ศรัทธาอย่างไรไม่ให้เป็นความหลงผิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.73 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ศรัทธาอย่างไรไม่ให้เป็นความหลงผิด _จ๋อม น้อมผ่องพุทธ...คำถามมีช่วงนี้จะมีสภาวะคือเหมือนจะมีความยึดความหลงแต่มีศรัทธา เวลาคนพูดถึง พระพุทธเจ้า พวธ. ก็รู้สึกไม่ชอบใจ เราจะปฏิบัติธรรมอย่างไรเพื่อให้ศรัทธาเต็มรอบเต็มเปี่ยมเต็มร้อย ศรัทธานั้นจะไม่เป็นความหลงในองค์กรที่เราศรัทธาอยู่ และพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า..ต้องทำปัญญาให้แจ้งให้ชัด ศรัทธาคือความเชื่อถือ นับถือ ยึดถือ ไปถึงขั้นนั้นเลย ส่วนปัญญานั้น เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ เราจึงต้องเพิ่มความรู้ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นตัวเราเองมันไปรู้สึกว่าเราเองรู้ตัวดีมีปฏิภาณดีบอกว่า เราไปทำอย่างนั้นไปนึกคิดอย่างนั้น เราไปไม่ชอบใจใครเขามาตำหนิ ละลาบละล้วง รู้สึกอาการอารมณ์เราไม่ดี รู้ก็ดีแล้ว ก็ดูให้ได้ว่าเขาเองมีภูมิปัญญาเท่านั้น เรานึกถึงอย่างนี้สิ เหมือนเด็กเขาไม่เดียงสาเวลามาทำอะไรกับเรา มาทุบตีเราด้วยซ้ำ เราก็ไม่ได้ถือสา เขาไม่รู้เขาก็ทำไปตามประสาของเขา เราต้องกำหนดชัดเจนให้รู้ว่า อันนี้เขาเป็นเช่นนี้ เขาไม่รู้ จุดสำคัญก็คือเขาไม่รู้ เราจะไปลงโทษคนไม่รู้ เราก็เป็นคนโง่นะ เราไปลงโทษคนไม่รู้ไปถือสาคนไม่รู้ นอกจากคุณจะช่วยเขา เขาจะตำหนิเขาจะว่าอะไรเขาก็ว่าไป แต่ใจของเราอย่าไป โทษเขา อย่าไปข่มเขา อย่าไปเกลียดเขา มันต้องสงสารเขาต้องเห็นใจเขาให้มาก ในผู้ที่เขายังไม่เข้าใจมาละลาบละล้วงเรา มาทำการละเมิดเรา ทำความไม่ดีไม่งามกับเราหรือสิ่งที่เรารักเรานับถือ เราก็จะต้องให้อภัยเขา ต้องดูว่าเขาเอง คือเราจะรู้ไม่ยากหรอกที่คนเขาไม่เข้าใจเรา เขามาว่าพวกเรามาละเมิดพวกเรา ละลาบละล้วงพวกเราอะไรต่างๆนานาพวกนี้รู้ไม่ยากหรอก เราก็ต้องอย่าไปมีจิตใจไปถือสาเป็นต้น อันนั้นมันคือตัวเอง ใครแตะต้องไม่ได้ ใครมาว่าไม่ได้ ใครมาลดความจริงของเรา เราจริงอย่างนี้เราสูงอ

อ่านต่อ

ย่างนี้ เราเป็นอย่างนี้ใครมาลบหลู่ เราก็ไม่ได้อะไรอย่างนี้ นั่นแหละคือการถือดีถือตัว อย่าไปติดใจอย่านั้นเลยมันยังเป็นอัตตา เป็นอุปกิเลส ถือดีถือตัวเป็นมานะอติมานะ มันไม่เข้าท่า _สู่แดนธรรม..เราจะใช้หลักจรณะ 15 ได้ไหม พ่อครูว่า...มันเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันระหว่าง สัทธินทรีย์กับปัญญินทรีย์ มันจะเกื้อกูลช่วยเหลือกันตลอดเวลาเลย ศรัทธากับปัญญาเป็นคู่หูที่แยกกันไม่ได้เลย ศรัทธาจะมีข้อด้อยกว่าปัญญา อันนี้เป็นข้อด้อยที่ไม่ได้ไป ข่มสายศรัทธานะ แต่สัจจะมันเป็นเช่นนี้ สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี อาตมาให้ข้อสังเกตว่าทำไมท่านไม่เรียกว่าปัญญานุสารี แต่ปัญญาจะไปเรียกเอาตอนเป็นปัญญาวิมุติ นอกนั้นแม้แต่ทิฏฐิปัตตะ ท่านก็ใช้ความจริงของปัญญาคือความรู้ เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจ ไปจากธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ ก็คือหยั่งถึงความเห็น ปัตตะ แปลว่าบรรลุ แล้วก็ข้ามไปเป็นปัญญาวิมุต ก็มี 3 ขั้น ธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ และปัญญาวิมุติ ส่วนสัทธานุสารีไปเป็น สัทธาวิมุติ ต่อให้เข้าใจว่าตัวเองวิมุติได้วิมุติดับได้ เป็นวิธีแบบสมถะ ดับได้แต่ยังไม่ครบ 2 อย่าง ไม่มีจิตไม่มีกาย ไม่สัมผัสด้วยกายครบทวารทั้ง 6 พระพุทธเจ้าท่านไม่ถือว่าเป็นความจริง มันเปลี่ยนแปลงได้มันเสื่อมลงได้ ต้องครบทั้ง 2 ด้าน เพราะฉะนั้น จึงมีคำบอกว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ผู้ที่จะเป็นกายสักขี ผ่านจากสัทธาวิมุตแล้วจะเป็นกายสักขี จะแสดงจะเห็นแต่ภายนอก แต่จิตตัวนี้ยังไม่พ้นอาสวะสิ้น อาสวะบางอย่างลดได้ละได้ ยังไม่ถือว่าแน่นอน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านจึงยังไม่ยอมรับว่าอย่างนี้ ก็เป็นผู้ที่ เป็นคนดีระดับหนึ่ง เป็นคนที่บรรลุในระดับหนึ่งแต่ยังจะวนเวียน ยังไม่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านใช้คำว่าอรหันต์เลย กายสักขี ยังไม่เรียกเป็นอรหันต์ แต่ปัญญาวิมุติเรียกเป็นอรหันต์ได้ พ้นอาสวะได้ ส่วนจะสูงไปถึงการพ้นอนุสัยก็เคยอธิบายไปแล้ว _สู่แดนธรรม...จะขอรายงานสิ่งที่อ.หมอเขียวพูด แต่ไม่ได้ยินชัด...มีนศ.ป.เอก มรภ.เชียงใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง จะขอมาดูงานภูผา เพราะเท่าที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีของจริงให้ดูจะมาในวันที่ 29 เดือนสิงหาคมนี้ พ่อครูว่า...ก็ยินดีต้อนรับ ก็จัดการโควิดให้ดีหน่อย ระมัดระวังอย่าประมาทเท่านั้นเอง

630810_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน