สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม_ประชาธิปไตย) ตอน นิยามประชาธิปไตย 14 ข้อ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม_ประชาธิปไตย) ตอน นิยามประชาธิปไตย 14 ข้อ พ่อครูว่า...บทความอันนี้ ขึ้นชื่อว่าธรรมาธิปไตย อาตมาก็ขอขยายความจากบทความนี้เลยว่า จริงอย่างที่ท่านขุนน้อยว่า เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ควรแสวงหา แต่คนจะได้ธรรมาธิปไตยต้องมีความรู้ จะได้อย่างไร ธรรมะประกอบด้วยโลกกับอัตตา โลกคือสิ่งนอกตัวเรา ตัวเราคืออัตตา เรา นับไปตั้งแต่ ครอบครัวหมู่ฝูง ประเทศแผ่นดินของเรา พยายามรวมตัวกันคืออัตตาที่ขยายตัว ก็คือไปเป็นโลก หากมันขยายตัวมาเป็นเราอย่างมีธรรมะก็จะเป็นโลกที่มีธรรมะ แต่ถ้าขยายตัวอย่างไม่มีธรรมะ ขยายจากตัวเรา ครอบครัวเรา สังคมเรา ประเทศเรา ถ้าเริ่มต้นด้วยอกุศลก็กลายเป็นโลกาธิปไตยเลวร้าย จากอัตตาที่เลวร้ายของเรา ธรรมาธิปไตยคือเรื่องโลกและอัตตา และทำอัตตาเราให้เป็นธรรมาธิปไตย มีธรรมะที่เป็น Coefficient เป็นพลังงานองค์รวมที่เป็นธรรมะที่ก้าวหน้า Coefficient คือพลังงานในรูปแบบในบริบทนั้น ว่า ทั้งหมดที่องค์รวม คือสิ่งที่ก้าวหน้าเจริญ และต้องเจริญขั้นคูณ ไม่งั้นจะสู้พลังงานที่เสื่อมไม่ได้ ไม่ขึ้น หนึ่งที่จะขึ้นเพราะมี status ของตัวเองเป็นสภาพคงที่ แข็งแกร่ง ไม่มีอะไรทำลายได้ อาจจะมีพลังงานบวกลบ มี E=mc 2 และมีตัวแปรก้าวหน้าถึงขั้นคูณ คือ Coefficient ศาสนาพุทธสร้าง Coefficient ให้แก่ตัวเองได้ อรหันต์สร้างได้ สามารถควบคุมที่จะออกไปเป็นตัวแปร ของตัวเองแข็งแรงแล้ว และพลังงานตัวแปรที่จะออกไปนี้ ถ้าตนเองไม่สามารถทำตัวแปรให้เป็นระดับคูณ ก็จะไม่มีฤทธิ์ เพราะออกไปภายนอกมีอำนาจแรงมากกว่า ความหมายพลังงานทางฟิสิกส์คือจิตวิญญาณ ก็ตามต้องมากพอถึง Coefficient ต้องเป็นพลังงานสูงที่ไม่มีอะไรทำลายได้ อสังหิรัง แข็งแรงมาก เป็นป้อมปราการที่ไม่มีอะไรทำลายได้ ไดนามิคต้องแข็งแรง และ

อ่านต่อ

มีไคเนติคส์ เป็นตัวแปร แม้เป็นพลังงานเคลื่อน ไม่ใช่พลังงานหลัก แต่ก็มีพลังสูง ทำให้อันอื่นเปลี่ยนแปลงได้ ไม่อย่างนั้นไม่มีฤทธิ์แรงพอ อาตมาเองไม่มีพลังงาน Coefficient สูงพอ จึงได้ช้าและน้อย เพราะองค์ประกอบพลังงานที่ตรงกันข้าม สัมมาทิฏฐิที่อาตมามีมันมาก 47 ปีที่อาตมาทำนี้ มหาเถรสมาคม ทั้งหนา ด้าน หนัก ไม่กระเตื้องเลย เห็นความเสื่อมของศาสนาพุทธไปไกลมากเลย อาตมานิยาม นิยามของประชาธิปไตยถึง 14 ข้อ

ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข กษัตริย์ที่เป็นประมุขต้องมี DNA สืบสันตติวงศ์ ทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา ทรงมี “ทศพิธราชธรรม” ในพระจริยวัตรแท้ ขาดขา 1 ขาใดไม่ได้ มี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป ชื่อว่าธรรมะ 2 คือเลือด-วิญญาณ ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน จนหมดตัวตน แล้วรับใช้ประชาชน ต้องมีธรรมะโลกุตระ ไม่อย่างนั้น ถ้ากษัตริย์ไม่มีโลกุตรธรรมเป็นโลกุตรบุคคลก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้น เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ อยู่ดีๆสัตว์โลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศล มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ อย่างมีปริมาณของสมมุติสัจจะ มากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง 1 เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากลอย่างในหลวงร.9 ที่ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ อย่างมีปริมาณของสมมุติสัจจะ มากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง พระจริยวัตรนั้นๆ แม้จะเป็นงานเพื่อประชาชนที่มีนามธรรมยืนยันอยู่ แต่มีคุณภาพของปรมัตถ์สัจจะ ที่เป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริงได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มี รูปธรรม เห็นได้ อ่านออก ประชาชนก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น ขณะนี้ แสดงออกถึงขั้น ฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูน ความเป็นประชาธิปไตย พระจริยวัตรที่ทรงงานรับใช้ประชาชนมา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจจะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทรงทั้งทำทั้งพูด ทรงมาหมดสอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อมวลประชาชนอย่างแท้จริง พลังงานขั้น Coefficient จะมี osmosis ของสังคมบวร จะเป็นหมู่บ้าน ที่มีคนอยู่รวมกัน อยู่อย่างมีกิจกรรมทำงานร่วมกัน มีความเป็นอยู่ที่สัมผัสสัมพันธ์กันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ตลอด สังคมหมู่ชนหรือหมู่บ้านเรียกว่า บ้าน และต้องมีธรรมะเป็นโลกุตรธรรม ถ้าเป็นโลกียธรรมจะสู่ความเสื่อมจัดจ้าน ประเทศไทยมีโลกุตรธรรมก็ดีวันดีคืน ยิ่งมีในหลวง ทรงมีพระจริยวัตร สร้างโลกุตรธรรม มาอย่างโดดเดี่ยว แต่ราชบริพารก็รับเอาของท่านมาไม่ได้ เช่น ท่านบอกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ผู้บริหารข้าราชบริพารทำเป็นที่ไหน ยังดีเมืองไทยมีเชื้อโลกุตระ ก็จึงมีชาวอโศกทำอยู่ ในหลวงมีพระราชดำรัสเราก็เลยมีสิ่งนี้ยืนยันไว้ ว่าสิ่งที่บริหารปกครองสังคมประชาธิปไตยแบบนี้ดีที่สุด ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด มีรูปร่างอย่างไร หนึ่งมีสาราณียธรรม เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีเงื่อนไขลาภธัมมิกาคือลาภโดยธรรม ลาภที่สร้างอย่างสุจริต แล้วเรามีสิทธิ์เต็มที่ ด้วยแรงงานเรา เอามารวมเป็นส่วนกลางอย่างชนิดสูงสุด เสียภาษี 100% ทำแล้วเอาเข้าส่วนกลางทั้งหมด แล้วให้ส่วนกลางบริหารร่วมกัน นี่คือสังคมที่สุดยอด ทั้งคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยก็ต้องการ เข้าส่วนกลางมาบริหารให้มากที่สุด แต่คนไม่มีปัญญาและไม่ยอมเพราะมีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มีตัวกูของกูมากก็ไม่ให้ จะออกกฎหมายมารีดภาษี หลายเหลี่ยมก็ตาม จนจำไม่ไหว และมีอีกหลายภาษี ภาษีสรรพสามิต ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ต้องบีบบังคับให้จ่าย สังคมที่เป็นประชาธิปไตยสูงสุด สังคมสาธารณโภคี อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านชุมชน เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อประชาธิปไตยสูงสุด แล้วอยู่อย่างเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา มีรายได้เข้ากองกลาง แบ่งกันกินกันใช้ ตามหลัก ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา นี่คือสาราณียธรรม 6 ที่เป็นประชาธิปไตยสูงสุดโดยไม่มีการบังคับ อยู่กันโดยอิสระเสรีภาพ แบ่งกินใช้เป็นญาติพี่น้องกัน จึงสงบ กินแล้วแบ่งแจกเกื้อกูลกัน สังคหะ ไม่วิวาท อยู่อย่างพร้อมเพรียง ขออภัยที่พูดชาวอโศกเพราะทำมา 47 ปีแล้ว เบิ่งตาดูบ้างอย่ามีอัตตามานะมาก ทำในประเทศไทยไม่ได้ทำในต่างประเทศ อยากให้ประเทศไทยทำก่อน ถ้าประเทศไทยมีสาธารณโภคีอย่างนี้ รับรองประเทศอื่นยกมือไหว้เลย เพราะมีอะไร หนึ่งพึ่งตนเองได้ จะไม่แคร์เลย สินค้าขาเข้าจะมีแต่สินค้าขอออกที่สร้างโดยประเทศไทย จะได้เงินเข้าจากขาออก ไม่จำเป็นต้องบวกลบคูณหารหาคนละนิดเอาของเขามาแปรเปลี่ยนเพื่อจะได้รายได้ ทั้งที่ตัวเองผลิตไม่พอ แต่จะผลิตให้พอเลี้ยงโลก สร้างสิ่งที่เป็นสาระ เช่นเราเก่งกสิกรรม จะสร้างอาหารเลี้ยงโลกเลย ให้เป็นอาหารไร้สารพิษ คุณสมบัติพิเศษส่ง เลี้ยงโลกเลย เราต้องรู้ว่าภูมิประเทศของเรา เป็นเมืองที่ต้องทำกสิกรรม ไม่ต้องไปแข่งอุตสาหกรรม สร้างสิ่งเด่นของเรา ให้ดี ชาวไร่ชาวนา ชาวสวนกสิกร จะอยู่เย็นเป็นสุขมีกินมีใช้ อย่าไปหลงเทคโนโลยีมาก ออกกฎหมายควบคุม ไอ้ที่กดๆๆๆ ออกกฎหมายให้คนออกไปทำกสิกรรมให้มาก ผลิตภัณฑ์มีมากขายให้ถูก ของดีราคาถูกซื่อสัตย์มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ อย่าเล่นเงินเชื่อ เงินเชื่อ เป็นระบบที่เลวที่สุดในโลก ทำให้สังคมรู้ว่าจะกลุ่มเล็กใหญ่ ถ้ามีเงินเชื่อ คือ มีเงินที่ออกดอกเบี้ยทำให้เลวร้าย แต่ถ้าเงินไม่มีดอกเบี้ย เราไม่เรียกเงินกู้เราเรียกเงินเกื้อ เราไม่เรียกหนี้เราเรียกเงินหนุน การที่มีระบบคิดดอกเบี้ยออกเงินปันผลช่วยระบบทุนนิยมสามานย์ เลวร้ายขึ้นทุกวัน ด้วยนายทุนที่นั่งคิดตัวเลข โยกเงินอย่างเดียวก็รวยเละ ประเด็นสำคัญที่ในหลวงบอกว่าต้องเอาแบบคนจน มันตรงกับของพุทธเจ้า ให้ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ให้เป็นคนขาดทุนมั้ย แล้วอยู่ได้ เราสร้างสรรค์ให้มากมีผลผลิตทำให้เหลือ เอาส่วนเหลือไปช่วยคนอื่น เราพึ่งตนเองรอด แต่ทุนนิยมเอาส่วนเกินไปหาทางเอาเปรียบคนอื่นอีกมากๆๆ คือความอำมหิตโหด เหี้ยม ถ้าเราเหลือกินเหลือใช้ มีส่วนเกิน ก็เอาส่วนเกินไปแจกหรือขายถูก จะได้เกิดการแบ่งแจก หลักสำคัญคือตนเองต้องกินน้อยใช้น้อยมีสมรรถนะ ทำให้เหลือให้มากให้เกิน แจกจ่ายคนอื่น คนแบบนี้จึงเป็นคนที่มีคุณค่าในโลก ช่วยเหลือโลก เกื้อกูลโลก อุ้มชูโลก แต่ทุกวันนี้มีแต่หาวิธีเอาเปรียบ ได้เปรียบให้มากแล้วตนเองก็เสวยสุขอยู่บนความทุกข์คนอื่น เขาไม่รู้ว่าผลาญพร่าไปเท่าไหร่ อย่างพวกมีโอกาสได้เปรียบ ไปซื้อบ้านพักซื้อที่อยู่ไว้แต่ไปอยู่ที่ไหน ชีวิตมีเวลาไม่พอหรอก เมืองไทยก็มีคนทำอย่างนี้ทั้งนั้น เมื่อมีอำนาจมีเงินก็ไปสร้างเวียงวังไปที่นั่นที่นี่ แล้วมันตะกละไม่มีพอ โลภหมดเอากันไม่หยุด กรรมที่ทำนี้บาปทั้งนั้น ไม่ศึกษาแล้วก็สร้างบาปกรรม ผู้ที่สามารถทำให้ตัวเองไม่ต้องมีสมบัติ มีชีวิตอยู่ให้คนเลี้ยงไว้แล้วทำงานรับใช้ผู้อื่นให้คนอื่นเลี้ยงไว้ คือสุดยอดคน ไม่ต้องกลัวตายเลย ไม่ต้องกลัวว่า เราทำงานรับใช้ประชาชนแล้วจะไม่มีคนเลี้ยงไว้ ขอให้จริงเถอะ พิสูจน์เลย ในกลุ่มที่คนอยู่ร่วมกันเอย่างเช่นในกลุ่มชาวอโศกเป็นคนมีปัญญา เขาไม่ปล่อยให้คนที่มีประโยชน์คุณค่าตายไปหรอก สังคมทุกวันนี้อาตมาอยู่อย่างมีสังคมร่วมด้วย อาตมาถือว่าอาตมาอายุมากพอสมควร น่าจะเป็นรุ่นพ่อได้ พ่อจะพูดอะไรในบ้านก็น่าจะมีสิทธิพอสมควรนะ อาตมาก็บอกว่าอาตมาปรารถนาดี ไม่มีจิตใจปรารถนาร้าย จิตใจปรารถนาร้ายคือ โลภมาให้แก่ตน หรือคิดทำร้ายทำลายผู้อื่น อาตมาไม่มี ปรารถนาจะมีเล่ห์เหลี่ยม ซ่อนบังแฝง ไม่ให้เขารู้ว่าเรามีความโลภ อำมหิต ทำร้ายผู้อื่นอย่างใจเย็น เหมือนดูดี แต่ทำร้ายทำลายผู้อื่น อาตมาไม่มีความเลวร้ายเหล่านี้ บริสุทธิ์ใจ อาตมาด่าว่าตำหนิ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมที่จะไปหมายร้าย มีแต่เมตตาเกื้อกูล อยากให้เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตเปลี่ยนแปลงนิสัย อาตมารู้ว่าอาตมาเกิดมาชาตินี้คือใคร พวกคุณรู้ไหม? ไม่ต้องเอาตัวตนบุคคลเราเขา อาตมาทำงานอะไรอยู่ก็คือความเป็นของอาตมา อาตมาขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ อาตมาทำงานอย่างในหลวง แต่ในหลวงท่านทรงฐานะมีหน้าที่ อาตมาไม่มีฐานะหน้าที่ ใครก็ไม่รู้ โพธิรักษ์มีหน้าที่อะไร ก็ไม่มีหน้าที่นักธุรกิจหรือทำอะไร มีหน้าที่พูด ฉอดๆๆ โดยที่คนอื่นไม่ค่อยอยากฟังเท่าไหร่ เพื่อให้พวกเรา ลดละ แต่เขาไม่ชอบ ก็ไปแตะต้องสิ่งที่เขาห่วงแหนมาก คนหวงแหนอะไร ก็หวงกิเลส ไม่มีอะไรสุดรักสุดใคร่เท่ากิเลสหรอก กิเลสของข้าใครอย่าแตะ อาตมาไปแตะเข้า เขาก็เลยไม่ชอบขี้หน้า เขารักกิเลส ไม่อยากให้มันลดน้อยลง จะไม่เรียกว่าคนโง่ เราจะเรียกว่าอะไร

1. ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. กษัตริย์ที่เป็นประมุขต้องมี DNA สืบสันตติวงศ์ ต้นกำเนิดของประชาธิปไตย ก็ต้องมีกษัตริย์ ถ้าไม่มีกษัตริย์ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว กษัตริย์ที่เป็นประมุขต้องมี DNA สืนสัตติวงค์ โดยเลือดเนื้อ โดยพระประยูรวงศ์ ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งคนมาเป็นใหญ่ในประเทศ กษัตริย์ต้องสืบต่อมาจากสายเลือด 3 ประชาธิปไตยต้องมี 2 ขา ถ้ามีขาเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย เต็มเต็งไปไม่รอด ประชาธิปไตยของอเมริกา เป็นต้นแบบประชาธิปไตยขาเดียว เติบโตมา แล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตยจริง โดยไปหลงตื้นๆว่า ประชาธิปไตยนั้นประชาชนมีสิทธิเต็มที่ เลือกกษัตริย์ได้ และสืบทอดทางกฎมณเฑียรบาลมา แต่คนที่เป็นกษัตริย์จะต้องสืบทอดสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล เลือกคนที่ดีที่สุด เท่าที่จะมีได้ ส่วนคนอิสรเสรี ไม่ใช่สายกษัตริย์ ใครอยากจะเป็นก็เป็นได้ ถ้าถูกเลือกตั้งเข้ามา ไม่มีกฎมณเฑียรบาลรองรับ กฎมณเฑียรบาลนั้น เป็นตัวบังคับว่าอย่าประพฤติปฏิบัติให้เสียวงศ์ของกษัตริย์ ทุกประเทศก็จะมีกรอบอย่างนี้ แล้วกฎมณเฑียรบาลนั้นทำให้คนเป็นคนดีได้จริง ทำให้คนเห็นแก่ประชาชน ประชาชนต้องเป็นลูกนะ เราเป็นพ่อเป็นแม่ของเขานะ กฎมณเฑียรบาลนั้นอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาลเป็นเฉพาะบุคคล สืบสายมาตั้งแต่ต้น ของราชวงค์มาแต่ละราชวงค์นั้นๆ ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ ต้องเป็นกษัตริย์ที่ดีเป็นฮ่องเต้ที่ดี เป็นข้อบังคับที่ทำให้คนบริหารได้ดีที่สุด ทุกวันนี้แปรไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการลดพระราชอำนาจ ก็ไม่มีปัญหาถ้าเป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ ข้อที่ 4 สำทับไว้ว่า ทรงมีทศพิธราชธรรมในพระจริยวัตรแท้ 5. ขาดขา 1 ขาใดไม่ได้ เป็นประชาธิปไตยขาเดียวไม่ได้ มีกษัตริย์เป็นตัวตน เป็นอัตตาธิปไตยเต็มที่ เผด็จการเต็มที่ ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยกษัตริย์ต้องรับใช้ประชาชน ยิ่งไม่มีอัตตาเลย รับใช้ประชาชนเต็มที่อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยิ่งดีเยี่ยม 6.มี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป หมายความว่าประชาชนกับพระมหากษัตริย์ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกันและกัน อย่างจริงใจจริงพระทัย

7.ชื่อว่าธรรมะ 2 คือเลือด-วิญญาณ เลือดคือสภาวะรูป วิญญาณคือสภาวะนาม

8.ธรรมะต้องเป็นโลกุตระ คือล้างความเป็นตัวตน จนหมดตัวตน แล้วรับใช้ประชาชน ต้องมีธรรมะโลกุตระ ไม่อย่างนั้น 9.ถ้ากษัตริย์ไม่มีอาริยธรรม ไม่เป็นโลกุตรบุคคล ก็ไม่ได้ ในสังคมหากไม่มีบุคคลโลกุตระเป็นไอดอล ประชาชนก็ไม่มีสิ่งชัดเจนสูงสุดแท้ได้ เป็นคนทั่วไปก็ไม่ได้ ถ้าเป็นกษัตริย์แล้วมี โลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปา รับใช้ประชาชนเต็มที่ ก็เป็นไอดอลที่สุดยอด เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงสิ้นพระชนม์ ประชาชนก็รู้คุณค่าของในหลวง อาลัยอาวรณ์ เป็น Bomb of love เป็นระเบิดแห่งความรักความเกื้อกูล ดีแล้วล่ะทำให้เหมือนในหลวง ไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ประชาชน 10.เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ หล่อหลอมมาแล้วก็ค่อยๆนำเลือกให้ผู้ใดผู้หนึ่งมาเป็นกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ 11.อยู่ดีๆสัตว์โลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศล มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ 12”เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล 13.พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ อย่างมีปริมาณของสมมุติสัจจะ มากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง 14.จริยวัตรนั้นนั้นแม้จะเป็นงานเพื่อประชาชนที่มีนามธรรมยืนยันอยู่ แต่มีคุณภาพของปรมัตถ์สัจจะ ที่เป็นโลกุตรธรรม ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริงได้เท่านั้น มี รูปธรรม ประชาชนรับได้ก็จะเกิดผลฮือฮา เกิดผลต่อโลกอย่างที่เห็นได้ เพราะว่าคุณภาพ คุณธรรม คุณสมบัติ ซึ่งยังมีอัตราการก้าวหน้าของ “สัมประสิทธิ์” ยืนยันได้จริง ที่ (Coefficient) ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น “ออสโมซิส” อยู่ (Osmosis) ประชาชนเรารับได้จึงเคารพบูชาเทิดทูนในหลวง เพราะทรงความเป็นประชาธิปไตยรับใช้ปวงชนมาตลอด เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ลงจึงเกิดปรากฏการณ์แสดงออกถึงความรักความเทิดทูนบูชาพระองค์อย่างยิ่งใหญ่ คนไทยเราถือว่า ฮือฮา อยู่ในวันนี้ เป็นการแสดงออกถึงความเคารพบูชาในหลวง โลกก็ยังเห็นด้วย และก็เห็นด้วยในสภาพการทรงอยู่ ยอมรับ กระแสความยอมรับนับถือบูชาเคารพ พระจริยวัตรที่ทรงอันประเสริฐของในหลวง เดี๋ยวนี้ก็ยังมีกระแสนี้อยู่ แล้วกระแสนี้ก็กระจายออกไปสู่ต่างประเทศ ในยุคของ globalization กระจายไปตามสื่อสารสนเทศ จึงเกิดอัตราการก้าวหน้า เป็นสัมประสิทธิ์ Coefficient มันก็ไหลซึมอยู่ตลอดเวลา Osmosis มีคุณค่ามาก คุณค่าของ สัมประสิทธิ์ Coefficient จะซึมได้คือ คนมีพลังงานในตัวเอง ถ้าได้รับพลังงานสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเข้าไป ถ้าคนนั้นเป็นคนชั่วไม่รับพลังงานที่ดี มีพลังงาน status ทุนคงที่ของตนมันแรงจนพลังงานดีไม่เข้า ซึมเข้าไปไม่ได้อันนั้นไม่ใช่ Coefficient Coefficient ต้องมีพลังงานระดับคูณ ประชาธิปไตยแบบไทยที่ในหลวงทรงขึ้นมา ก็ยังเป็นกระแสที่มีอยู่ ไหลไปสู่ต่างประเทศในคนไทยก็ซึมลึก Osmosis ไปเรื่อยๆ เพราะคนไทยก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ลึกๆก็รักเชื้อชาติมีชาตินิยมไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้น ความเด่นของความประเสริฐ คุณค่าอันประเสริฐของในหลวง มันจึงยังทำหน้าที่ ยังเกิดประโยชน์ อยู่ในประเทศขณะนี้ อาตมาจึงอยากสำทับ ให้ประชาชนคนไทยหันมาศึกษาพระจริยวัตรของในหลวง แต่เขาก็พูดอยู่ บอกว่าทำตามพ่อสอน เดินตามรอยเท้าพ่อ มีความหมายจุดเดียวกัน ต้องทำตามพระจริยวัตรของพระองค์ ทั้งนั้นเลย ในหลวง ร.10 จึงทรงพระสบาย ทำตามพระจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงท่านก็ต้องดำเนินรอยตาม พระองค์ก็ตรัสเช่นนั้น ไม่มีอะไรเยี่ยมยอดเท่านี้ เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในโลก อาตมาไม่ได้หลงใหลคลั่งใคล้ แต่อาตมาดูสาระสัจจะที่แท้จริง ว่าในโลกมีสิ่งยิ่งใหญ่นี้ ถ้าอาตมาไม่เป็นอาตมาจะริษยาในหลวง แต่อาตมาหมดริษยาแล้ว ไม่ได้ริษยาอะไรมีแต่..โอ้โห เทิดทูนปลาบปลื้มส่งเสริม

ทีนี้มาวนเข้าหา ความเป็นประชาธิปไตย ว่า ประชาธิปไตยที่แท้นั้น ต้องเป็นประชาธิปไตยที่เป็นธรรมาธิปไตย ประชาธิปไตยที่เป็นธรรมาธิปไตยคืออะไร คือต้องมีพลัง มีแรงงาน อธิปไตยคือพลังที่แรง จนทำให้พลังงานอื่นสยบ เป็นโลกุตระ หรืออุตระ คำว่าเหนือ ไม่ใช่การข่ม แต่เป็นสัจจะว่าอันนี้ดีกว่า ผู้ที่ไม่มีตัวตนก็จะเอาสิ่งที่ดี ที่เขาเหนือเรานี้ยกให้ เราให้สิ่งดีมาเหนือเรา จะไม่ควรให้สิ่งชั่วมาเหนือเรา เพราะฉะนั้นสิ่งดีต้องมาอยู่เหนือ จะบอกว่าแบ่งแยก ดีชั่ว มีเหนือใต้ เขาก็บอกว่าไม่เสมอภาคกัน อาตมาว่าคนพวกนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง ธรรมาธิปไตยมีโลกกับอัตตา ผู้ใดทำให้โลกกับอัตตาได้ดีสมดุล ผู้นั้นก็มีธรรมะเป็นอธิปไตย แล้วก็เอาธรรมะมาใช้กับประชาชน ผู้ที่มีธรรมาธิปไตย จะไม่ข่มไม่ดูถูก แต่จะทำงานช่วยเหลือประชาชน เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเลย ผู้มีธรรมาธิปไตยจริง จึงจะเป็นตัวจริงของผู้ที่มีธรรมาภิบาล หมายความว่ามีธรรมะช่วยเหลือ เกื้อกูล บริหารปกครองรับใช้ เป็นการทำให้คนอื่นได้รับประโยชน์ เป็นมวลประชาชน เป็นสุขอันไม่ใช่สุขโลกีย์ เป็นสุขประเสริฐ เป็นสุขที่ไม่มีอกุศล ธรรมาภิบาลจะเกิดได้ คนจะทำธรรมาภิบาลได้ต้องเป็นคนมีธรรมาธิปไตย ไปช่วยคนอื่นไปรับใช้คนอื่นจะต้องมี ธรรมาธิปไตยได้ก่อน คือคนนั้นต้องไม่เป็นทาสของโลกและอัตตา โลกคือสิ่งที่อยู่ภายนอก อัตตาคือคนที่เป็นตัวเรา คนที่เป็นอรหันต์ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอัตตา มีตัวเองมีอัตตาอาศัย แต่ตัวเองมีคุณธรรม เข้าใจโลก เข้าใจอัตตา มีอัตตัญญุตา เข้าใจว่า ตัวเราเองก็เท่านี้ เช่นอาตมาก็รู้ว่าอาตมาตัวเองก็เท่านี้ อาตมาจะทำงานกับสังคมได้เท่าไหร่ อาตมาไม่มีตำแหน่งยศศักดิ์ รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย อาตมาชาตินี้มีแต่ตัวล่อนจ้อนกับธรรมะ ไม่มีสุขที่ตอแหล คนไม่มีสุขคือคนหมดสุขหมดทุกข์ คนอยากได้สุขคือคนที่ได้ทุกข์ สุขคือความว่าง ใครอยากได้อะไรขึ้นมาก็มีอันนั้น แล้วคนนั้นก็เป็นทุกข์เป็นภพชาติ อาตมาเกิดมาในชีวิตนี้ สุขนั้นไม่มีอยู่แล้ว มาทำงานนี้ไม่ได้ทำเพื่อความสุขเลยมีแต่ทุกข์ เพราะว่าอาตมาจะมีความทุกข์ ที่เป็นภาระ เราต้องดูตัวเราเองว่าตัวเราก็เท่านี้ อัตตัญญุตา จะทำงานกับสังคมต้องมีปัญญา มีสัปปุริสธรรม 7 ปุคลปโรปรัญญุตา กับคนนี้ กับกลุ่มนี้ ปริสัญญุตา อาตมาได้ทำกับกลุ่มที่เล็กรู้ตัวดี ไม่บังอาจไปทำกับสังคมกลุ่มใหญ่ และการทำงานของอาตมาก็ไม่ไปหว่านล้อม ไม่หลอกลวง ไม่หาเสียงให้คนเข้ามามากๆ อาตมาจะเอาเนื้อๆนี้เผยแพร่ไป นอกจากเนื้อๆแล้วเคาะกบาลด้วย คนจะเข้ามาในที่นี้ต้องระมัดระวัง ยุคนี้อาตมามาทำงาน ทำงานด้วยลักษณะเหมือนจริง ไม่และเล็มเลียบเคียงหว่านล้อม ไม่หลอกให้เข้ามาเพราะว่าที่นี่มีสมบัติโลกียะให้ แต่บอกว่ามาที่นี่ต้องมาลดละมาจน กินน้อยใช้น้อย แต่แข็งแรงอุดมสมบูรณ์ ทำงานรับใช้ประชาชน มีแต่พูดลักษณะนี้ไม่ประนีประนอม ไม่ไว้หน้าเท่าไหร่ อาตมาทำงานนี้สำเร็จ จึงเป็นเครื่องคัดกรองคนที่มีปัญญาพอ สิ่งที่อาตมาแสดงเป็นสิ่งที่น่ากลัวน่าเกลียด คนที่ข้ามผ่าน ที่ยึดถือว่า สิ่งที่อาตมาแสดงออกน่าเกลียดและน่ากลัว แต่เข้าใจได้ว่าไม่เป็นส่ิงเสียหาย มันเป็นเหมือนเครื่องทดสอบ เข้าใจว่าทำมาใช้เป็นเครื่องทดสอบ ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายจึงก้าวพ้นข้ามเข้ามาได้ คนที่ก้าวผ่านความกลัว เข้ามาในสังคมชาวอโศกได้ จึงเป็นคนที่กล้าในระดับหนึ่ง แล้วเข้ามาก็ได้รับผล คนมีปัญญาจึงเข้ามาจึงได้รับผล จึงเกิดกลุ่มบุคคลชนิดนี้รวมตัวกันเป็นเอกภาพ เป็นสามัคคีธรรม ไม่มีวิวาทกัน อยู่อย่างช่วยเหลือเกื้อกูล มีอะไรแบ่งแจก เป็นสาธารณโภคี ระลึกถึงกัน เป็นคนมีปัญญา เป็นคนมีวรรณะ วรรณะ 9 เป็นต้น เป็นความเจริญด้วยวรรณะ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนด้วย วรรณ 4 กดข่มกันด้วย มี พราหมณ์ กษัตริย์แพทย์ ศุทร แต่วรรณะของพระพุทธเจ้าเรียกว่าวรรณะ 9 (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) คนเลี้ยงง่ายหมายความว่า มาอยู่ที่นี่ไม่เป็นคนเรื่องมาก พากิน พาอยู่ พาทำพาไป พาพัฒนาอย่างนี้ได้ ไม่ดึงดันดื้อด้าน ไม่วุ่นวาย ว่าง่ายไปง่าย ใครไม่ง่าย อยู่เดี๋ยวเดียวก็ถูกสนามแม่เหล็กดันออกไป ดีดออกไป เขาอยู่ไม่ได้ ถ้าเกินขีดเขตองค์รวมค่ารวมชาวอโศกอยู่ได้ไม่นาน ไม่ต้องไปด่าว่าเขาอะไรมากมายหรอก เพราะสนามแม่เหล็กมีความควบแน่น เพียงพอ เป็นคนก้าวหน้าคือคนเลี้ยงง่าย กินอยู่อย่างกับหมู เลื่อนอาหารไป หรือตักกินเอง สามารถทำให้เจริญง่าย ว่านอนสอนง่าย พัฒนาคุณธรรมได้ง่าย เพราะมีมูลสูตร มีความยินดีที่จะเข้ามา ใครจะเข้ามาไม่ได้หลอกลวง มาเป็นภูมิปัญญา มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด อาตมาพาพวกคุณมนสิการ ทำใจในใจให้เป็น โดยมีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ปฏิบัติจิตตัวเอง หยั่งลงเป็นสติ สมาธิ สติคือ ความตื่นรู้เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ชาคริยา เป็นผู้ตื่นจากกิเลส แต่ก่อนหลับไหลไปกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่ตอนนี้ตื่น ไม่เอาแล้ว จนเป็นโสดาบันสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ชาวอโศกมีพระอรหันต์ ในโลกทุกวันนี้เข้าใจความเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ในชาวอโศกมีพระอรหันต์ อาตมาไม่ชี้บุคคล แต่พอบอกเปรยไปเป็นตัวอย่าง พอเอาไปพิสูจน์ อาตมาทำงานมา เกือบ 50 ปีแล้ว ไม่ล้มเหลว ถ้าล้มเหลวไม่ได้อย่างนี้หรอก แล้วทำคนให้มักน้อย อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ สันโดษคือใจพอ นอกนั้นสะพัดให้คนอื่น เป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ เรามีสิ่งเกินกินใช้ของเราแล้วก็เป็นสัจจะ หนึ่งเราต้องเป็นคน วิริยารัมภะ ตัวที่ 9 คือขยันพากเพียรในวรรณะ 9 ไม่เป็นคนงอมืองอเท้า ขยันอยู่เสมอ สองไม่สะสม อปจยะ ไม่สะสมวัตถุเงินทอง ความรู้ ไม่สะสมทั้งแรงงาน คือเรามีแรงงานเท่านี้ไม่ให้ใคร ไม่ใช่ แต่เราเสียสละแรงงานรับใช้คนอื่นได้ ไม่สะสม จึงมีอาการ กาย วาจา ใจที่น่าเลื่อมใส่ ปาสาทิโก คนมีภูมิปัญญาจะเห็นว่าน่าเลื่อมใส แต่คนไม่มีภูมิปัญญาจะบอกว่าไม่น่าเลื่อมใส แต่ทุกวันนี้คนไม่กล้าแสดงออก แม้เขาเห็นว่าน่าเลื่อมใส แต่เขาแสดงออกไม่ได้ เพราะถูกมหาเถรสมาคมประทับตราไว้แล้วว่าไม่ใช่ศาสนาพุทธ ชาวอโศกไม่มีอภิสิทธิ์อะไร จึงต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ อยู่ด้วยสัจจะแห่งธรรมะ เป็นผู้ที่สันโดษใจพอ เป็นคนที่มีเศรษฐกิจสูง เรามีแค่นี้ก็พอ นอกนั้นก็เอาไปสะพัดแก่ผู้อื่น มีหลักเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ ทำได้ถึงขั้น สาธารณโภคี ไม่สะสม อปจยะ มีเท่านี้พอไม่กลัวตาย เพราะมีสมรรถนะ มีความรู้ ความสามารถ สร้างสรรค์ไม่ขี้เกียจ ถึงมีทรัพย์ ทรัพย์ของคนอยู่ที่สมรรถนะ ความรู้ ความสามารถกับความขยัน นี่คือทรัพย์ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ใครแย่งชิงไม่ได้ เป็นทรัพย์แท้ ชาวอโศกก็มีทรัพย์นี้ ไปที่ไหนขยันสร้างสรรค์ มีความรู้ความสามารถ ที่ๆแห้งแล้ง คนอื่นเขาทิ้งหมดแล้ว ชาวอโศกเราไปบูรณะได้ เป็นเรื่องจริง วันนี้คุยโม้ใหญ่ ไม่ใช่คุยโม้แต่เป็นเรื่องจริงมันดูใหญ่ เหมือนอวดตัวตนแต่ยืนยันความจริง จบ 600616_เทศน์ก่อนฉัน ที่ ทะเลธรรม ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน