สูตรล้างอุปาทานด้วยจรณะ 15.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.44 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

สูตรล้างอุปาทานด้วยจรณะ 15 _พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ที่บวรราชธานีอโศก เราเกิดมาเจอเลข2547 มาถึงวันนี้ 2565 วันเวลาก็เคลื่อนไปๆ คนเราแต่ละวันแต่ละวันชีวิตของคนแต่ละคน เราสามารถที่จะได้รับประโยชน์ ได้รับสิ่งที่ควร ในชีวิต กับชีวิตที่ไม่มีสาระไร้สาระแล้วยังมีโทษ คนส่วนใหญ่ชีวิตไร้สาระ มีแต่โทษ ไม่เข้าใจไม่รู้ สะสมแต่อะไรต่ออะไรที่เป็นกิเลสติดยึด ติดเข้าไป ยึดเข้าไป ว่าเป็นว่ามี เรียกว่าอุปาทาน ติดยึดว่าไอ้นี่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ว่าคนเราสะสมอุปาทาน สะสมความเป็นความมีว่ามันมี ทั้งๆที่มันไม่มี เช่น มันไม่มีตัวตนคนก็สะสมตัวตน จนกระทั่งตายแล้วก็ยังมีตัวตนอยู่ จนกระทั่งไม่รู้ตัวตน ตายแล้วเป็นอย่างไร ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร เป็นตัวตนอยู่กับพระเจ้านิรันดรไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าไม่รู้เรื่องปิดประตูรู้นิรันดร (พ่อครูไอตัดออกด้วย) นิรันดร จากนั้นไม่รู้แล้วว่ามันมีอะไรเป็นอะไร เป็นการจำนนยอมรับว่า พอตายเสร็จแล้วก็หมดความที่จะรู้เรื่อง ก็ไปสมมุติกันว่าพระเจ้าไปอยู่ที่ไหน อยู่กับพระเจ้า พระเจ้าที่ไหน ก็บอกว่าพระเจ้าน่ะ ทีนี้เขาก็สรุปเพื่อจะไม่เสียเหลี่ยม พระเจ้าคือเจ้าของความสุข ไปอยู่กับสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า สวรรค์ก็เป็นอุปาทานเป็นสิ่งที่มันไม่มีแต่ไปยึดถือว่ามันมี ก็เลยมีสวรรค์ ความไม่รู้นี่คือสภาพ 2 ตัวเรา 1 กับอีกสิ่งหนึ่ง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งนั้นคืออะไร เช่นไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร จนทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระเจ้าก็คือวิญญาณหรือธาตุรู้ เขาก็รู้ว่าพระเจ้าคือพระวิญญาณคือธาตุรู้ แต่แล้วธาตุรู้ทำไมไม่รู้ ก็เพราะมันไม่รู้ น่าจะเรียกว่าธาตุไม่รู้ ไปเรียกธาตุรู้ได้อย่างไรพระเจ้า พระเจ้าก็

อ่านต่อ

คือวิญญาณ แต่วิญญาณมันคือตัวรู้ แล้วไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไร แล้วไปบอกว่าวิญญาณเป็นธาตุรู้ คุณก็รู้จักพระเจ้าที่เป็นธาตุไม่รู้สิ คำว่าอุปาทานนี้แหละ คนไม่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้วิธีที่จะมาล้างอุปาทาน มีหลักจรณะ 15 วิชชา 8 ให้มาปฏิบัติ ทำความเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิ แล้วตั้ง อันแรกเกี่ยวกับคนเกี่ยวกับสัตว์ แล้วมันก็มีอุปาทาน กับคนกับสัตว์กัน ต้องโกรธกัน ต้องรักกัน คนกับสัตว์ต้องโกรธกันต้องรักกัน ศีลข้อ 2 ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เป็นวัตถุกับพืช เรียกว่าเป็นทรัพย์ เป็นทรัพย์สิน ก็แย่งกัน แย่งกันแล้วก็โกงกัน โลภโมโทสัน ขี้โกง ทุจริตกัน พระพุทธเจ้าก็ให้มาศึกษาว่าพวกนี้แหละ รักกันโกรธกันก็เป็นอุปาทาน วัตถุ พืชพันธุ์ธัญญาหารมันเป็นทรัพย์สิน อยากมีทรัพย์สินก็สร้างมันขึ้นมา หาให้เป็นสุจริต ก็จะมีดินมีน้ำมีลมมีไฟ แล้วจะมีพืชผักผลไม้ ก็รู้สิทธิว่าเราเองเราจะได้สิทธินั้นๆอย่างไร ถ้าเราสร้างเอง ก็ได้เป็นเจ้าของเอง มีสิทธิ เป็นทรัพย์สินเป็นวัตถุ ก็มาอุปาทานแย่งกันจะต้องได้วัตถุได้ทรัพย์สินอะไรต่ออะไร ศีลข้อ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ไปยึดกันอย่างหนักว่ามันเป็นรสอร่อย ในศีลข้อ 3 รูปอย่างนี้พอใจ ได้มาเป็นของของเราได้สัมผัสแตะต้องได้เห็นได้ยินได้กลิ่นได้รส ได้สัมผัส ถ้าตรงกับอุปาทานก็ดี เป็นอัสสาทะ ถ้าอย่างนี้แล้วก็ไม่ดี เป็นอุปาทานทั้งนั้น คนที่รู้ว่าเราไปหลงอุปาทาน เกิดมาก็เป็นอย่างนี้ในโลกคนเทวนิยมโลกียะเขาไม่รู้เรื่อง เขาก็เป็นสุขเป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น รวมแล้วสรุปลงไปว่าไม่สุขก็ทุกข์ ที่จริง เกิดมามันก็เป็นทุกข์แล้ว แม้ที่สุดคุณจะหมดอุปาทาน คุณก็ทุกข์ เพราะคุณยังมีขันธ์ 5 ทุกขขันธ์ ยังมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ต้องดูแลรับผิดชอบมัน อาบน้ำอาบท่าให้มัน หาอาหารให้มัน มันป่วยมันเจ็บก็ต้องรักษาดูแลมัน เป็นต้น คนที่ได้เกิดมาแล้วมาเป็นชีวะตั้งแต่จิตนิยาม มันไม่รู้แล้วมันจะต้องมีอย่างนี้ไปนิรันดรอยู่กับทุกข์กับสุข 2 ลักษณะนี้โดยไม่รู้เป็นไปอย่างนั้นแหละนิรันดรชั่วนาตาปีหมุนเวียนแล้วก็มีกรรมมีวิบาก อันนี้ทางเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมวิบาก วิบากเป็นเรื่องจริง กรรมเป็นอันทำ ตั้งแต่คิดก็เป็นแล้ว พูดออกมาทางกิริยากายทั้งหมดครบ สั่งสมลงไปในวิบาก อันใดยืนยันกันว่าดีก็สั่งสมลงไป อันใดยืนยันว่าไม่ดี ถ้าทำก็สั่งสมลงไปทั้งนั้นกรรมเป็นอันทำก็มีดีชั่ว ชั่วดี ผู้ที่รู้ต้นเทวนิยมก็มาเรียนรู้ละชั่วประพฤติดี อย่าไปทำชั่วทำแต่ดีทำแต่ดี โลกียะเทวนิยมก็จะรู้จะดีจะชั่ว กรรมดีและชั่ว ก็เรียนแค่นี้ปฏิบัติแค่นี้สั่งสมอยู่แค่นี้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ว่า จิตนิยามมันจะต้องวนเวียนสะสมดี แล้วมันก็ไม่เที่ยง แต่ก็เสื่อมไปได้ลดลงมาได้อย่างหนักแล้วลงนรกด้วย สะสมดีขึ้นใหม่ให้มันแข็งแรงพอหมดความดียึด ยึดดี ใช้แรงอันนี้ซ้อน มันก็เสื่อมอีกลงมาต่ำอีกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบ มันจะมีที่จบไหมหนอ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ที่จริงมันไม่มีอัตตามันเป็นอนัตตา นี่คือจบของพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วโธ่เอ๋ยล้างได้ กิริยาสลายหายสูญไปได้เลิกเลย ไม่ต้องมีอัตตานี้จบ สลายอัตตาตัวเองสลายจิตนิยามสลายวิญญาณ ไปเป็นดินน้ำไฟลม หมดตัวตนของตน หมด เลิกจบได้เลย นี่คือศาสนาพุทธ สูตรสำเร็จของท่านก็มีจรณะ 15 วิชชา 8 ล้างความยึดติดอุปาทานตั้งแต่ไปติดยึดไปเป็นสัตว์ มนุษย์นี้เป็นผู้มีใจสูงสามารถล้างความผิดได้ ก็หมุนเวียนในความเป็นสัตว์ติดในโลกในความมืดเวียน เรียกว่าโลกต่ำโลกอบาย พระพุทธเจ้าสอนให้มันเลิกเป็นขั้นๆ ตั้งแต่โลกอบาย มันจะต้องติดต้องเสพต้องมีต้องได้ต้องสัมผัส สัมผัสทางตาไปก็ตามจมูกลิ้นกาย จะต้องไปสัมผัส ไม่ได้สัมผัสก็จะเป็นจะตาย ดิ้นรนเดือดร้อนทุกข์ทรมาน 650215 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ#46 จรณะ 15 พัฒนาปัญญา 8 ประการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน