ธรรมนิยาม 5 จึงเป็นยอดสุดแห่งความรู้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข12 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมนิยาม 5 จึงเป็นยอดสุดแห่งความรู้ _จาก ปีกบุญ : กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่ง ดิฉันอ่านหนังสือปัญญา 8 ไปแล้ว 80 กว่าหน้า ได้เข้าใจอะไรๆมากยิ่งขึ้น ไม่เสียแรงที่พ่อครูพากเพียรเขียน ประโยคหรือข้อความที่ว่า “ทุกสรรพสิ่ง ล้วนไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตาม กาละ เทศะ ฐานะ” ที่สุดสูญสลายตัวตนไปไม่มีตัวตนจริง ไม่ใช่ตัวตนเลย ทุกสิ่งอนัตตา” (น.73 - 74 ) หรือ “สรรพเพธัมมา อนัตตาติ” (ทุกสิ่งอย่างล้วนไม่ใช่ตัวตน) คงเป็นเพราะว่า พ่อครูได้เข้าถึงหลักธรรมข้อนี้ได้นั่นเอง จึงทำให้พ่อครูไม่ยึดมั่นในสิ่งใดๆเลย จนมีคนคิดว่า พ่อครูกลับกลอก (ดิฉันก็จะพยายามเข้าถึงความจริงนี้ให้ได้) ขอเรียนถามเพื่อความแน่ใจดังนี้ค่ะ คำว่า “สัพเพธัมมา” กับคำว่า “สังขารทั้งหลาย” คือสิ่งเดียวกันได้หรือไม่? เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ทรงอยู่ได้เพราะการปรุงแต่ง หรือ สังขารกันขึ้นมาทั้งสิ้น คำว่า “สัพเพธัมมา” และ “สังขารทั้งหลาย” หมายถึง ธรรมนิยาม 5 ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ ขอความกรุณาพ่อครูช่วยอธิบายถึงความเป็ฯอนัตตา ของอุตุ กับพีช ด้วยค่ะ พ่อครูว่า... ธรรมะเป็นคำรวม ก็คือทั้งหลาย มันรวมตัวอยู่ ส่วนสังขารเป็นการปรุงแต่ง สู่แดนธรรม... ในความเป็นธรรมะ มีธรรมะที่ปรุงแต่งได้ กับธรรมะที่ปรุงแต่งไม่ได้ อสังขตธรรม จะปนเปกับสังขตธรรมไม่ได้ พ่อครูว่า... ดี ช่วยขยายความ หลายอย่างที่สู่แดนธรรมเขามีปฏิภาณปฏิภาณถึงตรงนั้นก็มี สู่แดนธรรม.. คำว่า “สัพเพธัมมา” และ “สังขารทั้งหลาย” หมายถึง ธรรมนิยาม 5 ไม่ได้ เพราะธรรมนิยาม 5 ธรรมะข้อนี้ ระบุไว้ว่า อาศัยการเกิด เพราะมีอันนี้จึงมีอันนี้เกิดจึงจัดเข้าในธรรมนิยาม 5 ส่วนธรรมะไม่เกิดเลยนั้นไม่จัดเข้าในธรรมนิยาม 5 พ่อครูว่า... พูดอย่างนี้แล้วสิ่งที่ไม่มีการเกิดคืออะไร

อ่านต่อ

สิ่งที่ไม่มีการเกิดถึงแล้วหรือ ใครถึงแล้ว พระอรหันต์ขึ้นไปจะรู้ว่า ธรรมะที่ไม่มีการเกิด ทำธรรมะที่ไม่เกิดอีกแล้ว ได้ โดยภาษาที่ยังไม่ตาย พระอรหันต์ไม่ตายก็ได้ทำแล้วจริงๆ ทำไม่ให้มีการเกิดได้แล้ว จะให้เกิดอีกก็ได้ เป็นอมตะบุคคล ตามมูลสูตรข้อที่ 9 ก็เหลือแต่ว่า จะเลิกเกิดจริงๆเลย เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานสุดท้ายเลย ถ้าไปแยกธาตุปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ไม่รวมตัวกันอีก เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือนพวงมะม่วงตกลงมาแตกกระจาย จะไม่สามารถรวมเป็นพวงมะม่วงนั้นอีกแล้ว แยกธาตุเป็นอุตุนิยาม จะไม่รวมตัวเป็นจิตนิยามอันนั้นอีกแล้ว สลายได้แล้ว นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เรื่องนี้ขึ้นมา ทีนี้ คำว่า ธรรมะนิยาม 5 คำนี้แหละเป็นยอดสุดเลย ที่จะต้องรู้สภาวะของธรรมนิยาม 5 ตั้งแต่ อุตุนิยาม หมายถึงอย่างไร ดินน้ำไฟลม เป็นต้น ต่อไปเป็นสภาพอีกอย่างหนึ่งที่มันรวมตัวกันเป็นชีวะแล้ว เรียกว่า พีชนิยาม ยังไม่ถึงขั้นจิตนิยาม มันคืออะไร มันเป็นอยู่อย่างไร มันจะสลายมันจะเกิดอย่างไร ถ้าศึกษาเข้าใจได้ ทำได้ จิตคนทำให้เกิด ทำให้ดับ ดับสุดก็เป็นอุตุนิยามไปเลย เลิกสลาย ก็ไม่มีชีวะ พีชะก็ไม่เหลือ จิตนิยามก็ไม่เหลือ เพราะฉะนั้นกรรมกับธรรมะก็ไม่เหลือทั้งนั้น สุดยอด สลายได้สุดยอดแล้ว นี่เป็นความรู้และความจริงที่เรียนรู้และทำได้ อาตมาที่พูดนี่ทำได้จึงพูดได้ อาตมาก็ย้อนแย้งเป็นอมตะบุคคล ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพื่อที่จะพูดและอธิบายสิ่งจริงให้ทุกคนมาพิสูจน์ ใครมาพิสูจน์ได้แล้ว คุณจะได้อรหัตตผล คุณจะปฏิบัติปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ทำไป สำเร็จคนก็จะยนต์รู้ว่าคนนี้ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว หาไม่เจอหรอกอยู่ในวัฏสงสารนี้ วิญญาณอันนี้ธาตุรู้อันนี้หมดในวัฏสงสารแล้ว เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าคุยกันกับพระอรหันต์วังคีสะว่า วิญญาณของกะโหลกนี้ไปอยู่ไหน ก็เข้าใจแล้วคนที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นอรหันต์ได้แล้ว ก็ตามหาวิญญาณไม่เจอหรอก ทั้งๆที่ วังคีสะ สามารถหยั่งรู้ว่าวิญญาณใครต่อใครที่ตายไปแล้วเป็นอย่างไร ด้วยการเคาะกะโหลกศีรษะ แต่มาเจอพระพุทธเจ้า พาให้สลายวิญญาณได้เลย นี่แหละหลักธรรมพระพุทธเจ้า ตัวอย่างเรื่องราวตำนานในศาสนาพุทธ มีครบครันมีจริงที่สุด อย่างนี้ เพราะฉะนั้นคำว่า ธรรมนิยาม 5 จึงเป็นยอดสุดแห่งความรู้ ในพระไตรปิฎก ฉบับเถรวาท ภูมิของพระกัสสปะไม่ถึง ทำการสังคายนาฃบับของพระกัสสปะ ไม่มี มีอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ จึงเห็นชัดเจนว่าเถรวาทบรรลุสูงสุดไม่ได้ เพราะไม่รู้จักธรรมนิยาม 5 เพราะฉะนั้นทางสายกัสสปะหรือเถรวาทจึงยาก เถรวาทหมายความว่า ลัทธิเถรวาททุกวันนี้ ที่เป็นลูกน้องพระกัสสปะ จึงยากที่จะบรรลุอรหันต์เพราะไม่รู้ธรรมะนิยาม 5 แยกธาตุจิตให้เป็นธาตุอุตุไม่ได้ ไม่เป็น ทำให้เป็น พีชะ อาศัยในชีวิตนี้ตอนเป็นๆจะได้หมดทุกข์หมดทุกข์ เพราะพลังงานในระดับพีชะ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีวิบากอะไรแล้ว นี่เป็นความรู้ที่เยี่ยมยอด แล้วสามารถทำได้ด้วย อาตมาพูดเพราะว่าอาตมารู้และก็ทำได้จึงเอามาพูด ไม่มีใครพูดอย่างอาตมาหรอก ในยุคนี้ไม่มี ขอยืนยัน แต่มีองค์อื่นที่ท่านรู้พอๆหรือรู้ยิ่งกว่าอาตมา ก็พูดได้เพราะก็เป็นความจริงที่รู้กันหมด แต่ในยุคนี้ไม่มี มีแต่อาตมาเอามาพูด พูดไปแล้วก็หาว่าอวดดี แล้วจะให้เราอวดความชั่วก็โง่ตาย มีดีก็ต้องอวดดี เอาดีมาอวด จะให้อวดแต่โง่อวดแต่ชั่วได้อย่างไร นี่ก็พูดจริงๆ อาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น พูดความจริงก็หาว่ายวน อาตมาเป็นคนไทย อาตมาทำงานทุกวันนี้อาตมามีปณิธานที่จะต้องพยายาม ทำงานไป สะสมสัมภาระวิบากไป จนกว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่ถึงก็ทำไป มันก็เป็นประโยชน์ ยิ่งได้รับปากกับ พระพุทธเจ้า พูดเป็นภาษาง่ายๆ ว่าจะต้องมาเป็นผู้สืบทอดอันนี้ คนฟังแล้วก็บอกว่าคุยโม้ จะจริงหรือ อาตมาก็ยืนยันหลักฐานต่างๆนานาหลายอย่างแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆว่า อาตมาเป็นบุคคลในข้อที่ 10 ในสัมมาทิฏฐิ 10 ว่า สยังอภิญญา เป็นคนอย่างนี้ เป็นผู้รู้เอง รู้มาแต่ชาติก่อนแล้วมาประกาศธรรมะพระพุทธเจ้า มาแยกแยะโลกนี้โลกหน้าให้คนอื่นรู้ตามได้ เป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ยืนยันได้อย่างไรว่าเป็นคนนี้ ก็คนนี้รู้สัมมาทิฏฐิตั้งแต่ข้อ 1 ยันข้อ 9 แล้วขยายความให้พวกเรารู้จักแล้วก็ทำตาม สัมมาทิฏฐิ 10 นี้ สัมมาทิฏฐิทั้ง 9 นี้ อาตมาเป็นผู้ที่ 10 ก็แล้วกัน อีก 9 อันนั่นแหละ สามเส้า สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ที่ยังจัดการอาสวะอยู่ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ผลคือผลโลกุตระ ๒. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ๓. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... สัมมาทิฏฐิ 10 ก็ไม่เห็นใครเอามาอธิบายอย่างพ่อครูได้ สู่แดนธรรม... เคยได้ยินอาจารย์บางท่านอธิบายว่า บุญคุณของพ่อมี บุญคุณของแม่มี อธิบายอย่างแค่นั้น สมณะเดินดิน... ความรู้ระดับนั้นพระพุทธเจ้าไม่ต้องสอนก็ได้ ก็คนธรรมดาก็มีความรู้ว่าพ่อมีแม่มี แม้แต่ข้อที่ 10 เราก็ไม่ค่อยได้รู้เท่าไหร่ แต่เป็นที่มาของพ่อครู ที่ตกลงกับกระทรวงศึกษาธิการไม่ให้ใช้คำว่าพระนำหน้าก็ได้คำว่าสมณพราหมณ์มา เป็นสิ่งที่ฟ้ากำหนดมา ให้ต้องเป็นอย่างนี้ พ่อครูว่า... ต้องเป็นแบบนี้ต้องเกิดแบบนี้ ตถตา Born to be สมณะเดินดิน... ถ้าอย่างนั้นใช้คำนี้ก็แล้วกัน เพราะคำอื่น นักบวช นักพรต ภิกษุ พระ มีกฎหมายห้ามไว้ ก็ใช้คำว่า สมณพราหมณ์ นี่แหละ ที่ไม่มีในกฎหมายห้ามไว้ พ่อครูว่า... เราก็เลยมาเป็นสมณะตั้งแต่บัดนั้น นอกนั้นท่านก็เป็นพระ เป็นภิกษุ เป็นนักบวช นักพรต ซึ่งในภาษากฎหมายมีหมด เราก็ใช้สมณพราหมณ์ก็ได้ เจียมเนื้อเจียมตัว คุณเหมาเอาไปเสียเยอะเลยให้เราชื่อเดียว ก็ไม่ว่ากัน ผู้ที่เป็น สยังอภิญญา สามารถแจกแจงอธิบายสัมมาทิฏฐิทั้ง 9 ข้อได้ อธิบายแล้วผู้ฟังเข้าใจ ยินดี ซาบซึ้ง ปฏิบัติตาม ได้มรรคผลตาม ทานมีผล สีลพรตมีผลแล้ว การเสวยผลเป็นอย่างไร หุตัง อาตมาก็อธิบายขยายความไว้หมดแล้ว ผู้ที่ติดตามฟังอาตมาจริงๆโดยไม่มีอคติ จะรู้ว่าคนผู้นี้ อธิบายไม่เหมือนใคร อธิบายแล้ว ปฏิบัติแล้ว ทานที่ให้ ยืนยันในพระไตรปิฎก อาตมาก็เอาทานสูตรมายืนยันอธิบาย ทานที่ให้แล้วมีผลคือ ทานที่ให้ไปแล้ว อย่ามี สาเปกโข อย่างนี้เป็นต้น ทำอย่างนี้ได้สำเร็จเลย ทานไม่ต้องการที่จะหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน คุณต้องทำใจในใจของคุณ เป็นเช่นนั้นจริง ไม่ใช่ไปทำทานแล้ว อิมินาสักกาเรนะ อย่างนั้น เมื่อไหร่จะหมดภพชาติกันเล่า อาตมาก็สอนทำทานแล้วไม่ต้องมีสาเปกโข ไม่ต้องเอาอะไรตอบแทนเลย ไม่ต้องมีจิตที่หวังอะไรตอบแทนเลย เป็นทานอย่างสูญ ให้แล้วให้เลยสุดไปเลย จบ ไม่มีบุญคุณอะไรทั้งนั้น อย่างนี้เป็นต้น ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส) ตายแล้วก็ไม่รู้ว่าต้องวนกลับมาแต่คิดว่าจะไปอยู่กับพระเจ้า บนสวรรค์มีพระเจ้าเป็นเจ้าของความทุกข์ไม่มี ซาตานไม่มี แต่เขาก็มีซาตาน เขาก็พูดถึงซาตานแต่ก็ไม่เรียนรู้ชะตาเลย ซึ่งที่จริงแล้วซาตานกับพระเจ้าอันเดียวกัน พระเจ้าเมื่ออวิชาขึ้นเมื่อไหร่ก็เป็นซาตานเมื่อนั้น พระเจ้าที่มีอวิชชาก็คือซาตานดีๆนั่นแหละ นี่ไม่ได้ว่านะแต่พูดสัจธรรมสู่ฟัง ความจริงอันนี้อาตมาก็พูดไปอย่างพาซื่ออย่างจริงใจปรารถนาดี ที่จะต้องสาธยายให้เข้าใจให้รู้ความจริงชัดๆ อาตมาว่าชาตินี้อาตมามาเปิดเผย เปิดตัว เปิดสัจธรรม โป๊ จนเรียกว่าเปลือยสุดยอด นู๊ดไม่มีอะไรเหลือ พูดความจริงไปหมด ยิ่งปัญญา 8 ที่อาตมาเขียนอยู่นี่ เล่ม 1 ก็ยังทวนอยู่ ยังไม่เสร็จเลยยังไม่ได้ครึ่งเลย เขาก็ต้องการเอาไปทำเป็นเล่มพิมพ์ออกมา อาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไง มันรู้สึกว่าทำแล้วหน้าขยายความให้ละเอียดอีกก็ทำ ยังคิดว่า เอาน่า พอนะ แต่มันก็ยังไม่พอ อยากให้ละเอียดชัดๆเข้าไปอีก ก็ยังคงต้องประมาณนึงก็พอ ตอนนี้ก็พูดถึงตัวเองบ้างว่ามันอ่อนแรงมาก เมื่อยก็ง่าย แต่ถ้าได้เขียนหนังสือนี้ไม่เมื่อยง่ายๆเลย ได้เขียนหนังสือธรรมะบันทึกลงไปไม่เมื่อยง่ายๆเลย ไม่มีปวดหลังปวดเอวในการเขียนหนังสือ ไม่เคย นั่งไปเถอะ 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง แต่ 8 ชั่วโมงเดี๋ยวนี้เขาไม่ให้แล้วแต่ก่อนนี้ทำ เดี๋ยวนี้เขาไม่ให้ทำ 3 4 ชั่วโมง แต่ 5 ชั่วโมงไม่ให้แล้ว คนคอยดู ให้ลุกเดินให้นอนพักบ้าง เดี๋ยวนี้ผู้ควบคุมดูแลมี ทั้งปัจฉาฯ ทั้งผู้ที่ดูแลพยาบาล ท้องไม่ผูก สบายท้องไส้ ได้เวลา อุจจาระก็สบาย คือ มันสร้างสังขาร อวัยวะเจ้าการต่างๆ มันมีคุณภาพ มันดี สู่แดนธรรม... นิมนต์พ่อท่าน เขียนหนังสือเยอะๆเลยครับ พ่อครูว่า... ไม่นิมนต์ก็เขียนอยู่แล้ว เขียนไปให้มากที่สุดเท่าที่เราจะลากสังขารยืนยาวไปอีกได้เท่าไหร่ เพราะมันมีอะไรต่ออะไรที่จะบันทึกลงไป เพื่อให้เข้าใจให้ได้รู้อะไรเอาไว้ จะว่าหลงก็ไม่ใช่หลง ก็คิดว่ามันเป็นสัจจะ ที่ไม่มีใครเข้าใจได้อย่างนี้ แล้วมันดีไหม เอ๊.. ผู้ที่เขารู้เขาเข้าใจก็ว่าดี นอกจากคนอ่านไม่รู้เรื่องก็ว่าไม่ดีไม่รู้เรื่อง ก็จะไปห้ามเขาได้อย่างไรเขาก็ไม่รู้เรื่อง แต่คนรู้เรื่องก็โอ้โห.. สุดยอดๆ อย่างนี้สุดยอด เพราะฉะนั้นคนที่รู้ดีเขาก็ยอมรับ ก็เป็นธรรมชาติ คนที่เขาไม่รู้ เขาจะไปยอมรับได้อย่างไรว่าดี เขาไม่รู้ เขาไม่มีปัญญาตัดสิน เขาไม่มีความรู้ที่จะมาตัดสินอะไรได้ แต่คนที่รู้จริงๆก็ต้องยอมรับ ตกลง คนที่ถามมา คุณปีกบุญ ถาม สัพเพธัมมา สังขารทั้งหลาย เป็นธรรมนิยาม 5 หรือไม่ แต่ถ้าจะรวมจริงๆ สัพเพธัมมา ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ในธรรมนิยาม 5 นี่แหละ แล้วก็ปรุงแต่งกันไปต่างๆนานาได้ เรียกว่าสังขารทั้งหลาย ปรุงแต่งกันในระดับอุตุ พีชะ จิต แล้วก็ทำให้หลากหลายไปเป็นกรรม สั่งสมลงไปเป็นธรรม มันก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านแยกแยะไปหมดแล้ว อธิบายชัดเจน

คำว่า “สัพเพธัมมา” และ “สังขารทั้งหลาย” หมายถึง ธรรมนิยาม 5 ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ ขอความกรุณาพ่อครูช่วยอธิบายถึงความเป็ฯอนัตตา ของอุตุ กับพีช ด้วยค่ะ ให้อธิบายถึง ความเป็นอนัตตาของอุตุกับพีชะ พ่อครูว่า...อนัตตาคือความไม่มีตัวตนหรือไม่ใช่ตัวตนไม่เป็นตัวตน ของ อุตุนิยาม กับ พีชะ อนัตตา เป็นสภาพ 1 มันเป็นอุตุ มันไม่มีตัวตนที่เป็นจิตนิยาม มันเป็นอุตุก็ไม่มีตัวตนของ พีชะ มันสลายจากจิตนิยามสลายเป็นจาก พีชะ ก็เป็นอุตุแล้วคือไม่มีตัวตน มันก็ต้องต่างกัน พีชะ มันไม่รู้เรื่องของมัน มันก็สร้างตัวมันเอง กะหล่ำปลีก็สร้างตัวมันเอง บล็อคโคลี่ก็สร้างตัวมันเอง ข้าวโพดก็สร้างตัวมันตามที่ตัวมันเป็นมันมี มันก็ทำของมัน พีชะ ไม่เบียดเบียนทำร้ายใครไม่จองเวรจองกรรมใคร มันก็ทำ ส่วนจิตนิยามนี้รู้มาก ทั้งผลักทั้งดูด ทั้งทำร้าย ทั้งรัก สนิทรัก ไม่ยอมพรากไม่ยอมจากอะไร ก็อยู่อย่างนั้น สู่แดนธรรม... แสดงว่าพวกพืช พวกอุตุ ไม่ควรนับว่าเป็นตัวตน พ่อครูว่า... จะนับว่าเป็นตัวตนก็เริ่มตั้งแต่ พีชะ แต่พีชะ มันไม่รู้ตัวตน มันเริ่มเป็นตัวตน ยึด ธาตุต่างๆมาเป็นตัวตนสะสม แต่ละเผ่าพันธุ์ ข้าวโพดก็ยึดแบบของมันกะหล่ำปลีก็ยึดแบบของมัน ดาหลา ก็ยึดแบบของมัน บล็อกโคลี่หรือกล้วยก็ยึดสภาพของมัน ข้าวโพด นี่ ฝักโต ไม่มีฟันหลอเลย ถี่ยิบ เม็ดเต็ม วันนี้อาตมาก็กินเข้าไป 2 ชิ้นใหญ่ๆ ไม่ถึงฝักหรอกถ้ากินเต็มฝักนี้จุกเลย มันมีความอุดมสมบูรณ์มันมีคุณภาพ 650211 ชาวอโศกคือชาวหรรษาที่แท้จริง พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน