สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เจโตปริยญาณ 16 กับ สัมมาสติ_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.14 KB
วันที่แก้ไข20 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เจโตปริยญาณ 16 กับ สัมมาสติ พ่อครูว่า...สัมมาสติ ก็คือความระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งภายนอกและภายใน จะต้องเป็นผู้ที่รู้ทุกอย่างครบครัน อย่าให้รู้ลำๆเลืองๆแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ต้องรู้ครบ เป็นกายคตาสติ กายนี้มีทั้งภายนอกและภายใน วิโมกข์ 8 นี้ ต้องมีสภาพกำหนดรู้ทั้ง นอกและใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ปฏิบัติให้เป็นโลกุตรธรรม ให้จิตในจิต เจโตปริยญาณ 16 ให้รู้ว่ามีจิตอกุศล สราคะ สโทสะ สโมหะแล้วทำให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ปฏิบัติเจโตปริยญาณ 16 สามตัวแรกคือ สราคะ สโทสะ สโมหะ เมื่อรู้ว่าอาการจิตอย่างนี้คือจิตที่มีกิเลส เราก็อ่านจิตนั้นรู้ว่า มันเป็นกิเลส แบบราคะ เราก็ต้องทำให้ไม่มี คือจิตมี สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้ไม่มีเรียกว่า วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ทำให้ไม่มีอาการอย่างสมถะสะกดจิตก็ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ จะต้องเป็นวิปัสสนา หนึ่งสราคะ สโทสะ สโมหะ ทำให้เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ให้ได้ คือสามคู่แรกของ เจโตปริยญาณ 16 ตามที่จะทำให้จางคลายลงได้ มันมีองค์ประชุมเป็นเคหสิตเวทนาก็ทำออกเป็นเนกขัมสิตเวทนา เป็นมโนปวิจาร 18 ทำสำเร็จ เมื่อเริ่มทำคุณจะเริ่มทำจิตจางคลายได้แต่อยู่ในระดับของ สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตัง สังขิตตังจิตตัง คือ นิวเคลียร์ฟิวชัน พวกจับตัวเป็นก้อน คือเจโต พวกจม วิกขิตตังจิตตัง คือนิวเคลียร์ฟิชชัน พวกฟุ้งกระจายหายไปเลย พวกปัญญา พวกลอย

_มีคำถามว่าธรรมะสองกับธรรมะหมวดสองต่างกันอย่างไร ตอบ..ธรรมสองคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คือเวทนาสอง หรือ แต่ว่า ธรรมะหมวดสองคือเป็นข้อธรรมะที่มีสองข้อ

มาต่อ เจโตปริยญาณ 16 คู่ต่อไปคือ 9.มหัคคตังจิตตัง กับ 10.อมหัคคตังจิตตัง มหัคคตังจิตตัง คือ

อ่านต่อ

ทำให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไป ยิ่งใหญ่ขึ้น อมหัคคตังจิตตัง คือยังไม่สามารถทำให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไป ไม่เจริญไม่ยิ่งใหญ่ขึ้นไม่พัฒนา ต้องตรวจจิตเรา เราทำได้ขั้นหนึ่งก็แล้ว ได้เป็นก้อนแท่งแค่นี้ หรือทำได้แค่นี้แต่ก็ฟุ้งซ่าน ทำได้สองตระกูล สายฟุ้งซ่าน กับสายกดหลับตาสะกดจิต

๑๑. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) ๑๒. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . ๑๓. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) ๑๔. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) ๑๕. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . ๑๖. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) วิมุติแล้ววิมุติถาวรหรือไม่ ถาวรคือสมาหิตัง ส่วนอวิมุติคือ พวกอวิมุติจร ที่เหลือ แล้วตรวจสอบว่ามันมีวิมุติตั้งมั่นอย่างสมาหิตังอย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”หรือไม่ ส่วน นัติถิอุปมานั้น ก็ผู้เข้าถึงรู้จริงจะรู้ได้

วิโมกข์ข้อที่ 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓ อธิมุตโตคือมันเจริญขึ้น เขาไปแปล อธิมุตหรืออธิโมกข์ว่า ผู้ที่น้อมใจไปเห็นว่าเป็นของงาม จิตอธิโมกข์ อธิมุติ คือจิตมีทิศทาง ไปสู่ความเจริญ เรียกว่าสุภะ เจริญไปสู่ความควรได้ควรมีควรเป็น สุภันเตวะ เกิดในที่สุด โหติ มีสภาพเจริญอันนี้ นี่คือข้อที่ 3 พยัญชนะที่ว่าน้อมไปให้เห็นว่าเป็นของงาม ฟังแล้วเป็นภาษาแบบโลก เช่น เห็นดอกไม้นี้จิตใจก็น้อม น้อมว่าอยากได้ หรือจิตใจ เป็นของที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามีไม่น่าเป็น แต่กลับไปเห็นว่าเป็นของงาม น่าได้น่ามีน่าเป็น (วิปลาส) เช่น ไปเห็นว่า สุภกิณหา ของที่น่าได้ น่าใคร่น่ามีน่าเป็น แต่ไม่ใช้คำว่ากามใคร่อยาก แต่อันนี้เป็นของน่าได้ เมื่อไปเข้าใจพยัญชนะอันนั้นก็เลย แปลไปแล้วมันยังไง ถ้าจะแปลว่าจิตที่โน้มไป สู่สิ่งที่เป็นสุภะ สู่สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น คือจิตของคุณถูกต้องแล้ว มีทิศทางสู่วิมุติหรืออธิโมกข์ เดินทางไปสู่ทิศทางหลุดพ้น ผู้ปฏิบัติจะมีญาณปัญญารู้จิตของเราว่ามันเดินทางถูกแล้ว เรียกว่า จิตที่น้อมไป ตีเส้นทางเดินสู่สิ่งที่ควรจะได้ สุภะ สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น แต่เมื่อปฏิบัติผิดจะได้เกิดภาวะของเทวนิยม ไปได้อาภัสรา สุภกิณหา สายสว่าง สายในจะเป็นอาภัสรา อย่างสายธัมมชโย ได้ความใส ความใสเป็นมโนมยอัตตา ส่วนสายอาจารย์มั่น อาจารย์มหาบัว ไปนั่งหลับตาจะได้ความดับ ต่างจากพวกใส ที่จะใสตลอดกาล พวกใสหัวไป ส่วนพวกสายดับจะดับ กิณหะแปลว่าดำ เขาว่า ความดับความดำนี้เป็นสิ่งที่น่าได้

600522_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ห้องเรียนอภิธรรม เจโตปริยญาณ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน