ฌาน 4 สู่อภิภุยยะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.66 KB
วันที่แก้ไข14 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฌาน 4 สู่อภิภุยยะ _พ่อครูว่า... เข้ามาถึง อยู่ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 เข้าสู่จรณะ 15 ฌาน ทั้ง 4 ของศาสนาพุทธไม่ได้ด้วยการนั่งหลับตา ซึ่งสากลทั่วไปในโลกเข้าใจว่า ฌาน ได้จากการหลับตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นได้จากการลืมตา ปฏิบัติศีลเป็นหลักแล้วก็เข้าหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 จึงจะเกิดสำนึกในสัทธรรม 7 เกิดสำนึกศรัทธา ปัญญา อยู่ในนี้ เมื่อสำนึกในศรัทธา ในปัญญาพาให้สำนึกได้ ก็แก้ไขปรับปรุง เป็นผู้ได้ดี พหูสูต เป็นผู้เจริญจริงได้ดีจริง สั่งสมความจริงนี้ขึ้นมา เมื่อได้เป็นพหูสูต ผู้ที่ได้ดีจริงมีความรู้จริงดีจริง ขึ้นมา ก็ขยายผล ตัวเองก็งอกงามไพบูลย์เจริญต่อ ขยายผลด้วย วิริยะ สติ ปัญญา สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตตระ พากเพียรที่จะให้มีสภาพ 2 คือสติและปัญญา สติปัญญาเราจะเรียกคู่กันเสมอ จริงๆแล้วก็ไม่แยกกันสติกับปัญญาไม่แยกกัน แยกกันไปก็เสื่อมแล้ว เป็นคู่ที่ไม่เสื่อมต้องไปด้วยกันช่วยกัน เป็นพลังงานเหมือนกับ Static และ Dynamic คุณจะเข้าใจ Static ว่าเป็นสติ เข้าใจปัญญาว่าเป็น Dynamic หรือเข้าใจสติว่าเป็น Dynamic ปัญญาเป็น Static ก็ได้ไขว้กัน แต่รู้สภาวะจริงของสติคืออย่างไร ปัญญาคืออะไร สติคือการตื่นรู้ ตื่นรู้ให้เต็มร้อย ที่จริงสติมีจากรากศัพท์ว่า สตะ แปลว่า ร้อย ถ้าหลับอยู่มันก็ไม่ได้ตื่นอยู่แล้วแค่นี้ก็ต้องเข้าใจว่ามันแตกต่างกัน ตื่นนี้คือตามันเปิดกว้างเห็นรู้ทั่วกัน เหมือนกันกับทุกคนเห็นหู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสก็รู้เหมือนกับคนอื่นเขารู้เหมือนกัน แต่คุณหลับตานั้นไม่รู้เลยห้าอย่าง ตา หู จมูก ลิ้นกาย คุณไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นคุณอยู่ในภพแคบในกะลาครอบ มันก็รู้น้อยกว่าแน่นอน รู้ 5 อย่างไม่ได้หมายความว่าข้างในจิตไม่รู้มันรู้พร้อมกับภายนอก 5 อย่างด้วย มันไม่ได้แยกกัน แ

อ่านต่อ

ต่คุณต่างหากแยก 5 อย่างออกจากกัน คุณเอาเดี่ยว คุณจำกัดจำเขี่ยตัวเองไปมุดเข้ารูไปเอง อันนี้สิมันเป็นความโง่ของตนเอง เพราะฉะนั้นก็ขอตีหัวเข้าบ้านพวกหลับตาอีกที เลิกได้เลยหลับตามันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พูดมาไม่รู้กี่ทีก็ยังเป็นพญานาคเป็นโจรปล้นศาสนา ที่ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวัน เย็น ก็ยัง บื้อ อยู่อย่างนั้น ข้าจะเป็นโจร ข้าก็ไม่รู้ไม่ชี้ ข้าก็เป็นพญานาคหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น ข้าจะรู้ก็จะเกรงว่าพระพุทธเจ้าเกิด 1 องค์อีกแล้วเหรอรู้แค่นี้แล้วก็หลับไม่รู้อะไรต่อไปอีก พญานาคที่เฝ้าถาดทองของพระพุทธเจ้านี้ อาตมาขยายความพวกนี้ละเอียดลออชัดเจนนี้ชัดขึ้นใหม่ พญานาคมีจริงหรือไม่มีจริง ไม่มีจริง มีคนตอบว่าจริงก็คือคนที่ง่วงนั่นแหละ นี่เป็นสิริมหามายาจะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ได้ ชัดเจนเราก็ไม่แย้ง เรารู้แล้ว ก็เข้าใจแล้ว ใครยังมีอยู่ เลยเถิดไปบอกว่าไม่มีจริงๆเป็นอุจเฉททิฏฐิก็ได้ หรือใครบอกว่าไม่มีจริงก็ได้ หรือมี นี่คือ 2 ที่แยกเป็นหนึ่งไม่ได้เลยอาศัย 2 อันนี้ เพราะฉะนั้นเลิกกันจริงๆก็คือศูนย์ไปเลย ก็หมดธาตุรู้ไม่มีธาตุรู้ที่จะรู้อะไรอีกแล้วแยกเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดเลยจบ แต่ขณะที่ยังเป็นๆอยู่แยกได้ เป็น อนุปคัมมะ เป็นผู้อยู่กลางๆไม่สงสัยว่ามีหรือไม่มี ผู้ที่เขายึดอยู่ก็มี แล้วเราก็รู้ว่า มี คืออย่างนั้น ไม่มี คืออย่างนี้ คุณทะเลาะกัน ก็คือทะเลาะกันแย่งกัน เราไม่ทะเลาะเราไม่แย่ง คุณจะมีมากมีน้อยเราก็รู้รายละเอียดอีก นั่นคือเป็น อภิภู รู้รายละเอียดว่าใครยึดน้อยใครยึดมาก เป็นอภิภู ผู้ที่รู้รายละเอียดมีมิติมีมุมเหลี่ยมมีนัยยะสำคัญต่างๆที่แตกต่างกันอีกหลากหลาย เออ คุณก็ยึดไป เราเข้าใจได้เรื่อยๆเท่าที่เรามีภูมิเราก็อยู่กับคนอื่นๆ เป็นอภิภูสบาย อาตมากำลังดำเนินจาก สยังอภิญญา ไปสู่ อภิภู พยายามอธิบายอภิภายตนะ ผู้ครอบงำสิ่งต่างๆเรียกว่า อภิภุยะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม.. วันนี้ผมไม่กล้าบอกพ่อท่านจิบน้ำเลยครับ พ่อครูว่า... กาย หมายความว่า 2 คำสำคัญคือภายนอกกับภายใน เป็นรูปกับนาม สิ่งที่ถูกรู้คือรูป โดยผู้รู้คือนาม แยกกันไม่ได้วิญญาณต้องมีรูปนาม มีตัวรู้ รู้ภายนอกหรือภายในก็เป็นอภิภูขึ้นเรื่อยๆ อภิภูหรืออภิภายตนะข้อที่ 1 ไม่มีคำว่ากายเลยนะ แต่ความหมายหมายถึง ใจและรู้รูปภายนอก เริ่มต้นตั้งแต่ข้อหนึ่งคือรูป ข้อ 3 ถึงจะเป็นอรูป ข้อต่อไปแยก ปริตตัง อปริตตัง สุพรรณะ ทุพรรณะ สุพรรณะ ทุพรรณะ คือนัยยะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวภายนอกจนกระทั่งลึกถึงภายใน ที่มีสุขมีทุกข์ มีดีกับไม่ดี เรียกว่าขั้นชั้น อาตมาแปลวรรณะว่า ขั้นชั้น มีมากมายหลากหลายละเอียดลออไปอีก อธิบายกันไม่จบง่ายๆ ตามภูมิ ก็จะรู้ละเอียดขึ้นไปตามจริง เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจึงสุดวิศิษฐ์ สุดวิจิตร สุดวิเศษ จริงๆเลย เราได้ศึกษาตามอาตมาออซึ่งอาตมาก็ยืนยันว่าไม่ได้พูดอวดตัวอวดตนอะไรว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ในยุคนี้ ที่จะแสดงธรรมได้วิจิตรพิสดาร แสดงธรรมได้ครบถ้วนกระบวนความต่างๆ ได้มากกว่าใครๆ พูดไปก็น่าสงสารคนที่เขาไม่เชื่อถือเขาจะอ้วกแตก ก็ต้องขออภัยอาตมาขอพูดความจริงอาตมาพูดความจริงไม่เป็น ก็จะบอกว่าคนอะไรขี้คุยจังเลย อาตมาก็ว่าอาตมามีแต่เนื้อไม่มีขี้ ขี้นั้นเป็นของคุณอาตมาไม่มีเนื้อใครขี้ใคร ขี้นั้นมันของคุณไม่ต้องไปถาม แต่เนื้อนั้นของอาตมา นี่ก็พูดความจริงนะพูดความจริงไม่เป็นอีกนั่นแหละ พูดความจริงไม่น่าหมั่นไส้ไม่ใช่เล่นวาทกรรม แต่เป็นความจริง 650213 พ่อครูเทศน์เปิดงานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 พาปฏิญาณศีล 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน