สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 2 พ่อครูว่า...วันนี้วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2560 แรม 8 ค่ำเดือน 7 ปีระกา เมื่อวานนี้ เราได้พูดถึงประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ กันมาบ้างแล้ว วันนี้ก็จะต่อ ก็ได้อ่านบทความของท่านขุนน้อยไป แต่ก็มีคนทวง ทวงว่า ทำไมไม่ตอบคำถามของ นายกฯ บิ๊กตู่ ว่าน่าจะมีคำตอบที่น่าจะฟังกัน อาตมาก็รู้สึกเป็นเกียรติมากที่คนจะฟัง อาตมาว่าเป็นคำถามที่วิเศษมาก เป็นคนที่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย แล้วก็ดำเนินการอยู่ตามความเข้าใจตนเองว่า ประชาธิปไตยคืออะไร แล้วอาตมาก็ตอบไปนานแล้วว่า ขณะนี้เมืองไทยมีประชาธิปไตยที่เหมาะสมที่สุดตามสัปปุริสธรรม 7 ของพระพุทธเจ้า ขึ้นกับ ปริสัญญุตา ปุคลปโรปลัญญุตา อัตตัญญุตา อัตถัญญุตา มัตตัญญุตา กาลัญญุตา ธัมมัญญุตา ประชาธิปไตย ณ ขณะนี้ในไทย status quoเป็นประชาธิปไตยที่ลงตัวมาก

นายก ฯ ลั่นประชาธิปไตยไทยต้องไม่ล้มเหลวตั้งประเด็นคำถาม 4 ข้อถึงประชาชนก่อนพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง.... (1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ (2) หากไม่ได้ จะทำอย่างไร (3) การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง (4) ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

เป็นคำถามที่ถูกต้องตรงตามสถานการณ์มาก ตอนนี้แม้กระทั่งใช้มาตรา 44 หยุดยั้งพวกนักการเมือง ไม่ให้ออกมาวุ่นวาย แต่เขาก็ยังออกมาวุ่นวาย เป็นความลำเอียงเอาแ

อ่านต่อ

ต่ใจตัวว่าจะต้องเลือกตั้ง ๆๆๆ เพราะเชื่อมั่นในอำนาจการเลือกตั้งของตัวเองว่า มันเด็ดขาดแล้ว ถึงอย่างไรเลือกตั้ง กูก็ได้เข้ามามีอำนาจ แล้วก็จริงด้วย เพราะว่าเขาทำสำเร็จมาแล้ว เผด็จการสภาไปแล้ว เขาทำได้ด้วยอำนาจเงินทองและเครือข่ายค่ายกล เขาวางไว้เสร็จจบแล้ว ประเด็นหลักเป็นความเสียหายของประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่เกิดในยุคนี้ status quo พลเอกประยุทธ์เลยจะต้องทำลายค่ายกล กั้นทางนักการเมืองชั่วด้วยหลักกฏหมายและวิธีการ เพราะให้นักการเมืองชั่วๆที่รู้กันอยู่ เข้ามาแล้วมันจะทำอะไรต่อไปได้ ทำไม่ได้ ทำแล้วเสียเวลาจะทำไปทำไม พวกที่ไม่รู้ อีโหน่อีเหน่ก็ส่งเสริมกันเพื่อให้ได้ลาภยศกัน (1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ พ่อครูว่า...ไปสรุปผลว่า เลือกตั้งที่จะเกิดต่อไป จะได้รัฐบาลที่เป็นธรรมาภิบาลหรือไม่ ก็ต้องมีความรู้เรื่องธรรมาภิบาล วันนี้ขออธิบายธรรมาภิบาล...หมายความว่า มีธรรมะ ผู้บริหารจัดการในเรื่องบ้านเมือง การทำงานตามหน้าที่ มันก็เป็นข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการการเมือง ข้าราชการมี 2 พวกใหญ่ๆ ข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ การอภิบาลคือการดูแลรักษาผู้ที่มีธรรมะ ธรรมะคืออะไร ธรรมะที่มีพลังมีแรง มีอำนาจ ภาษาบาลีคืออธิปไตย แล้วมีธรรมะเป็นอธิปไตย เป็นอำนาจเป็นพลังเป็นแรง ที่จะแผ่แรง พลัง อำนาจ เข้ามาบริหาร อภิบาล ดูแลปกครองทำให้ประชาชน ได้รับอธิปไตยที่เป็นธรรมะ สามารถทำให้ประชาชนอภิบาลดูแลปกครองรักษา ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างดี ธรรมะนี้หมายความว่าให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างดี ก็มาให้คำจำกัดความว่า ความเป็นอยู่อย่างดีหมายความว่าอย่างไร ตรงนี้ต้องชัดเจนในนิยามคำว่าความเป็นอยู่อย่างดีนี้คืออะไร ความเป็นอยู่อย่างดีนี้ อาตมานิยามไว้นานแสนนานมาแล้ว อาตมาสรุปไว้แล้วว่า มี 5 ประการ ตามประสาความรู้ของอาตมา มีอิสระเสรีภาพ Independence ภราดรภาพ Fraternity สันติภาพ peace สมรรถภาพ Efficiency บูรณภาพ Integrity

พลังแรง ทางนามธรรม แล้วจะประกอบไปด้วยพลัง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นพฤติกรรมของมนุษยชาติร่วมออกมาเป็นธรรมะ เรียกว่าธรรมาธิปไตย ธรรมะในโลกียะก็มีกุศล อกุศล ธรรมะที่เป็นกุศลแม้โลกีย์ ดี ดีก็คือสามารถทำให้ส่วนรวมใช้พลังอำนาจ กดขี่ ข่ม บังคับ จะด้วยหลักเกณฑ์เรี่ยวแรง อำนาจ ใช้อย่างนั้น ไม่เข้าถึงปัญญา ขอแยกคำว่าโลกีย์ กับโลกุตระ โลกียะใช้อำนาจบังคับใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ใช้เขี้ยวงาเรี่ยวแรง ใช้อำนาจบังคับ ส่วนธรรมาธิปไตย ของโลกุตรธรรม คือทำให้คนมีปัญญาเกิดปัญญาความรู้ เกิดความเข้าใจ มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วสามารถใช้เมตตา ทั้งผู้บริหาร ทั้งผู้เป็นมวลประชาชน มีเมตตาเกื้อกูลกัน ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่มีพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็เป็นราชประชาสมาสัย อาศัยซึ่งกันและกัน เสร็จแล้ว ก็มีพฤติกรรม กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เลี้ยงดูกัน เกื้อกูลกันเรียกว่า สังคหะ ในหลวงท่านตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เป็นตัวชี้บ่งชัดเจนว่า อยู่อย่างเสียสละ ใครที่เสียสละได้ นั่นแหละคือผู้เข้าถึงประชาธิปไตย ใครที่ยังเอาเปรียบ หรือยังอยากได้เปรียบอยู่ คนๆนั้นยังไม่ใช่นักประชาธิปไตย นักประชาธิปไตยต้องเป็นผู้ที่เสียสละรับใช้ประชาชนที่จริงด้วย ไม่มีเล่เหลี่ยมหลอก 1. ไม่สะสม 2. ไม่เอาเปรียบ 3. ไม่กอบโกย 4. ไม่หลอกให้คนอื่นหลงคารมแล้วเอามาให้ เป็นผู้ที่ขาดทุนอยู่ตลอดเวลา นักประชาธิปไตยคือผู้ที่ขาดทุนเป็นจิตอาสา นักประชาธิปไตยที่ไปเป็นคนจะเอาเปรียบ โดยเฉพาะ จะเอาลาภ ยศสรรเสริญ แม้จะมีสุขเพราะว่าได้เปรียบ ก็ยิ่งเลว คนที่มีสุขเพราะเสียเปรียบ เพราะได้เสียสละ ได้เสียสละแล้วมีสุขก็ยังไม่พ้นอัตตา ไม่พ้นภพชาติ เพราะยังมีอุปกิเลสมีสุข คุณได้เสียสละรับใช้ประชาชนก็เป็นสุข คนที่สูงสุดนั้นแม้จะเสียสละรับใช้ประชาชน จิตก็เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เสียสละได้แต่จิตว่าง สบายๆ ผู้ที่เสียสละอยู่ แต่คนก็ไม่รู้ว่าเขาเสียสละ ดีไม่ดีเขาหาว่ามาคุยโม้ ไม่เห็นไปทำอะไรเลย ยกตัวอย่างชาวอโศก เขามองว่าไม่ได้เสียสละรับใช้ประชาชน ไม่ได้ทำงานการเมือง อาตมาขอยืนยันว่า ชาวอโศกทำการเมืองมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ การเมืองคือการทำงานเพื่อพลเมือง หรือ การทำงานกับพลเมืองประชาชน คนในสังคมประเทศ เราก็ทำงานกับคนเหล่านี้ ทำงานอะไร? ทำงานส่วนตัวก็คือผลิตสร้างสรร พวกเรามีกสิกรรม สื่อสาร การศึกษา แปรรูป ที่ชาวอโศกทำ ทำสิ่งไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดวัฒนธรรมเป็นสิ่งดี ทำการพาณิชย์ บุญนิยม มีหลักคือ ขายราคาต่ำกว่าราคาตลาด นี่เลวที่สุดแล้ว ขายเท่าทุน ก็ถือว่าไม่เลวไม่ดี ขายต่ำกว่าทุน แจกฟรี นั่นคือหลักเกณฑ์ของบุญนิยมของเรา เราทำมาตั้งแต่ต้นแล้วมีผลสำเร็จ จนเกิดจิตบรรลุธรรม ชาวอโศกปฏิบัติธรรมบรรลุธรรม คือ มาทำงาน เป็นหมู่กลุ่ม อยู่ในสังคม เป็นชุมชนชาวอโศก มีการงาน ทุกคนทำงานแล้วเอาเข้ากองกลาง ผลผลิตรายได้ ไม่เอาเข้าส่วนตัว เอาเข้าส่วนกลาง มีคนบริหารส่วนกลางเอาไปแจกจ่ายแพร่สะพัด สู่ผู้อื่น โดยหลัก 4 อย่างนี้ ขายต่ำกว่าตลาด ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุนและแจกฟรี เราทำแบบนี้ เป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ที่สร้างสรรค์เสียสละแจกจ่ายต่อมวลชน อย่างมีอุดมการณ์อุดมคติ เศรษฐกิจอย่างที่ชาวอโศกทำอยู่ เอามาจากของพระพุทธเจ้า เป็นผู้รับใช้ประชาชน สร้างสรรเสียสละอย่างไม่เหลือตัวตนได้ เราก็จะเกิดกระบวนการ ทำงานสร้างสรรค์อยู่ตามระบบสาธารณโภคี เป็นรัฐศาสตร์ที่สำคัญ เป็นระบบการบริหารสังคม จะเรียกว่าการเมืองก็ได้ แต่นี่เป็นการสังคมกลุ่มหนึ่ง ไม่ถึงการเมืองการประเทศ ทุกคนอยู่ในนี้กินใช้ร่วมกัน ได้อะไรก็เอามาแบ่งกันกิน บริหารสินทรัพย์ต่างๆ เราบริหารร่วมกัน ไม่ถือว่าใครเป็นเจ้าของ เป็นของส่วนกลางหมด ผู้ใดพิสูจน์ตนเองว่า เรามาอยู่ในชุมชนชาวอโศก ที่มีหลักเกณฑ์สาธารณโภคี คนๆนั้นตลอดที่อยู่ในส่วนกลาง ไม่สะสมเงินส่วนตัว ไม่ถือเงินส่วนตัว ไม่เอาเงินมาใช้ส่วนตัว จะใช้เงินเมื่อไหร่ก็มาเบิกส่วนกลาง งานนี้เหมาะสมไหม เจ้าหน้าที่การเงินก็จะพิจารณา ที่ประชุมจะพิจารณาไม่ได้เอาไปซื้อขนมส่วนตัว ลิปสติกส่วนตัว ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อส่วนกลาง เรามีส่วนรวม กินใช้ร่วมกัน อุปโภคบริโภค แต่โดยส่วนตัวนั้นไม่ทำ สังคมนี่แหละคือสังคมของสาธารณโภคี ที่สมบูรณ์ เป็นประชาธิปไตยสุดยอดที่เหนือกว่าคอมมิวนิสต์ เหนือกว่าประชาธิปไตยที่เขาเป็นกันเถอะ เหนือกว่าเผด็จการนั่นแน่นอน ก็ไม่เอาตัวตนเป็นหลัก เอาหมู่กลุ่ม เอาส่วนกลางเป็นหลัก ไม่มีให้ใช้ก็ไม่ใช้ หมู่ให้กินให้ใช้เท่าไหร่ก็ได้ หมู่จะปล่อยให้เราตายอย่างทุเรศทุรังการก็แล้วไป แต่หมู่เห็นว่า น่าอนุเคราะห์ เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อส่วนกลางมากก็เลี้ยงไว้ เอาธรรมะเอาสัจจะเป็นเครื่องยืนยัน ธัมโมหเว รักขติ ธรรมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมาภิบาลเป็นธรรมาธิปไตย จะเกิดธรรมาภิบาล รักษาสังคมกลุ่มใหญ่ได้ ผู้ที่มีหน้าที่มีตำแหน่งตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ข้าราชการต่างๆ ผู้ที่ทำหน้าที่โดยกินเงินเดือนรัฐ เป็นผู้รับใช้อย่างมีสมรรถนะมีความรู้ ก็ใช้ความสามารถความรู้ เรี่ยวแรงทำงานออกมาเป็นกรรมกิริยา จนกระทั่งถึงประกอบวัตถุ เป็นผลผลิตแล้วเกิดขึ้นในสังคม เราก็มีส่วนอุปโภค บริโภค กินใช้ในส่วนที่เราสร้าง เราไม่ได้เบียดเบียนใคร เรากินใช้ในสิ่งที่เราทำ แล้วเรามีเหลือ สิ่งที่เราผลิตมีส่วนเหลือ เอาไปแบ่งให้กับประชาชน ถ้าจำเป็นต้องมีส่วนแลกเปลี่ยน หรือเงินทอน เงินทอน คือถ้าคิดค่าคิดราคาแล้ว ผลผลิตแรงงานที่เราทำมีส่วนเกิน ผู้แน่จริงไม่สะสมเป็นของตนเลย เราผลิตได้เกินกว่ากินใช้ก็สละออกหมด เรามีสมรรถนะทำงานทุกวัน ผลผลิตเราก็เกิดทุกวันเราก็อาศัยกินใช้ของเรา ผู้กล้าหาญที่สุดไม่สะสมเป็นของตนเลย อยู่กับหมู่ ถ้าเราทำงานไม่ได้ เราก็ไม่ต้องกินต้องใช้ก็ได้ถ้าใครไม่ให้ แต่อยู่กับหมู่กลุ่ม มนุษย์เป็นสัตว์โขลงอยู่ด้วยกัน คนจะรู้ว่าคนนี้ทำงานดีอยู่ในสังคม แม้เขาจะป่วย เขาก็จะแบ่งแจกให้กิน เพราะเขารู้ว่า คนนี้เป็นคนมีคุณค่าต่อสังคม ขนาดคนขี้เกียจ เราจำเป็นต้องให้เขากินอยู่เลย พยายามสอนให้ดีขึ้น สอนไม่ได้จริงๆก็ขับออกจากหมู่ สอนยาก บอกยาก ก็ไล่ออกได้ หนักเข้าต้องให้ตำรวจออกไป คนนี้ไม่ไหว อยู่ในหมู่นี้เกเร ทำความเดือดร้อนให้หมู่กลุ่ม ในสังคมที่มีหลักเกณฑ์วิธีการ ดังกล่าวนี้ อาตมาพยายามจะขยายความคำว่า ธรรมาธิปไตยกับธรรมาภิบาล ถ้าคนไม่มีธรรมาธิปไตย จะไปทำ ธรรมาภิบาลไม่ได้ จะไปดูแลรักษาช่วยเหลือป้องกันประชาชน โดยที่ตนเองไม่มีธรรมาธิปไตย ตนเองไม่มีธรรมะเป็นพลัง มีแต่อธรรม แล้วจะเอาอะไรไปอภิบาลประชาชน ถามในหมู่นักอวดดีอยากไปอภิบาลประชาชน ถ้าเอ็งไม่มีธรรมะอันเป็นอธิปไตย ไม่มีสิ่งที่ดีเข้าไป มีแต่อธรรม แล้วจะเอาอธรรมนี้ไปอภิบาลเขา มันจะได้เรื่องอะไร เพราะฉะนั้นธรรมาภิบาลต้องขึ้นอยู่กับธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตย คำสอนของพระพุทธเจ้าจะเกิดได้อย่างไร คนจะมีธรรมะเป็นอธิปไตยได้อย่างไร คนใดคนหนึ่ง มีจริงๆเลย มีพลังเป็นธรรมะ ความสามารถ แรง พฤติกรรมทางกายวาจาใจที่เป็นธรรมะออกไปอภิบาลประชาชน ขอยกตัวอย่าง ไอดอล ชั้นเลิศคือในหลวงร.9 ที่ทรงมีธรรมาธิปไตยอภิบาลประชาชนไทยอย่าง Smooth อย่างดี อย่างไม่มีความรุนแรงเลย ใครไม่ทำ พระองค์ทำ พระองค์ทรงเองทำเองเลย ยกตัวอย่างชัดๆ ข้าหลวงไม่ลงพื้นที่ นายอำเภอไม่ลงพื้นที่ พระองค์ลง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ลงพื้นที่ ในหลวงลงพื้นที ขึ้นเขาลงห้วยป่าดอยพระองค์ไปหมด นี่คือ ไอดอล ตัวอย่างของผู้ที่มีธรรมาธิปไตย ไปบอกไปสอนว่าต้องเป็นอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ ทำอย่างนี้นะ ที่ไม่มีน้ำ ก็ไปทำให้เกิดน้ำ เมืองไทยเป็นเมืองกสิกรรม ท่านก็เน้น กสิกรรม แม้ทางวิศวกรรม อุตสาหกรรม ท่านกระทำอย่างสมส่วน แล้วท่านตรัสอีกว่า เมืองไทยนี้อย่าไปหลงอุตสาหกรรม ในคลิป ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วท่านตรัสอีกว่า เราไม่เอาหรอก การก้าวหน้าอย่างอุตสาหกรรม ก้าวหน้าอย่างนั้นมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ให้มาเอาแบบคนจน อย่าไปเอาแบบคนรวย เราก็รวยพอสมควร อุดมสมบูรณ์ พอสมควร ถ้าปฏิบัติแบบคนจน ยิ่งจะมีกินมีใช้สะพัดเฉลี่ยถึงกันได้มากอีก แต่นี่คนรวย เอาแบบทุนนิยมสามานย์ เอาไปออกดอกเบี้ย หาเงินให้มากอีก ไม่เคยหยุดไม่เคยพอ ไม่มีอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ไม่มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นชาวพุทธแต่ไม่สอนการเจริญ 9 ขั้นนี้กัน แล้วแปลคำว่าทานเป็นคำว่าบุญ ซึ่งไม่ใช่เลย ทานคือให้โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน เข้าใจคำว่าทานผิด ทานไปแปลว่า ให้แล้วจะได้วิมาน อนาคต จะได้ลมๆแล้งๆ จะได้ความรวย ได้ลาภมหาศาล ได้ยศสูงๆ ได้สรรเสริญเยินยอ ได้สุข เป็นโลกธรรม ศาสนาพุทธสอนโลกุตรธรรม ทานแล้วจะได้สูญ จิตหยุด จิตไม่มีสาเปกโขไม่มีภพชาติ ทานคือให้จากบริสุทธิ์ใจแล้วจบ คือทานที่เป็นบุญสูงสุดคือทานแล้วไม่มีภพชาติ ไม่มีจิตอยากได้อยากเป็นต่อ เพราะรู้ว่า ทานคือการให้ ที่ไม่มีแม้ธุลีละอองของความเอา... ให้ไม่ใช่เอา

อธิปไตย คือพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานจิต ถ้าจิตเป็นประธานแล้ว วจีกรรม กายกรรมจะเป็นไปตาม พลังงานจิตให้เกิดกำลัง ทาง วาจา กาย มีผลต่อสังคมมนุษยชาติ ต่อโลก ผู้จะมีพลังเป็นอธิปไตย เป็นธรรม เพราะเข้าใจคำว่าโลก เข้าใจคำว่าอัตตา คำว่าโลกคืออะไร ในพรหมชาลสูตร มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าโลกคืออะไร อัตตาคืออะไร พระพุทธเจ้าวรรคไว้ก่อนไม่ตอบ แต่ที่จริงพระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้โลกกับอัตตา โลกคือองค์รวม อัตตาคือจุดรวม องค์รวม คือปริเฉทรูป ต้องจำกัดก่อน หลักเกณฑ์คือศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มต้นจะมาศึกษาตนเอง หนึ่ง ต้องอยู่ในกรอบของโลก ศีล 5 คือหลักเกณฑ์ 5 ข้อที่รวม กาย วาจา ใจไว้ครบ จงเรียนรู้ว่า จิตเรามีอัตตา จิตเรายังฆ่าสัตว์อยู่ แต่จิตโลกุตรบุคคล จะรู้ว่าชีวิตสัตว์คือสิ่งสำคัญ พืชพันธุ์ธัญญาหารคือชีวิตแต่ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ พลังงาน อธิปไตยที่จะพัฒนาพลังงาน อธิปไตยหรือ แรงของจิต กว่าจะมาเป็นจิต พัฒนามาจาก อุตุ พีชะ มาเป็นพลังงานจิตได้ มันต้องพัฒนาสั่งสมมา กว่าจะมีพลังงานถึงจิต เป็นพลังงานที่มีความรู้สึก มีเวทนา ถ้าเรียนรู้ได้จะรู้ว่าพลังงานตนกำหนดรู้ได้ สัตว์ที่กำหนดรู้ได้เอง กำหนดรู้ว่าอันนี้เอา อันนี้ไม่เอาก็ปล่อย พีชะ จะรู้ว่าอันนี้เอา อันนี้ปล่อย เอามาทำไม เอามาทำชีวิตหรือร่าง องค์รวมของตน นอกนั้นมันไม่เอาหรอก นี่คือพีชะ ตามแต่ละเผ่าพันธุ์ของมัน จะทรงสภาพรูปร่างเป็นพืชต่างๆ มะนาว ก็เป็นอย่างนี้ มะนาวนี้ เรียกชื่อว่ามะนาว คล้ายกัน แต่มีตัวแปรต่างไป มะนาว 2 อย่างนี้ก็ไม่เหมือนกัน มันก็เอาเฉพาะที่จะมาสังเคราะห์มันเอง อันอื่นมันไม่เกี่ยว มี ISH มีตัวมัน แล้วมีอีกสองอย่างทำงานร่วมกัน จนมาเป็นจิตนิยาม ทีนี้ ก็คำนึงถึงตัวเอง และแย่งคนอื่น แย่งไม่พอแล้วก็โลภมาก ตะกละตะกราม ทำลายผู้อื่นเพื่อเอาด้วย ทำลายอย่างแค่เจ็บปวดก็ไม่พอ ยังฆ่าเลย เอามาเป็นของตัว แล้วตัวเองจะต้องยิ่งใหญ่ Great American รุนแรงเลวร้ายมาก กูจะต้องใหญ่ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความเป็นจิตประชาธิปไตย จิตประชาธิปไตยนั้นอุดมสมบูรณ์ ไม่เรียกว่าใหญ่ ตนเองมีพลังงานมีความรู้ความสามารถ แล้วแจกผลผลิต ความรู้ความสามารถเอาไป เผื่อแผ่แจกจ่ายคนอื่น นี้คือ A Great ผู้ใหญ่จริงๆ กูจะต้องรวย กูต้องใหญ่เป็นหนึ่งอย่าง concept ของโดนัลด์ทรัมป์ concept ที่ล้มล้างความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีขอบเขต ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ จะเป็นประเทศที่ไม่สร้างอาวุธฆ่าคน มีแต่ความเมตตา ไม่มีอาวุธ ไม่ไปทำร้ายทำลายใคร กระบอง ไม้ อาวุธอะไรก็ไม่มี ปชต. ประเทศที่สร้างอาวุธร้ายแรงมาก สำหรับข่มขี่อำนาจ ให้คนกลัว ประเทศนั้นไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย ไม่จริง ..ต้องใช้พระคุณ ประชาธิปไตยต้องใช้พระคุณไม่ใช้พระเดช คือเมตตา ถ้าใช้พระเดช อำนาจบาตรใหญ่ ทำร้ายคนอื่นเก่ง แล้วใช้อาวุธร้ายแรงด้วย อย่างนั้นไม่เรียกว่าเก่ง เก่งขี้หมาอะไร ความเห็นที่อาตมาพูดนี้ ขอธิบาย ย้อนแย้ง กับประชาธิปไตย ที่เขายกย่องกันคือประชาธิปไตยของอเมริกา อาตมาไม่คิดรบเอาชนะใคร อาตมาแพ้มาตั้งแต่ต้น จะให้แพ้ก็แพ้ ใครจะได้เบอร์ 1 ของโลกก็แย่งกัน อาตมาเบอร์ศูนย์ตลอดกาล ขอขยายความ บทกวี ข้อที่ 15 ประชาธิปไตยดีที่สุดแท้ที่สุดดีที่สุดไม่มีเลือกตั้ง ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด แท้ที่สุดไม่มีเลือกตั้ง อย่างเก่งก็มีแค่ซาวเสียง แล้วจบ เช่นในหมู่บ้านนี้ใครจะทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านก็ซาวเสียงกัน ไม่แย่งกันหรอก คนในเขตนั้นหมู่บ้านนั้นจะรู้กันเลยว่า ใครควรเป็น ถ้าประเทศก็ใครควรเป็นรัฐมนตรีการศึกษา สาธารณสุข เขาจะรู้กันเลยว่าใครเหมาะสมในหมู่บ้านนั้น หรือในกาละนั้น ไม่ต้องเลือกตั้ง เลือกตั้งนั้นเป็นความจำนน ว่าเขาแย่งกัน แย่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขกัน ถ้าคนในหมู่บ้านนั้นไม่แย่งโลกียะ เป็นโลกุตระ เขาจะไม่ต้องเลือกตั้ง เพราะเขาไม่แย่งกัน ถ้าอยากดูประชาธิปไตยที่แท้จิรง มาดูที่กลุ่มชุมชนชาวอโศก เขามีซาวเสียง เขาไม่ต้องเลือกตั้งใครจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ให้ทำ แล้วผลัดกันทำ ไม่แย่งชิง ช่วยกันบริหารแล้วเอาสิ่งที่ได้เข้าส่วนกลางคือเสียภาษี 100% ทำได้ยิ่งยอดกว่าคอมมิวนิสต์สังคมนิยม เป็นประเทศเล็กๆเป็นหมู่บ้าน แล้วมีพฤติกรรมจิต จิตใจเป็นพฤติกรรมจริง ชาวอโศก อยู่อย่างสาธารณโภคี ใครจะมีส่วนตัวก็ไปทำข้างนอก แต่มาอยู่ในนี้ก็ทำกันอย่างนี้ ร่วมกันกินร่วมกันใช้ มีตึกรามส่วนกลาง ที่ทำงานส่วนกลาง เกิดผลผลิตก็เอามากินใช้ตามเหมาะควร แล้วเจ้าหน้าที่ดูแล ก็อาจเหนื่อยหน่อย เอามาใส่จานให้กิน แล้วก็ต้องมาเก็บจานให้ แต่ก็มีคนล้างจานเองเป็นส่วนใหญ่ คนเลวบ้างที่ไม่ล้างจานเอง ก็มีพวกเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่มีแล้ว นี่คือสังคม จุดสำคัญของสังคมต้องการ สังคมประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ ก็ต้องการสังคมที่เป็นอยู่อย่างชาวอโศก ที่ปฏิบัติสำเร็จความเป็นประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุด เพราะเป็นโลกุตระ ขออภัยที่พูดใหญ่โต จะพูดมานานแล้ว เกือบห้าสิบปีแล้วก็ขอพูดอย่างนี้แหละ ไม่เชื่อก็มาตรวจสอบ มาดู ตรงตามที่อาตมาพูดไหม หรือพูดคุยโม้เฉยๆ แล้วอยู่อย่างไร ขอยืนยันว่า ชาวอโศก อยู่อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ อยู่อย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ทุกชุมชนชาวอโศกมีคนมีศีล ไม่ใช่รับศีลแค่ในวัด ออกจากวัดแล้วไม่มีศีล หรือไปทำเลอะเทอะในวัดอีก โกงเงินในวัด มาผิดกามในวัด มาฆ่าสัตว์ในวัด หลอกลวงในวัด เอาอบายมุขมาในวัด เอาหุ้นก็ดี เอาการสะสมเงินทองระบบโลกียะ สหกรณ์อย่างธรรมกายทำ เอาอบายมุขเลวร้ายมาในวัดหมด เป็นกิจการใหญ่โต เขาไม่รู้ว่าอบายมุขคืออะไร การสร้างวิมาน สร้างภาพหลอกคนคืออบายมุข การหาเงินให้ตัวเองมากๆคืออบายมุข ศาสนาพุทธ สอนให้ สะพัดออก ทำอย่างเสียสละ ขาดทุนคือกำไร กำไรแบบได้เปรียบเขาไม่เอา มาเป็นคนเสียเปรียบ มีชีวิตให้เขาได้ตลอดกาลจนตายอยู่ได้ไหม... อยู่ได้ เพราะเรามีสมรรถนะ มีความขยัน มีความสามารถ ก็เกิดผลผลิต เราก็กินใช้ ในสิ่งที่เราทำ เราไม่ใช่คนขี้เกียจ เพราะในตัวของคนมีสมรรถนะ มีความขยัน ไม่งอมืองอเท้าไม่ทำงาน แต่เป็นคนทำงานสร้างสรรค์เสียสละ เราทำสิ่งไม่เป็นพิษ สร้างสรร เป็นกัมมันตะ ก็เอาสิ่งที่ตนเองทำเกินกินใช้ไปเสียสละ คนที่มีพลังงานสร้างสรรมีผลผลิตเกินกินใช้ของตน คือคนก้าวหน้าเป็นคนมี Coefficient มีพลังการก้าวหน้า มีความรู้เป็นต้นทุน เป็น static มีต้นทุน มีความรู้ สมรรถนะ คือความสามารถ แล้วเป็นคนมีกรรมกิริยา การงาน ตามสมรรถนะ ความรู้เรา ทำตลอด สมควรพักก็พัก พักพอแล้ว จะเพียรก็เพียร ผู้ข้ามโอฆสงสารแล้ว จะมีคุณสมบัติ อย่างไร อย่างสั้นที่สุด เป็นอรหันต์แล้ว จะมีสิ่งยืนยันคือ เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้ (พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 2) เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)

เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม ๑๕ ข้อ ๒)

คนไม่ป่วย แล้วพักตลอดกาลคือคนตาย ยังไม่ตาย เจ็บป่วยก็ควรพัก นอกนั้นเพียร เพียรจึงมากกว่าพัก ผู้มีเพียรมากกว่าพัก เศรษฐกิจก็ดี ผู้พักมากกว่าเพียร พักเพราะขี้เกียจก็มีแต่ฉิบหาย เบียดเบียน ทุกวันนี้อาตมาอยู่อย่างเพียรมากกว่าพัก เพราะสังคมมีความไม่ดี มีความเสื่อม มิจฉาทิฏฐิ ทำลายความเป็นอยู่สังคม ด้วยการประพฤติที่ไม่ดี ก็ต้องพูดต้องอธิบาย โขกสับ ด่า ต้องว่า สิ่งที่ไม่ดีมันมาก เลยพูดแต่สิ่งตำหนิมาก สิ่งที่ดีมันมีน้อย จนไม่มีจะยกจะชม ส่ิงที่ดีจริงๆคือโลกุตรธรรม โลกุตรธรรม ตอนนี้เกือบจะไม่มีให้ยกเลย ถ้าอาตมาไม่มีในหลวงที่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงพระจริยวัตรมา 70 ปี เป็นโลกุตระ ก็ไม่มีจะให้ยก แม้แต่พระแต่เจ้า ผู้เป็นตัวแทนศาสนา ก็ยังทำงานเหยาะๆแหยะๆ โดยเฉพาะงานบรรยาย ไม่โดดเด่นชัดเจน ในหลวงไม่ได้ทรงบรรยายมาก ท่านตรัสน้อย พูดน้อย จนอาตมาเป็นคนพูดว่าในหลวงพระองค์นี้มาบำเพ็ญปางเตมีย์ใบ้ กับปางพระมหาชนก ท่านทรงงานอย่างมั่นพระทัยว่าเป็นสิ่งดีงามก็ทรงงานไป ไม่รู้ว่าจะถึงฝั่งหรือไม่ก็ทรงไปจนสิ้นพระชนม์ ส่วนตรัสว่าคนอื่นหรือสอนก็น้อยมาก จนอาตมาว่าเป็นพระเตมีย์ใบ้ อาตมาว่าน่าจะเติมที่ท่านไม่มีเวลาขยายความ ให้ทำตามอย่างท่าน อาตมาก็เลยต้องมาขยายความ อาตมาจำเป็นต้องทำหน้าที่นี้ อธิบายต่อ จึงใช้เวลาบรรยาย ไม่ได้ลงพื้นที่อย่างในหลวง ในหลวงไปในทุกพื้นที่ ข้าราชบริพารก็ต้องรับสนอง เหมือนท่านไปปัดสวะในน้ำ ก็แหวกออก แต่พอไป สวะก็รวมตัวอย่างเก่า เห็นพระทัยพระองค์ท่านจริงๆ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข กษัตริย์ที่เป็นประมุขต้องมี DNA สืบสันตติวงศ์ ทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยต้องมีสองขาคือ กษัตริย์กับประชาชน ถ้าประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์มีแต่ประธานาธิบดี โดยสุ่มเอาจากประชาชน ไม่ได้สืบสันตติวงค์ ไปสุ่มจากใครก็ได้ ไปหาเสียงด้วยกลเม็ดให้คนเลือกเรามาเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ เท่ากษัตริย์เลย เป็นใครไม่รู้ได้อบรมฝึกฝนมาอย่างไรไม่รู้ แล้วใครเป็นกษัตริย์เพียงชั่วคราว เป็นประธานาธิบดี 4 ปี แล้วก็หยุด 4 ปีสุ่มมาใหม่ สะเปะสะปะ ไม่มีสืบสันตติวงค์เลย อาตมาเลยนิยาม ประชาธิปไตยต้องมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการสืบทอดมีกฎมณเฑียรบาล จะเป็นกษัตริย์ต้องมีคุณสมบัติคุณธรรมถึงขั้นทศพิธราชธรรม กษัตริย์ที่เป็นประมุขต้องมี DNA สืบสันตติ ต้องมีกฎหลักเกณฑ์ มีกฎมณเฑียรบาล ทำให้คนเป็นคนดี รู้จักว่าประชาชนเป็นลูกของเรา คนชั่วหรือคนดีก็เป็นลูกของเรา ต้องอบรมคนชั่วทำให้คนชั่วเป็นคนดีให้ได้ มาเป็นลูกของเราทิ้งไม่ได้ ประชากรทุกคนเป็นลูกของพระองค์ ชั่วก็มีดีก็มี จึงมีหน้าที่ทำให้ลูกชั่วเป็นลูกดี เมื่อลูกดีแล้ว ก็มาช่วยกันบริหารประเทศ กษัตริย์ต้องมีหน้าที่อย่างนั้นเลย

4. ทรงมี “ทศพิธราชธรรม” ในพระจริยวัตรแท้ 5. ขาดขา 1 ขาใดไม่ได้ ขาเดียวไม่ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย อาตมาให้ตามท้าพิสูจน์ประชาธิปไตยขาเดียวที่มีมาไม่ถึงสองร้อยปี คุณมีชีวิตอยู่ยาวไปสามร้อยปี แล้วดูว่า อเมริกาที่บริหารประชาธิปไตยขาเดียวจะเป็นอย่างไรรับรองว่าจะบ้าๆบอๆตอนนี้ก็มีรูปรอยแล้ว ประชาธิปไตยต้องมีประชาชนใหญ่ แต่ โดนัลด์ทรัมป์ มาบอกว่า กูเป็นใหญ่ ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องรับใช้ประชาชน รับใช้ทุกประเทศ ถ้าประกาศว่า อเมริกาต้องเป็นประเทศยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อันนี้ไม่มีความรู้ประชาธิปไตยเลย แม้เท่าขี้เล็บ กูต้องใหญ่ต้องรวยก็ตรงกันข้ามกับพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 9 แล้วตรงกับธัมมชโยที่เขาให้คนไปรวย 6. มี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป คือมีธาตุรู้กับสิ่งประกอบสองอย่างอาศัยกัน ร่วมกันทำให้ไม่เป็นภัยเป็นโทษมีแต่ดีกับดี 7. ชื่อว่าธรรมะ 2 คือรูปกับนามหรือเลือด-วิญญาณ รู้จักธรรมะสองว่าต้องทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง คือจิตวิญญาณ ความรู้ความสามารถทำงานในสังคมโดยไม่เห็นแก่ตัว การทำงานเพื่อสังคมเพื่อผู้อื่น ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งโดยเฉพาะ เวทนา หากทำให้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน