เหนือ ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ ด้วย สัทธรรม 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
เหนือ ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ ด้วย สัทธรรม 7 _พ่อครูว่า... มาเจาะรายละเอียดลงไปที่ อาตมาพูดถึงเรื่องศีลแล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 บ้างแล้ว ตอนนี้เข้าสู่รายละเอียดของ สัทธรรม 7 ผู้ที่รู้รายละเอียดแล้วว่าไม่ต้องไปนั่งหลับตาจะต้องมาปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ลืมตาตื่นสังวรสำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกี่ยวกับของกินของใช้นี่แหละ แล้วก็จะเกิดกิเลสแล้วก็ลดกิเลสตรงนี้ ต้องรู้ อปัณณกปฏิปทา 3 ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ต้องเชื่อ ต้องเห็นจริงตรงนี้เรียกว่า สัทธา ตัวแรก สัทธรรม 7 เริ่ม อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นตัวแทนเลยที่ต้องเรียนรู้และปฏิบัติไม่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ต้องทำให้ตื่น ไม่ใช่ไปทำให้หลับ เมื่อตื่นได้ปฏิบัติได้จึงเกิดปัญญาจึงจะเกิดความเฉลียวฉลาดเป็นปัญญา ไม่ใช่เฉโก อยู่อย่างเก่า ขอเริ่มเกิดความเห็นความรู้ความเข้าใจ มีศรัทธามันมีเชื้อของปัญญา มันเป็นธาตุปัญญา เข้าไปร่วมๆๆ ศรัทธาเพิ่มเรื่อยๆ จนกระทั่งมีความเฉลียวฉลาดแบบปัญญามากขึ้นระดับหนึ่ง สะดุดเลย ไอ้หยา แต่ก่อนเราไปยึดโง่ๆ รู้ตัว หิริเกิด ละอาย เสร็จแล้วก็ไปยืนยันยืนยัน ยืนหยัดยืนยันที่ตัวเองหลงก็ยังไม่พอ ผู้รู้หรือสัตบุรุษหรือพระพุทธเจ้ามาบอกอย่างนี้ ว่าอย่างนั้นมันไม่ใช่ ก็เถียงก็แย้ง ด่าอีก ได้ทำอย่างนั้นมา จึงละอาย หิริ แล้วยิ่งมีความสำนึกมากขึ้นก็เป็นโอตตัปปะ เพราะเคยได้เข้าใจผิดจริงๆ รู้ตัวว่าเข้าใจผิด แล้วไม่พอ เอารูปธรรมง่ายๆ ผู้รู้ของศาสนาพุทธมาท้วงอาตมา ทั้งๆที่ อาตมาเป็นตัวถูก เป็นตัวที่จะเอาโลกุตระเข้ามาสถาปนาลงในศาสนาพุทธคืน เขาเอาของพระพุทธเจ้าไปปู้ยี่ปู้ยำเสียหมด ผู้ที่อวิชชาถูกครอบงำด้วยมิจฉาทิฏฐิไปยึดเอาผิดนั่นแหละที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ พอ อาตมาประกาศสัจธรรมมันตรงกันข้ามกับที่พวกเขายึด เขาก็ซัดอาตมาเลย นี่แหละ มีตัวจริง
อ่านต่อ
เป็นตัวเป็นตนอยู่ทุกวันนี้ไม่รู้จักสำนึกสำเหนียกหรือยังรู้ตัวเองหรือยัง ถ้ารู้ตัวเองก็จะมีหิริ แล้วจะโอตตัปปะ จะละอาย แก้กลับ เปลี่ยนแปลงไปจนเป็นพหูสูตคือผู้รู้ที่รู้ความจริงมากพอ ได้สัจจะที่มากพอ พยัญชนะว่า พาหุสัจจะ เมื่อรู้แล้วทีนี้ก็มีวิริยะสติปัญญาก็พากเพีนรทำสิ่งนี้ต่อ นี่คือ สัทธรรม 7 ซึ่งเป็นความสำนึก เป็นความรู้จริง เป็นความเปลี่ยนแปลงตนเอง เรียกว่าธัมมะดีเป็นสัทธรรม 7 เจริญศรัทธาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงยังยึดถือยังเชื่อตามที่ตัวเองรู้มาผิดๆนั้นยังไม่ชัด ว่าอย่างที่อาตมานำมานี่คือความถูกต้อง ยังไม่เห็นดีตาม ยังยึดอย่างเก่าอยู่ อาจจะบอกว่า ใช่โพธิรักษ์พูดมีส่วนถูกบ้าง แต่เฉลี่ยแล้ว ผิดมากกว่าถูก ฉันต่างหากถูกมากกว่าผิด เอาแค่นี้เป็นเครื่องตัดสินก่อนก็แล้วกัน แล้วเขาก็จะยืนยันเชื่ออย่างนั้น จนกว่าจะเกิดปัญญาจริงๆว่า มันละเอียดตรงที่ว่า โพธิรักษ์แม้ถูกน้อย ก็เป็นโลกุตระ แต่ตัวเองไม่มีโลกุตระเลย ถ้าแยกโลกียะกับโลกุตระออกเมื่อนั้นแหละเข้าข่ายอาริยชน ไม่อย่างนั้นก็เป็นปุถุชนที่กิเลสหนาอยู่นั่นแหละ เจาะไม่เข้า เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นโจรปล้นศาสนาอยู่ พระราชาให้เอาหอกไปแทง 100 เล่มตอนเช้าก็เฉยไม่รู้สึกรู้สา แทงกลางวันอีกร้อยเล่มก็เฉยไม่รู้สึกรู้สา แทงเย็นอีก 100 เล่มก็ไม่รู้สึกรู้สา อยู่มันยังเก่า ถ้าอย่างนี้รับรองว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่มีการเจริญขึ้นได้เลย นิรันดร ถ้าเริ่มต้นมีอัญญธาตุ เริ่มต้นมีธาตุอื่นที่ ต่างจากตนเองยึดถือ มันจะมีแบ่งเป็น 2 อย่าง 1 ที่ตัวเองรู้ถือทั้งหมด กับอันที่มันเริ่มต่างขึ้นมา พยายามพิจารณาตัวต่างนี้ขึ้นมาบ้างมันจะได้รู้ว่าโลกนี้มันมีมากกว่านี้หรือเรียกว่า ปรโต แล้วมีคนมาโฆษะ มีคนมาส่งเสียงพูดออกเสียงบอก ปรโต คือมันมมีอื่น รู้จักที่ตัวเองคิดถึงอยู่ เริ่มเห็นสิ่งที่ตั้งขึ้นมาเริ่มมีปรโตโฆษะ ถ้ายิ่งศึกษาเห็นว่าเรานี้ไปยึดถือสิ่งที่ผิดในไว้นานแล้ว ให้เปลี่ยนมาจนกระทั่งมีมวลปริมาณมากพอ โอ้โห! มันก็หาสูตรความถูกต้อง เปลี่ยนมาแล้วก็มาปฏิบัติ ทุกวันนี้เรียนรู้แตกปริยัติจนกลายเป็น ปรปรมบุคคล เป็นคนที่เรียนรู้พยัญชนะของศาสนานี่แหละ เรียนรู้พุทธพจน์ก็มาก ท่องจำไว้ก็มาก สาธยายสั่งสอนอยู่ก็มาก แต่ไม่รู้ว่า จิตเจตสิก รูปนิพพาน เป็นอย่างไร เวทนาในเวทนาเป็นอย่างไร กาย จิต แยกกันอย่างไร ที่อาตมาสาธยายไปต่างๆนานา แล้วพามาปฏิบัติ ไม่ใช่สาธยายเปล่า สาธยายแล้วพวกคุณนำไปปฏิบัติได้จึงเกิดสังคมที่เป็นอริยบุคคล สังคมพวกชาวอโศกเป็นสังคมอาริยบุคคล มี 1 ในโลกปัจจุบันนี้ พูดอย่างนั้นขอยืนยันอย่างนั้นชาวอโศกเป็น อาริยกะ ไม่ใช่ มิลักขะ คนเถื่อน คนเถื่อนที่นึกว่าตัวเองเจริญ เถื่อนแย่งลาภ ยศ เถื่อนเก่งในการฆ่ากัน อยู่อย่างนี้ แต่พวกเรานี้เลิกมาหมด เลิกแย่งทรัพย์สิน เลิกฆ่ากัน มาสร้างสรร อาหารเป็นหนึ่งในโลกก็เป็นผู้ที่มาเจริญคือผู้ผลิตอาหารอย่างแท้จริง ไม่โง่งมง่าย ที่จะไปคิดสร้างอาวุธ ยิ่งจะไปสร้างระเบิดนิวเคลียร์อะไรก็ไม่ทำ เป็นคนฉลาดสร้างอาหาร สร้างให้อุดมสมบูรณ์เผื่อแผ่แจกจ่ายไปเลย ไม่ต้องกลัวเลย เป็นจุดสูงสุดในความเป็นมนุษย์ชาติแล้ว เป็นการงานที่จะลงพฤติกรรมกับการกระทำ เช้าตื่นขึ้นมาก็ทำ จนกว่าจะบรรลุอรหันต์จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกอยู่ในวัฏสงสารนี้ อัตภาพเราสลายเป็นดินน้ำไฟลมไป ถ้ายังจะสมัครใจเป็นโพธิสัตว์เหมือนอาตมาก็เอา เพราะเรารู้แล้วว่าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ จะสืบทอดความรู้พระพุทธเจ้านี้ต่อไป หรือจะเรียนรู้ให้พิสดารช่วยเขาไปเพิ่มเป็นโพธิสัตว์ สูงสุดในความเป็นคนสูงสุดไม่มีใครจะเท่าแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าสูงจริงๆ เป็นพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาขึ้นมา ก็นึกว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในทำเนียบ ท่านจะได้สัมมาสัมโพธิญาณเหมือนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แต่ไม่ประกาศ จะเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นปณิธานสูงสุดที่ไม่มีใครรู้จักเลยก็ไม่เป็นไร เป็นสิทธิ อาตมาว่าได้อธิบายถ้วนรอบหมดแล้วนะ ในความเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วจะทำอะไร เมื่อเป็นพระอรหันต์ คุณจะยืนยันต่อไปยาวนานเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรก็ทำ แต่อาตมาไม่ทำเท่าพระอวโลกิเตศวร อาตมายังไม่ถึงขั้นสูงสุด ให้สูงสุดก่อน แล้วก็แน่ใจว่าไม่ต่อ เก่งที่สุดสร้างศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ขึ้นมาในโลกเป็นเจ้าของศาสนา เรียกว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้นพอแล้ว ไม่เอาแล้วสมัย 2 นี่ก็พูดมาหมดแล้วนะพูดวนแล้ว พวกเราก็เข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สรุปแล้วเป็นคนเราเกิดมาเป็นจิตวิญญาณ เป็นคนก็มาเรียนรู้นิยามต่างๆ ตั้งแต่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม มาเป็นกรรมนิยามเป็นธรรมนิยาม เรียนรู้ทำให้จิตเป็นอุตุ พีชะทำได้แล้วทำได้สมบูรณ์จริงแล้วก็จบจริง ศาสนาพุทธก็มีอยู่แค่นี้ ไม่เห็นจะมีอะไรมากเลย เมื่อรู้แล้วมันก็ง่ายมันรวมง่าย อะไรๆก็เข้าใจก็เอามาพูดได้ต่อไปได้หมด เสร็จแล้วก็มีทั้งที่เกิดที่ตาย เป็นผู้อมตะ คนอมตะก็มีฌานได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากซึ่ง ฌาน ทั้ง 4 ฌาน ก็เป็นพลังงาน พลังงานที่จะทำให้เย็นก็ได้ทำให้ร้อนก็ได้ ฌานทั้ง 4 มีขนาด 1 2 3 4 เป็นผู้ใช้ ฌาน ตลอดเวลาเรียกว่า ฌานวิสัย คือทำอย่างชำนาญทำอย่างไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 จะใช้ระดับ 1 2 3 4 ก็ได้ทั้งนั้น เป็น อัตโนมัติเลย เร็วจนไม่สามารถที่จะจับได้ว่าเมื่อไหร่เมื่อใด 1 2 3 4 แต่ทำ เพราะเป็นผู้ได้ ฌาน ฌาน นั้น พระพุทธเจ้าว่าเป็นปัญญา ฌาน ไม่มีปัญญาไม่มี แล้วอาตมา ก็ขยายความแล้วว่า ปัญญาไม่ใช่เฉโก ปัญญาเป็นความเฉลียวฉลาดโลกุตระ จึงสามารถอยู่กับพลัง ฌาน ตนเองทำให้ตนเองเรียบร้อยก็ใช้ ฌาน นี่แหละมาช่วยคนอื่นให้มีปัญญา มารู้จัก ทำพลังงาน ฌาน ให้แก่ตัวเองให้ได้ เผากิเลสในตนนั่นแหละตั้งแต่หยาบก่อน ชั้นที่รู้ง่ายล้างกิเลสนี้ได้แล้วจะรู้ว่ากิเลสมันหมดเป็นอย่างนี้เอง อบายมุขหมด กามหมด หมดลงไปๆ อีก โอ้! มันเป็นอย่างนี้เอง หมดกามแล้วเหลือข้างในมีแต่ รูป อรูป ลดจนหมด จบ ก็เลยกลายเป็นคนอมตะ เป็นคนที่จะตายอยู่ในสังสารวัฏนี้ หรือ จะอยู่ในสังสารวัฏนี้ต่อไปอีก นานเท่านาน ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีสิ่งร้ายจากคนพวกนี้อีกแล้ว มีหลักประกันยืนยันยั่งยืนถาวรเด็ดขาด ถ้าจะอยู่เป็นมนุษยชาตินี่แหละสมบูรณ์แบบ ก็เป็นคนที่ทำแต่ดี ไม่มีชั่วเลย และเป็นผู้ที่เป็นคนที่จะเลิกความเป็นคน ทำลายจิต อัตภาพตัวเองให้เป็นดินน้ำไฟลมเลยก็ได้ มันจบแล้ว จบในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้นี้ จบเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ยังงมงายในเรื่องดีชั่วอยู่ ยังไม่ได้มาศึกษาสุขทุกข์ที่จริง ก็ติดสุข เรียกว่าสุขนิยม เกลียดทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์อริยสัจไม่มาเรียนด้วย สร้างแต่สุขให้ตัวเอง ก็เลยสรุปเข้าไปอยู่ที่ดีกับชั่ว ถ้าได้ดีก็สุขถ้าชั่วก็รู้สึกตัวว่าไม่ดี นอกจากไปวิปริตไปหลงว่าชั่วนี้แหละดีไอ้ชั่วน่ะสุข ก็เป็นได้ สำหรับคนวิปริต คนวิปริตวิตถารไม่สอดคล้องกับสากลโลก มันก็วนเวียนอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นคนที่เทวนิยมศึกษาแค่ดีกับชั่ว ไม่มาศึกษาธาตุจิตที่ถึงขั้นสุขกับทุกข์ คนไหนที่เข้าใจสุขทุกข์เป็นสุดยอดมายา หลอกมนุษย์ให้มีอัตภาพหรืออยู่ในโลก อ๋อ! ถ้าผู้สะดุดและรู้ทันนี้ แล้วก็มาเรียนรู้อันนี้ มาล้างความติดสุขติดทุกข์ ลงไปตามลำดับ คนนี้ก็จะจบอัตภาพจบชีวิต รู้รอบเลยว่า จิตนิยามคืออะไรเลิกจบ หรือตั้งแต่ยังไม่เลิกจิตนิยามตรัสรู้เป็นอรหันต์แล้ว จะอยู่ก็อยู่แต่ช่วยคนอื่นให้รู้อย่างที่ตัวเองรู้ตนเองได้ เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ให้คนอื่นได้รู้จัก เพราะถ้าเรารู้แล้วเราเป็นโพธิสัตว์เราไม่เชื่อมต่อ ศาสนาพุทธถ้าไม่มีโพธิสัตว์ป่านนี้สูญไปแล้ว มีแต่อรหันต์ตายไปแล้ว เมื่อบรรลุอรหันต์ตายแล้วสูญ เป็นอุจเฉทิฏฐิ อย่างที่เถรวาทเข้าใจ ป่านนี้ไม่ถึง 2,500 ปีหรอกหมดไปตั้งนานแล้วเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีโลกุตระ อาตมาต้องสถาปนาโลกุตระลงไปอีก ก็ยังดียังเหลืออยู่ อย่างพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกแล้วก็ตรวจฐานมนุษย์ เอ๊ จะพอรู้โลกุตรธรรมได้หรือไม่หนอ ตรวจแล้ว อ้อ! คนแค่นี้หรือจะรู้ได้ ไม่คุ้มเลย ท่านก็ไม่ประกาศตัว เอายุคใหม่ที่จะมีคนพอได้คุ้มหน่อย หรือว่าท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลยก็เรื่องของท่าน ท่านยังไม่ประกาศก็เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานสักวาระหนึ่งยุคหนึ่งท่านก็ประกาศตนเพื่อที่จะต่อภพภูมิเป็นพระพุทธเจ้า องค์ใดองค์หนึ่งขึ้นในทำเนียบโลก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... ทำไมพระโพธิสัตว์จึงสามารถสืบทอดศาสนาพุทธไว้ได้ พ่อครูว่า... โพธิสัตว์แปลว่า ผู้ตรัสรู้ เป็นโพธิสัตว์ก็คือมีความรู้ตั้งแต่เริ่มเป็นโสดาบัน ความรู้ที่เข้ากระแสโลกุตระ เริ่มต้นโพธิสัตว์ระดับหนึ่งก็เป็นโสดาบัน ระดับ 2 สกิทาคามีระดับ 3 อนาคามีระดับ 4 อรหันต์อย่างที่อธิบายไปหมดแล้ว เถรวาทหรือว่าพวกที่อวิชชากันถาวร เขาไม่รู้กันหรอก เขาไม่รู้ว่าคุณจะต้องมี ธาตุ ที่รู้ที่เป็นโพธิ ธาตุ ที่ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าสอนรู้ ตามพระพุทธเจ้าตรัส เป็นโลกุตรธรรม ก็คือเข้าไปรู้ตัวอาการของจิต แล้วแยกจิตกับกิเลสออกได้ แล้วก็มีวิธีไปสร้างพลังงานเป็นปัญญา พอสร้างพลังงานจิตตัวเองที่เป็นปัญญาได้ ว่าเจ้ากิเลสที่อยู่ในจิตเรามาเจอปัญญาแล้วมันถอย มันมีอำนาจมีฤทธิ์อย่างนั้น เรียกภาษาว่า กำจัดหรือฆ่า มันก็เป็นกิริยาหรือคำพูดให้ชัดเจน แค่มันรายละเอียดเป็นรายละเอียดพลังงานกิเลสเจอพลังงานปัญญา สลายตัวเองไปในตัวเลย นี่ใช้ภาษาขยายความพลังงานพวกนี้ด้วยสภาพธรรมพวกนี้ให้ฟังได้แค่นี้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าทำได้จริง เพราะฉะนั้นปัญญา 8 ที่อาตมาพยายามขยายความ ถึงเป็นยอดหัวใจที่จะต้องทำความเข้าใจ 650215 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ#46 จรณะ 15 พัฒนาปัญญา 8 ประการ