สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ตอบปัญหาคนอ้างว่าอโศกเป็นลัทธิใหม่.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน ตอบปัญหาคนอ้างว่าอโศกเป็นลัทธิใหม่ _Phanuphon Raphisirikun1 วันที่ผ่านมา ทุกคนโปรดอย่าเข้าใจผิดนะว่าโพธิรักษ์เป็นพระเพราะคำสอนเขาขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหลายข้อจนโดนเถระสมาคมสมัยนั้นขับออกจากคณะสงค์ในสมัยนั้นเขาก็ออกมาตั้งลัทธิใหม่แต่งตีวเลียนแบบสงค์แต่งตัวคล้ายพระในพระพุทธศาสนาถ้าเป็นสมัยพุทธกาลก็เหมือนพระเทวฑัตปัจจุบันเปรียบเหมือนลัทธิใหม่แอบอิงพุทธแต่เขาก็มีฐานสัทราของเขาที่เขาในกลุ่มของเขาในอีสานตอนใต้อุบลยะโสธรประมาณนี้รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นชุมชนที่ทำเกษตรแบบพอเพียงดำเนินการควบคู่กับการปฎิบัติตามแนวของเขาที่เขาตีความเองโดยโพธิรักษ์เป็นคนตีความเองและเผยแพร่แนวคิดเองในกลุ่มคนของเขาฉะนั้นทุกคนอย่าเข้าใจผิดในการทำตัวหรือปฎิบัติตัวของโพธิรักษ์อาจขัดหูขัดตาแต่ก็เป็นไปในแนวของเขาที่ประยุกค์เอาคำสอนพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าะสมบวกกับคำสอนและแนวคิดของตัวเองและหลักการพัฒนาแบบพอเพียงมาดำเนินการสร้างชุมชนใหม่ตามหลักที่เขาคิดฉะนั้นเราชาวพุทธขอให้แยกแยะความจริงและความเป็นมาของนายโพธิรักษ์นี้ให้เข้าใจเสียใหม่ว่าเขาไม่ใช่พระและไม่ใช่อรหันต์ใดๆทั้งสิ้นเพราะอรหันต์พระอริยะมีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้นแต่โพธิรักษ์ไม่ใช่พระในพระพุทธศาสนาเป็นแค่ผู้แอบอ้างเท่านั้นเพราะถูกขับออกจากความเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนาในข้อหาบิดเบือนคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธเพียงแต่แอบอ้างคำสอนของพระองค์นำไปเผยแพร่กับคำสอนของตัวเองก็เท่านั้น..เพียงแต่คนรุ่นใหม่ๆไม่รู้ความเป็นมาของลัทธิอโศกของโพธิรักษ์จึงเป็นเหตุให้วิพากวิจารณ์กันเป็นวงกว้างอาจกลายเป็นความขัดแย้งได้..สุดท้ายนี้ก็ขอยันตามที่ได้รู้มาจากการติดตามความเป็นมาของโพธิรักษ์และชาวอโศกมาอธิบายแ
อ่านต่อ
บบหยาบให้หลายคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้จะได้เข้าใจกับคนกลุ่มนี้เขาไม่ใช่พระและชาวพุทธแต่เขาเป็นอีกลัทธิหนึ่งที่ดำเนินไปตามความเชื่อของเขาเองไม่มีอะไรมากก็แค่นั้นเองชาวพุทธที่ไม่รู้อย่าคิดมากนะครับ พวกเขาคือชาวอโศกลัทธิอโศกไม่ใช่ชาวพุทธก็ปล่อยเขาไปตามทางเขานะครับ..ดีชั่วอย่างไรอรหันต์หรือไม่ เราชาวพุทธทุคนคงกระจ่างแล้วนะครับขอให้ทุกคนจงมีแต่สันติครับ ถ้าเขาไม่แต่งตัวเลียนแบบพระแต่ทำตัวเป็นคนธรรมดาภาพลักษณ์คงจะดีในทางพัฒนาชุมชนพอเพียงดูแล้วไม่ใช่พระอริยะตั้งแต่ต้นแล้วคำพุูดความต้องการเขายังเต็มเปี่ยมแบบปถุชนเราดีๆนี้เองเพียงเเต่มีศีลบ้าง พ่อครูว่า...ก็ขอคุยกับคุณภาณุกรณ์นิดนึงก็เจตนาดีต่อคนทั่วไปนิดนึงบอกว่าอาตมาไม่ใช่พระ อาตมาเป็นสมณะโพธิรักษ์ ไม่ใช่พระถูกต้องแล้ว อย่าเข้าใจผิด ที่บอกว่าคำสอนเขาขัดกับคำสอนพระพุทธเจ้าหลายข้อ จนโดนเถรสมาคมสมัยนั้นขับออกจากคณะสงฆ์ในสมัยนั้น ก็หมายความว่าคุณภาณุกรณ์ว่า คือสมัยนี้ และตอนที่เขาขับคือ ประมาณ พ.ศ.2532 คณะสงฆ์ประชุมปกาศนียกรรมขับอาตมา แต่ก็ขอยืนยันว่า ที่เขาประกาศขับออกจากเถรสมาคมนั้นเขาทำผิดวินัย ทำอาบัติ เพราะว่าอาตมาประกาศตัวเป็นนานาสังวาสก็แล้วตั้งแต่ 16 สิงหาคม 2518 แล้วเรียบร้อยแล้ว เขาก็รู้แล้ว แต่เขาก็ดันกลับมาดึงกลับ เป็นการผิดวินัย ดึงอาตมาเข้าไปในคณะเป็นนานาสังวาสกันแล้ว แต่ก็ดึงกลับเข้าไปอีก แล้วก็ทำทีรวมตัวกันระหว่างธรรมยุตและมหานิกาย ซึ่งผิดวินัยทำก็เป็นการโมฆะเพราะเอา 2 นิกายมารวมกันไม่ได้ ผิดคณปูรกะ เอาต่างนิกายมาผสมกันแม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้ คือ คณะหมู่ใหญ่ เขาทำอะไรไม่ใช่พุทธทั้งนั้นเลย ใครจะเข้าใจว่าทางเถรสมาคมนั้นเป็นพุทธหรือทางอโศกไม่ใช่พุทธก็ศึกษาเอาเอง เพราะทางโน้นเขาถือว่าเราไม่ใช่พุทธเขาถือว่าเขาเป็นพุทธ เขาก็แยกของเขาเอง เขาจะทำแบบนิกายก็เรื่องของเขาแต่เราไม่ได้เป็นนิกายเราเป็นนานาสังวาส เราก็ว่าก็ตำหนิไปในฐานะที่เป็นนานาสังวาสกันก็ตำหนิได้ ไม่ได้ไปถล่มทลายอะไรแต่เพียงแต่พูดบอกให้รู้ว่าอันนี้มันผิดนะ เป็นการพูดตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิกโกสนา ไม่ถึงขั้นไปทำร้ายทำลายอะไร คำสอนของเราชาวอโศกกับคำสอนของเถรสมาคมนั้นย่อมต่างกันแน่ แต่ที่บอกว่าขัดกับคำสอนพระพุทธเจ้า เขาถือว่าของเขาถูกตามพระพุทธเจ้า ของเราผิดจากพระพุทธเจ้า เมื่อมันขัดแย้งกันแน่นอนเขาก็ต้องว่าเราไม่ถูกเขาก็ถือว่าเขาถูก ว่าเราผิดก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วเขาบอกว่าเขา ขับอาตมาออก แต่ที่จริงแล้ว เราต่างหากขับเขาออกจากคณะเรา ขับออกจากคณะอโศก ถ้าจะใช้คำว่าขับ เขาบอกว่าเราตั้งลัทธิใหม่ เราก็ไม่ได้ตั้งลัทธิใหม่ เขาบอกว่าแต่งตัวเลียนแบบสงฆ์ เราไม่ได้แต่งตัวเลียนแบบสงฆ์แต่เราแต่งตัวเป็นแบบสงฆ์ แต่ของเขาก็แต่งแบบนั้น เราก็แต่งแบบนี้จะไปเลียนแบบอะไร เราแต่งให้ผิดไปจากเขาต่างหาก ไม่ได้เลียนแบบ เราไม่เคยห่มแบบมหานิกาย เราแต่ก่อนห่มแบบธรรมยุติ แต่ต่อมาเราก็เลิก และห่มให้แตกต่างจากเขาด้วยเจตนาอย่างนั้นจะได้ไม่ผิดกฎหมายด้วย จะบอกว่าเลียนแบบก็ไม่มี คนยังเข้าใจไม่ค่อยถูกต้องครบถ้วน ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลเขาบอกว่าเราเหมือนเทวทัต ตั้งลัทธิใหม่ นั้น ผู้ที่ไม่ถูกต้องออกนอกรีตก็เป็นเทวทัต ส่วนใครจะเป็นเทวทัตนั้น คนที่ทำให้แตกต่างออกนอกรีต ทำอะไรต่ออะไรที่ไม่เหมือนโดยจิตใจลึกๆเขา มันมีพฤติกรรมแบบเทวะ 2 อย่าง 1. คือบัญญัติ 2. คือสภาวะ สภาวะแท้ของเถรสมาคมเขาทำตนเป็นผู้ออกนอกเนื้อหานอกรีตของศาสนาพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง เขาก็ป็นผู้ออกนอกรีต เขาบอกว่ามาตั้งลัทธิใหม่ แต่อาตมาพยายามดึงให้ไปเข้าหาลัทธิพระพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งลัทธิใหม่ และเราก็มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไม่ใช่แค่นี้ เรารวมตัวจัดตั้งเป็นชุมชนก็ใช่แล้ว ก็ถูกต้อง ตรงนี้แหละเป็นความเข้าใจของคนไม่เข้าใจส่วนใหญ่มากเลย ที่ไม่เข้าใจตรงที่ว่า อาตมานี้มาคลุกคลีกับประชาชน มาสอนประชาชน ไม่อยู่เป็นส่วนสัดของพระ อาตมาก็ขอยืนยันว่า ความเข้าใจของเขามันผิดเพี้ยนมาไกลมาก ประชาชนกับพระในชาวพุทธ เป็นประชาชนและเป็นพระที่เกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน รู้จักเวลาแยกก็แยก เวลาที่จะทำงานร่วมกันช่วยเหลือกันส่งเสริมกันก็ทำงานในเวลาที่ทำงานร่วมกัน เวลาแยกเป็นตัวสภาวะของพระก็มีเวลา อย่างพวกเรามีเวลา เวลาทำงานร่วมกันเวลาที่จะมาเกี่ยวข้องกันก็มีการแนะนำกันอยู่ช่วยกันบอกสัมมาอาชีพสัมมากัมมันตะ การกระทำทุกอย่าง สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ไม่ได้แยกส่วน แต่ของเขากลายเป็นศาสนาแยกส่วนไปหมด เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่เขาคิดแยก พระจะมาเกี่ยวข้องกับคนเมื่อไหร่ ก็ต่อเมื่อ 1.คนเขามาวัด เอามาถวายของถวายอาหารถวายเงินถวายทรัพย์สินเงินทองเข้าของ เสร็จแล้วก็สวดมนต์ สวดมนต์ให้ฟัง สวดมนต์เสร็จก็กรวดน้ำแล้วกลับบ้าน มาวัดอีกทีก็มาอย่างนั้น หรือบางทีทำพระเครื่องเพื่อหาเงินหาทองประชาชนกับพระก็ยุ่งเกี่ยวกันอย่างนั้น แต่ของเรานั้นแนะนำทางด้านสัมมาอาชีวะ พระของเราแนะนำทางด้านสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ มันก็ต่างจากเขาแน่นอน แต่พวกเขาเข้าร่วมกับประชาชนก็คิดอ่านจะจัดงานอะไรหาเงินอะไรอย่างที่พูดไปแล้ว มันก็ต่างกันอย่างนี้ นัย ละเอียดอย่างนี้ ในความรู้ของคนเข้าใจยังไม่ครบ เข้าใจตามทิฐิของตนเอง Concept ของตัวเองว่าตนเองเข้าใจอย่างนี้ ก็มองเพ่งความต่าง มันมีนัยต่างกันก็จริง เขาว่า ทุกคนอย่าเข้าใจผิดในการปฏิบัติของโพธิรักษ์อาจจะขัดหูขัดตา มันก็จริง เขาก็บอกว่าเป็นไปในแนวของเขา ก็ถูกแล้วเราทำในแนวของเรา แต่เราไม่ทำผิดตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าหรอก เมื่อมันมีสองฝ่ายที่ทำต่างกันมันก็ต้องมีอันหนึ่งผิด คนหนึ่งที่มีตาดีปัญญาดี ก็จะเห็น 2 อย่างต่างกันว่าเป็นเทว อย่างไหนถูกอย่างไหนผิดอย่างไหนสัมมาอย่างไหนมิจฉา แม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีคน 2 หมู่ มีหมู่ใหญ่กับหมู่เล็ก เช่น พระสารีบุตรเคยเป็นลูกศิษย์ของสัญชัยเวลัฏฐบุตร ต่อมาพระสารีบุตรชวนอาจารย์ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า อาจารย์ก็บอกว่าไม่ไป ก็ถามพระสารีบุตรว่า คนจำนวนมากหมู่ใหญ่ กับหมู่เล็ก พวกไหนที่เป็นคนฉลาด พระสารีบุตรก็บอกว่า หมู่เล็กฉลาด อาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตรก็บอกว่าเราจะอยู่กับคนหมู่ใหญ่ที่โง่ มากกว่าไปอยู่กับ หมู่เล็กที่ฉลาด...ที่คุณบอกมาก็ถูกแล้ว มหาเถรสมาคมก็เป็นหมู่ใหญ่ อย่างที่พระสารีบุตรกับสัญชัยเวลัฏฐบุตรพูดกัน หมู่ใหญ่นั้นโง่ หมู่เล็กก็ฉลาด แม้ในปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน เขาเอาศาสนาพุทธมาทำอย่างผิดเพี้ยนก็เลยได้คนที่ผิดมาก เพราะคนโง่มากกว่าคนฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร ในยุคพระพุทธเจ้าก็ใช่อยู่ในยุคนี้ก็ใช่ไม่เห็นประหลาดอะไร ก็เป็นธรรมดา
เขาว่าเราประยุกต์เอาคำสอนพระพุทธเจ้าสมบวกกับแนวคิดตนเอง..ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้ สมบวก แต่ทำให้ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น ไม่ใช่เอาของตัวเองมาบวก ของอาตมานั้นมีอยู่แล้วของเก่า แล้วก็ยืนยันว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ก็เอาสิ่งที่ถูกต้องกลับคืนมา มันก็ต้องต่างกันเพราะทางโน้นทำผิดไปแล้ว ไปยึดมั่นถือมั่นผิดแล้วทั้งจารีตประเพณี วิธีปฏิบัติ การถือศีลธรรม แม้แต่การตีความของความหมายก็ผิดเพี้ยนไป
เขาว่า เราเอาหลักการแบบพอเพียงมาใช้ ก็คือว่าเราเอาของพุทธเจ้าที่เป็นแบบพอเพียงมาใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่ของใหม่ ศาสนาพุทธจะเกิดชุมชนตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้าก็เกิดชุมชน หมู่กลุ่มของพุทธศาสนา คนที่มีลัทธิการประพฤติที่เหมือนกันอยู่ด้วยกันก็ได้ต้องมารวมกัน มันเป็นธรรมชาติธรรมดา น้ำไหลไปหาน้ำ...น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน เป็นธรรมชาติไม่ต้องไปจัดสรรมันก็เป็นของมันเอง ตามหลักธรรมชาติ เราไม่ใช่พระแต่เราเป็นสมณะ เขาว่าเราไม่ใช่อรหันต์ภาวะอรหันต์มีแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้นก็จริง อรหันต์จริงมีแต่ในพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องเท่านั้น เขาว่าเราเป็นผู้ที่แอบอ้างเท่านั้นเพราะถูกขับออกจากสงฆ์จากศาสนาพุทธแล้ว ….ทุกวันนี้มันแยกกันชัดเจนอยู่แล้วด้วยสาระสัจจะแม้แต่สมมติโดยสมณะชาวอโศกกับเถรสมาคมนั้นแยกกันอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงว่าคนที่ จิตที่แยกคิดรังเกียจ คิดข่ม ดูถูก คิดแยกไปเลยก็เป็นความหมายของคำว่านิกาย ก็กลายเป็น นิกาย คือไม่ใช่กายเดียวกัน กายต่างกัน คือ เขาแยกกายของเขาเอง จิตของเขาเป็นตัวแยกเองแต่เราไม่เคยมีนิกายเรามีแต่นานาสังวาส จิตใจของใครที่คิดและทำให้เกิดความรู้สึกหรือยึดถือเป็นความจริงเลย ก็เป็นจิตของใครของมัน เราไม่มีจิตที่เป็นนิกาย แต่เรามีจิตที่เป็นนานาสังวาส ก็ไปตรวจสอบดู จิตที่เป็นนิกายนั้นมันไม่ดีมันแรงมันเป็นอนันตริยกรรม ถ้าเป็นจิตที่เป็นนานาสังวาสก็ไม่เป็นอนันตริยกรรม ในพระวินัยนั้นนานาสังวาสอันไหนร่วมกันได้ก็ร่วมอันไหนร่วมกันไม่ได้ก็ไม่ร่วม ก็เป็นความปรารถนาดีของคุณภานุกรณ์ เราเองไม่ได้แต่งตัวเลียนแบบแต่เราก็แต่งเป็นของเรา เขาก็ยังรู้จักว่าเรามีศีลอยู่บ้างแต่ทางเถรสมาคมนั้นไม่มีศีลแล้วมีแต่วินัย 227 แต่ของเรามีจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล แต่ทางเถรสมาคมทำไมมีแต่วินัย 227 ยิ่งมหาศีลเละใหญ่เลย เป็นเดรัจฉานวิชา พูดไปแล้วมันก็เหมือนกับไปดูถูกดูแคลน แต่มันก็ถูก 620218_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 4