสได้กำจัดกิเลสได้ เป็นพลังงาน สร้างพลังงานทางจิตเช่น ฌาน ทำฌาน มีพลังงานมีฤทธิ์ พลังอันนี้มาเกิดขึ้นมาจริงเป็นความจริงแล้ว เจ้าผีมารกิเลส หนีเลย กลัวเลย อย่างที่อธิบายผ่านมาแล้ว เป็นตัวจริงของปัญญา ตัวจริงของวิชชา ตัวจริงของญาณ มโนมยิทธิญาณ มีฤทธิ์เช่นนั้นจริง รู้จักคุณวิเศษ รู้จักคุณลักษณะของญาณอันนี้ คนที่สร้างญาณอันนี้ได้เอง คนที่ทำได้เองก็จะเห็นว่า โอ้โห! กิเลสมันจางคลายกิเลสมันหนีเลยกิเลสไม่เข้าใกล้เลยก็รู้ได้ด้วยตนเอง อ๋อ! พลังงานอย่างนี้อย่างนี้แหละเรียกว่าพลังงานปัญญา พลังงานญาณ พลังงานวิปัสสนาญาณ และพลังงานนี่แหละมันทำให้กิเลสหาย มโนมยิทธิ เราทำเองเราเองทำเอง เห็นกิเลสมันไม่รอหน้ามันกลัวมันวิ่งหนีเลย เห็นหน้ามันวิ่งหนีจู๊ดเลยไม่กล้าเข้าใกล้เลย นี่เป็นความจริงที่พูดด้วยพยัญชนะภาษาสู่ฟังได้ คนที่เกิดพลังงานนี้ เกิดปัญญาอย่างนี้ เกิดมโนมยิทธิญาณ อย่างนี้ก็รู้ด้วยตน ก็ทำเพิ่มขึ้น หลากหลายมากขึ้น ก็ทำอย่างนี้แหละ มโนมยัง ก็ทำให้มากขึ้นเรียกว่า อิทธิวิธ วิธะ แปลว่าหลากหลายมากมาย Variety หลากหลายมากมายมากขึ้นเรียกว่า อิทธิวิธญาณ ทำอิทธิอย่างมโนมยิทธินี่แหละก็เป็นญาณ 3 อย่างนี้แหละเป็นสุดยอด วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี ก็สามารถทำลายกิเลสได้มากขึ้นลึกซึ้งขึ้นเรียกว่า ทิพยโสตญาณ เป็นญาณ ที่รู้ได้อย่างทิพย์อย่างวิเศษละเอียดลออสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เรียกว่าทิพโสตญาน สู่แดนธรรม.. เรียกว่าหูทิพย์ตาทิพย์ พ่อครูว่า... หูทิพย์ก็ได้ตาทิพย์ก็ได้ ท่านเทียบหูทิพย์ เหมือนกลองที่อยู่ไกลๆ เคาะเสียงขึ้นมา กลองเคาะปึ๊ง คนหูทิพย์ได้ยินก็แยกออกเลยว่านี่คือเสียงกลอง กลอง ก็เป็นสิ่งชนิดหนึ่ง เขาขึ้นมาก็รู้ว่าอันนี้เป็นเสียงตะโพนไม่ใช่เสียงกลอง พวกนักดนตรีพวกนักตะโพน เคาะอย่างนี้ขึ้นมาเรียกว่าเสียงบัณเฑาะว์ แยกเสียงออกได้เลยว่านี่เสียงบัณเฑาะว์ ก๊องแก๊งๆ เคาะเสียงมาอย่างนี้รู้เลยว่าเสียงเปิงมาง ตะลุ่มตุ้มๆ อ๋อ นี่เป็นเสียงตะโพน ไกลๆเบาๆก็ยังฟังออกนี่คือทิพโสตญาน ลึกละเอียดเท่าใดก็สามารถจับได้ชี้ได้ ว่าอันนี้ต่างกันอย่างนี้ อันนี้คืออย่างนี้ เช่นเดียวกันกับ อภิภู ผู้สามารถแยกความต่างของสีเขียว นี่เขียวอย่างนี้ๆ มีเฉด มีความต่างกันอย่างละเอียดลออเลยแยกกันออกไปสารพัดอย่าง เขียวที่ต่างๆกัน หรือแดง ที่มีเฉดต่างๆกันแยกออกได้มากมายหลากหลาย หรือ เหลืองที่แยกยากกว่าเพราะบางเบากว่าเขียวหรือน้ำเงิน แม่สีน้ำเงินเหลืองแดง จากน้ำเงินแดงมันก็จัดขึ้น แยกได้ง่าย พอเรื่องนี้บางเบา แยกละเอียดไปอีกมากมาย ยิ่งไปเป็นขาว แยกเฉดขาวต่างกัน ขาวที่ต่างกัน ยิ่งแยกยากใหญ่เลย มีขาวแก่ขาวอ่อนอีก ขาวอึ้มๆ กับขาวอ่อนๆ ที่แท้ขาวอึ้มๆไม่มีหรอก มีแต่ขาวสว่างๆขาวแก่ๆอ่อนๆ สู่แดนธรรม.. ในวิชชา8 มีการเรียงลำดับเหมือนมหาสมุทรหรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ใช่ มันมีความเจริญขึ้นจาก วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ มีความหลากหลายอิทธิวิธี เล็กละเอียดมากยิ่งขึ้นไป โสตทิพย์ อันนี้ไปรวมกันเป็น เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ

เจโตปริยญาณ 10 พูดสามารถทำเจโตปริยญาณ 16 ได้สำเร็จผู้นี้เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่มีความรู้ในญาณ 16 สราค สโทส สโมหะ แล้วทำให้ไม่เป็น ราคะโทสะโมหะ คือวีตะ ราคะ วีตะโทสะ วีตะโมหะ เมื่อเริ่มศึกษาฝึกฝนเรียนรู้ทำได้ โดยที่คนมี 2 จริต จริตศรัทธากับเจ้าปัญญา จริตศรัทธาจะเป็น สังขิตตังจิตตัง เป็นลักษณะของ เจโต เป็นก้อนๆ ส่วนวิกขิตตังจิตตัง เป็นสายปัญญากระจายกระจาย รวบไม่ติด ส่วนพวกเจโต เป็นก้อนแยกไม่ออกเหมือนผมเป็นสังกะตัง เราเป็นแบบไหนก็แก้ไข กระจายก็รวบให้เป็นหนึ่ง เป็นก้อนก็ต้องแยกเป็น 2 ให้ชัดเจน เรียนรู้ ถ้าแยกไม่ได้ทำไม่เป็น อมหัคคตะ ก็ไม่เจริญขึ้น คุณทำไม่ได้แยกไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ติดอยู่อย่างเก่าคุณก็จมอยู่อย่างนั้น ไม่เจริญขึ้นไม่มหัคคตะ จะทำให้มากขึ้นดีกว่านั้นก็ไม่ได้ จะทำให้เก่งขึ้น อัคคะ หรือมหัคตะ ก็ไม่ได้ ทำได้ก็จึงเป็น มหัคตะ ทำไม่ได้ก็ อมหัคตะ อมหัคตะ กับมหัคตะ ก็ต่างกันเป็นอีกคู่หนึ่ง คู่ที่ 6 อนุตตรังจิตตัง สอุตรังจิตตัง อนุตตรังจิตตัง มีความเหนือไปได้มากขึ้นเรื่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆเจริญขึ้นเรื่อยๆเรียกว่า สอุตรังจิตตัง จิตที่เป็นอุตตระเป็นความเหนือ เจริญขึ้นเรื่อยๆ แต่จะรู้ตัวเองว่า มันเจริญขึ้นแต่มันยังไม่จบยังไม่มีที่สุด เหนือที่สุด เรียกว่า อนุตตังจิตตัง ก็ทำให้เหนือที่สุดไปให้สุดให้ได้เรียกว่า อนุตตรังจิตตัง พยายามทำสะสมขึ้นไปจะรู้ได้ด้วยตนเอง มีญาณตัดสินให้คะแนนของตนเองชัด คนอื่นช่วยบอกได้แต่มันก็ไม่จริงเท่าตัวเราทำของตัวเราเอง คนจะบอกได้ก็ต้องเป็นคนที่เหนือชั้นจริงๆ อย่างอาตมา ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้จริงๆเท่าไหร่ คนนี้เป็นโสดาบันเท่านี้แล้วคนนี้เป็นสกิทาคามีเท่านี้แล้วคนนี้เป็นอรหันต์ท่านมีแล้ว อาตมายังไม่เก่ง พอรู้ได้พอบอกได้แต่ยังไม่เก่ง ก็พูดความจริงอาตมาพูดความจริงไม่เป็น ไอ้ที่เป็นได้ก็บอกได้ ไอ้ที่เก่งจนกระทั่งไม่มีใครได้เท่าอัตโนมัติ พูดความจริงทั้งนั้นอาตมาพูดความจริงไม่เป็น แต่คนเขาไม่ศรัทธาก็ไม่เชื่อ คนศรัทธาจะเข้าใจยิ่งว่าอาตมาเป็นคนจริงนะ อาตมาเป็นคนจริงคนตรงพูดอะไรไม่เป็นสองเลย พูดเป็นหนึ่งเปรี้ยงๆ เลย ถ้าคุณเข้าใจได้ ยิ่งกว่าขวานผ่าเลยคนนี้เปรี้ยงๆ แต่พูดแรงด้วยนะ แตกโพล้ะเลย จาก สอุตระถึงที่สุด มีเครื่องยืนยันว่า 1.เป็น สมาหิโต กับอ สมาหิโต จิตตั้งมั่นกับจิตไม่ตั้งมั่น กับ วิมุติกับอวิมุติ อีก 2 คู่ จบหรืออย่างตั้งมั่นหรืออย่าง static รู้รอบ วิมุติ (มุติแปลว่ารู้) รู้ยิ่งรู้จบจนไม่มีที่จะรู้อีกแล้ว วิ ก็แปลว่าไม่ได้ รู้จบแล้วจนไม่มีที่จะรู้ต่ออีกแล้ว กรอบโสดาบัน ก็รู้จบกรอบโสดาบัน กรอบสกิทาคามีก็รู้ว่าเป็นกรอบของสกิทาคามี กรอบอนาคามี จบกรอบของอนาคามี จบกรอบ อรหันต์ก็รู้ว่าจบกรอบของอรหันต์ พัฒนาไปเป็นอนุโพธิสัตว์ เลยจากอรหันต์ไปตามพระพุทธเจ้าไป อนุ แปลว่า ตามพระพุทธเจ้าตามพระโพธิสัตว์เริ่มจากพระอรหันต์แล้ว เป็นอะไรกันแล้วสามารถตายแล้วแยกธาตุเป็นอุตุไปเลยได้ แต่ยังไม่ตายจะพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้รู้เพิ่มของตนทำได้แล้ว ของผู้อื่นองค์นี้คนนี้ ผู้นี้โพธิสัตว์องค์นี้ ท่านทำได้เก่งขึ้น คนๆ นี้เขาทำอย่างไร ก็เรียนไปต่อ อนุ ตาม อนุ ไปเรื่อยๆ เป็นอนิยตะ อนิยตโพธิสัตว์ยังไม่เที่ยง ไปเรื่อยๆจะเป็นโพธิสัตว์ที่จะเที่ยงต่อการได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 7 เรียกว่า นิยตโพธิสัตว์ ก็จะรู้ตนเองได้ ตอนนี้ไม่มีใครจะบอกเราได้เก่งเท่าเราหรอก นิยตโพธิสัตว์เป็นผู้ที่ถึงขั้นที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้เที่ยงแล้ว สอบมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้แล้ว ตนเองต้องพากเพียร ไม่มีรีไทร์ นอกจากจะตนเองรีไทร์ตนเอง คนอื่นมา รีไทร์ เราไม่ได้ใครมาไล่ออกไม่ได้ เราสมัครใจเลิกเอง หรือจะต่อเอง เพราะฉะนั้นโพธิสัตว์ระดับนิยตโพธิสัตว์ รีไทร์กลางทางเยอะ ระดับ 7 ก็หนักหนาสาหัสยิ่งไประดับ 8 ก็ยิ่งหนักหนาสาหัส ไม่เป็นแล้วพระพุทธเจ้า เพื่อนอาตมารีไทร์ไปเยอะแล้ว อาตมายังสู้อยู่ เดินออกมานี้พวกสมณะเราบอกว่าสู้ๆพ่อท่านสู้ๆ สู่แดนธรรม.. พระโพธิสัตว์ระดับ 8 รีไทร์ไป จะมีคนมาแทนก็น่าจะยากมาก พ่อครูว่า... ระดับ 7 นี้รีไทร์ไปเยอะ ไประดับ 8 จะไม่ค่อยรีไทร์ อย่างไรยังไงก็ต้องสู้นะลงทุนมาเยอะแล้ว เหลืออีกขั้นเดียวจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้นจะรีไทร์หรือไม่รีไทร์ก็ขั้นที่ 7 นี่แหละหนักหนาสาหัสกันตรงนี้แหละ ตอนนี้ อาตมาเห็นแสงอรุณรำไร เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ เรานี่เห็นแสงอรุณขั้น 8 แล้วนะ ก็ว่าไป ส่วนใครจะฟังตามไม่หมั่นไส้ก็ฟังไป ส่วนใครจะหมั่นไส้ก็ขออภัยนะ อาตมาพูดความจริง ให้ผู้ที่สนใจให้ผู้ที่แสวงหา พูดกับลูกกับหลาน ส่วนท่านถือเป็นตัวเป็นคนนอกมาฟังแล้วหมั่นไส้ ก็ต้องขออภัยจริงๆ อาตมาจำเป็นต้องงพูดความจริงสู่ผู้ที่สนใจผู้ที่แสวงหาหรือพูดกับลูกกับหลาน อาตมาก็ขอพูด ส่วนคุณมาได้ยิน ก็ไม่รู้จะทำยังไง ไส้ของคุณเอง คุณหมั่นของคุณเอง 650214 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 จรณะและวิชชาคือพุทธคุณภาคปฏิบัติ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน