สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตรและจักร 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตรและจักร 4 ไล่เอามูลสูตรก็ได้ ถ้าใครไม่มีฉันทะไม่มีความยินดีไม่มีทางไปได้ แค่มาทดสอบเรียนรู้อยากรู้เฉยๆ จะไปปักใจอีกฝั่งนึงแล้วแต่อันนี้อยากรู้เฉยๆ มาศึกษาเฉยๆ คนนี้ก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุ ไม่มีฉันทะ อยากรู้เฉยๆ แต่ไอ้ที่ตัวเองปักใจอีกอันหนึ่ง อย่างนี้ก็มีพวกสายเทวนิยมจะมาลอง เขาบอกว่าอเทวนิยมไหนมาลองหน่อยซิ ถ้าเขาไม่มีใจที่ยินดี สนใจแต่ไม่มีฉันทะ ไม่มีความพอใจยินดีว่าเข้าท่านะ มันไม่มี มันจะมีจุดเริ่มต้นอย่างนี้ เพราะการทำใจในใจ มนสิการ การทำใจของตนเอง สร้างใจตนเอง ผลิตใจตนเองให้เป็นอาริยบุคคลให้เป็นโลกุตระ มันไม่ได้ง่ายๆ มันไม่มีตัวตนมันไม่มีรูปร่างมันไม่มีสีสันไม่มีอะไรเลย นามล้วนๆ ถ้าคุณไม่มาเรียนอภิธรรม คุณไม่มาไล่จิตเจตสิกต่างๆรายละเอียดของ แม้แต่ขั้นรูปก็ต้องเป็นรูป 28 คุณก็ไม่รู้อาการของรูป 28 ว่ามันปรุงแต่งอย่างไรสร้างสรรค์อย่างไรขั้นรูป จะไปพูดถึงขั้นเจตสิกอีก 89 อีก 52 แจกจิตไปอีก 89 121 เมินเสียเถิดอย่าคิดถึงไม่มีทางเป็นไปได้ เรื่องมนสิการจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ทุกวันนี้โยนิโสมนสิการก็ไปแปลกันอีกอย่างหนึ่ง นอกจากอโยนิโสมนสิการก็แปลเหมือนกัน มนสิการ แปลว่าการทำใจ โยนิโส หมายความว่าต้องทำอย่างถ่องแท้ชัดเจนถูกต้องนะ หรือ ลงไปถึงจุดเกิด โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจ ลงไปถึงที่เกิดที่ หทยรูปนะ ถ้าไม่ถูกหทยรูปไม่เป็นได้ หทยรูป กำหนดรู้ไม่ได้ง่ายๆมันไม่มีหลักแหล่งไม่มีสถานที่กำหนดหมาย เพราะฉะนั้นพวกอภิธรรมไม่เข้าใจก็นึกว่า หทยรูป มีอยู่ที่หัวใจ ช่องที่ 4 มีน้ำหล่อเลี้ยงสีฟ้า ใส สวยนะ ไปโน่น เป็นรูปธรรม ก็อธิบายไปตามแต่อาจารย์ไหนเขาจะมีนิมิตของเขา แต่โดยนามธรรมนั้นไม่มีรูปร่างไม่มีสีสันอะไรหรอก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่มีการทำใจในใจซ
อ่านต่อ
ึ่งสำคัญมากเลย ก็ไม่มีความรู้แม้แต่ในสุริยะเปยยาล ปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการ หรือแม้แต่ปัญญาวุฒิสูตร ก็จะต้องเรียนรู้ต้องรู้จักโยนิโสมนสิการว่าเป็นอย่างไรอย่างถ่องแท้จากสัตบุรุษ ท่านได้สอนได้บรรยายให้ฟังชัดเจน โยนิโสมนสิการเป็นอย่างนี้เองหรือ ถึงจะปฏิบัติธรรมได้อย่าง ธรรมานุธัมมปฏิปัตติ ได้มรรคได้ผลไปตามลำดับ หรือจะควงจักร 4 หรือจะควงจักร โยนิโสฯได้ จักร 4(พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 31) 1. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม) . 2. สัปปุริสูปัสสยะ (การคบหาสัตบุรุษ) . 3. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบธรรม) สำนวนตามไวยกรณ์ แต่สภาวะคือพวกนี้มีสัมมาให้เกิดการตั้งลงของความเป็นอัตตา ปณิธิ แปลว่าตั้งตน ตั้งขึ้นมี ผล static เกิดผลตั้งเค้าเงื่อนไป เป็นอัตตา อัตตาอันนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวตน อุปาทาน แต่เป็นอัตตะอาศัย ของผู้ที่ปฏิบัติได้ นี่แหละที่มันเข้าใจยาก อัตตสัมมาปณิธิ จึงไม่ได้แปลว่าตั้งตนโดยชอบเท่านั้น คือมีตัวตนแล้วตั้งตนได้อย่างถูกต้อง ทำตนถูกต้องให้เกิดการเจริญ จักร 4 เป็นการทำงานควงจักรได้ไปสู่ผลเจริญ ทิศทางสูงสุดได้ อันที่ 3 นี้ อัตตสัมมาปณิธิ จึงแปลไม่ง่าย ถ้าใช้ตั้งตนไว้ในทางที่ถูกนี้ก็แปลถูก แต่ก็คือการสร้างสิ่งที่เป็นประสิทธิภาพ ของความสามารถของเรา สร้างขึ้นได้ หยั่งลงเป็นนิธิ เป็นคลัง เป็นที่เก็บเป็นที่สะสมเป็นที่รวมไปเรื่อยๆ อย่างถูกต้องอย่างเสมอ ก็เกิดอัตตาของโพธิสัตว์ อัตตาของผู้ที่พัฒนาการ อัตตาของผู้ที่มีสมรรถนะความรู้โลกุตระด้วยนะ เพราะฉะนั้น อัตตาตัวนี้ไม่ได้หมายถึงโลกียะเลยนะ เพราะฉะนั้นจึงเจริญขึ้นได้ สั่งสมไปข้ามภพชาติ มันจะเป็นโพธิสัตว์ไปเป็นสูงสุด ไม่ได้เลย ถ้าเผื่อว่าไม่สะสม อัตตาไปเป็นต้นทุนไว้ ต่อไปถึงขั้นที่ 4 4. ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำแล้วในปางก่อน ไว้เป็นที่พึ่งอาศัย) เป็นสิ่งที่ได้แล้วของเก่าที่สะสมมา สะสมอะไร สั่งสมบุญ แต่บุญสั่งสมไม่ได้ ปุญญตา ความเป็นบุญสั่งสมไม่ได้ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ยอกย้อน สะสมไม่ได้แต่ได้บุพเพกตะ ได้จากอะไรได้จากบุญที่ตัดกิเลสไปแล้ว แล้วจะมีกิเลสอีกได้อย่างไร เหมือนได้แต่ความสะอาด สะอาดคือความไม่มี แต่ความไม่มี สะสมความไม่มีมาได้เรื่อย บุพเพกตปุญญตา เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสภาวะจริง สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี้รับรองไม่เข้าใจ เช่นไปแปล อปุญญาภิสังขารก็ไปแปลเป็นบาป ก็วนอยู่ในรอบเก่าไม่ขวาก็ซ้ายไม่ซ้ายก็ขวา เขาไม่ใช่ว่าซ้ายขวาจริงแต่มันขึ้นข้างบนนะเป็นก้นหอย เป็นรอบที่สูงขึ้น คนไม่มีสภาวะก็จะซ้ำวนอยู่ที่เก่าดีไม่ดีวนลงข้างล่างอีกขยายความลงต่ำอีก แต่อันนี้มันวนขั้นสูงขึ้น ในสภาวะธรรมที่อาตมาขยายความนี้ สับสนไหม ...ไม่ นี่รู้ดี เราเข้าใจแล้วก็เอาไปใช้ เข้าใจดีแล้วเอาไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดเป็นพยัญชนะบัญญัติ เข้าใจดีแล้วสภาวธรรม ก็จะเอาไปใช้ เครื่องจักรของนามธรรมเราก็จะเอาไปใช้ จึงเข้าใจได้ดี ได้เนียนเก่งก็จะลึกซึ้งไปได้เรื่อยๆ 620217_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 3