ดินน้ำไฟลมหาที่สุดได้ตรงไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ดินน้ำไฟลมหาที่สุดได้ตรงไหน พ่อครูว่า…พ่อครูยกหอมหัวใหญ่มาชื่นชม...คนก็อาจเพ่งโทษ คุณจงสำคัญให้แม่นมั่นว่าปัจจุบันธรรมนั้นมีความต่างจากอดีต ปัจจุบันนั้นมี จิ๊ดนึง จากนั้นก็เป็นอดีตแล้ว ปัจจุบันมันละเอียด อาตมาสื่อให้เห็น อาตมาไม่ใช่ตัวดื้อด้านดึงดัน จนกระทั่งไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยจะพัฒนาขึ้นเปลี่ยนแปลงในทางสัมมาทิฏฐิมีปรโตโฆษะ อาตมาไม่ใช่คนเช่นนั้นแต่อาตมาต่างหากเป็นคนที่จะเตือนย้ำซ้ำซากสำหรับคนที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้น อาตมาก็พูดไปไม่รู้กี่ทีกี่ครั้งกี่คราวและว่าที่คุณยึดอยู่นั้น คุณมั่นใจว่าเป็น อรหัตตผลแล้ว เป็นธรรมะที่บรรลุแล้วจริง 1 คือคนที่เขายังไม่แน่ใจยังไม่รู้ชัดเจนว่าอรหันต์คืออะไรก็ตอบไม่ได้ 2 ก็จะมีคนที่หลงผิดมิจฉาทิฏฐิ ไปยึดอรหันต์เก๊ที่ตัวเองได้สภาวะเก๊ที่ว่าเป็นอรหันต์แล้วก็ยึดถือด้วยอวิชชาก็หลงหัวปักหัวปำ คนคนนี้จะอีกนานกว่า อาตมาไม่หวังเท่าไหร่หรอกคนที่ยึดถืออย่างนี้ ยึดหัวปักหัวปำว่าที่ฉันได้นี้เป็นจริงทั้งที่เป็นของผิดเพราะคนยึดถือด้วยอวิชชาด้วยความโง่ คุณไม่คิดจะเปลี่ยนอวิชชาของคุณเลย พูดเท่าไหร่คุณไม่กระเทือนเลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบวิญญาณและนามรูป วิญญาณและนามรูปท่านขยายความว่าเหมือนกับโจรปล้นศาสนาที่ไม่เรียนรู้นามรูปไม่รู้จักนามรูป ตัวสำคัญที่จะต้องแยกความเป็น 2 เพื่อที่จะมาทำงานกับตัววิญญาณที่เป็นตัวกลางเป็นองค์รวมของรูปเวทนาสัญญาสังขารอีก 4 เจตสิก วิญญาณขันธ์ หรือ วิญญาณธาตุเป็นองค์ประธานของ 4 อันนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร เลยต้องมาแยกกันอีก คุณไม่สามารถตีแตก คุณไม่ได้แยกก็จึงยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหละ แม้แต่ความเป็น 2 คุณก็ไม่ตีแตก คุณเอาแต่ 1 และ 1 1 1 ฉันเป็นหนึ่งตลอดกาลนานทั้งที่มันไม่เป็น 1 มันเป็น 2 อยู่แล
อ่านต่อ
้วก็มี 3 4 5 6 7 8 9 10 ไปเรื่อยๆคุณก็ยังไม่ยอมเหมือนพวกเทวนิยม 1 อยู่แตะไม่ได้เลย ตีไม่แตกอยู่อย่างนี้นิรันดร ยึดว่าจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นเที่ยงนิรันดร อาตมาก็พูดให้คุณสะดุดแล้วเปลี่ยนสิ อาตมาให้ดูทฤษฎีพระพุทธเจ้าที่อาตมาพาทำ เปลี่ยนมาทำดู คุณจะได้เห็น 2 อย่าง คุณได้อย่างนั้นอาตมาไม่สงสัยทำอย่างเที่ยงๆอย่างนั้นอาตมาก็เคยทำมาเคยหลงมา แล้ว ก็มาเปลี่ยนแปลงจนมาเป็นอย่างนี้ อาตมาเลยได้ทั้ง 2 อย่างเป็นเทวะ แต่คุณหลงทิศทางเดียวเป็น โลกียะที่เป็น อัญญะ เป็นอันอื่นที่ต่างจากที่คุณมี เป็นอัญญธาตุ อัญญธาตุ เป็นของของอื่นของใหม่ การอธิบายโลกนี้โลกอื่น โลกนี้โลกอื่นในสัมมาทิฏฐิ 10 จะมีตัวที่ 4 กรรม ตัวที่ 5 โลกนี้ ตัวที่ 6 โลกหน้า หรือโลกอื่นโลกใหม่ ที่ต่างจากโลกนี้ๆๆ ไม่เปลี่ยนเป็น 2 เลยไม่เปลี่ยนเป็นอื่น เพราะฉะนั้นคนที่จะมาอธิบายขยายความในโลกนี้กับโลกอื่น มันมีโลกหน้าโลกใหม่ที่แตกต่าง จนกระทั่งถึงขั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะคุณไปมีอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่อันนี้ไม่มี ไม่มี และ 0 สุดเลย และรู้ถึงความมีอย่างไม่มีที่สุดด้วย แต่ทางโน้นรู้อย่างเดียวและไม่รู้ที่สุดของตัวเองด้วย เหมือนอย่าง โลหิตตัส ไปหาที่สุดของดินน้ำลมไฟอยู่ที่ไหน ไปถามพระพรหมที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นเจ้าของความจริงความรู้ที่ใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าตัวเองก็ใหญ่เหมือนกันแต่ไม่ได้ประกาศแบบพระพรหม พระพรหมประกาศไปคนก็หลงเชื่อ ไปถามว่าดินน้ำลมไฟจะมีที่สุดที่ไหน พระพรหมก็อั้นตู้ไม่รู้ เพราะไม่รู้ที่สุดแห่งดินน้ำไฟลม แล้วถามต่อหน้าบริวาร ถามว่าดินน้ำลมไฟมีที่สุดอยู่ที่ไหน พระพรหมก็บอกว่าข้านี่แหละใหญ่ อยู่ 3 ที พระพหรมก็ไล่กลับให้ไปถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเธอไม่ควรถามเช่นนั้น ควรถามว่าดินน้ำไฟลมไม่หยั่งลงที่ไหนจึงจะสำเร็จ มีที่สุดอยู่ที่ไหนนั้นไม่มีใครรู้หรอก ถ้ามหาจักรวาลนี้หายไปหมดเลยนั่นแหละดินน้ำลมไฟถึงจะหายไปแล้วใครจะทำให้ดินน้ำลมไฟมันหาย..พระเจ้าหรือ พระพุทธเจ้าก็เลยสาธยายให้ฟังว่าไม่หยั่งลงคืออะไร ไม่มีที่สุดคืออะไร ไม่มีที่สุดก็คือไม่รู้ที่สุดแต่หยั่งลงก็คือไม่ให้หยั่งลงเป็น โอกกันติ เรียนรู้ธาตุดินน้ำไฟลมธาตุพีช จิต แล้วเรียนรู้ว่ามันปรุงแต่งกันอยู่ขนาดไหน มีพลังงานร่วมปรุงแต่ง เสร็จแล้วเร็วก็เรียนรู้แค่ให้มันไม่หยั่งลง หมดความเป็นชาติ ให้หมดความเป็นชีวิตินทรีย์ก็หมดชาติ ไม่ให้เกิดอย่างเป็นจิตนิยาม ให้มันเกิดเป็นอย่างลดลงมาตามลำดับเป็นพีชนิยาม ซึ่งมันหมดสุขหมดทุกข์ ไม่มีพยาบาทไม่มีรักไม่มีชังไม่ก่อวิบากอีกก็ยังไม่หมด ชีวะ ดับชีวิตินทรีย์ให้ได้ แยกเป็นอุตุธาตุดินน้ำไฟลม ไม่ให้ดินน้ำไฟลมหยั่งลงในที่ๆเป็นพีชะหรือจิตนิยาม ดินน้ำไฟลมหยั่งลงในพีชนิยามจิตนิยาม ที่เราไม่ต้องการให้หยั่งลง เรารู้เธอแล้วมาร เราพังเรือนยอดของมารแล้ว ไม่เหลือแล้ว อยู่ไม่ได้ จิตก็หายไป พีชะก็หายไป สุดท้ายก็มีแต่อุตุ ดินน้ำไฟลม ทำได้แค่นี้หมดแม้แต่ความเป็น ชีวะ ระดับพืช หมดแม้แต่ความเป็นชีวะระดับจิตหมดไปเลยไม่มีชีวะ เพราะในมหาจักรวาลนี้ดินน้ำไฟลมเป็นพื้น แล้วพัฒนาเป็นพืชเป็นจิต แล้วเป็นจิตอวิชชามาก่อน รักกันฆ่ากัน เป็นนิยายนับไม่ถ้วน ยังจะมีคนเขียนนิยายเขียนเองคิดเองด้วยความไม่เข้าใจจริง เขียนไปปอีกกี่ร้อยเรื่อง อาตมาเกิดมาก็อยากเป็นนักประพันธ์เขียนให้มันพิสดารแปลกๆกันเยอะ แต่เขียนแล้วมันเป็นเชิงคุณธรรม เขียนแล้วคนไม่เข้าใจ มันเป็นโลกุตรธรรม มันเป็นนิยายโลกุตรธรรม คนก็เข้าใจไม่ได้ส่งไปที่ไหนเขาก็ไม่ค่อยลง ลงบ้างก็ไม่มากแต่เขียนจังเลย ดีไม่ดีส่งประกวดแล้วมันจะได้รางวัลอะไรเพราะกรรมการเขาไม่มีปัญญาจะรู้โลกุตรธรรม มันก็สมน้ำหน้าอยากได้รางวัลจะไปได้อย่างไร เขียนไปให้เขาไม่รู้เรื่องเพราะว่าไม่ได้เขียนอย่างโลกๆ เขียนอย่างไรเขียนอะไรเขาก็ไม่รู้เรื่อง
640127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาติ 5 แยกวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9