สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน เทวดา 6 ชั้น พรหม 16 ชั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน เทวดา 6 ชั้น พรหม 16 ชั้น มาขยายความตามลำดับของพระพุทธเจ้าเลย เทพเทวดา 6 ชั้น ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี ก็ปั้นรูปให้เป็นยักษ์มาร แย่งชิงฆ่าทำร้ายผู้อื่น ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมาโหดร้ายมาก เป็นเทวดาชั้นที่ 1 สมมุติเทพชั้นที่ 1 อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี เป็นเทพแต่เขาก็ปลอมเป็นของหลอกของไม่จริงดาวดึงส์ ตาวติงสา อาการ 32 ของชีวิต มันเป็นสุขเป็นความสบายเป็นความชอบใจพอใจสมใจรื่นเริงบันเทิงใจ สะใจไปก็แล้วแต่ เป็นดาวดึงส์ทั้งนั้น บําเรออารมณ์ให้รู้สึกชอบ กับชัง มันเป็นราคะกับโทสะ แม้แต่โทสะอย่างสะใจซับซ้อน มันก็คือดาวดึงส์ แม้จะเป็นโทสะอย่างสะใจ ซาดิสซึม โรแมนติกอิซึ่ม คือสมใจตามอุปาทาน ก็เป็นสิ่งที่หลอกลวงให้คนติดยึด ให้อยู่ในเวลาอย่างนั้น สูงขึ้นมาเป็นชั้นต่อไป อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี ยาวนานไปกับกาละเวลา ก็จะของให้ชอบใจอย่าจากฉันไป จะต้องการให้อยู่กับเราไปนานๆ นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งดียิ่งชอบใจ ได้ยาวเท่าไหร่ได้นานเท่าไหร่สมใจที่ตัวเองชอบ ก็อยู่กับภพชาติเท่านั้น เป็นแดนใจของผู้ที่มีความทุกข์ความสุข ได้มากเท่าไหร่เป็นยาม ได้1 ยาม 2 ยาม 3 ยาม 4 ยาม 6 ยาม ได้100 ยาม ต่อเนื่องกันไปก็ยิ่งชอบ เรียกว่าเป็นความผิดยึดได้ตามสิ่งที่พอใจตามอายุเวลาอยู่ได้นาน ไม่เสื่อมไปจากที่ตัวเองต้องการเป็นอุปาทาน นี่แหละเป็นเรื่องหลอกให้คนเสียเวลาเสียแรงงานเสียทุนรอน เสียสภาพให้ติดยึด อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ สีตะ แปลว่าเย็นสงบให้พักให้หยุด ผู้ที่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฎฐิแล้วก็จะรู้จ
อ่านต่อ
ักพักรู้จักเพียร ส่วนผู้ไม่รู้ก็ไม่รู้จักพักให้พักก็ไม่พัก ก็จะเอาแต่เกิด เอาแต่สมใจให้หยุดให้พักให้วรรค ก็ไม่หยุดพักไม่เว้น พวกมันพวกนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าขั้นดุสิตหรอก ผู้ที่ทิ้งภพชาติก็ได้พักขั้นดุสิต นอกนั้นก็ไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะฉะนั้นเป็นที่พักที่หยุด ที่อาศัย อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ เป็นที่ๆเก่งสุดเก่ง จะว่าเก่งเกินกว่าจตุมหาราชก็ได้ ด้วยตัวเองเลยนะนิมมารนรดี ตัวเองทำเองเลย ฆ่าเองแกงเอง สุดสามารถ ยอดถือว่ายอดแล้ว ใหญ่กว่านักเลง มีอำนาจมาก ลงมือเอง อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) ถือว่าสูงสุดยอดกว่านิมมานรดี เพราะว่ามีผู้อื่นมีบริวารมีลูกน้องเก่งเหมือนกัน ตัวเองก็เก่งยอดกว่านิมมานรดีแล้วยังมีคนอื่น ปรนิมมิตวสวัตตีมาช่วยเสกช่วยสร้างช่วยทำช่วยเพิ่มเติมให้อีก ให้ตัวเองได้มากได้หนักได้เต็มที่อีก สุดยอดไปในทางบาป สุดยอดแห่งบาปเลย เป็นเทวปุตตมาร ทีนี้ ถ้าเราเอามาอาศัยอธิบายขั้นเทพ เทพมี 1.สมมุติเทพ 2. อุบัติเทพ 3. วิสุทธิเทพ สมมุติเหตุคือเทพโลกีย์ปุถุชนวนเวียนสูงต่ำซับซ้อน เรียกว่าเทวบุตรมารซับซ้อนอยู่อย่างนั้นแหละ ส่วนอุบัติเทพเป็นเทพโลกุตระ เป็นเทพรู้จักทำวิธีให้เราเกิดใหม่ เกิดเป็นเทพชั้นตั้งแต่โสดาบัน เป็นอริยะขึ้นไปตามลำดับ โสดาบันขึ้นไป สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สูงสุดเป็นพระอรหันต์ถือว่าเป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทพขั้นสูงสุด อุปัติเทพ จึงเป็นเสขบุคคลเป็นอริยขึ้นไป จนกระทั่งบรรลุสูงสุดก็เรียกว่าวิสุทธิเทพ ทีนี้เทพทางโลกุตระหรือโลกียะ แบ่งซอยไปอีก ในระดับอุปัติเทพ เสขบุคคล ก็ยังอาศัย อุปกิเลส อาศัยกิเลสลดลง ต้องเป็นเทพสูงขึ้น เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ไล่ไป ก็ถือว่าเป็นผู้ที่จะทำความเจริญ เจริญโลกีย์ก็ถือว่าได้รสชาติโลกีย์มากมายบำเรอใจ ได้ลาภยศสรรเสริญมากมีอำนาจมาก ได้รับสรรเสริญยกย่องเชิดชู ทางโลกีย์ทางเทวปุตตมาร ก็ยกย่องเชิดชูกันมีบริวารมีอะไรเหมือนกัน ทางด้านดีเขาก็ชม ทางด้านโลกุตระก็ชมเหมือนกัน ก็มีสภาพ 2 เป็นเทวะ ทุกอย่าง เทวปุตตมารมารก็มีสองก็ชื่นชมยกย่องกัน มาทางด้านโลกีย์แต่ทางด้านดีกุศลก็ชมกัน ด้านโลกุตระก็แน่นอนต้องยกย่องชื่นชมกันเหมือนกัน มาถึงขั้นโลกุตระในเทวดา 6 ชั้น ก็ซับซ้อน ยิ่งดียิ่งสูง ก็ยิ่งละเอียด ยิ่งเป็นพรหม เป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาที่ละเอียดสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ซ้อนในเทวดาในพรหมยิ่งเป็นพรหมละเอียดสูงขึ้น ถ้าจะไล่พรหมขึ้นไปถึง 16 ชั้นก็จะยืดยาด
ชั้นที่ 1 ปาริสัชชาพรหม เป็นขั้นต้นของผู้ที่จะทำความละเอียดบริสุทธิ์เลย ชั้นที่ 2 ปุโรหิตาพรหม ชั้นที่ 3 มหาพรหม
ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงเจริญขึ้น ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ มีแสงอันประมาณมิได้เลย ไปตามบารมี ประมาณได้ตามบารมี ก็มีแสงยิ่งขึ้นๆ ก็เป็น อาภัสรา ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ เป็นหัวหน้าของทางด้านสว่าง สายขาว
หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา สุภาคือสูงกว่า ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ สายดำ กลับกันกับ อาภัสรา ที่จริง ขั้น สุภกิณหานี้สูงกว่า อาภัสรานะ สุภะแปลว่าดี ดำดี กัณหาแปลว่าดำ ก็เป็นสายดำสายมืดกับสายสว่างอาภัสรา สองสาย ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เป็นพวกลอยฟ่อง เป็นตัวย่ิงใหญ่ประกาศตัวตนสูงส่ง มีลูกมีผลเป็นรูปเป็นร่าง ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ อันนี้ไม่มีตัวไม่มีตนกำหนดไม่ได้ เป็นผู้ไม่มีการกำหนดรู้ อสัญญี เป็นสัตว์ที่ไม่มีผู้กำหนด Invisible เป็นพวกไม่มี ท่านเรียก Realm of non percipient being สุทธาวาสอีก 5 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ของท่านประยุทธ์แปลว่าไม่ผู้เสื่อมจากสมาบัติ ก็ยังเป็นแบบเทวนิยมอยู่ อธิบายต้องเข้าต้องออกสมาบัติอีก ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ท่านแปลว่าไม่ทำความเดือดร้อนให้กับใคร ถ้าให้อาตมาอธิบายก็คือลักษณะที่ได้แล้ว ไม่เสื่อมไม่เป็นโทษภัยกับใคร ผู้ที่ละเอียดอย่างพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าจะไม่อาศัยแดนสุทธาวาส 5 ท่านจะผ่านไป ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้องมาอาศัยอยู่ในแดนนี้ มันสบายมันว่างมันเบา เหมือนอนาคามี 5 นี้ตกในภูมิอนาคามี 5 จะจมในแดนเหล่านั้นนานมาก แต่สายปัญญาที่เรียงลำดับแล้วเป็นปัญญาธิกะ จะไม่มาเสียเวลาอยู่ในนี้จะต่อเนื่องไปเลย ส่วนพวกที่จะอยากพักบ้างก็ตามบารมีของแต่ละคน สมัครใจจะพักตรงนี้ พักหนึ่ง สองพัก ห้าพัก ร้อยพักก็ตามแต่ละคนจะอาศัย เป็นเรื่องอิสรเสรีภาพ สามารถที่จะเลือกเอาได้ตามใจ
ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ
สุทธาวาสก็ก็คล้ายกันอนาคามี 5 ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) มันไม่รู้จะไปปรินิพพานเมื่อไหร่มันแล้วแต่ยถากรรม ปล่อยไปตามเหตุปัจจัย อันตรา แปลว่าในระหว่าง ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ผู้สามารถจะพากเพียรทำได้มากได้น้อยก็อยู่ที่ตัวเองจะมีความอุตสาหะวิริยะ เร็วเท่าไหร่ก็ได้บางทีก็ไม่เร็วนัก ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ผู้มีภูมิสูงกว่า อุปหัจจะแล้ว ถ้าพากเพียรมาก สังขารมากก็จะเร็ว ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) อันนี้ก็ไม่ต้องใช้การปรุงแต่งมากก็ได้แล้ว แต่ถ้าสสังขารก็ต้องต่ำกว่าก็ต้องปรุงแต่งมากหน่อยต้องใช้สังขารปรุงแต่งมากหน่อยหนึ่งจึงจะพ้นบรรลุ แต่อสังขารคือไม่ต้องปรุงแต่งมากหรอก ต่างจากอันตราคือไม่ปรุง ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ส่วน อสังขารปรุงแต่งไม่มากนัก สสังขารปรุงมากหน่อย ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) อันนี้เหนือใครแล้ว ไม่มีใครเทียมแล้ว อันนี้สุดยอด แทบจะเรียกว่าหยุดได้แล้ว จะหยุดหรือไม่หยุด จะตัดหรือไม่ตัด จะอยู่หรือไม่อยู่ เรียกว่า หมายความว่าอยู่ในขั้นสุดแล้วจะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ จะเป็นอมตะบุคคลแล้ว ถ้าหากบรรลุก็เป็นอมตะบุคคล เป็นบุคคลอยู่ในระดับที่ 9 ในมูลสูตร 10 620217_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 3