สัจจะมี 1 เดียวในโลก สันติอโศกประกาศนานาสังวาส(1).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สัจจะมี 1 เดียวในโลก สันติอโศกประกาศนานาสังวาส _Chaisit Jitviriya (ชัยสิทธิ จิตวิริยะ) : สิงหาคม 18 ครบ 45 ปีที่สันติอโศกถูกขับออกจากมหาเถรสมาคม ไม่ร่วมสังฆกรรม เรียกนานาสังฆวาส ได้ตรับฟังชัดเจนดีขึ้น เมื่อ 45 ปีก่อนผมรู้สึกสะท้อนสะเทือนใจถึงการแตกแยกแห่งพุทธศาสน์ของไทย มาถึงวันนี้ได้กระจ่างขึ้น ขอขอบคุณพ่อท่าน สาธุ พ่อครูว่า…ที่อาตมาประพฤติมา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 ที่บอกว่า สันติอโศกถูกขับออกจากเถรสมาคม อย่างขณะที่อาตมาประกาศอันนี้ต่อหน้า สงฆ์ 180 รูป ต่อหน้าพระสังฆาทิการ ที่วัดหนองกระทุ่ม เรียกว่าเป็นการประกาศเป็นทางการ ตามธรรมวินัย เป็นการประกาศขอแยกนานาสังวาส ประกาศต่อหน้าอย่างเรียบร้อย 45 ปีผ่านมาในวันนั้น ไม่ใช่อาตมาถูกมหาเถรสมาคมขับออก แต่อาตมาทำเอง อาตมาไม่อยากอยู่ร่วม กับการปกครองบริหารดูแล อาตมาขอแยกมาจัดการเองเป็นคณะอโศก กล่าวให้ชัดเจนเลยว่า เป็นการทำนานาสังวาสอยู่ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า สามารถทำได้ คณะเล็กคณะน้อย สามารถขอทำนานาสังวาสได้หรือคณะใหญ่จะขอแยกให้คณะน้อยเป็นนานาสังวาสก็ได้ เช่น พระพุทธเจ้าให้คณะของพระเทวทัตเป็นนานาสังวาสกับคณะของพระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นต้น ท่านไม่ได้แยกเป็นนิกายกับพระเทวทัต แต่ท่านประกาศนานาสังวาส เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากแต่เข้าใจกันไม่ได้ การทำนิกาย เป็นเรื่องมหาอเวจี แน่นอนพระพุทธเจ้าไม่ทำ ท่านทำแค่นานาสังวาสก็พอแล้ว สำหรับคนคนนั้นเขาก็เป็นอย่างนั้นไป สำหรับที่เถรสมาคมจะมาทำนี้ก็ทำเกินทำผิดพระธรรมวินัย พูดไปแล้วก็ยิ่งเห็นความไม่ประสีประสาในเรื่องศาสนาพุทธตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าของเถรสมาคม วันที่ 6 ประกาศ วันที่ 7 ก็เป็นวันอิสระเสรีภาพ ก็ออกมา ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านานาสังวาส และอาตมาบอกตรงๆว่าตอนนั้นก็ยังไม่รู้จักเรื่องนานาสัง

อ่านต่อ

วาส แต่เป็นสัจธรรมที่จะต้องเป็นจริงในโลก จะต้องเกิดจริงอันนี้ขึ้นมา มันจึงเป็นเรื่องความจริง ไม่ได้ดูตำรามาก่อนเลย เป็นความจริง เป็นของติดตัวมาแล้วเราทำ แล้วอาตมาไม่ได้ทำผิดพระธรรมวินัยเลย ถูกหมดเลย ไปตรวจสอบตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ แต่ทีนี้เวลาเถรสมาคมมาทำให้มันออกนอกเรื่องทำผิด คณะปูรกะ ผิดวิธีการตามพระธรรมวินัย อาตมาประกาศตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2518 เจ้าคณะอำเภออยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยก็ได้รับสิ่งที่อาตมาเซ็นชื่อให้ไปด้วย ท่านก็เอาไปให้เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดก็ส่งตรงไปถึงเถรสมาคมก็เป็นที่รับรู้ในขณะนั้น ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2518 เราก็เป็นนานาสังวาสมาตลอด อยู่กันด้วยราบรื่นดีนะ ต่างคนต่างก็ปฏิบัติ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อยู่กันอย่างเรียบร้อยต่างคนต่างทำ เพราะความเห็นต่างกัน เหตุคือ 1. ศีลไม่เสมอกัน 2. การประพฤติต่างกัน 3. การอธิบายขยายความอุเทส คำอธิบายธรรมดาต่างๆไม่ตรงกัน มันเป็นสัจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเข้ากันไม่ได้แล้วจึงเลิกที่ต้องมาเถียงกัน ต่างคนต่างทำ แล้วก็ให้พุทธศาสนิกชนฟังความสองข้าง ฟังแล้ว คุณเห็นว่าฝ่ายใดเป็นธรมวาที ฟังแล้วเห็นว่าการพูดอันนี้ถูกต้อง คุณก็เลือกเอา เป็นสิทธิเสรีภาพของคุณ เท่านั้นเองจบแล้ว มันห้ามไม่ได้ มันเป็นความเห็นต่าง ก็ยึดกันไป มันเป็นธรรมชาติที่มันจะต้องเป็นเช่นนั้น ไปบังคับกันได้อย่างไร สู่แดนธรรม...เหมือนครอบครัวก็อยู่กันในบ้านร่วมกันแต่ไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน พ่อครูว่า...ผลที่จะเกิดเป็นเรื่องวิบากกรรม ของใครของมัน มันจะเกิดโดยสัจจะเพราะกรรมเป็นอันทำของใครของมัน มันจะออกผลของมันเอง คนนี้ผิดสัจจะก็จะออกผลอย่างนั้น คนนี้ถูกสัจจะก็จะออกผลอย่างนั้น ส.ฟ้าไท พระพุทธเจ้าให้ฟังทั้งสองฝ่ายและเลือกเอา พ่อครูว่า...คุณจะเห็นว่า ฝ่ายนี้พูดมาอย่างไรก็เอาหมด ฝ่ายนี้พูดมาก็ไม่เอาหมดอย่างนี้ก็เป็นเรื่องของคุณเป็นเรื่องส่วนตัวไปด้วยสิทธิ บังคับกันไม่ได้ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ส.ฟ้าไท..เป็นประชาธิปไตยที่สุดในโลก สู่แดนธรรม ...ผมเห็นพระสูตรบางพระสูตร ฝ่ายใดถูกต้องคนก็นับถือใส่บาตรให้ ฝ่ายไหนไม่ถูกต้องก็ถูกคว่ำบาตร พ่อครูว่า...เขาจะวิจารณ์เราก็ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ต้องติเตียนกัน บอกกัน สังคมใดไม่มีการติเตือนกันเป็นสังคมไม่มีการเอาภาระเป็นสังคมเลว คำสรรเสริญพระพุทธเจ้าก็บอกแล้วมันไม่ใช่เรื่องดี ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นเรื่องไม่พาให้เจริญอะไรได้ คำสรรเสริญไม่ทำให้ละกิเลส บอกว่าเป็นคำต่ำทรามเป็นคำเลวร้ายเป็นของน้อย คำลามกด้วยซ้ำ คำสรรเสริญ ซึ่งฟังแล้วคนเขาเข้าใจคนละเรื่องกับที่พุทธเจ้าตรัสไว้เลย มันคนละโลก คนละเรื่องเลย ถ้าเรารู้จักสาระประโยชน์ ต่อสิ่งที่เราจะใช้ เราจะใช้สรรเสริญหรือจะใช้คำตำหนิ ชาตินี้อาตมาชมบ้างตำหนิบ้าง อย่างที่ท่านว่า นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ชมคนที่ควรชม ตำหนิคนที่ควรตำหนิ

จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องของความแตกต่าง ไม่ใช่เรื่องของความแตกแยก อาตมาชี้ความถูกความผิด อันนี้เป็นเรื่องสัจธรรมไม่ใช่เรื่องแตกแยกแต่เป็นเรื่องแตกต่าง การแตกต่างก็เป็นเรื่องธรรมะ การชี้ถูกชี้ผิดก็เป็นสัจธรรมเป็นธรรมะยิ่งกว่าการชี้ความแตกต่าง การบอกความแตกต่างของเพียงแต่ให้รู้ว่ามันมี 2 อย่างแตกต่าง แล้วความแตกต่างนี่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ถ้าใครอ่าน จูฬวิยูหสูตร แล้ว จะเห็นความยิ่งใหญ่ว่า สัจจะมีหนึ่งเดียว สัจจะที่ 2 ไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมา ทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ พ่อครูว่า...ผู้มีปัญญารู้แล้วจึงเป็นผู้มีความบริสุทธิ์และตั้งอยู่ในความวินิจฉัยทิฐิ และร่าเริงอยู่ วินิจฉัยเองว่าอันไหนเป็นอย่างไร ผู้ใดมีภูมิปัญญาบริสุทธิ์จะรู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ใครไม่รู้ว่าร่าเริงเป็นอย่างไรก็ดูที่ โพธิรักษ์ ตำหนิก็ยังร่าเริง บางทีร้องเพลงไปด้วยตำหนิไปด้วย

630809_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำจิตคนให้เป็นจิตพืชได้คือพระอรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน