สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ธรรมะ 2 เอาไว้ทำอะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ธรรมะ 2 เอาไว้ทำอะไร _มีคำถามว่า ธรรมะสองเอาไว้ทำอะไรคะ พ่อครูว่า...ตอบ คำแรก ธรรมะสองเอาไว้ ผัดหมี่หรือทำก๋วยเตี๋ยว คือเอามาไว้สังขาร อันเดียวกันปรุงแต่งอะไรไม่ได้ อะไรก็แล้วแต่ ธรรมะหนึ่งนี้ปรุงแต่งอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น ธรรมะ 2 มันมีอยู่ ครองโลก เทวฺครองโลก คนมันไม่รู้ทุกวันนี้ คนเกิดมาก็มี 2 ทันที 1.มีกาย มีธาตุดินน้ำไฟลม จับตัวกันเป็นทวัตติงสาการ กับพลังงานจิตเข้ามาจัดการ จนกระทั่งสามารถแยกเลิกจบพลังงานนี้ได้ก็สลาย คุณจะรู้เลิกจากพลังงานที่จับตัวเป็นจิตนิยาม เมื่อจิตนิยามนี้จบ ก็จะเหลือแต่อุตุธาตุ ที่มีพลังงานโมเมนตั้มตกค้าง เมื่อพลังงานนั้นตกลงไปจากจิตนิยามแล้ว ที่เหลือดินน้ำไฟลม กับธาตุของอุตุนิยามที่มีโมเมนตัมเสื่อมลงไป แต่ทีนี้คนที่เข้าใจผิดไปนั่งสมาธิ พยายามดึงตัวเองไม่ให้ทิ้งร่างนี้ อันนี้เป็นตัวกูของกู จนกระทั่งเก่งในการยึดมั่นถือมั่น ตายลงไปแล้วพลังงานจิตนิยามก็ไม่ยอมออกไม่ยอม drop แต่มันต้อง drop เพราะมันไม่ใช่จิตนิยามแล้ว แต่เขาก็พยายามดึงไว้ เพราะฉะนั้นร่างกายเขาก็เหลือสภาพไม่เน่าทันที เป็นพีชะ เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งสมาธิ มีความยึดมั่นในตัวกูของกู ยึดถือในอัตภาพของเขา ก็จะเป็นตัวกูของกูพลังงานมันก็จะอยู่ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เน่า เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นสายพุทธ ที่ไปพากเพียรปฏิบัติในมิจฉาทิฏฐิ จนกระทั่งกลายเป็นศพที่ตายแล้วไม่เน่า มีผู้กราบเคารพศพที่ไม่เน่าคนผู้นั้นเป็นคนนอกลัทธิพุทธ เป็นคนแต่ไปกราบพีชนิยามที่เหมือนพืช แต่มันไม่สดอย่างนี้แล้ว ถ้าเอาอาหารใส่ไปเหมือนมนุษย์พืชที่ใส่ท่ออาหารเข้าไปใส่อากาศให้ มนุษย์พืชนั้นก็จะยังอยู่ ถ้าเป็นคนหรือเป็นพืชที่ไม่มีท่อใส่อาหาร ก็เหมือนกับพืชที่ดึงออกมาจากดินแล้วมันก็มีแต่วันจะเหี่ยวลงไป ค
อ่านต่อ
นที่ไม่เน่านี่เอาไปใส่โลงแก้ว ก็ยังผิด มันเป็นอุตุธาตุ พีชธาตุแล้ว ต้องรู้สถานะ แต่ทุกวันนี้คนไม่มีความเข้าใจในศาสนาพุทธอย่างที่อาตมาพูดนี้ก็เลยปฏิบัติผิด เพี้ยนไป คำว่าธรรมะสองนี้ถ้าไม่รู้ก็ไปปฏิบัติผิด ไปปฏิบัติกับร่างกายที่ไม่เน่า ของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรมากตายแล้วก็เผา จะได้ไม่ดูน่าเกลียดน่าชัง หากปล่อยไว้ก็จะเน่ามันก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นไม่นิยมแบบนั้น ศาสนาพุทธไม่นิยมแบบเน่า หรือแบบฝัง มีแต่เผาเลย ถ้าเอาไปฝังก็ต้องทำวิธีสมัยโบราณอีก หรือทำแบบมัมมี่ นี่ก็ตอบง่ายๆตื้นๆ พื้นๆ
ธรรมะ 2 เอาไว้ทำไม เทวะ คือธรรมะ 2 ธรรมะ 2 นี่แหละเอาไว้สำหรับจัดการชีวิตให้ดีที่สุดเจริญที่สุด เป็นคนที่ 1. จุดสำคัญของศาสนาพุทธไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาไม่มีทุกข์ไม่มีสุข หมดเทวะ ทำให้ล้มล้างความเป็นเทวฺ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่ล้มล้างเทวะได้ ผู้ที่บรรลุสูงสุดก็หมดสุขหมดทุกข์หมดธรรมะ 2 รู้ความจริงตามความเป็นจริง ว่านี้คืออันนี้อันนี้คือเย็นร้อนอ่อนแข็ง อันนี้คือแดงเขียวเหลือง อันนี้คือเสียงดังเสียงไม่ดัง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็รู้หมดตามความจริง ไม่มี 2 ไม่มีธรรมะ 2 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 มีแต่ความจริงตามความเป็นจริงไม่มี 2 ธรรมะ 2 เอาไว้เรียนรู้เทวะ เมื่อยังไม่ตายยังอยู่ในโลกก็ต้องอยู่กับสิ่งที่จริงอยู่กับหนึ่งเดียวในโลกไม่มีของเก๊ของปลอมเลย เราก็จะอยู่กับ 1 แล้วเราจะเรียนรู้ธรรมะพุทธเจ้าเรียนรู้ตอนสุดท้ายเลยว่า แม้ว่า1เราไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นของเราแล้ว 1นี้แม้แต่ธาตุดินน้ำไฟลมที่รวมตัวสังเคราะห์เป็นร่าง ทวัตติงสาการ จะมีความแข็งถึงขั้นฟันขั้นกระดูก หรือมีเนื้อมีหนังมีน้ำมูกน้ำเหลืองอะไรก็แล้วแต่ รวมกันสังเคราะห์กันเป็นร่างกายนี้ แล้วก็ดูแลใช้งานมัน ธรรมะ 2 มีไว้ในชีวะนี้ แล้วอาศัยชีวะนี้เรียนรู้ถ้ายังเป็นมันอยู่ ก็จะเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดไม่ทำอกุศลอะไรเลย ถ้าเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่ทำแต่กุศลถ่ายเดียว เพราะว่า ได้ฆ่าพลังงานบาปพลังงานอกุศลออกไปจากจิตเราแล้ว สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่มีบาปอะไรเกิดอีกแล้ว อกุศลก็ไม่มี จากนั้นก็จะเหลือแต่ชีวิต จะอยู่อย่างทำกรรมใดๆก็มีแต่กุศลถ่ายเดียว กุสลัสสูปสัมปทา เพราะว่าได้ทำ สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตของตนที่มีธรรมะ 2 จนสะอาดบริสุทธิ์ได้แล้ว ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตผู้นี้มีองค์ 5 แข็งแรงถาวร บริสุทธิ์อยู่ตลอดปริสุทธา แม้จะปรุงแต่งอยู่กับอะไรอยู่ก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ จิตใจก็เลยเป็น มุทุภูตะธาตุ แข็งแรงเร็วไวคล่องแคล่วทำกรรมกิริยาอะไรก็เป็นกรรมการงานที่ดี ไม่มีพิษมีภัยอะไรเลยแล้วจิตใจก็ผ่องใสยิ่งขึ้นประภัสสรยิ่งขึ้น อย่างจิตของอาตมามีความประภัสสรยิ่งขึ้น ใครไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ยิ่งอยู่ก็เจริญยิ่งขึ้นมี ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่ตกต่ำ นี่ คือจุดสูงสุดที่ศาสนาพระพุทธเจ้าเอาธรรมะสองเอาเทวะนี้มาไว้ให้คนศึกษา แต่คนทุกวันนี้ แม้แต่ในวงการศาสนาพุทธเองเข้าใจเทวะไม่ได้ ตีเทวะไม่แตก undistinquish ตีเทวะไม่แตก แยกเทวะไม่ออก ต้องเอามาจัดการ จัดการทำให้ตนเองเป็นหนึ่งเท่านั้นแล้วอาศัยตามความเป็นจริงในฐานะที่เรายังมีชีวิต ก็เป็นชีวิตที่ดีที่สุด เท่าที่เรามีบารมี พวกเราแต่ละคนนี่มีบารมีต่างกัน แล้วก็เพียรพยายามทำสัมมาวายามะสัมมาสติ อยู่ให้ดีแต่ละคน ระวังไม่ให้เราเป็นคนทำอะไรผิด ทำอะไรชั่ว มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธานอยู่ตลอด ด้วยการมีสติดูกายเวทนาจิตธรรม ดูองค์ประชุมของกายหรือเทวะ กายคือ 2 รูปนาม เทวะ แล้วก็ดู ที่มันต่อเนื่องเป็นเวทนาไปเป็นปัจจัย ในเวทนามันมีกิเลส มันมีเวทนาที่ถูกกิเลสเข้าไปดึงดูดเอา เอาก็รู้กิเลสแล้วจัดการที่เวทนานั้น จะได้กลายเป็นจิตในจิต ที่ดีไม่มีกิเลส วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ไปเรื่อยๆ จนทำได้เก่งได้แคล่วคล่องก็ทรงธรรม มีอรหัตตมรรคอรหัตตผล อาศัยอรหันตธรรม สูงสุดแล้วไม่ลึกลับแล้วทำได้ถูกต้อง ผู้ที่ทำไม่ได้ตีไม่แตกก็เป็นเทว จึงจำนนอยู่กับสุขกับทุกข์ ให้พลังงานจิตของตนเองต้องการสุข ไม่ต้องการทุกข์แล้วก็ตกเป็นทาสของอำนาจ อำนาจ ต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์นี่แหละ บงการตนเอง ไปกระทบกับสิ่งอื่น ตั้งแต่ในสิ่งของก็ไปกระทบกับมัน อันนี้ไม่ชอบ โยนทิ้งทำลาย ไปทำกับของกับคน กับสัตว์ ด้วยอำนาจไม่ต้องการทุกข์ต้องการแต่สุข ด้วยการที่เขาตีแตกๆไม่ออก สุขทุกข์บงการเขา ความสุขความทุกข์จึงเป็นนายที่บงการคนทุกคน ยิ่งเป็นนายที่บำเรอใจตนเท่าไหร่ก็ยิ่งแรง ไปกระทบกับสัตว์ไปกระทบกับของกับคน ที่จะต้องมาบำเรอใจตนเองตลอดเวลา นี่คือเทวะครองโลก เทวะครองคน เทวะที่ตีไม่แตกนั้น เป็นจิตที่ต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์ กลายเป็นปฏิกิริยาพลังงานออกไปกระทบสิ่งอื่น ให้สิ่งอื่นลำบาก ให้สิ่งอื่นเสียหาย ให้สิ่งอื่นเขาเดือดร้อน นี่คือ ความไม่รู้เป็นอวิชชาที่ลึกซึ้งสูงส่ง คำว่าเทวะครองโลกก็คืออย่างนี้ เราจะต้องมาเข้าใจให้ได้เลยว่า พลังงานของเรานี้ กลายเป็นว่าต้องไม่ให้เทวมาควบคุมเรา เราไม่มีเทวแต่เรามีตัวเราของเรา แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา อาศัยทวัตติงสาการนี้ อาศัยอาการ 32 นี้ ทำงานมีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม อันเหมาะควร กัมมัญญตา ทำอยู่กับโลกอย่างสบาย อยู่กับสังคมอย่างมีคุณค่าประโยชน์ไม่ได้เป็นโทษอะไรเลยมีแต่คุณค่าประโยชน์ พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็น่าเห็นใจคนที่เข้าใจเจตนาอาตมาไม่ได้ เขาทำของเขาก็เป็นบาปเป็นอกุศล มีแต่ได้แต่ทุกข์ เพราะเขาไม่รู้กรรมกิริยาของเขาที่มี สสังขาริกัง มีกิเลสมาปรุงแต่งอยู่ในจิตอย่างรุนแรงเต็มหน้าที่กิเลสด้วย คนแต่ละคนแทบจะเป็นตัวตนของกิเลสออกมาทำงานเป็นกายกรรมวจีกรรม มโนกรรมเต็มรูป ไม่มีความรู้ว่า กิเลสให้มันหยุดบ้างให้มันเบาบ้าง เขาไม่รู้จักกิเลส มันมาเป็นตัวเราของเราเมื่อไหร่ มันควบคุมทุกอิริยาบถ ถึงน่าสงสารมาก เทวจึงครองโลก ครองมนุษยชาติ ครองพฤติกรรมในสังคม เรามาทำให้คนไม่ต้องตกเป็นทาสของกิเลส ยิ่งล้างกิเลสออก ไม่มีกิเลสมาบังคับควบคุมเรา เราก็เลยเป็นคนไม่มีตัวตน หรือตัวตนน้อย กิเลสลดน้อยจนกระทั่งผู้ที่เป็นอรหันต์กิเลสก็หมด เป็นอนาคามีกิเลสก็เหลือบ้าง ควบคุมไม่ให้กระทบคนอื่นได้ มีโทษภัยนิดๆหน่อย ถ้ายิ่งเป็นผู้ที่มีกิเลสมากก็ยิ่งเป็นภัยเป็นโทษต่อคนอื่นมาก แต่เห็นได้เลยว่าในสังคมชาวอโศก การกระทบกันนั้น ก็ไม่ได้ทำให้เดือดร้อนอะไรมาก มีแต่กระทบกันแล้วสัมพันธ์กัน สงเคราะห์กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยซ้ำไป จึงเป็นกรรมกิริยาเป็นพฤติกรรมที่ดี พัฒนาสังคมเราถึงไม่มีพฤติกรรมที่เหมือนอย่างทางโลกเขา ชาวโลกเขาปองร้ายกัน ไอ้หนุ่มเจอสาว สัมผัสปองร้ายแล้ว ปองร้ายด้วยกาม หรือไม่ก็คนสองคน จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ตาม สัมผัสกันด้วย ธาตุทางโทสะ ไม่ชอบก็ปองร้ายกัน จะทำร้ายกัน ธรรมะสองก็จะเป็นอย่างนี้เท่านั้น แต่พวกเราไม่ได้มีแล้ว สัมผัสกัน แม้แต่ศัตรูเขามองเราอย่างปองร้าย เราก็ต้องมองเขาอย่างปองดี ไม่ปองร้ายกับเขา อย่างนี้เป็นต้น เราเปลี่ยนคน จากแต่ก่อนนี้ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองเป็นทาสของกิเลส สัมผัสอะไรก็กลายเป็นร้ายไปหมด ร้ายตีกลับ เป็นกามนี่ร้ายตีกลับ ร้ายจะทำร้ายนี้ตรง ก็ชัดเจนกลับไปกลับมา เป็นเทว สองทิศง่ายๆ จะมีมุมเหลี่ยมต่างๆ ลีลาต่างๆจนคนเข้าใจผิด เราก็จะรู้มากขึ้นเราก็จะใช้อาการต่างๆ เคลื่อนไหวทางภายนอกไม่ว่าจะเป็นอาการทางกายทางวาจาโดยเฉพาะใจของเรา ต้องดูอาการใจของเรา จัดการตั้งแต่ต้นทาง จิตวิญญาณเป็นประธาน ให้เป็นตัวพลังงานขับดันออกมาให้เป็นวจีกรรมกายกรรมออกมาทำงาน เป็นกรรมกิริยาที่ดี ที่ไม่เป็นโทษภัย มีแต่กรรมกิริยาที่สร้างสรรค์เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา อย่างแท้จริง นี่เป็นคำสอนสูงสุด ประมวลลงมาแล้วจะทำให้คนเป็นเช่นนี้ 620218_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 4