ทำเวทนาให้มีความรู้สึกแบบพืช.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.20 KB
วันที่แก้ไข27 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทำเวทนาให้มีความรู้สึกแบบพืช เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้ที่อาตมาอธิบายให้ฟังตามลำดับเถอะ เริ่มสังขาร เรียนอภิสังขาร กายสังขารทำได้จริงรู้รูปนาม กายคือ 2 ภายนอกภายใน กายนี้พิสดารมาก กายสังขาร จะรวม วจี มโน เพราะกายขาดจิตไม่ได้ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 กายไม่มีจิตไม่ได้ แต่ต้องทำกายไม่ให้มีจิต โดยแยกกายแยกจิตให้ชัด แยกให้เป็นอาการของความรู้สึกคือเวทนาจะเป็นเครื่องตัดสิน ถ้าคุณทำความรู้สึกเวทนาให้ไม่มีความรู้สึกชนิดแบบจิต มีแต่ความรู้สึกชนิดพืชเท่านั้น ไม่เจ็บไม่ปวดไม่รักไม่ชังไม่ดูดไม่ผลัก ไม่บาปไม่บุญ มีแต่แค่สัญญากับสังขารไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ นี่แหละเป็นฐานที่คุณจะทำจิตให้เป็นเช่นนี้ให้ได้คุณก็จะได้ฐานอรหันต์ อาศัยว่าหมดความสุขความทุกข์ หมดบาปหมดบุญ หมดพยาบาท หมดดึงดูดผูกพัน หมด เป็นพลังงานเฉพาะตัว ถ้าเผื่อว่าพืชมันหมดพลังงานที่เป็นพลังงานชีวิตินทรีย์ ก็สลายเป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีพลังงานดึงดูดรักชังจะต้องไปเจอกันวาสิฏฐีจ๋า ไปกับสวรรค์ที่นั่นที่นี่กันนะจ๊ะ ไม่มี พืชไม่มี มันมีแต่จิตนิยามโง่ ถ้าจิตนิยามฉลาดไม่มี ถ้าจิตนิยามโง่มี ถ้าจิตนิยามฉลาดไม่มี ไม่มีจนกระทั่งเรียนรู้ความไม่มีอย่างถาวร ไม่มี จนแยกเป็นดินน้ำไฟลมได้หมดเลย ไม่กลับเวียนวนเป็นชีวะอีก แม้ดินน้ำไฟลมนี้จะจับตัวกันอีกก็ไม่ใช่อัตตาของพระอรหันต์นั้นอีก ไม่เป็นตัวเก่าแล้วก็เป็นอันใหม่ไป ซึ่งมันก็มีของมันเราจะไปเกี่ยวอะไร เราทำตัวเรา เราทำอัตตาคือตัวเราไม่ใช่ของใคร อย่าสับสนนะ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไทว่า… หอม พอมันตายแล้วมันเกิดใหม่ได้ไหม โยม.. ตอบไม่ได้ (พ่อครู;ว่า...ถ้าเชื้อมันยังไม่หายไม่แตกสลายยังไงมันก็เกิด ถ้าเชื้อมันหายมันก็สลายไป) หอม นี้มันคิดวนเวียนเองไม่ได้ ท่านสมณะ

อ่านต่อ

ฟ้าไทยกหัวหอมใหญ่ขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นพ่อครูให้พวกเราทำจิตให้เป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ได้ก็จะเป็นอุตุอีกชั้นหนึ่ง

พ่อครูว่า…เราเรียนรู้กายสังขาร แต่วจีสังขารก็เกิดจากจิตสังขาร เกิดในคน นกหนูปูปีกมันก็ส่งเสียงภาษาของมัน แต่คนมันเก่งด้านภาษาของมันไม่รู้กี่ภาษาเป็นพันเป็นหมื่นภาษาภาษาที่สูญหายไปแล้วก็มีเหลือภาษาที่ยังอยู่เท่าที่หยิบมาใช้แทนได้ เขาบอกว่าภาษาบาลีเป็นภาษาที่ตายแล้วแต่ยังคงอยู่ไม่ผิดเพี้ยนไม่เป็นอะไรมากมาย กายสังขารกับ มโนสังขาร มโนกับกาย ต้องร่วมกันตลอด มโน เป็นธาตุจิตตัวที่ 3 ธาตุจิตที่เป็นตัวใหญ่เรียกว่า “วิญญาณ” ธาตุที่เป็นตัวกลางเรียกว่า “จิต” ธาตุเล็กละเอียดเราเรียกว่า “มโน” วิญญาณก็คือรวมใหญ่แล้วก็มาแยกจิต เอาคำว่าจิตมาแจก เรียกเจตสิก มีเยอะ ในสัญญา ในเจตนาก็มีอีกเยอะ ซึ่งไม่ต้องไปคำนึงถึง เรียนรู้แต่เพียงว่าพยัญชนะเรานั้นหมายถึงสภาวะอย่างไรก็พอแล้วไม่ต้องไปกังวล มาเอาที่เวทนา เจตสิกเท่านั้น ถ้าเรียนรู้ตัวนี้จบ แยกธาตุจิต ตัวนี้ได้ครบสมบูรณ์เลย ท่านแยกไว้จาก เวทนา ตั้งแต่เวทนา 1 คือ กาย, เวทนา 2 คือเวทนาจิต เรียก “เจตสิกะ” กับ “กายิกะ” เวทนา 108 (ปัญจกังคสูตร พตปฎ. ล.18 ข.412-424) (แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) -เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป

เพราะฉะนั้นแยกจากจิตมาเป็นเจตสิก กับ กาย อันหนึ่งคือกายิกะ อีกอันคือเจตสิกะ เวทนา 2 คือ กายิกะ เกับเจตสิกะ คือรูปกับนาม คือ สิ่งที่เป็น static กับ Dynamic กายิกะเป็น static เจตสิกะ เป็น Dynamic ตัวหนึ่งเป็นตัวตั้ง ตัวหนึ่งเป็นตัวเคลื่อน เรียกว่ารูป กับ กาย แต่ไม่ได้หมายถึงรูปนิ่งๆอย่างเดียว กายจึงมีความพิสดารที่ยาก แล้วคนมาเข้าใจคำว่า กาย นี้ผิด มันเป็นกระดุมเม็ดแรก ถ้ากลัดผิด เม็ดต่อๆไปผิดหมด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงบอกว่าคุณจะเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าที่จะพ้นการผูกความเป็นสัตว์ เรียกว่าสังโยชน์ พ้นความเป็นสัตว์ผูกความเป็นสัตว์อยู่ ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์มนุษย์ จนกระทั่งมาเป็นพระพรหม คุณก็เป็นพรหมเทวะ เป็นพระเจ้าไป ถ้ายังไม่เป็นพรหมสมบูรณ์ ก็ต้องเรียนรู้อย่างละเอียดละออจริงๆ ดูความต่าง มารหรือผี กิเลสนี่เองที่จริงมันก็คือกิเลสมนุษย์ก็คือกิเลสร่วม ก็คือกิเลสเป็นเทวดามารพรหม เทวดาสูงสุดเรียกว่า วิสุทธิเทพ อุปัติเทพคือเทพโลกุตระ มีสามเทพ คือ 1. สมมติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ). . 2. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) . 3. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654)

640127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาติ 5 แยกวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน